รีวิว Windows 8 Pro อย่างเป็นทางการ by นายกาฝาก

 

ผมเขียนถึง Windows 8 ไปหลายรอบแล้ว (และจนถึงตอนนี้ก็ยังเขียนไม่จบซะที) แต่เป็นการเล่าเรื่อง Windows 8 อย่างไม่เป็นทางการซะเป็นส่วนใหญ่ แต่เผอิญว่าผมได้แผ่น Windows 8 Pro มาจาก Microsoft แล้ว ดังนั้นผมก็เลยขอเขียนเล่าถึง Windows 8 แบบรีวิวอย่างเป็นทางการซะทีดีกว่าครับ … ตัวนี้ถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการตัวใหม่ล่าสุดจาก Microsoft เลย ซึ่งจะเป็นแบบ One Size Fits All ที่ใช้ได้ทั้งกับพีซี และ แท็บเล็ต ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Microsoft เลยทีเดียวครับ ได้เวลามาทำความรู้จักกับ Windows 8 แบบหลักสูตรตอนเดียวจบตามสไตล์นายกาฝากแล้ว

 

รู้จักกับเวอร์ชันต่างๆ ของ Windows 8 ก่อนครับ

Microsoft ทำให้ Windows 8 มีเวอร์ชันน้อยลงไปเยอะมากครับ และสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้วรู้แค่ว่ามี Windows 8, Windows 8 Pro และ Windows RT ก็พอแล้ว … โดย

  • Windows 8 เป็นเวอร์ชันพื้นฐานที่สุดของ มีฟีเจอร์พื้นฐานครบสำหรับใช้งานทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Desktop Mode, Windows Style UI, Internet Explorer การทำงานร่วมกับ Microsoft Account
  • Windows 8 Pro เป็นเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้งานระดับ Power User หรือผู้ใช้งานระดับองค์กร ที่ต้องการความสามารถเพิ่มขึ้น เช่น การใช้เป็น Multimedia Streaming Server ด้วย Windows Media Center (ต้องซื้อมาติดตั้งเพิ่มนะ) หรือในกรณีใช้ในองค์กร เวอร์ชันนี้ก็จะมีฟีเจอร์สำหรับใช้งานในองค์กร เช่น Remote Desktop, การ Join Domain, การเข้ารหัสไฟล์ การรองรับการทำ Virtual Machine
  • Windows RT เป็นเหมือนเวอร์ชันย่อของ Windows 8 ครับ ออกแบบมาเพื่อใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้ CPU สถาปัตยกรรม ARM โดยเฉพาะ ดังนั้นเป้าหมายก็เลยอยู่ที่การใช้อุปกรณ์จำพวกแท็บเล็ตเป็นหลัก … เวอร์ชันนี้ไม่มีวางจำหน่ายนะครับ จะมาพร้อมกับตัวอุปกรณ์เลย และแถม Microsoft Office 2013 Home & Student Edition มาให้ด้วย (ประกอบไปด้วย Microsoft Word, Excel, PowerPoint และ OneNote) ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไป ที่ต้องการใช้งานอุปกรณ์จำพวกแท็บเล็ต

ทั้ง Windows 8  และ Windows 8 Pro ต่างก็มีเวอร์ชันสำหรับ 32-bit และ 64-bit ใครที่ใช้คอมพิวเตอร์มีแรมไม่ถึง 4GB หรือ CPU รุ่นเก่าหลายปีแล้ว ลงแค่เวอร์ชัน 32-bit ก็พอนะครับ แต่ถ้ามีแรม 4GB ขึ้นไป แนะนำให้ลงเวอร์ชัน 64-bit จะได้เห็นแรมได้ครบๆ … ส่วน Windows RT นั้น จะมีแค่รุ่น 32-bit เท่านั้น เพราะตอนนี้ CPU สถาปัตยกรรม ARM ยังเป็น 32-bit อยู่

 

ความต้องการด้านสเปกของ Windows 8

อ้างอิงจากเว็บไซต์ของ Microsoft เลย สเปกของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รัน Windows 8 ได้นั้น เป็นแบบนี้ครับ

  • CPU: ความเร็ว 1GHz ขึ้นไป และสนับสนุนชุดคำสั่ง PAE, NX และ SSE2 (ไม่ต้องว่ามันหมายถึงอะไร … CPU รุ่นต่างๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของ AMD/Intel รองรับได้หมด)
  • RAM: 1GB ขึ้นไป (สำหรับเวอร์ชัน 32-bit) หรือ 2GB ขึ้นไป (สำหรับเวอร์ชัน 64-bit)
  • ต้องการเนื้อที่บนฮาร์ดดิสก์: 16GB ขึ้นไป (สำหรับเวอร์ชัน 32-bit) หรือ 20GB ขึ้นไป (สำหรับเวอร์ชัน 64-bit)
  • Graphics card: รุ่นไหนก็ได้ ที่รองรับ Microsoft DirectX 9 ขึ้นไป พร้อม WDDM Driver

ถ้าใครอ่านแล้วมึน ผมสรุปให้ง่ายๆ ว่า ถ้าไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้ฟีเจอร์ทุกอย่างครบทั้งหมด … ขนาด Netbook อย่าง Acer Aspire One รุ่นแรกที่ผมมี ก็สามารถติดตั้ง Windows 8 ได้สบายๆ ครับ (32-bit)

แต่นั่นคือในกรณีที่อ้างอิงจากสเปกขั้นต่ำสุดของ Microsoft นะครับ อาจจะไม่ได้ประสบการณ์ในการใช้งานเต็มรูปแบบเท่าไหร่ … ดังนั้น ผมขอเสริมข้อมูลเกี่ยวกับสเปกในระดับรายละเอียดให้ดังนี้ครับ

  • Windows 8 นั้นถ้าได้ใช้ร่วมกับหน้าจอสัมผัสละก็จะได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้นมากเลย หากใช้กับ Notebook หรือพวก Convertible (พวก Notebook ที่สามารถแปลงเป็น Tablet ได้) ก็ขอให้ TrackPad มีฟีเจอร์ Multitouch นะ จะเยี่ยมเลย
  • ขนาดของหน้าจอไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ความละเอียดของหน้าจอนั้นสำคัญมาก หากต้องการรัน Windows Store App ได้ ต้องมีความละเอียดหน้าจอมากกว่า 1024×768 พิกเซล ขึ้นไป ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัญหาเลย ยกเว้นพวก Netbook รุ่นเก่าๆ หน้าจอ 8.9 นิ้ว ที่ความละเอียดหน้าจอแค่ 1024×600 พิกเซล
  • หากต้องการใช้แบบ Full Feature จริงๆ แนะนำว่าควรให้มีหน้าจอ 1366×768 พิกเซลขึ้นไป เพราะฟีเจอร์ Snap (ที่ไว้ใช้เปิด Windows Store App 2 โปรแกรมพร้อมกันได้) นั้นต้องการความละเอียดหน้าจอขั้นต่ำสุดเท่านี้แหละ
  • ถ้าอยากใช้ Windows Media Center ต้องเป็น Windows 8 Pro ครับ

 

ฟีเจอร์เด่นๆ ของ Windows 8 ที่เขาว่ากัน

ทีนี้มาดูกันบ้างดีกว่าว่า Windows 8 นั้น มีฟีเจอร์อะไรเด่นๆ ที่ Microsoft เขาอยากจะนำเสนอกันบ้าง

 

Start Screen & Desktop Mode

ใน Windows 8 นี้ Microsoft แบ่ง User Interface ออกเป็น 2 ส่วนชัดเจนมากครับ คือ

 

Start Mode ของ Windows 8

 

  • Start Screen ซึ่งจากที่ผมเคยได้คุยกับหลายๆ คน แล้ว ได้ข้อสรุปว่ามันคือพัฒนาการของ Start Menu ครับ … มันอารมณ์ Microsoft เอา Start Menu Program แบบเดิม มาขยายร่างให้เต็มจอ กลายเป็น Start Screen นี่แหละ อันนี้เป็น User Interface ที่ Microsoft ออกแบบมาใหม่ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานร่วมกับหน้าจอสัมผัส และมีดีไซน์ไปในทิศทางเดียวกับ Windows Phone 8 ด้วย … ก่อนหน้านี้มันโดนเรียกว่า Metro UI แล้วก็มีเรียกอีกหลายๆ ชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Modern Style UI หรือ Windows Style UI และเพราะ Microsoft เรียก App ที่รันในโหมดนี้ว่า Windows Store App ก็เลยมีอีกชื่อว่า Windows App Style ด้วย
  • Desktop Mode ก็คือ User Interface แบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคยกันนั่นแหละครับ คงไม่ต้องอธิบายให้มาก

 

Desktop Mode ที่เราคุ้นเคย

 

สิ่งที่ Microsoft มองว่าเป็นความได้เปรียบของการใช้ User Interface 2 แบบในระบบปฏิบัติการเดียวก็คือ มันจะรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์หลากหลายแบบ อาทิ Desktop PC แบบเดิมๆ, Notebook/Ultrabook (ทั้งแบบมี Touchscreen และไม่มี Touchscreen) ตลอดไปจนถึง Convertible (หมายถึงอุปกรณ์ที่สามารถทำตัวเป็น Notebook ก็ได้ แล้วจะหมุนหน้าจอแปลงกายเป็น Tablet ก็ได้ เช่น Dell XPS 12 Duo) หรือ Hybrid Tablet (หมายถึง Tablet ที่สามารถประกอบร่างกลายเป็น Netbook/Notebook ได้ หรืออาจจะเป็น Tablet ที่สามารถกลายร่างเป็น Desktop ได้ เช่น Acer Iconia W700 เป็นต้น)

 

ความหลากหลายของอุปกรณ์ที่รันระบบปฏิบัติการ Windows 8

 

Tile และ Live Tile

ใน User Interface แบบใหม่ของ Microsoft มีการนำเสนอ Shortcut Icon แบบใหม่ ที่เรียกว่า Tile ครับ หลักๆ มันก็คือ Shortcut Icon ที่ทำขนาดใหญ่ขึ้น เหมาะกับการใช้กับหน้าจอสัมผัสมากขึ้น แต่ Microsoft ก็ยังเปิดกว้างให้นักพัฒนาดึงข้อมูลจาก App มาแสดงบน Tile ได้ แล้ว Tile นั้นก็จะถูกเรียกว่า Live Tile ครับ … แน่นอน ผู้ใช้งานสามารถเลือกที่จะเปิดใช้ Live Tile หรือจะไม่ใช้ก็ได้ครับ

 

ที่ตีกรอบสีเหลืองไว้ คือ Live Tile

 

จุดเด่นของ Live Tile คือ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นข้อมูลของ App นั้นๆ ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใน App เลย เช่น SET INDEX นี่ก็แสดงข้อมูลดัชนีหุ้น, People ก็แสดงพวกข้อความบน Social Media ที่เพื่อนๆ อัพเดต, พวก App ข่าวก็จะแสดงหัวข้อข่าว, พวก Email ก็จะแสดงรายการอีเมล์ใหม่ที่มีคนส่งมาให้

 

Pin to Start เป็นการเลือก App ที่ชอบไปเป็น Tile บน Start Screen

 

บน Start Screen ไม่ได้มี App ทุกตัวในเครื่องของเรานะครับ เราอยากให้มี App ไหนอยู่บน Start Screen บ้าง ก็เข้าหน้าจอ Search แล้วเลือก App ที่ต้องการไปสร้างเป็น Tile บน Start Screen ได้ง่ายๆ ด้วยคำสั่ง Pin to Start ครับ มันก็อารมณ์ Create Desktop Shortcut อะไรประมาณนั้นนั่นแหละครับ

 

รูปร่างหน้าตาที่บ่งบอกความเป็นคุณ

สำหรับคนชอบตกแต่ง … พวก Tile และ Live Tile นี่ช่วยให้ผู้ใช้งานมีอิสระในการตกแต่งได้มาก ในขณะที่การจัดเรียง Tile ก็ทำได้ไม่ยากนัก … และเมื่อใช้คู่กับสีของธีมที่มีให้เลือกมากมายแล้ว เราก็จะได้หน้าจอ Start Screen ที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเองได้

 

Personalization ใน Windows 8 User Interface แบบใหม่

 

ไม่เพียงแต่มีเฉดสีให้เลือกมากมายนะครับ ยังมีลวดลายให้เลือกอีกเยอะด้วย และเมื่อรวมกับการจัดเรียง Tile ที่แตกต่างกันออกไป ก็ยิ่งทำให้เราได้ User Interface ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเรามากขึ้นด้วย

 

Windows Store … App Store ของ Microsoft

ในขณะที่ Windows 8 มี Desktop Mode ไว้สำหรับรันโปรแกรมแบบเดิมๆ ที่เรารู้จักกันมา การติดตั้งโปรแกรมก็ยังคงเป็นแบบเก่า คือ ผ่านทางไฟล์ที่ดาวน์โหลดมา หรือ จากสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ (USB Flash Drive, External HDD หรือ CD/DVD) แต่ใน Windows 8 ยังมีโปรแกรมอีกจำพวก ที่เรียกว่า Windows Store App ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิดของ User Interface แบบใหม่ ซึ่งจะทำงานบน Windows Style UI เท่านั้น และการติดตั้ง จะต้องทำผ่าน Windows Store ครับ

 

Windows Store บน Windows 8

 

ลักษณะการทำงานของ Windows Store App นั้น จะเป็นแบบ App เดียวเต็มหน้าจอ ตามสมัยนิยมของพวกอุปกรณ์พกพาอย่าง Tablet หรือ Smartphone … ดูตัวอย่าง WordPress.com App บน Windows 8 ด้านล่างได้ครับ

 

WordPress App บน Windows 8

 

สถานการณ์ในอุดมคติ (ตามความเห็นของผม) ก็คือ ทุกโปรแกรมมี User Interface ทั้งแบบ Desktop Mode และ Windows Style UI เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ ถ้าใช้งานในแบบ Notebook หรือ PC ที่เน้นใช้ Keyboard และ Mouse ก็ไปทำงานใน Desktop Mode แต่หากแปลงร่างอุปกรณ์ของเรากลายเป็น Tablet แล้ว ก็อยู่ใน Windows Style UI ไป จะได้ทำงานสะดวกๆ บน User Interface ที่เหมาะกับหน้าจอสัมผัส

 

Snap … การทำงานแบบ Multitasking บน Windows Style UI

ในขณะที่ระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพาส่วนใหญ่นั้น แม้จะสามารถทำงานในแบบ Multitasking ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เท่ากับที่เราคุ้นเคยกันบนระบบปฏิบัติการ Windows ใน Desktop Mode แต่ในการทำงานบนหน้าจอสัมผัส Desktop Mode นั้นไม่เหมาะซักเท่าไหร่ ดังนั้น คำตอบของ Microsoft ก็เลยเป็นการใช้ฟีเจอร์ Snap เพื่อเปิด Windows Store App 2 ตัวพร้อมๆ กันได้

 

เปิด Windows Store App 2 ตัวพร้อมกันด้วย Snap

 

แม้จะเปิด App ได้ 2 ตัวพร้อมกัน แต่ก็ไม่ได้ทำงานเหมือนกับ Desktop Mode ที่สามารถปรับขนาดหน้าจอของ App แต่ละตัวได้ดังใจนะครับ … ในกรณีของ Snap จะเป็นการแบ่งพื้นที่หน้าจอออกแนวใหญ่กับเล็กอยู่ด้วยกัน App ไหนใช้งานเป็น App หลักก็ได้เนื้อที่หน้าจอใหญ่ไป อันไหนเป็นรอง ก็ได้เนื้อที่แสดงผลส่วนน้อยไป และทำงานแบบ Lite App คือ แสดงผลแค่บางส่วน

 

เปลี่ยนเอา Internet Explorer 10 มาเป็น App หลัก Thairath App ก็จะแสดงเฉพาะหัวข้อข่าว

 

อย่างกรณีของ App Thairath ข้างบนนี่ พอเป็น App หลักก็แสดงข้อมูลแบบเต็มๆ แต่พอกลายมาเป็น App รอง ก็จะแสดงเฉพาะหัวข้อข่าวแบบนี้ … แต่ข่าวดีก็คือ Windows 8 มอง Desktop Mode เป็นเสมือน App นึงครับ ดังนั้น เราจึงสามารถใช้ฟีเจอร์ Snap กับ Desktop ได้

 

เปิด Windows Store App คู่กับ Desktop Mode ด้วย Snap

 

และนี่คือแนวคิดการทำงานแบบ Multitasking บน Windows Style UI ตามแบบฉบับของ Microsoft ครับ

 

ฟีเจอร์ด้าน Security บน Windows 8

และเพราะว่า Windows 8 งวดนี้ รองรับอุปกรณ์ทั้ง Desktop, Notebook และ Tablet ก็เลยทำให้ Microsoft ออกแบบหน้าตา Lock Screen มาใช้ด้วย แบบรูปด้านล่างนี่ … หลักๆ แล้ว การ Unlock ก็ทำเหมือนกับพวก Tablet ทั่วไปครับ แตะแล้วลาก (Swipe to Unlock) แต่หากใช้พวก Desktop หรือ Notebook ที่ไม่มีหน้าจอสัมผัส จะใช้เมาส์แตะแล้วลาก หรือจะกดปุ่มใดๆ บน Keyboard หรือในกรณีของพวก Tablet จะกดปุ่ม Volume Up/Down ก็ได้เช่นกัน

 

หน้า Lock Screen ของ Windows 8 (เปลี่ยนได้)

 

นอกจากนี้ Microsoft ยังมีตัวเลือกสำหรับการปลดล็อกเครื่องให้ 3 แบบ คือ PIN, Password และ Picture Password ให้ผู้ใช้งานเลือกใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย ซึ่งโดยส่วนตัว ผมจะแนะนำแบบนี้ครับ

  • PIN เหมาะสมอย่างมาก สำหรับการใช้งานบน Tablet เพราะหน้าจอสัมผัสเนี่ย พิมพ์อะไรยาวๆ ก็ไม่ถนัด ดังนั้นรหัสสั้นๆ แบบ PIN จะช่วยให้ทำงานสะดวกมาก แต่ต้องตระหนักไว้เสมอนะครับ ว่ามันไม่ใช่รหัสผ่านที่ปลอดภัยซะทีเดียว (เพราะเป็นตัวเลขไม่กี่หลัก)
  • Password เป็นรหัสผ่านที่ตั้งได้โดยใช้ตัวอักษรได้ทุกตัวบนแป้น จะยาวได้ตามต้องการ ดังนั้นค่อนข้างปลอดภัย แต่ว่าเวลาจะพิมพ์บนหน้าจอสัมผัสเนี่ย ถ้ายาวๆ ก็วุ่นวายพอสมควรล่ะ
  • Picture Password เป็นการใช้การแตะบนรูปเพื่อแทนรหัสผ่าน โดยผสมผสานการลากเป็นวงกลม, ลากเป็นทิศทาง และแตะเฉพาะจุด บนรูป … อันนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้งานบน Tablet หน้าจอสัมผัสจริงๆ และมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงมาก ปัญหาเดียวกับการใช้รหัสผ่านแบบนี้ก็คือบางทีอาจจะลืมเอาได้นะครับ (คือปลอดภัยสูงก็จะจำยาก)

 

Picture Password ใช้การแตะบนรูปแทนการกรอกรหัสผ่าน

 

Windows Defender บน Windows 8 คราวนี้ป้องกันไวรัสได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ Windows Defender จะเป็นแค่โปรแกรมสำหรับสแกนพวก Spyware เป็นหลักเท่านั้นครับ ในเวอร์ชัน Windows 7 และก่อนหน้า ถ้าจะป้องกันไวรัส ต้องดาวน์โหลด Microsoft Security Essentials มาติดตั้งเพิ่ม (ฟรีสำหรับ Windows แท้) แต่เมื่อมาเป็น Windows 8 แล้ว (รวมถึง Windows RT ด้วย) โปรแกรม Windows Defender ก็จะมีหน้าที่เป็น Antivirus ด้วยในตัว

 

Windows Defender โปรแกรมป้องกันไวรัสสำหรับ Windows 8

 

แน่นอนว่า การติดตั้งโปรแกรม Antivirus เสริม จะช่วยให้เราได้ฟีเจอร์ในการป้องกันตัวมากขึ้น แต่ว่าสำหรับการป้องกันทั่วๆ ไปแล้ว Windows Defender ก็ถือว่าเพียงพอแล้วละครับ และข้อดีคือ มันถูกเปิดใช้งานมาตั้งแต่เริ่มเลยด้วย ดังนั้นการใช้งาน Windows 8 ก็ถือว่ามั่นใจเรื่องความปลอดภัยได้ระดับหนึ่งละครับ

 

การเชื่อมต่อกับ Social Media

ในยุค Social Media ครองเมืองแบบนี้ ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องผสมผสานการเชื่อมต่อเข้ากับ Social Media ไว้ด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานนี่แหละ ซึ่ง Microsoft ก็ถือว่าผสมผสานมาได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ โดยยอมให้สามารถเชื่อมต่อกับ App ต่างๆ มากมาย เพื่อแชร์ข้อมูลจาก App ใดๆ ก็ได้ ผ่านทางฟีเจอร์ Share บน Charm (อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับ Charm ต้องอ่าน “วันเบาๆ เล่าเรื่อง Windows 8 ตอนที่ 1” ตอนนั้นผมยังเรียกว่า Hot Corner อยู่เลยครับ)

 

แชร์อะไรต่อมิอะไรผ่านทาง Windows Store App ต่างๆ ได้มากมาย

 

ที่สำคัญคือ เราเลือกได้ด้วย (ผ่านทาง PC Settings แบบ Windows Style UI) ว่าเราจะใช้ App ใดบ้างในการแชร์ และเลือกให้ Windows 8 จัด App ที่เรามักจะใช้ในการแชร์บ่อยที่สุด อยู่เป็นลำดับแรกๆ (จะได้หาง่ายๆ)

 

สามารถเลือกได้ด้วยว่าจะใช้ App ใดสำหรับการแชร์

 

และในตัวระบบปฏิบัติการเองก็มี App ชื่อ “การเชื่อมต่อบุคคล” หรือ People เอาไว้เป็นเสมือน Hub สำหรับ Social Media ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Hotmail, Outlook, Facebook, Skype, Gmail, Twitter, LinkedIn อะไรที่เป็น Social Media เด่นๆ นี่เชื่อมต่อได้หมดครับ และในฐานะที่เป็น Hub เราก็สามารถที่จะโพสต์อัพเดตสถานะของเราเอง, อ่านข้อความของเพื่อน หรือแม้แต่คอมเม้นต์ตอบกลับเพื่อนเราก็ได้

 

การ “เชื่อมต่อบุคคล” บน Windows 8 รวมทุก Social Media ไว้แห่งเดียว

สามารถตอบกลับ Twitter ผ่านทาง “การเชื่อมต่อบุคคล” ได้เลย

 

Windows 8 Go Cloud Computing

ในเวอร์ชันก่อนหน้า ระบบปฏิบัติการ Windows จะให้เรากำหนด Username และ Password สำหรับใช้ล็อกเครื่อง เพื่อป้องกันคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่มันเป็นแบบ Offline เป็นหลัก แต่บน Windows 8 นี้ ตัวระบบปฏิบัติการมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และโอบอุ้ม Cloud Computing แล้ว โดยเริ่มจากการให้เราสามารถผูก Microsoft Account (เช่นพวกบัญชี Hotmail, Outlook.com) เข้ากับตัวระบบปฏิบัติการได้ และใช้ Username กับ Password นั้นในการล็อกเครื่องได้เลย

แต่แน่นอน Microsoft ไม่ได้ทิ้งการสร้าง Username และ Password แบบเดิมไปนะ … บน Windows 8 นี้ จะแบ่ง User เป็น 2 แบบ คือ Online ซึ่งเป็นพวก Microsoft Account และ Offline ซึ่งเป็น Username และ Password แบบเดิมๆ ครับ

สำหรับคนที่ใช้ Online Account จะได้ประโยชน์จาก Cloud Computing ครับ คือสามารถ Sync พวกค่า Settings ต่างๆ ไปไว้บน Cloud ได้ และเมื่อทำการล็อกอินด้วย Online Account บนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น พวกค่า Settings ต่างๆ ก็จะถูก Sync เข้ามา และเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ก็จะมีหน้าตาเหมือนๆ กับที่เราคุ้นเคยในทันที

 

ถ้าใช้ Online Account จะสามารถ Sync พวก Settings ต่างๆ ได้

 

สำหรับคนที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายตัว และใช้ Tablet ที่รัน Windows 8 หรือ Windows RT ด้วยแล้ว ฟีเจอร์นี้ช่วยประหยัดเวลาเรื่องการเซ็ตค่าต่างๆ ไปได้เยอะ และช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกคุ้นเคยกับเครื่องใหม่ที่ซื้อมาได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

 

SkyDrive App บน Windows 8

 

และหากใครแทบจะเลิกใช้ USB Flash Drive แบบผม แต่หันมาพึ่ง Cloud Storage อย่าง Dropbox แล้วละก็ อาจจะเปลี่ยนใจไปใช้ SkyDrive เลยก็ได้ เพราะ Windows 8 นั้นจะทำงานร่วมกับ SkyDrive ได้อย่างแนบเนียนกว่าทั้งใน Desktop Mode และ Windows Style UI (Official App ที่เป็น Windows Store App นั้นยังไม่มี แต่ SkyDrive มีแล้ว)

 

สั้นๆ กับข้อสรุปเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ Windows 8

มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ขอสรุปสิ่งที่ผมชอบ และไม่ชอบเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ Windows 8 ให้ทราบ ดังนี้ครับ

สิ่งที่ผมชอบ

  • ความเรียบง่ายของ UI ของ Windows Style UI ที่ไม่กินสเปกเครื่องมากมาย ขนาดคอมพิวเตอร์สมัย 3 ปีก่อนของผม ก็ยังรัน Windows 8 ได้สบายๆ
  • Settings หลายๆ อย่างของ Windows 8 ตั้งค่า Default ด้าน Security ได้ดีกว่า Windows เวอร์ชันก่อนๆ
  • Tile และ Live Tile บน Start Screen เหมาะกับอุปกรณ์จำพวก Tablet หรือ Hybrid Tablet มาก
  • การมี 2 โหมด คือ Desktop Mode และ Windows Style UI ช่วยให้สะดวกในการใช้งานในรูปแบบแตกต่างกัน เหมาะกับพวกอุปกรณ์จำพวก Convertible หรือ Hybrid Tablet
  • มี Windows Defender เป็น Antivirus มาให้ในตัว ไม่ต้องไปเสียเวลาดาวน์โหลดเพิ่ม พูดง่ายๆ เปิดเครื่องมาปุ๊บ พร้อมป้องกัน Malware ให้เราเลย … จากนั้นจะไปหาอันอื่นมาใช้ ก็เป็นอีกเรื่อง
  • Gesture หลายๆ อย่าง ใช้งานสะดวกดีบน Start Screen เช่น App Switcher หรือ Charm
  • Windows Store แต่ละประเทศมี App ให้เลือกแตกต่างกันไป แต่ Microsoft ไม่ล็อกว่า Microsoft Account จะเป็นของประเทศไหน ที่เราต้องทำก้คือ แค่เข้าไปเปลี่ยน Location ใน Control Panel จากนั้นเราก็จะเข้าไปดาวน์โหลดหรือซื้อ App ของ Windows Store ประเทศนั้นๆ ได้

 

Windows Store เมื่อเปลี่ยน Location เป็น US

 

  • การมาของ Windows 8 ช่วยให้เราได้เห็นความหลากหลายของอุปกรณ์มากขึ้น คือ ไม่เพียงแต่ Desktop และ Notebook แบบเดิมๆ เราก็ได้เจอพวก Hybrid Tablet และ Convertible เจ๋งๆ มากขึ้น เพราะเทคโนโลยีก็ถึงเวลาแล้ว และตัวระบบปฏิบัติการก็เอื้อต่อการใช้งานแล้วเช่นกัน

 

สิ่งที่ผมไม่ชอบ

ในส่วนที่ผมไม่ชอบ อาจจะดูยาวหน่อยนะครับ เพราะผมต้องอธิบายด้วย ว่าเพราะเหตุใดผมถึงไม่ชอบ (ซึ่งบางทีมันต้องอธิบายกันยาว กว่าจะเห็นภาพ)

  • Settings บางอย่างของ Windows 8 ถูกย้ายที่ไปอยู่ในจุดที่ไม่ Make Sense เท่าไหร่ จนทำให้เหมือนโดนซ่อน เช่น การย้าย Shutdown ไปอยู่ใน Settings, การแยก User Management ไปไว้ทั้ง Control Panel และ PC Settings, การไม่เปิดใช้ Standard Keyboard Layout ของ Touch Keyboard (Virtual Keyboard ของ Windows 8) เป็น Default ฯลฯ
  • หากมี Live Tile เยอะๆ ผู้ใช้งานอาจจะมึนได้ … การบริหาร Tile และ Live Tile ต้องทำให้ดี ไม่งั้นมึน
  • Gesture บางอย่าง ใช้งานลำบาก เช่น การปิด App ที่ต้องลากจากขอบบนสุดของหน้าจอมาที่ขอบล่างสุดของหน้าจอ เพราะถ้าเจอจอใหญ่ๆ ละก็ ลำบากแน่นอน และหน้าจอสัมผัสแบบเก่าๆ ที่มีขอบนูนก็จะใช้งานลำบาก (บางคนอาจมองว่า ใช้ Alt + F4 เพื่อปิด App ได้ แต่ว่าลองนึกว่าหากใช้กับจอ 42 นิ้ว ในแบบ Shared Area ที่ไม่ต้องการเสียบ Keyboard + Mouse ล่ะ?!? … และ Virtual Keyboard แม้จะมีปุ่ม Alt กับ F4 อยู่ แต่ก็ไม่สามารถใช้งานได้เหมือนกับ Keyboard ซะงั้น)

 

Windows 8 ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยเวลาเรียนรู้

สำหรับอีกหลายๆ คนที่คิดว่าอาจจะไม่อัพเกรดเป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 เพราะกลัวไม่คุ้นเคย ไม่อยากไปเรียนรู้ใหม่ ผมอยากบอกว่าอย่าไปคิดมากเลยครับ … มันเป็นเรื่องจริงที่ User Interface แบบใหม่บนระบบปฏิบัติการ Windows 8 นั้นอาจทำให้ผู้ใช้งานสับสน แต่สำหรับการใช้งานโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Desktop หรือ Notebook หากต้องการความคุ้นเคย Windows 8 ก็ยังมี Desktop Mode ให้ใช้งานอยู่ และการที่ Microsoft ออกแบบให้ Settings หลายอย่างไปอยู่ในตำแหน่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคยอาจทำให้มึนได้ แต่ Settings พวกนั้นก็เป็นอะไรที่นานๆ เราจะใช้ทีนึง ไม่น่าจะสร้างความเดือดร้อนมากมายนัก

จากประสบการณ์ในการใช้งาน Windows 8 มาหลากหลายเวอร์ชันมาก ไม่ว่าจะเป็น Windows 8 Developer Preview, Consumer Preview, Release Preview มาจนถึง Windows 8 Pro, Enterprise และแม้แต่ RT (ผมมี Microsoft Surface น่ะ อิอิ) ต้องบอกว่าการเรียนรู้ใช้งาน Windows 8 ไม่ยาก (แต่ขอแนะนำ Microsoft ให้โฟกัสมาที่การให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานให้มากกว่านี้) แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้บ้างครับ

สิ่งที่เราได้มากับ Windows 8 ก็คือ นอกจากจะสามารถใช้งานโปรแกรมแบบเดิมๆ ที่เรียกว่า Legacy App ได้แล้ว (เพราะมี Desktop Mode) เรายังพร้อมที่จะใช้งาน App แบบใหม่ๆ ในอนาคต ที่จะมีบน Windows Store ได้อีกด้วยครับ

 

มี Windows เวอร์ชันก่อนหน้า จะอัพเกรดมาได้ไหม? ยากไหม?

คำตอบคือไม่ยากครับ เพราะสามารถอัพเกรดจาก Windows เวอร์ชันเก่าๆ ได้ดังนี้เลยครับ

Windows 7 ที่อัพเกรดเป็น Windows 8 ได้

  • Windows 7 Starter
  • Windows 7 Home Basic
  • Windows 7 Home Premium

เวอร์ชันของ Windows 7 ที่อัพเกรดเป็น Windows 8 Pro ได้

  • Windows 7 Starter
  • Windows 7 Home Basic
  • Windows 7 Home Premium
  • Windows 7 Professional
  • Windows 7 Ultimate

การอัพเกรดจาก Windows เวอร์ชันก่อนหน้า

  • Windows XP ต้องติดตั้ง Service Pack 3 ขึ้นไป และการอัพเกรดจะสามารถเก็บไว้ได้เฉพาะไฟล์ส่วนตัวเท่านั้น
  • Windows Vista
    • ถ้าติดตั้ง Service Pack 1 จะสามารถอัพเกรดแล้วเก็บ Windows Settings และไฟล์ส่วนตัวไว้ได้
    • ถ้ายังไม่ได้ติดตั้ง Service Pack 1 จะอัพเกรดโดยเก็บไว้ได้เฉพาะไฟล์ส่วนตัวเท่านั้น

แต่เชื่อแมะ วิธีง่ายสุดมันมีอยู่ คือไปดาวน์โหลด Windows 8 Upgrade Assistant มา แล้วก็รันโปรแกรมนี้ เพื่อให้มันเช็คโดยอัตโนมัติ ว่าถ้าเราอัพเกรดไปแล้ว อาจจะเจอปัญหาอะไรบ้างไหม เช่น บางโปรแกรมอาจจะใช้งานไม่ได้ บางโปรแกรมอาจจะต้องตั้งค่าอะไรบางอย่าง (เช่น iTunes อาจจะต้อง Deauthorize PC ซะก่อน เป็นต้น) หรือฮาร์ดแวร์ตัวไหน อาจมีปัญหาด้านไดรเวอร์ แล้วจะต้องทำยังไง อะไรแบบนี้

Windows 8 Upgrade Assistant

 

จากนี้ Windows 8 Assistant ก็จะให้เราเลือกเลยว่า จะอัพเกรดแบบไหน อยากให้ Migrate ข้อมูลอะไรไปบ้าง เอาทั้ง Settings, Files และ Apps เลยไหม หรือขอแค่ไฟล์อย่างเดียว หรือกะว่าจะอัพเกรดแบบขาวๆ เหมือนลงระบบปฏิบัติการใหม่หมด

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกระบบปฏิบัติการ ทุกเวอร์ชัน จะอัพเกรดแบบที่เก็บทั้ง Settings, Files และ Apps ได้หมด แต่ Windows 8 Upgrade Assistant นี้จะบอกเราเองว่าทำได้หรือไม่ได้ แล้วก็อยู่ที่เราจะตัดสินใจแล้วว่าจะเอายังไง

 

เลือกว่าอยากอัพเกรดแบบไหน

 

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ และคุณเองก็มีบัตรเครดิต ก็สั่งซื้อ Windows 8 Upgrade ได้เลย เวอร์ชันที่เลือกได้ ก็อยู่ที่ว่าคุณอัพมาจากระบบปฏิบัติการอะไร … อย่างกรณีของผมนี้ เป็นการลองเลือกจาก Windows 7 Enterprise ครับ

 

กดซื้อจากอินเทอร์เน็ตได้เลย สะดวกสุดๆ

 

รายละเอียดเพิ่มเติม และอยากรู้จักกับ Windows 8 ให้มากขึ้นกว่านี้ แนะนำว่าให้ไปดูที่เว็บไซต์ของ Microsoft เลย ที่ http://windows.microsoft.com/th-TH/windows-8/meet เป็นภาษาไทยด้วยครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. meomeo says:

    สนุกกับมันเข้าไว้ครับ อีก 4 ปีข้างหน้า ui ก็เปลี่ยนละ และไม่เหมือนเดิมแน่นอน

Leave a Reply

%d bloggers like this: