หิ่งห้อยไดอารี่ (10)

Image courtesy of Nutdanai Apikhomboonwaroot / FreeDigitalPhotos.net

 

ริจะเป็น Value Investor นอกจากจะต้องหมั่นศึกษาพื้นฐานของหุ้น เพื่อหาตัวที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และมีอนาคตดี ปันผลดี ซื้อแล้วคุ้มกว่าการเอาเงินไปฝากธนาคารแล้ว ยังต้องมีทุนทรัพย์พอสมควรด้วยครับ เพราะแม้ว่าจะสามารถสอยหุ้นมาในราคา 1 บาทได้ และในที่สุดมันก็วิ่งไปที่ 3 บาทภายใน 2 ปี แต่หากคุณมีแค่ 1,000 หุ้น มันก็แค่ได้เงิน 2000 บาทใน 2 ปีเท่านั้นเอง พอร์ตของคุณจะไม่ได้เติบโตอะไรเท่าไหร่เลย จริงไหมล่ะ … ถ้าไม่มีทุนทรัพย์ที่จะซื้อคราวละมากๆ ได้ ก็ควรจะมีวินัยในการสอยหุ้นมาถัวเรื่อยๆ โดยพยายามให้ราคาทุนมันต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (ซึ่งตรงนี้ความสามารถในการดูกราฟและจับจังหวะเข้ามาช้อนซื้อหุ้นสำคัญมาก)

จากที่ได้เล่นหุ้นมาร่วม 2 เดือน ผมพบว่า หนทางในการเพิ่มทุนทรัพย์เพื่อขยายพอร์ตนั้น น่าจะมาจาก 2 ช่องทางหลักๆ ดังนี้ครับ

1. มีวินัยในตัวเอง แบ่งเงินเก็บมาลงทุน … เป็นหนทางพื้นฐานครับ ใช้เงินของเราเอง … ส่วนหนึ่งเก็บแบบที่ปลอดภัย เช่นฝากธนาคาร อันนี้เป็นเงินหมุนเวียนสะดวก ไว้ใช้เมื่อไหร่ก็ได้ อีกส่วนหนึ่งเอามาลงทุนในหุ้น อันนี้เสี่ยงแต่ผลตอบแทนดีกว่า จะแบ่งเท่าไหร่ อันนี้อยู่ที่แต่ละคนเลยครับ ออม 70% ลงหุ้น 30% หรือจะ ออม 50% ลงหุ้น 50% ก็ตามสะดวกเลยครับ (อย่าลืม การลงทุนมีความเสี่ยง)

ข้อดีของวิธีนี้คือ ไม่ต้องลงคราวละเยอะๆ มีน้อยซื้อน้อย ค่อยบรรจง (แต่อย่าลืมคำนึงถึงค่านายหน้าด้วยนะครับ ถ้าจะซื้อเก็บ แนะนำให้ซื้ออย่างน้อยๆ คราวละ 30,000 บาท จะได้คุ้มค่านายหน้านะครับพี่น้อง) แต่มีข้อเสียคือ มันคือเงินตัวเองล้วนๆ ครับ

2. ใช้เงินต่อเงิน แบ่งพอร์ตลงทุนเพื่อขยายพอร์ต … อันนี้จะทำต้องฟิตหน่อย ฟิตมากกว่าการเป็น Value Investor ครับ … ที่เขาเรียกว่านักลงทุนแนวผสมผสานไง … เอาเงินมาลงไว้กองนึง แบ่งออกส่วนหนึ่งมาลงทุนตามแนว Value Investor ตามที่ตั้งใจ อีกส่วนเอาไว้ซื้อขายทำกำไรระยะสั้น เพื่อเอาเงินที่ได้นั้นสะสมแล้วมาซื้อหุ้นตามแนว Value Investor ไป

ข้อดีของวิธีนี้คือ มันเป็นการเอาเงินไปต่อเงินครับ กำไรที่ได้มาจากการขายระยะสั้นนี่ พอเอาไปซื้อเป็นหุ้นมา เราจะมองว่านี่คือหุ้นฟรีก็ได้นะ อันนี้แล้วแต่จะคิด (แต่ผมคิดแบบนั้น) แต่ก็มีข้อเสียคือ ต้องลงทุนเยอะหน่อย และถ้าจะให้ดี เงินกองที่เอามาทำกำไรระยะสั้นควรมีซัก 30,000 บาทขึ้นไป เพราะจะได้คุ้มค่าคอมมิชชั่นครับ นอกจากนี้มันก็เพิ่มความเสี่ยงด้วยครับ เพราะถ้าซื้อผิดก็ติดดอยเอาง่ายๆ เหมือนกัน

เชื่อว่าคงมีคำถามต่อว่า แล้วเวลาขายเก็งกำไรระยะสั้น จะขายซักเท่าไหร่ดี … อันนี้ขอบอกว่า “ตัวใครตัวมัน” อ่ะ เพราะแต่ละคนมีความพึงพอใจที่แตกต่างกันไปครับ โดยส่วนตัวผม ผมมองว่าแค่ซัก 900+ ก็พอแล้ว ลงทุนซัก 30,000 บาท ใน 1-2 วัน ได้กำไรซัก 900 บาทเนี่ย ก็ตกราวๆ 3% แล้วนะพี่น้อง ถ้าทำแบบนี้ได้ทุกวัน ครบเดือน (ประมาณ 20 วันทำการที่ซื้อขายหุ้นได้) ถ้าใช้เวลาทำกำไรคราวละ 2 วัน เท่ากับได้ราวๆ 30% ต่อเดือน ดีกว่าดอกเบี้ยธนาคารเห็นๆ ครับ ลงทุน 30,000 บาท ก็ได้มาราวๆ 9,000 บาทแล้ว ชิลๆ เอา  9,000 บาทไปซื้อหุ้นได้เยอะอยู่

แต่บางคนอาจจะต้องการกำไรต่อครั้งมากกว่านี้ เช่น 5% – 10% หรือมากกว่าเป็นต้น … ถามว่าเป็นไปได้ไหม? เป็นไปได้ เพราะพวก Top Gainers ในแต่ละวันเนี่ย ทำกำไรระดับ 5% ขึ้นไป เผลอๆ ไปถึง 30% สบายๆ (สูงสุดได้แค่นั้น เพราะติดเพดานครับ) แต่คงต้องเก่งพอสมควรเลยละครับ เพราะต้องตามข่าวมาอย่างดี แถมยังต้องสามารถกระโจนเข้าไปซื้อได้ทันเวลาด้วย

 

พวกหุ้นที่เป็น Top Gainers นี่ ทำกำไรได้มากกว่า 5% สบายๆ

 

อย่างไรก็ดี … ต้องดูตัวเลข Vol ที่อยู่ขวาสุดให้ดีนะครับ (คอลัมน์ไหนหมายถึงอะไรให้อ่าน ตำนานหิ่งห้อยบทที่ 9) เพราะมันคือปริมาณหุ้นที่ทำการซื้อขาย … ไอ้หุ้นที่ทำกำไรระดับ 9.05% อย่าง TNL แต่ขายกันแค่ 2,600 หุ้นเนี่ย มันไม่เวิร์กหรอกนะ … และหุ้นระดับสตางค์เนี่ย (พวกที่ 0.01 – 0.10 บาท ทำนองเนี้ย) ขึ้นลงทีละสตางค์ก็ดูกำไรเยอะดี แต่กำไรเยอะเท่ากับเวลาขาดทุนก็ขาดทุนเยอะนะครับพี่น้อง

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: