LG Nexus 4 ตระกูล Nexus ที่สวยและแรงที่สุดเท่าที่เคยเล่นมา ตอนที่ 2

Print Friendly, PDF & Email

รีวิวตอนที่ 2 สำหรับ LG Nexus 4 คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องระบบปฏิบัติการ Android 4.2 กันบ้างครับ … ใช่ครับ แม้ว่าเจ้านี่จะใช้ Android Jelly Bean แต่มันเป็นเวอร์ชันใหม่ของ Android ครับ (Jelly Bean ตัวแรกมัน 4.1)  เราจะได้ดูกันว่า ในเวอร์ชันใหม่นี้ น่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ บ้าง แล้วมันจะทำให้ใช้งาน LG Nexus 4 ได้แหล่มแจ่มเป็ดขึ้นขนาดไหน … โดยส่วนตัว ผมใช้ Android 4.2 มาบ้างแล้วบน Nexus 7 ครับ แต่ว่านั่นมันเวอร์ชันสำหรับ Tablet อ่ะ แถมยังมีฟีเจอร์ไม่ครบเท่ากับเวอร์ชันบน Android Smartphone อีก (อย่างน้อยๆ ก็เพราะไม่มีกล้องหลัง เป็นต้น) ดังนั้น งวดนี้คงได้เห็นอะไรเต็มๆ บ้างละครับ

 

Android 4.2 Jelly Bean ตัวใหม่

มาดูกันว่าในระบบปฏิบัติการ Android 4.2 มีอะไรใหม่ๆ ให้ผู้ใช้งานได้ไปเล่นกันบ้างครับ … มองเผินๆ แล้ว เหมือนกับว่า User Interface ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป มันแอบซ่อนอยู่ครับ เช่น Notification แบบใหม่ที่สามารถตอบสนองต่อเราได้มากขึ้น เช่น สามารถกด Share รูป Screenshot ที่เรา Capture ได้เลย, Quick Settings ที่เพิ่มเข้ามา (แตะสลับระหว่าง Notification Bar กับ Quick Settings ได้) ซึ่งในแบบ Smartphone และ Tablet จะแตกต่างกันไป)

 

User Interface ของ Nexus 4

 

การพัฒนานี้ถือว่าดีขึ้นครับ จริงๆ ในส่วนของ Quick Settings เนี่ย มีหลายๆ แบรนด์เขาไม่รอ Google และทำในรูปแบบของตัวเองมานานแล้ว แต่ก็รู้สึกดีที่ Google ทำกะเขาซะทีครับ … ข้อเสียคือ ทำไมไม่ทำตัวเลือกสำหรับล็อกการหมุนหน้าจอหว่า?!? (ผมพยายามหาว่ามี Settings ไหนที่จะเพิ่มฟังก์ชั่นนี้เข้าไปบ้าง ก็หาไม่เจอ) แต่บน Android Tablet มีนะ

และแม้ว่าใครเขาจะโม้กันเรื่องแบตเตอรี่อึด ใช้งานต่อเนื่องได้นานเท่านั้นเท่านี้ หลายๆ คน ก็รู้สึกชินกับการที่ว่างเมื่อไหร่ ก็เสียบ Smartphone เข้ากับสายชาร์จเมื่อนั้น … Google ก็เลยมองว่า ควรจะมี Screensaver เหมือนกับบนเครื่อง PC ก็คงจะดี เลยทำฟีเจอร์ Daydream (แปลว่าฝันกลางวัน) มาให้ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะแสดงอะไร ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกา, สีสัน, ข้อมูล Feed จาก Google Currents, รูปภาพ และเมื่อไหร่ (เสียบเข้า Docking หรือ เสียบสายชาร์จ หรือทั้งคู่)

 

ฟังก์ชั่น Daydream ของ Android 4.2 ก็คือ Screensaver นั่นแหละ

 

Android ถูกโวยไว้เยอะ เรื่อง Security เพราะ Google Play Store นั้นไม่มีการตรวจสอบ App ที่จะปล่อยให้ดาวน์โหลดกัน ผลก็คือ มีโอกาสที่ผู้ใช้งานจะโดนหลอกให้ติดตั้ง App ที่มีพวก Malware ได้ … ปกติแล้ว Android จะไม่ยอมให้ติดตั้ง App จาก Unknown Sources ครับ ดังนั้น พวก App ที่ติดตั้งผ่านไฟล์ .apk ก็จะทำไม่ได้ แต่ถ้าติดตั้งผ่าน Google Play Store ล่ะผ่านฉลุย

 

Android 4.2 เพิ่มฟังก์ชั่นการให้ Google ทำการ Verify App ได้

 

แต่บน Android 4.2 นี้ จะมีฟีเจอร์ Verify apps เพิ่มเข้ามา อย่างน้อยๆ ก่อนที่จะติดตั้ง App อะไร ก็ให้มันไป Verify ก่อน แล้วเตือนเราว่ามีตัวไหนที่อาจเป็นอันตรายได้ … ก็ดีฮะ แต่โดยส่วนตัว ผมก็ยังคิดว่านอกจากเปิดฟีเจอร์นี้ใช้งานแล้ว ก็ควรที่จะติดตั้ง Antivirus อยู่ดีอ่ะนะ (โดยส่วนตัว แนะนำ Lookout Mobile Security ฟรีและดีทีเดียว)

อีกฟีเจอร์นึงที่ HTC เขาทำมานานแล้ว และ Google ก็เห็นดีเห็นงามทำกับเขาบ้าง(ซะที) ก็คือ Lock Screen Widget ครับ ที่ทำให้เวลาเราปิดหน้าจอเครื่องแล้วเปิดขึ้นมา มันจะแสดงข้อมูลบางอย่างให้ เช่น นาฬิกา, ตารางนัดหมาย หรือพวกอีเมล์น่ะครับ

 

Lock Screen Widget

 

สำหรับคนพิมพ์ภาษาอังกฤษบ่อยๆ บน Android 4.2 คุณอาจจะชอบ Swipe Keyboard ครับ มันมาพร้อมกับ Keyboard ของ Android แล้ว ไม่ต้องไปติดตั้ง Keyboard เพิ่ม เท่าที่ผมทดสอบ ค่อนข้างโอเคทีเดียว ระบบเดาคำศัพท์จากการ Swipe นี่ค่อนข้างแม่นยำทีเดียว ลองพิมพ์หลายๆ แบบแล้ว ก็ไม่มีผิดพลาด

 

Swipe Keyboard ของ Android 4.2

 

เสียดายที่มันยังไม่มี Swipe Keyboard สำหรับภาษาไทยแฮะ เหอๆ … อีกฟีเจอร์นึงที่ Google เพิ่งจะทำ ทั้งๆ ที่ควรทำมานานแล้วก็คือ Pinch Zoom สำหรับ Gmail ครับ โดยหากเราไปที่ Setting แล้วเปิดใช้ Auto-fit messages ซึ่งมันก็จะทำให้เราสามารถ Zoom อีเมล์ได้ด้วย เพียงแต่เท่าที่ลองใช้ดู บางอีเมล์มัน Zoom ได้ไม่เยอะเท่าไหร่ ดูเหมือนมันจะมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น หากเป็น HTML Email มันก็จะติดพวก Stylesheet ทำให้ขยายตัวอักษรได้ไม่มาก (มั้ง)

 

ในที่สุด Android 4.2 ก็มีฟีเจอร์ Pinch Zoom ให้กับ Gmail ซะที

 

อีกฟีเจอร์ที่ดูแหล่มดี แต่เสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้ลอง คือ Miracast ครับ คือ Android 4.2 รองรับการ Streaming ภาพไปยังจอแสดงผลภายนอกได้แล้ว โดยต้องมีอุปกรณ์ที่เป็น Wireless Display Adapter ที่รองรับเชื่อมต่อกับจอแสดงผลผ่านพอร์ต HDMI ก่อน แต่ผมไม่มีไอ้เจ้าตัวนี้อ่ะ เหอๆ … ฟีเจอร์นี้ ก็อารมณ์เอา iPhone/iPad ต่อออกจอแสดงผลภายนอกผ่านทาง Apple TV ด้วย AirPlay นั่นแหละครับ

 

Miracast ให้เรา Streaming ภาพจาก Android Smartphone/Tablet ไปจอทีวี

 

อีกจุดนึงที่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มเข้ามา ก็คือ User Interface ของกล้อง และฟีเจอร์ Photo Sphere ที่ถ่ายภาพพาโนรามาแบบ 360 องศา จริงจัง แบบเดียวกับที่เราเห็นใน Street View มาให้ด้วย … เดี๋ยวไว้ตอนหน้าค่อยมาว่ากันนะ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: