คู่ที่สาม iPad Mini vs Samsung Galaxy Note 10.1

 

คู่นี้เป็นมวยข้ามรุ่นครับ เป็นไปตามคำขอของทาง Samsung ที่ช่วยให้ผมเปรียบเทียบมวยต่างชั้นคู่นี้ให้หน่อย ใครที่คิดว่าเจ้า iPad Mini นี่ควรจะฉะกับมวยรุ่นเดียวกันอย่าง ASUS Nexus 7 และ/หรือ Samsung Galaxy Tab 7.7 ละก็ รออ่านจากนิตยสาร On Mobile แล้วกัน ผมส่งต้นฉบับไปแล้ว (โอเคป่ะ?) … แต่ผมก็ว่ามวยข้ามรุ่นนี้ เป็นอะไรที่หลายๆ คนก็คงอยากรู้เหมือนกัน เพราะมีคนถามผมมา(บ้าง) ว่าถ้าเทียบ iPad Mini กับ Samsung Galaxy Note 10.1 แล้ว จะซื้อตัวไหนดี (ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวนะ มันแตกต่างกันค่อนข้างชัดเลย)

งวดนี้ขอบอกก่อนครับว่าตัวอักษรจะเยอะ รูปจะน้อยหน่อยนะ (หุหุ) ขี้เกียจถ่ายรูป และเก็บ Screenshot ให้วุ่นวายอ่ะ (งานเยอะ)

 

ว่ากันด้วยเรื่องของดีไซน์กันก่อน

2 รุ่นนี้แตกต่างกันอย่างแรงมากมาย จริงๆ นะเออ … ถ้าจะให้ผมแนะนำ ผมว่าพิจารณาจากขนาดก่อนเลยครับ ถ้าอยากได้จอใหญ่ๆ ก็เลือก Samsung Galaxy Note 10.1 ไป แต่ถ้าอยากไปไหนมาไหนพกพาสะดวก ก็ใช้ iPad Mini … ถ้าได้ลองถือทั้ง 2 เครื่องจะรู้เลยว่าที่ผมบอกนั้นมันจริง

 

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy Note 10.1 กับ iPad Mini

 

เอ้า! ลืมเรื่องขนาดไปก่อน … มาดูที่การดีไซน์กันก่อน … Samsung Galaxy Note 10.1 ก็อย่างที่รู้กัน ดีไซน์นี่เอาแบบ Galaxy Tab 2 10.1 มาแบบเต็มเหนี่ยวพอสมควรครับ เลยไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรมากมาย แต่ที่ Samsung ทำได้ดีคือ ทำให้ Tablet ขนาดใหญ่แบบนี้ บาง (8.9 มม.) และเบา (580 กรัม) ได้ในระดับหนึ่งเลย

iPad Mini ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความเห็นของผมคือ นี่มัน iPad ในขนาดที่ใฝ่ฝันมานาน หน้าจอ 7.9 นิ้วไม่ถือว่าเล็กเกินไปในการใช้งานเสพสื่อต่างๆ น้ำหนัก (312 กรัม สำหรับรุ่น WiFi + Cellular) และความบาง (7.2 มม.) นี่เหมาะมืออย่างแรงทีเดียว และงวดนี้ Apple แสดงถึงความใส่ใจในการออกแบบมาก แล้ว เพราะรุ่นสีดำ ก็ดำสนิทจริงๆ ส่วนรุ่นสีขาว ก็ขาวแม้กระทั่งช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. หรือ พอร์ต Lightning เลย

 

วางเทียบ iPad Mini กับ Samsung Galaxy Note 10.1 แล้ว มวยคนละรุ่นจริงๆ

 

ว่ากันแบบรุ่นต่อรุ่น ทั้งคู่มีงานประกอบที่ดีทั้งคู่นั่นแหละ เพียงแต่หากเอามาเทียบกันแล้ว ความรู้สึกจะบอกว่า iPad Mini ทำได้ดีกว่า เป็นผลมาจากการเลือกใช้บอดี้แบบ Unibody คือเป็นเนื้อเดียวกันตลาดทั้งตัว และการเลือกใช้โลหะมาทำเป็นบอดี้ครับ … iPad Mini นี่ ผมลองสัมผัสดูแล้ว ผมว่ามันเป็นรอยยากกว่า iPhone 5 นะ … Samsung Galaxy Note 10.1 นั้นงานประกอบดี แต่เนื่องจากไม่ใช่ Unibody มันเลยดูไม่หรูหราเท่ากับ iPad Mini เวลาเอามาเปรียบเทียบกันแบบ Side-by-Side

อย่างไรก็ดี สำหรับคนซุ่มซ่าม Samsung Galaxy Note 10.1 ที่มีบอดี้เป็นพลาสติกจะเหมาะสมดี เพราะพลาสติก แม้จะเกิดรอยขีดข่วน ถลอก หรือ บุบ สีของพลาสติกมันจะยังคงเป็นเนื้อเดียวกันอยู่ แต่ถ้าเกิดอาการแบบเดียวกันกับ iPad Mini ละก็ จะเป็นแผลดูน่าเกลียดมากทีเดียว โดยเฉพาะหากคุณใช้รุ่นสีดำ (เพราะสีของอลูมิเนียมเป็นสีเงิน)

 

ว่ากันด้วยเรื่องของสเปกกันบ้าง

แม้จะเหมือนมวยคนละรุ่น แต่ก็น่าเอามาเปรียบเทียบอยู่ดีครับ เพราะจะได้เห็นกันว่าตัวไหนเด่นกว่ากันในเรื่องอะไรบ้าง แต่ไม่อยากให้มองในแง่ของ CPU/GPU มากนัก เพราะความแตกต่างในแง่ของประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผล มันชดเชยด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างตัวฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการได้น่ะ

 

สเปก iPad Mini Samsung Galaxy Note 10.1
CPU A5 Dual-core 1GHz Exynos Quad-core 1.4GHz
GPU PowerVR SGX543MP2 Mali-400MP
Display 7.9″ IPS LED Backlit
1024×768 พิกเซล
(162ppi)
10.1″ IPS
1280×800 พิกเซล
(149ppi)
Multitouch 11 จุด 10 จุด
RAM 512MB 2GB
Internal Storage 16GB/32GB/64GB 16GB
External Storage ไม่รองรับ MicroSD สูงสุด 64GB
2G Model A1455
850/900/1800/1900MHz
GPRS/EDGE
850/900/1800/1900MHz
3G Model A1455
850/900/1900/2100MHz
HSPA
850/900/1900/2100MHz
4G Model A1455
LTE (Bands 1, 3, 5, 13, 25)
WiFi 802.11a/b/g/n
Dual-band
802.11a/b/g/n
Dual-band
Bluetooth 4.0 A2DP 4.0 A2DP
กล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซล
วิดีโอ HD720p
 1.9 ล้านพิกเซล
วิดีโอ HD720p
กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล iSight
f2.4 aparture
พร้อม Flash
วิดีโอ 1080p 30fps
5 ล้านพิกเซล
พร้อม Flash
วิดีโอ 1080p 30fps
ระบบปฏิบัติการ มาพร้อมกับ iOS6 Android 4.0 ICS
Stylus ใช้กับ Capacitive Stylus ได้ มี S-Pen มาให้
ใช้กับ Capacitive Stylus ก็ได้
สัดส่วน 200 มม. x 134.7 มม. x 7.2 มม. 175.3 มม. x 257.8 มม. x 8.9 มม.
น้ำหนัก 312 กรัม 580 กรัม
Maps Apple Maps by TomTom
มี Google Maps ให้ดาวน์โหลดแล้ว
Google Maps
SIM Card Nano SIM SIM Card ธรรมดา
Data Cable Lightning 8-pin พอร์ต 30-pin แบบ Samsung
แบตเตอรี่ 4,400mAh 7,000mAh

 

จากสเปกข้างต้น จะเห็นได้ว่า

  • อย่างที่บอก หน่วยประมวลผลมันคนละรุ่น Samsung Galaxy Note 10.1 นั้นใช้ CPU รุ่นใหม่อย่าง Exynos Quad-core แล้ว ในขณะที่ iPad Mini นั้น Apple กลับเลือกใช้ A5 ที่ใช้กับ iPad 2 ซึ่งเป็นโมเดลเมื่อปีก่อนซะงั้น
  • Samsung Galaxy Note 10.1 ได้เปรียบตรงหน้าจอใหญ่กว่า เวลาใช้ทำงานเอกสาร อะไรพวกนี้ จะเต็มตากว่า แต่ความคมชัดจะด้อยกว่า เพราะขนาดหน้าจอใหญ่ แต่ Resolution ของหน้าจอไม่สูงมาก (ในขณะที่รุ่นนี้ออก คู่แข่งอย่าง Acer หรือ ASUS เขาออกเป็นจอ Full HD กันแล้ว)
  • กับรองรับการสัมผัสสูงสุด 11 จุด กับ 10 จุด ไม่แตกต่างกันมาก และส่วนใหญ่เราก็ไม่ได้ใช้ขนาดนั้นอยู่แล้วอ่ะนะ ผมเลยไม่อยากเอามาเป็นประเด็น
  • iPad Mini รองรับเรื่องการเชื่อมต่อมากกว่า เพราะเผื่อไปถึง 4G แล้ว ในขณะที่ Galaxy Note 10.1 ยังได้แค่ 3G อ่ะนะ ใครที่ไปต่างประเทศบ่อยๆ จะได้ประโยชน์ ใครที่เน้นอยู่ในเมืองไทย ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะ 4G คงยังอยู่ไกลจากเราอีกหลายปี … Galaxy Note 10.1 ช่วงชิงความได้เปรียบกลับมาจากการที่มันสามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้ (อย่าทำเป็นเล่นไป เพื่อนร่วมงานของผมคนนึงใช้มันเป็นโทรศัพท์จริงๆ นะ)
  • กล้องด้านหน้าของ Samsung Galaxy Note 10.1 มีความละเอียดสูงกว่าของ iPad Mini แต่ด้านหลัง แม้จะความละเอียดเท่าๆ กัน แต่จากประสบการณ์ในการเทียบกล้องของ Tablet แล้ว ผมมองว่า iPad Mini ทำได้ดีกว่า
  • Galaxy Note 10.1 ใช้ SIM Card ธรรมดา ถ้าคิดจะสลับกับโทรศัพท์มือถือ ก็ยังพอไหวอยู่ … แต่ iPad Mini ใช้ Nano SIM ดังนั้นสมาร์ทโฟนที่คุณจะใช้สลับ SIM Card ด้วยได้ ก็คงมีแต่ iPhone 5
  • แบตเตอรี่ของ Galaxy Note 10.1 ใหญ่กว่า iPad Mini เห็นๆ แต่ผลการทดสอบพบว่า iPad Mini ใช้แต่ WiFi อย่างเดียว ต่อเนื่องได้ราวๆ 12 ชั่วโมงเศษๆ และ Galaxy Note 10.1 ใช้แต่ WiFi อย่างเดียว ต่อเนื่องได้ราวๆ 8 ชั่วโมงกว่าๆ ถึง 9 ชั่วโมงครับ
  • iPad Mini ใช้ Ligntning Port แบบ 8-pin ส่วน Samsung Galaxy Note 10.1 ใช้พอร์ต 30-pin ในแบบฉบับ Samsung ซึ่งทั้งคู่เป็นแบบพิเศษกันหมด แต่ iPad Mini ยังดีตรงที่มี Adapter ขาย ใช้แปลงจาก Micro USB มาเป็น Lightning ก็ได้ หรือจะแปลงจาก 30-pin ของ Apple มาเป็น Lightning ก็ได้ … แต่ Samsung นั้น ต้องใช้พอร์ต 30-pin Samsung สถานเดียวฮะ

 

ว่ากันด้วยเรื่องของการใช้งาน

ทีนี้ขอเล่าประสบการณ์ในการใช้งานทั้งคู่ดูบ้าง … ในแง่ของการเสพสื่อ แม้ว่า Samsung Galaxy Note 10.1 กับ iPad mini จะสามารถทำงานในระดับพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งอีเมล์ การท่องเว็บ การใช้งาน Social Media ต่างๆ ฯลฯ ได้เหมือนๆ กัน แต่ความแตกต่างในประสบการณ์อยู่ที่ขนาดของหน้าจอจริงๆ

ถ้าเน้นการอ่านเป็นหลัก และต้องการเห็นชัดๆ หน่อย Samsung Galaxy Note 10.1 น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า จะแนวตั้งก็ได้ แนวนอนก็ดี ในแง่ของการพิมพ์ ต้องหา Keyboard Layout ที่คุณถูกใจและเวิร์กทั้งสำหรับการพิมพ์ในแนวตั้งและแนวนอน ก็จะ OK อยู่พอสมควรเลย (โดยส่วนตัว ผมเลือกใช้ ManMan Keyboard ครับ ในแนวนอนนั้นจะพิมพ์ยากหน่อย แต่ก็ยังพอไหว)

ถ้าเน้นการพกพาไปไหนมาไหนสะดวก เน้นใช้งานในแนวตั้งเป็นหลัก เพราะการพิมพ์ในแนวตั้งโดยใช้นิ้วโป้งอย่างเดียวน่ะ OK อยู่ แต่ในแนวนอนนั้น ขนาดหน้าจอมันเล็กเกินไป ทำให้การพิมพ์แบบสองมือมันไม่ถนัดเท่าไหร่ … ยังดีที่ Apple ออกแบบ Keyboard Layout มาค่อนข้าง OK เลย ขนาดเป็นแนวนอน ปุ่มก็ยังดูใหญ่อยู่ เพียงแต่เจอข้อจำกัดที่หน้าจอมันเล็กไปหน่อยเท่านั้นแหละ

 

ลองเอาทั้งคู่มาเทียบกันในด้านการดูการ์ตูนออนไลน์

 

ใครจะเอาไปใช้อ่านการ์ตูนออนไลน์ ผมว่า OK ทั้งคู่นะ Samsung Galaxy Note 10.1 จะได้ภาพใหญ่กว่าหน่อย แต่ว่า iPad Mini จะเหมาะกับการยืนอ่านบนรถเมล์หรือรถไฟฟ้าอ่ะ … ทั้งคู่มี Reader Mode ที่ช่วยให้แปลงหน้าเว็บเป็นโหมดอ่านง่ายๆ เหมือน eBook

Social Media ต่างๆ ไอ้ที่ดังๆ ก็มีบนทั้ง iOS และ Android อยู่แล้ว และก่อนหน้านี้ iOS จะได้เปรียบเพราะ Facebook เขาทำ Native App จริงจังให้แล้ว แต่ตอนนี้ Android เสมอภาคแล้วครับ เพราะ Facebook ก็ทำ Native App จริงจังให้แล้วเช่นกัน ดังนั้น ประสบการณ์ในการใช้งานก็จะใกล้เคียงกันแล้ว

 

ในแง่ของการขีดๆ เขียนๆ

ในแง่ของการขีดๆ เขียนๆ ถ้าจะเน้นไปที่การวาดรูป ผมมองว่า iPad Mini ก็ทำได้ Samsung Galaxy Note 10.1 ก็ทำดีเช่นกัน พวก Capacitive Stylus ต่างก็ใช้ในการวาดรูปได้ดีอยู่ (ต้องหายี่ห้อดีๆ หน่อยนะ เช่น Adonit Jot Pro อะไรแบบนี้) แต่อาจจะต้องอาศัยความอดทนอยู่บ้าง และมือใหม่หัดวาดอาจจะรู้สึกไม่ถนัดเท่าไหร่

 

S-Pen คือความได้เปรียบในการขีดๆ เขียนๆ

 

Samsung Galaxy Note 10.1 ได้เปรียบแบบชัดเจน เพราะการมี S-Pen นี่แหละครับ เพราะ S-Pen นี่มันแตกต่างจาก Capacitive Stylus ทั่วไป คือ Capacitive Stylus มันแค่ทำหน้าที่เหมือนเป็นนิ้วมือของเราเท่านั้นเอง ดังนั้นความแม่นยำในการขีดๆ เขียนๆ ก็จะได้แค่เท่าๆ กับการใช้นิ้วมือ เพียงแต่เป็นรูปแบบ Stylus มันจะใช้ง่ายกว่า … ส่วน S-Pen นี่ Samsung เขาร่วมกับ Wacom ในการทำ Stylus เฉพาะทางขึ้นมาเลย ดังนั้นในแง่ของการใช้งาน Samsung Galaxy Note 10.1 + S-Pen จะทำได้ดีกว่า Samsung Galaxy Note 10.1 + Capacitive Stylus ด้วย

S-Pen เป็นอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกในการขีดๆ เขียนให้มีมากขึ้น คนที่เป็นมือสมัครเล่นก็สามารถวาดได้โดยไม่ต้องหัดมาก คนที่เก่งอยู่แล้ว ใช้ Capacitive Stylus วาดก็สวยอยู่แล้ว ใช้ S-Pen ก็ยิ่งวาดสวยๆ โดยใช้เวลาน้อยลง เพราะคล่องตัวมากขึ้นน่ะครับ

 

ในแง่ของการทำงานเอกสาร

Samsung Galaxy Note 10.1 มาพร้อมกับ Polaris Office ที่ถือว่า OK เลยสำหรับโปรแกรมชุดออฟฟิศบนระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งทำให้การทำงานด้วยโปรแกรมออฟฟิศนั้นได้ประสบการณ์ที่ดีทีเดียว นอกจากนี้ ฟีเจอร์อย่าง Multiscreen ที่เปิดโปรแกรม 2 หน้าจอพร้อมๆ กัน ช่วยให้การทำงานแบบ หาข้อมูลจากเบราว์เซอร์มาใส่ใน Word, PowerPoint สะดวกขึ้นมาก ซึ่งเป็นอะไรที่ iPad Mini ทำไม่ได้

ด้าน iPad Mini เองก็มีโปรแกรมชุดออฟฟิศให้เลือกเยอะอยู่ และทำงานกับ Microsoft Office และ Google Docs ได้สบายอยู่ แต่ที่เจ๋งกว่าคือ มีโปรแกรมชุด iWorks (Pages, Numbers และ Keynote) ให้เลือกซื้อด้วย (แพงอยู่ ตัวละ $9.99) ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมชุด iWorks ของ Mac OSX ได้ดีเช่นกัน และ iWorks นี่ก็ทำงานกับ Microsoft Office (เวอร์ชั่นหลังจากปี ค.ศ. 2010) ได้ดีอยู่

Samsung Galaxy Note 10.1 มีอุปกรณ์เสริมสำหรับการเชื่อมต่อออกไปยังจอแสดงผลภายนอก ผ่านทางพอร์ต 30-pin แต่ว่าจะเป็นจอแสดงผลที่รองรับพอร์ต HDMI กับ AV Composite เป็นหลัก พวก Projector รุ่นใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ก็รองรับพอร์ต HDMI กันเยอะแล้ว ถ้าเราเป็นคนเลือกพก Projector ไปเอง ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเราไปเจอพวกตามมหาวิทยาลัยหรือตามบริษัทหลายๆ แห่ง อาจจะมีปัญหาบ้าง เพราะส่วนใหญ่จะเตรียมสาย VGA ไว้ แต่ถ้าเจอพวกที่มีเผื่อสาย AV Composite ไว้ก็จะ OK

iPad Mini จะมี Display Adapter สำหรับต่อกับ HDMI, AV Composite และ VGA ขายแยกต่างหากอยู่แล้ว เรียกว่าครบเครื่องกว่า แต่ก็ต้องเสียเงินเยอะไปตามด้วยนะ … แต่สำหรับคนที่มี iPhone/iPad เดิมๆ และมี Display Adapter แบบ 30-pin ก็ต้องหาซื้อสายใหม่ นี่แหละ ที่เซ็ง

ทั้ง 2 รุ่นที่เอามาเทียบ ใช้ Display Adapter ที่ไม่เป็นมาตรฐานเท่าไหร่ แอบเซ็งทั้งคู่นั่นแหละ … ถ้าเป็น Android Tablet/Smartphone จากค่ายอื่นๆ มักจะมาพร้อมกับพอร์ต Micro HDMI เอาไว้ต่อออกจอแสดงผลภายนอก เราสามารถซื้อหาสายเคเบิ้ลได้ทั่วไปด้วย

 

การดูหนังฟังเพลง และเล่นเกม

ผมยังยืนยันความเห็นเดิม เรื่องจอใหญ่ได้เปรียบครับ … จอขนาด 10.1 นิ้ว ได้ประสบการณ์ในการรับชมภาพยนตร์เต็มตา สะใจกว่าจอขนาด 7.9 นิ้วแน่นอน และแม้ว่าทั้ง Samsung Galaxy Note 10.1 กับ iPad Mini ต่างก็มีลำโพงแบบสเตริโอด้วยกันทั้งคู่แล้วก็ตาม แต่ตำแหน่งลำโพงของ Samsung Galaxy Note 10.1 นั้น ถูกวางเอาไว้ตรงด้านหน้าอย่างเหมาะเจาะ เมื่อใช้ในแบบแนวนอนแล้ว (ดูหนัง และ เล่นเกมนั่นแหละ) มันได้ความมีมิติของสเตริโอมากกว่า แต่ iPad Mini ที่มีลำโพงสเตริโออยู่ด้านล่าง จะมีมิติของเสียงแบบสเตริโอตอนใช้งานในแนวตั้ง (แต่เวลาดูหนังเนี่ย น้อยครั้งที่เราจะใช้งานในแนวตั้ง)

Samsung Galaxy Note 10.1 มีข้อได้เปรียบของ Android ตรงที่การโอนย้ายไฟล์หนังและเพลงทำได้สะดวก เหมือนกับการโยนไฟล์เข้า Flash Drive ธรรมดาๆ เลย และไม่จำเป็นต้องปวดหัวกับการแปลงไฟล์หนังมาก เพราะสามารถติดตั้ง App ที่เหมาะสมเพื่อดูหนังในไฟล์แต่ละประเภทได้ (ส่วนใหญ่ก็เป็น mp4, m4v, avi และ mkv ประมาณนี้แหละ) … Kies Air (ซึ่งใช้งานได้ดีกว่าโปรแกรม Samsung Kies ที่ต้องติดตั้งบนคอมพิวเตอร์) ช่วยให้เราสามารถโอนย้ายไฟล์ได้ผ่านทาง WiFi เลย (แต่แนะนำว่าต้องติดตั้ง Java Plug-in ก่อน … และเมื่อติดตั้งแล้ว ก็แนะนำว่าให้หมั่นอัพเดตด้วย เพราะเจ้านี่มักจะมีมือดีหาช่องโหว่ไปใช้ในทางที่ไม่ดีบ่อยๆ)

iPad Mini ตามมาตรฐานของระบบปฏิบัติการ iOS ต้องพึ่งพา iTunes ในการโอนย้ายไฟล์เป็นหลัก ข้อดีคือ iTunes เนี่ย ถ้าใช้เก่งๆ แล้ว มันจะช่วยในการบริหารจัดการไฟล์เพลงและหนังได้ดีทีเดียว สำหรับคนที่ชอบสะสมเอาไว้ดูเป็นคอลเล็กชั่นก็น่าจะชอบแบบนี้มากกว่า (แต่ก็ต้องเรียนรู้)

Samsung Galaxy Note 10.1 รองรับ dlna โดยมี AllShare ในการ Streaming ไฟล์มัลติมีเดียไปยังอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย (ขอแค่รองนับ dlna) ส่วน iPad Mini เอง ถ้ามี Apple TV ก็แหล่มเลย เพราะจะ Streaming ผ่าน AirPlay ได้ และคอมพิวเตอร์ (Windows หรือ Mac OSX) ถ้ามี iTunes ก็สามารถทำ Home Sharing เพื่อแชร์ไฟล์มัลติมีเดียไปยัง iPad Mini ได้ และหากลง App เพิ่ม ก็รองรับ dlna ได้อีกเช่นกัน … ตรงนี้ ผมมองว่าทั้งคู่สามารถทำอะไรได้เหมือนๆ กัน เพียงแต่ iPad Mini อาจจะทำได้มากกว่าหน่อย หากคุณมี iTunes และ Apple TV (แต่ก็อาจจะต้องเสียเงินเพิ่มหน่อย)

มาดูที่การเล่นเกมบ้าง …

iPad Mini นั้น เป็นขนาดที่เหมาะมากๆ เวลาเล่นเกม แล้วต้องการจอใหญ่ๆ 9.7 นิ้วของเดิม ใหญ่ไป การควบคุมเกมเวลาที่มีปุ่มต่างๆ อยู่คนละฟากของจอ การเอื้อมไปกดจะลำบาก แต่ 7.9 นิ้วของ iPad Mini นี่มันพอดิบพอดีเลย เช่น เกมอย่าง Street Fighter x Tekken เนี่ย ถ้าเล่นบน iPad ตัวเดิม เวลาจะกดพวก Super Art หรือ Cross Art เนี่ย เอื้อมนิ้วไปแตะยากเอาเรื่อง แต่ iPad Mini กดสบายหายห่วงเลย

 

Street Fighter x Tekken บน iPad Mini เล่นสบายๆ กว่า ปุ่มกดแต่ละปุ่มไม่ไกลเกินไป กดท่าพิเศษก็ง่าย

 

Samsung Galaxy Note 10.1 ก็จะได้อารมณ์เดียวกับ iPad ตัว 9.7 นิ้วครับ คือ แม้จะเต็มตาเต็มอารมณ์ แต่หน้าจอ 10.1 นิ้ว ผมว่ามันใหญ่เกินไปสำหรับการใช้เล่นเกมหลายๆ เกม … ถ้าจะใช้เป็นจอแสดงผล แล้วมี Controller ต่างหากก็ว่าไปอย่างอ่ะ

ข่าวดีคือ เดี๋ยวนี้ค่ายเกมใหญ่ๆ เขาก็มอง Android ดีขึ้นแล้ว Square Enix ยังเอาเกม Chaos Rings และ Chaos Rings Omega มาลงบน Android เลย จำนวนเกมสนุกๆ บน Android โดยเฉพาะที่กราฟิกเจ๋งๆ จะมีมากขึ้น ช่องว่างระหว่าง Android กับ iOS ก็จะแคบลงเรื่อยๆ … แต่ข่าวร้ายก็คือ ณ ตอนที่เขียนรีวิวตอนนี้อยู่ มันยังไม่ถึงวันนั้น (ฮา)

นอกจากนี้ ด้วยความที่พวกอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android มันมีความหลากหลายในเรื่องของฮาร์ดแวร์มาก ก็เลยทำให้เกมหลายๆ เกม ที่ทำเผื่ออุปกรณ์หลากรุ่นหลายยี่ห้อ ไม่สามารถดึงศักยภาพของฮาร์ดแวร์มาได้เต็มที่ รวมถึงตัว Samsung Galaxy Note 10.1 เองด้วย ซึ่งเท่าที่ผมลองเล่นเกมอย่าง Asphalt 7: Heat ดู ก็พบว่ามีแอบกระตุกบ้างอะไรบ้าง

ดังนั้น ณ ตอนนี้ ถ้าเทียบกันระหว่าง 2 รุ่นนี้ ผมก็ยังมองว่า iPad Mini ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หากคุณต้องการจะซื้อมาเล่นเกม

 

การถ่ายรูปและวิดีโอ

ถ้าคิดว่าจะเอาไปถ่ายรูปด้วยกล้องด้านหน้า ผมขอบอกก่อนว่า Samsung Galaxy Note 10.1 ทำได้ดีกว่า iPad Mini ในเรื่องของคุณภาพของภาพถ่ายครับ … แต่ถ้าในแง่ของการใช้งานจริง ผมกลับมองว่า iPad Mini ใช้สะดวกกว่า เพราะแม้จะเป็นโหมดการถ่ายภาพด้วยกล้องหน้า ก็ยังสามารถใช้คุณสมบัติ Tap-to-Focus ที่ปรับได้ทั้งโฟกัสและ Exposure เลย … แต่ Samsung Galaxy Note 10.1 นั้น เวลาอยู่ในโหมดถ่ายภาพด้วยกล้องหน้า จะไม่สามารถใช้ Tap-to-Focus ได้

ลูกเล่นของกล้องของ Samsung Galaxy Note 10.1 นั้นก็ตามมาตรฐานของ Samsung ครับ มีลูกเล่นหลากหลายดี ทำอะไรต่อมิอะไรได้มากกว่า iOS … นี่ถ้าเป็น iPhone เทียบกับ Android Smartphone ผมคงบอกว่า iPhone มีลูกเล่นการถ่ายพาโนรามาที่ชนะขาด แต่พอมาเป็น Tablet แล้ว ปรากฏว่า iOS กลับขาดฟีเจอร์ไปเยอะทีเดียว ถ่าย HDR ก็ไม่ได้ ถ่ายพาโนรามาก็ไม่ได้ … ในแง่ของลูกเล่น Samsung Galaxy Note 10.1 เลยชนะไป

 

ลองเอาภาพมาดูเปรียบเทียบกัน ระหว่าง (ซ้าย) iPad Mini และ (ขวา) Samsung Galaxy Note 10.1

 

มาดูที่คุณภาพของภาพถ่ายบ้างครับ … iPad Mini ให้สีสันของภาพที่สด และสมจริงกว่า ส่วน Samsung Galaxy Note 10.1 แม้จะให้ภาพที่โอเค แต่สีของภาพจะจืดๆ … ดูจากรูปด้านบนได้ จะเห็นว่ารถ TOT นั้น iPad Mini ถ่ายได้สีสดกว่า สีสันของต้นไม้ก็เขียวชอุ่มกว่าด้วย

และไม้ตายที่สุดของ iPad Mini คือ Tap-to-Focus ที่ปรับได้ทั้งโฟกัสและ Exposure เลย แถมยังสามารถล็อก AF/AE ได้อีกต่างหาก … ส่วน Samsung Galaxy Note 10.1 นั้น ทำได้แค่ Tap-to-Focus เพื่อปรับโฟกัสเท่านั้น แถมยังล็อก AF ไม่ได้ด้วย

คุณภาพของวิดีโอนั้น iPad Mini กับ Samsung Galaxy Note 10.1 ต่างก็ทำได้ดีทั้งคู่ครับ ต่างก็ถ่ายวิดีโอ 1080p ได้สบายๆ เพียงแต่ว่า iPad Mini ที่สามารถทำ Tap-to-Focus เพื่อปรับโฟกัสและ Exposure ได้ ก็เลยทำให้ประสบการณ์ในการถ่ายวิดีโอ มันสะดวก และดีกว่าครับ … แต่ Samsung Galaxy Note 10.1 มันรองรับ MicroSD Card และปรับความละเอียดของการถ่ายวิดีโอได้ ดังนั้น ในแง่ของความต่อเนื่อง Samsung Galaxy Note 10.1 จะทำได้ดีกว่า ต้องการถ่ายนานๆ อาจจะเลือกปรับความละเอียดลดลง หรือไม่ก็อัดลง MicroSD Card เต็มแล้วก็เปลี่ยนได้ ซึ่งตรงนี้เป็นอะไรที่ iPad Mini ทำไม่ได้

 

ฉะนั้น จะซื้ออะไรดี iPad Mini หรือ Samsung Galaxy Note 10.1?!?

ถ้าชอบพกพาสะดวก ใช้งานสะดวกทุกที่ทุกสถานการณ์ ผมก็ยังแนะนำ iPad Mini เพราะขนาดมันเหมาะเจาะจริงๆ ครับ Samsung Galaxy Note 10.1 ไม่มีทางสู้ตรงนี้ได้ แต่โดยส่วนตัว ผมมองว่า iPad Mini นั้นเหมาะกับการเสพสื่อ การใช้เพื่อความบันเทิง มากกว่าจะเอามาใช้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน หากต้องการ iPad เพื่อไปใช้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน ผมว่า iPad 2, The new iPad หรือ iPad 4th Gen ที่มีจำหน่ายอยู่ ณ ขณะนี้ จะเหมาะสมกว่า … แต่ถ้าคิดว่าทำงานในคอมพิวเตอร์ แล้วโอนไปใช้อ่าน หรือนำเสนอผ่าน iPad Mini ก็เป็นอีกเรื่องนะ (เช่น ทำ Keynote หรือ PowerPoint บนคอมฯ แล้วเอาไปเปิด present บน iPad Mini แบบนี้ OK)

และนั่นแหละ ที่ทำให้ Samsung Galaxy Note 10.1 มาได้เปรียบ เพราะหน้าจอใหญ่ ทำงานสะดวกกว่า การทำงานแบบ Multitasking ด้วย Multiscreen ก็เหมาะสำหรับการทำงานมากกว่า แถมยังสามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้อีกด้วย (แต่ก่อนจะคิดใช้งานแบบนี้ ถามตัวเองก่อนนะว่า OK ไหม หากจะสวมกางเกงขาสั้น ลากรองเท้าแตะไปตลาด แล้วแบกเจ้านี่ไปใช้ในฐานะโทรศัพท์ ถ้าตอบว่า OK ก็จัดไปอย่าให้เสีย) … และจุดที่ผมมองว่าคือเหตุผลของการซื้อ Samsung Galaxy Note 10.1 มากที่สุด ก็คือ การใช้ขีดๆ เขียนๆ ด้วย S-Pen นี่แหละครับ

ที่เหลือก็พิจารณาการใช้งานของตัวท่านเอง ว่าใช้แบบไหนเป็นหลัก แล้วตัวไหนจึงเหมาะกับคุณนะ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

3 Responses

  1. loh says:

    กำลังอยากให้จับคู่อยู่พอดี

  2. เราชอบทั้งคู่ says:

    ตอนนี้ก้อกำลังดูระหว่าง 2 ตัวนี้พอดีเลย
    เเต่คนเขียนบล็อกนี้รุสึกจะโอนเอียงไปทางฝั่ง Ipad mini มากกว่าเเฮะซึ่งพอมาอ่านเเล้วรุสึกจะเลือก ipad mini เเล้วเเฮะ 55+
    กาเลคซี ก้อสวยน้า ไอเเพดมันน่าเบื่อก้อตรงที่มีบอดี้เดิมๆนี้เเหละ(เเต่อุปกรณ์ไม่เดิมๆเลย)
    เลยไม่ถูกอีกเเล้วซิ

  3. michelle says:

    ตอนแรกก็เดินเลือกหลายรอบเหมือนกัน…อย่างที่บอกเราเน้นการใช้งานก็เลยเลือก ซัมซุงมาไม่ผิดหวังนะ ใช้งานง่ายและสะดวก แต่แอบเมื่อยเพราะเครื่องใหญ่ไปหน่อย

Leave a Reply

%d bloggers like this: