มาซะทีกับการรีวิว iPad Mini ตอนที่ 1

Print Friendly, PDF & Email

เอาล่ะ หลังจากที่ออกมาได้ซักพักแล้ว ก็ได้เวลารีวิวซะทีเนอะ … ขอขอบคุณ truemove ที่เอื้อเฟื้อให้ iPad Mini ตัว Demo Unit มาทำการรีวิวนะครับ … สำหรับเจ้านี่ อาจจะเป็น iPad ที่หลายๆ คนรอคอย เพราะขนาด 9.7 นิ้วที่ Steve Jobs บอกว่าเป็นขนาดที่เหมาะสำหรับ Tablet ที่สุดแล้ว แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนก็ยังมองว่าขนาดของ iPad มันยังใหญ่ และหนักเกินจะพกพาไปไหนต่อไหนสะดวกจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาใช้เล่นเกม … เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ดังนั้นเราจะมาเข้าเรื่องของการรีวิวกันเลยดีกว่าครับ

 

อะไรคือ Demo Unit??

เผื่อใครมีคำถามว่า แล้วไอ้ Demo Unit ที่ผมพูดถึงในตอนเกริ่นนำมันคืออะไร ขอตอบว่า มันคือไอ้เครื่องที่ใช้แสดงอยู่ในร้านพวก iStudio นั่นแหละครับ จุดเด่นของเจ้านี่คือ มันจะมี App ติดตั้งมาให้อยู่แล้ว รวมถึงเกม รูป และวิดีโอคลิปด้วย เพื่อจะได้แสดงศักยภาพของ iPad Mini ได้เต็มที่ แต่มันจะมีข้อจำกัดตรงที่ หากผมติดตั้ง App อะไรลงไป มันก็จะค้างอยู่ตรงนั้นเลย (เพราะถูกตั้งไว้ว่าไม่ให้ลบ App ใดๆ ทั้งสิ้น … ก็แหงล่ะ ไม่งั้นลูกเด็กเล็กแดงก็จะไปลบนั่นนู่นนี่เพลิดเพลินอะดิ)

แต่ Demo Unit นั้น มันก็คือ iPad Mini จริงๆ นั่นแหละ หากเอามาลง ROM ซะใหม่ Restore เอา ROM ของ iPad Mini จริงๆ ใส่เข้าไป (สามารถทำได้ แต่ต้องมีลูกเล่นนิดหน่อย) มันก็จะกลายเป็น iPad Mini จริงๆ ไปครับ … แต่ แหะ แหะ เกรงใจ truemove เขา ดังนั้น ผมไม่ขอทำนะ

 

เอาล่ะ ถึงเวลาลองดู iPad Mini กันแล้ว

ตั้งกะ iPad 2 เป็นต้นมาจนถึง iPad 4th Gen นั้น ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าพูดถึงเรื่องดีไซน์ เพราะ Apple เล่นยึดเค้าโครงเดิมมาเลย ซึ่งก็ทำให้ดูไม่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่มันมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานตรงที่พวกอุปกรณ์เสริมอย่าง Cover หรือ Case เนี่ย จะได้ใช้ด้วยกันได้ … อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่นพวกลำโพง อะไรแบบนี้ ก็จะได้ใช้ร่วมกันได้ (ยกเว้น iPad 4th Gen ที่เปลี่ยนมาใช้ Lightning Port ก็จะใช้อุปกรณ์เสริมร่วมกันโดยตรงไม่ได้ เว้นแต่จะใส่ Adapter)

แต่ iPad Mini นั้น เป็นดีไซน์ใหม่เลย เพราะขนาดหน้าจอเปลี่ยนไป และออกมาหลังจาก Apple ปล่อย iPhone 5 ด้วย ก็เลยทำให้ดีไซน์ออกมาสไตล์ iPhone 5 นิดๆ

 

iPad Mini ด้านหน้า

 

ด้านหน้าของ iPad Mini เป็นหน้าจอ IPS (LED Backlit) ขนาด 7.9 นิ้ว ความละเอียด 1024×768 พิกเซล (162ppi) ซึ่งเป็นความละเอียดเดียวกับ iPad 2 … มีกล้องหน้าความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล

ความแตกต่างในเรื่องการออกแบบที่เห็นได้ชัดก็คือ ส่วนที่เป็นจอแสดงผลมันเต็มหน้าเครื่องมากขึ้น ขอบด้านข้างเล็กลงไปมาก

 

ด้านหลังของ iPad Mini

 

ด้านหลัง ก็อารมณ์ iPad ครับ มีกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซลอยู่ … ตัวที่ผมได้มาเป็น iPad Mini + Cellular ดังนั้นก็จะเห็นแถบสีขาวๆ ตรงด้านบนด้วย … ดีไซน์ที่เปลี่ยนไปที่เห็นได้ชัดมากๆ คือ แถบที่เป็นเสาอากาศเนี่ย ถ้าเป็น iPad รุ่นเก่าๆ มันจะเป็นสีดำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น iPad สีอะไรก็ตาม แต่งวดนี้ Apple ทำให้สีมันสอดคล้องกับสีของ iPad ด้วย เช่น ถ้าเราใช้รุ่นสีขาว ก็จะได้สีขาว ถ้าเราใช้รุ่นสีดำ ตรงนี้ก็สีดำ … เพราะมันจะได้เข้ากับตัวเครื่องไง เนื่องจากงวดนี้ ถ้าเราซื้อ iPad สีดำ มันจะดำทั้งเครื่องครับ (สมัยก่อน มันจะดำเฉพาะด้านหน้า ด้านหลังจะเป็นสีอลูมิเนียมอยู่ดี)

โลโก้แอปเปิ้ลแหว่ง และตัวอักษร ก็เปลี่ยนจากเดิมที่เป็นสีดำ ให้กลายเป็นสีเงินด้วย

 

iPad Mini ด้านบน

 

ด้านบนของ iPad Mini ก็จะเป็นปุ่มเปิดปิดหน้าจอ มีรูไมโครโฟน และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ถ้าสังเกตให้ดีๆ จะเห็นว่า ช่องเสียบหูฟังก็จะมีสีขาวด้วย (จากเดิม ตรงนี้จะสีดำ แม้จะเป็นรุ่นสีขาวก็ตาม) แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของ Apple ที่มากขึ้น

 

iPad Mini ด้านล่าง

 

จุดที่ Apple มีการออกแบบใหม่ ทำให้ iPad Mini นั้นเหมือน iPhone 5 มากก่าที่จะเป็นแค่ iPad เดิมๆ เริ่มจากเปลี่ยนมาใช้ Lightning Port จะได้ทำเครื่องให้บางๆ ได้ และมีลำโพงเป็นสเตริโอแล้วด้วย!!! การวางลำโพงก็มาอยู่ตรงด้านใต้เครื่องแบบเต็มๆ จริงๆ

 

ด้านขวาของ iPad Mini

 

ด้านขวาของ iPad Mini มีสวิตช์อเนกประสงค์ ตั้งให้เป็นปุ่มปิดเสียงก็ได้ หรือจะใช้เป็นตัวล็อกการหมุนหน้าจอก็ได้ มีปุ่มปรับระดับเสียง และมีสล็อตใส่ Nano SIM Card ด้วย … ตรงนี้แหละ ดีไซน์ที่เปลี่ยนไป เพราะการย้ายเอาสล็อต SIM มาไว้ตรงนี้ จะทำให้เราสามารถถอดถาด SIM Card ออกมาได้สะดวก แม้จะใส่ Smart Cover อยู่

และนั่นก็เลยทำให้ด้านซ้ายมันโล่งๆ ไม่มีอะไรเลย เลยไม่ถ่ายรูปมาให้เปลืองอินเทอร์เน็ตเวลาเปิดอ่านบล็อกผมนะ (ฮา)

 

ทีนี้มาดูสเปกกันบ้างครับ

เกริ่นก่อนเลยว่า iPad Mini นั้นมีสเปกแบบเดียวกับ iPad 2 ซะเป็นส่วนใหญ่ครับ

  • CPU: A5 Dual-core 1GHz
  • GPU: PowerVR SGX543MP2
  • RAM: 512MB
  • Internal Storage: 16GB/32GB/64GB
  • Display: IPS 7.9 นิ้ว 1024×768 พิกเซล (162ppi)
  • Camera: ด้านหน้า 1.2 ล้านพิกเซล ด้านหลัง iSight 5 ล้านพิกเซล
  • Connectivity
    • CDMA EV-DO Rev. A and Rev. B (800/1900/2100 MHz)
    • 2G: GSM/EDGE (850/900/1800/1900 MHz)
    • 3G: UMTS/HSPA+/DC-HSDPA (850/900/1900/2100 MHz)
    • LTE (Bands 1, 3, 5, 13, 25)
    • Bluetooth: 4.0 A2DP + EDR
    • WiFi: 802.11a/b/g/n Dual-band
  • Battery: 4,400mAh
  • Dimensions: 200 ม.ม. x 134.7 ม.ม. x 7.2 ม.ม.
  • Weight: 312 กรัม

 

เปรียบเทียบ iPad Mini กับ iPad 2

จุดที่ iPad Mini ด้อยกว่า iPad 2 ก็คือ

  • ขนาดหน้าจอเล็กกว่า
  • แบตเตอรี่น้อยกว่า

แต่จุดที่ iPad Mini ทำได้ดีกว่า iPad 2 ก็คือ

  • ความคมของหน้าจอมากกว่า (เพราะขนาดหน้าจอเล็กกว่า แต่ความละเอียดเท่ากัน)
  • กล้องด้านหน้าและกล้องด้านหลังดีกว่า
  • ในกรณีรุ่นที่รองรับ Cellular ก็รองรับเครือข่ายมากกว่า
  • ขนาดเล็กกว่าเห็นๆ และเบากว่าจริงจัง

ถ้าใครถามผมว่า แล้วระหว่าง iPad 2 กับ iPad Mini จะเลือกตัวไหนดี ผมจะตอบแบบชัดเจนได้เลยว่า ซื้อ iPad Mini เถิดหนา รุ่น 16GB + Cellular เหมือนกัน ราคาถูกกว่ากันร่วม 2 พันบาททีเดียว พกพาสะดวกกว่าด้วย สเปกก็เท่ากัน แต่มีกล้องที่ดีกว่าเห็นๆ และที่สำคัญ ยังมีรุ่น 32GB และ 64GB ให้เลือกอยู่อีกต่างหากครับ

 

ขอขอบคุณ

ขอบคุณ truemove ที่ให้ยืม iPad Mini มารีวิวนะครับ … ใครที่สนใจจะหาซื้อ iPad Mini สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์  www.truemove-h.com/ipad ดูทั้งราคา iPad Mini พร้อมราคาแพ็กเกจจาก truemove H ได้เลยครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. Dailymam says:

    พี่กาฝากครับเวลาเล่นเกมพวก Asphalt หรือเกมแข่งรถ มือบังลำโพงมั้ยครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: