หิ่งห้อยไดอารี่ (9)

เมื่อวาน 28 ธันวาคม 2555 เป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายหุ้นในปี 2555 แล้ว แต่วันนี้ยังมีเรื่องให้เขียนลงไดอารี่อีก เพราะมีน้องเขาถามมาว่า “ทำไมหุ้นจึงตก” (ดีนะ น้องเขาไม่ถามว่าทำไมฝนถึงตก ผมจะได้ตอบว่า เพราะกบมันร้อง … ฮา) คำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะตอบสั้นๆ ก็ได้ ตอบยาวๆ ก็ได้ แล้วแต่ว่าจะตอบในมุมมองไหน แต่สำหรับผม ผมเป็นพวกมองระดับพื้นฐานด้วยความเข้าใจของผมเอง ดังนั้น ผมก็จะขออธิบายให้เข้าใจตามแบบฉบับของผมก็แล้วกันนะครับ แต่ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แต่อย่างใด และส่วนตัวผมเองก็เพิ่งหัดเล่นได้เมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้นหากท่านผู้อ่านท่านใด มีพื้นฐานที่ปึ้กกว่าผม อยากจะแชร์ความเห็นละก็ Comment ของบล็อกผมยินดีต้อนรับครับ

หากต้องการจะเข้าใจว่าทำไมราคาหุ้นถึงขั้นและลง ต้องเข้าใจเรื่องของอุปสงค์และอุปทานกันก่อนนะครับ … เพราะการซื้อขายหุ้นนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องตกลงกัน 2 ฝ่ายระหว่างคนซื้อหุ้นกับคนขายหุ้น คือ คนขายอยากขายราคานี้ ส่วนคนซื้อก็อยากซื้อที่ราคานี้ด้วย ซึ่งตรงนี้จะเข้าข่ายหลักอุปสงค์อุปทานครับ ซึ่งปกติแล้วหากราคาสูงคนซื้อก็อยากซื้อน้อยแต่คนขายอยากขายให้ได้เยอะ ในขณะที่หากราคาต่ำคนซื้อก็อยากซื้อเยอะๆ แต่คนขายก็อยากขายน้อยๆ … แต่เมื่อราคาและปริมาณมันเหมาะสมกัน การซื้อขายก็จะเกิดขึ้นได้

 

ต้องเข้าใจหลักการอุปสงค์อุปทาน

 

หุ้นมันก็อาศัยหลักการประมาณนี้แหละครับ คือ เมื่อราคาที่คนขายอยากขายมันตรงกับราคาที่คนซื้อพร้อมจะซื้อ ขายซื้อขายก็จะเกิดขึ้น แต่ความแตกต่างจากหลักอุปสงค์และอุปทานก็มีอยู่ นั่นคือ เมื่อราคาหุ้นมันตกลงเรื่อยๆ มันก็จะมีคนขายที่ไม่อยากขาย (เพราะกลัวขาดทุน) กับพวกที่อยากรีบๆ ขาย (เพื่อ Cut Loss) อยู่ และเช่นกัน เมื่อราคาหุ้นมันขึ้นไปเรื่อยๆ มันก็มีคนที่ไม่อยากขาย (เพราะรู้สึกว่าราคามันยังขึ้นไปได้อีก จะได้กำไรมากๆ) กับพวกที่อยากรีบๆ ขาย (เพื่อทำกำไร) อยู่

มองมุมกลับ เมื่อราคาหุ้นตกลงไปเรื่อยๆ ก็อาจจะมีคนอยากซื้อ (เพราะช้อนซื้อราคาถูกไว้ทำกำไรภายหลัง) และพวกที่ไม่อยากซื้อ (เพราะมองว่าหุ้นมันดิ่งแล้ว) แต่เมื่อราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ ก็อาจจะมีคนอยากซื้อ (เพราะมองว่าราคายังขึ้นไปได้อีก … ยังทำกำไรได้อยู่) และพวกที่ไม่อยากซื้อ (เพราะมองว่าราคาหุ้นมันสูงกว่าราคาพื้นฐานแล้ว) ก็มี

แต่หากพิจารณาสิ่งที่ผมเขียนถึงไปข้างต้นนี้ จะเห็นว่าทั้งหมดทั้งสิ้น การที่ราคาหุ้นมันลง มันเป็นความรู้สึกที่ผู้ซื้อมีต่อหุ้นและราคาของมันครับ … เมื่อผู้ซื้อมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันมันสูงกว่าที่พวกเขาคิดว่ามันควรจะเป็น พวกเขาก็จะไม่ซื้อหุ้น และหากมีคนอยากขายหุ้นนั้นให้พวกเขา ก็ต้องลดราคาขายลงมาเพื่อทำให้พวกเขารู้สึกว่า OK ที่จะซื้อ … หนำซ้ำ เมื่อต่างคนต่างก็จะซื้อราคาถูก แล้วคนขายก็พร้อมจะขายในราคาถูก มันก็อาจจะยิ่งไปกันใหญ่ เพราะคนอื่นๆ ก็อาจจะรู้สึกว่าต้องรีบขายหุ้นนี้ออกก่อนที่ราคาจะตกไปมากกว่านี้ (Cut Loss) เลยทำให้กลายเป็น ปริมาณหุ้นที่จะขายมากกว่าคนที่จะซื้อ ตรงนี้แหละที่หลักอุปสงค์อุปทานเข้ามามีบทบาท ทำให้ราคายิ่งลงไปกันใหญ่ … มองในทางตรงข้าม ถ้ามีคนมองว่าหุ้นนี้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ก็จะยินดีซื้อแม้จะต้องเพิ่มราคาเข้าไปอีก พอคนอื่นเห็นว่ามีคนพร้อมซื้อในราคาที่สูง ก็อาจจะแห่ตามมาซื้อกัน (หวังว่าราคาจะเพิ่มไปอีก จะได้ขายทำกำไร) ผลก็คือ คนซื้อมากกว่าคนขาย ราคาก็ยิ่งขึ้นไปอีก

ที่เหลือก็คือ ปัจจัยที่ทำให้คนมองว่าราคาหุ้นมันจะถูกหรือแพงครับ ซึ่งมีมากมาย เช่น

  • ผลประกอบการของบริษัทดีหรือแย่
  • ข่าวคราวอื่นๆ ที่มีผลต่อผลประกอบการของบริษัทในอนาคต
  • ปัจจัยอื่นๆ ภายในประเทศ เช่น การเมือง, การประท้วง
  • ปัจจัยอื่นๆ ภายนอกประเทศ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ
  • ฯลฯ

เดี๋ยวนี้โลกเรามันเชื่อมต่อกันไปหมด เด็ดปีกผีเสื้อสะเทือนถึงดวงดาวกันได้เลยทีเดียว … ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศนึงล้มระเนระนาด ส่งผลให้ธนาคารของประเทศนั้นๆ ล้มกันเป็นแถวๆ พวกธนาคารในประเทศเราที่เป็นเจ้าหนี้ของธนาคารเหล่านั้น หรือเป็นผู้ลงทุนในหุ้นของธนาคารเหล่านั้น ก็จะได้รับผลกระทบ หากประเทศนั้นพยายามอุ้มธุรกิจที่จะล้มจนเละเทะไปด้วย พันธบัตรของประเทศนั้นก็อาจจะกลายเป็น Junk Bond แล้วสะเทือนถึงพวกธนาคาร และสถาบันการเงินต่างๆ ที่ลงทุนในพันธบัตรนั้นๆ ไปด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ หุ้นธนาคารก็จะตก เป็นต้น

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. tamago says:

    หุ้นตกเพราะเม่าเป็นคนถือครับ(เอาฮาล่วนๆ)

Leave a Reply

%d bloggers like this: