ตำนานหิ่งห้อย บทที่ 7 สิ่งน่ารู้ก่อนทำการซื้อขาย (5)

Image courtesy of PinkBlue / FreeDigitalPhotos.net

 

เมื่อคืนวานได้มีโอกาสไปร่วมปาร์ตี้กับทาง Google Thailand มา ได้คุยกับ @vasinp ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Provision เรื่องหนังสือต่างๆ และก็รวมไปถึงหนังสือหุ้น เพราะตอนนี้ก็รู้ๆ กันอยู่ ว่าผมกำลังลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ผมได้เอาเงินไปลงทุน ผมได้ความรู้เรื่องการลงทุน และผมยังได้เอาประสบการณ์พวกนี้มาสร้าง ตำนานหิ่งห้อย ให้ได้อ่านกันอีกไง) เลยทำให้รู้ว่า พี่วศินเขาไม่เล่นหุ้น เพราะเล่นไม่เป็น มันไม่ใช้สไตล์ของเขา … ฟังแล้วก็มีเหตุมีผลอยู่นะครับ โดยส่วนตัวผมเอง ผมก็คิดว่าก่อนจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ควรค้นหาตัวเองก่อนดีกว่าว่า เราเหมาะสมกับการเล่นหุ้นแบบไหน แล้วพฤติกรรม หรือความพร้อมของเรามันโอเคไหม

 

อันดับแรก: คุณยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน?!?

ผมพูดถึงไปแล้วในภาคพิเศษ 1 ว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง แต่จะมากหรือน้อย และเสี่ยงในรูปแบบไหนก็เท่านั้นเอง … อย่างฝากเงินธนาคาร ความเสี่ยงก็อยู่ที่อัตราเงินเฟ้อมันแซงหน้าอัตราดอกเบี้ย (ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ที่ว่า 3% มันก็ยังแค่สูสีกับอัตราเงินเฟ้อ) หรือจะทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ มันก็เสี่ยงตรงที่ต้องเอาเงินก้อนใหญ่ไปจมกับกรมธรรม์เป็นสิบปี เกิดอัตราดอกเบี้ยมันให้ผลตอบแทนสูงกว่า ก็ถือว่าเสียโอกาส (ขอบคุณ @vvsay สำหรับความรู้เรื่องความเสี่ยงของการทำประกันแบบสะสมทรัพย์ในสายตานักลงทุน)

แต่หุ้นมันจะเสี่ยงทั้งทุนหายกำไรหด (ถ้าหุ้นมันสาละวันเตี้ยลงๆ) แต่แน่นอน โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนมากๆ มันก็มี … แบบที่คนเขาพูดกันไงว่า “ใช้เงินไปทำงาน” … แต่  maoinvestor.com เคยกล่าวไว้ว่า “ใช้เงินไปทำงาน ก็อย่าลืมดูมันทำงานด้วย” เกิดไปไม่รุ่ง จะได้ Cut Loss ทันนะจ๊ะ

 

อันดับต่อมา: คุณคิดว่าอยากได้ผลตอบแทนแค่ไหนจากการลงทุนในหุ้น?!?

คุณรู้แล้วแหละ ว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง … แต่มันก็เหมือนกับกองทุนอ่ะ มันก็มีหุ้นที่เสี่ยงมากและหุ้นที่เสี่ยงน้อยปะปนกันไป เพราะเฉพาะหุ้นสามัญก็มีปาเข้าไป 595 บริษัทแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2555 … ข้อมูลจะมีการอัพเดตทุกๆ วันแรกของสัปดาห์ ดังนั้นอยากรู้ต้องไปดาวน์โหลดมาดูเอาเองนะครับ) ดังนั้น คำถามต่อมาก็คือ แล้วเราอยากได้อะไรผลตอบแทนแค่ไหนจากการลงทุนในหุ้นล่ะ? เพราะนั่นจะเป็นตัวกำหนดว่าคุณต้องเล่นหุ้นแบบไหน

ซึ่งนั่นอาจจะเหมาะ หรือไม่เหมาะกับจริตของคุณเลยก็ได้นะ … ซึ่งโดยปกติแล้ว เขาจะแบ่งวิธีการลงทุนออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ครับ คือ

  • นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) จะซื้อหุ้นตัวไหน ต้องศึกษาธุรกิจของบริษัทเจ้าของหุ้นนั้นๆ ดูพื้นฐานธุรกิจ ปัจจัยต่างๆ มากมาย … การลงทุนแบบใจเย็น เน้นผลระยะยาว แม้ราคาหุ้นจะผันผวนหวือหวาไปบ้าง แต่ถ้ายังเชื่อมั่นในพื้นฐานหุ้นตัวนั้น ก็จะไม่ตกอกตกใจ (แต่แน่นอน หากมันร่วงๆๆๆๆๆ ก็ต้องมี Cut Loss บ้างนะ) … ถ้าคุณจะเป็น VI คุณกำลังมองผลตอบแทนในระยะยาวประกอบกับเงินปันผลครับ นั่นคือ ลงทุนหุ้นเหมือนฝากเงินกินดอกเบี้ย เพียงแต่มันจะเป็นการฝากเงินไว้กับธุรกิจที่เติบโต และเงินต้นของคุณก็จะงอกเงยตามราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ก็ได้เงินปันผลมาเหมือนเป็นดอกเบี้ย และหากพื้นฐานของบริษัทดี มีเงินปันผลต่อเนื่องและสูงดี ก็มักจะได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอีก

 

งบการเงิน/ผลประกอบการ เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่พวก VI เขาใช้ในการพิจารณา

 

  • นักลงทุนแนวเทคนิค พวกนี้วิเคราะห์กันด้วยกราฟครับ พวกกราฟ MACD (อ่านว่า แม็คดี), RSI, เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่, กราฟแท่งเทียน, STO ฯลฯ ซื้อหรือขาย ก็อาศัยจากสัญญาณที่กราฟบอกมา … นักลงทุนแนวเทคนิคเน้นทำกำไรระยะสั้น ซื้อ-ขายกันในวันนั้นเลย หรือไม่ก็ถือสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผลตอบแทนหลักๆ ก็คือ กำไรที่ได้มาจากการซื้อขายนี่แหละครับ ปันผลช่างหัวมัน … ถ้าเล่นแนวเทคนิคเก่งๆ จะทำเงินได้มากทีเดียว เพราะลองคิดง่ายๆ สมมติซื้อหุ้น ABC มาในราคา 10 บาทตอนเช้า ตอนบ่ายขายไปได้ 11 บาท เท่ากับกำไร 10% ภายในเวลาไม่ถึงวัน ซื้อไว้หมื่นหุ้น ก็เท่ากับทำเงินวันเดียวได้หมื่นนึงเลยนะเออ … แต่หากอ่านเกมไม่ขาด แล้วซื้อพลาด แถมหุ้นพื้นฐานไม่ดี ก็โดนกระอักเหมือนกันนะครับพี่น้อง

 

พวกเทคนิคเน้นดูกราฟครับ ตัดสินใจซื้อขายกันด้วยสัญญาณจากกราฟเลย

 

แต่มันก็เหมือนกับอีกหลายๆ อย่าง หลายๆ ทฤษฎีครับ คือ แม้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 2 วิธี 2 แนว ก็จริง แต่มันก็จะมีพวกที่แบบ สีเทาๆ ไม่ขาว ไม่ดำสนิท รวมเอาข้อดีของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อกำจัดจุดอ่อนของกันและกัน … อย่างในกรณีนี้ก็คือ …

  • นักลงทุนแบบผสมผสาน พวกนี้เขาจะแบ่งเงินเป็น 2 กอง กองนึงไว้เล่นแนวเน้นคุณค่า สร้างรากฐานที่มั่นคงเอาไว้ ในขณะที่อีกกอง ก็เอาไว้เล่นแนวเทคนิค ทำกำไรระยะสั้น อารมณ์ประมาณหาค่าขนมกิน และหาทุนเพิ่มไว้ลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีอีก หรือบางคนอาจจะเลือกศึกษาหุ้นที่พื้นฐานดี เมื่อเลือกได้แล้ว ก็เอาเทคนิคในการดูกราฟมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกราคาหุ้นที่จะเข้าซื้อ แบบนี้ก็เป็นไปได้

 

อันดับสุดท้าย แต่สำคัญที่สุด … คุณมีเงินทุนแค่ไหน?!?

เคยมีคนแซวว่า เจอหุ้นดีๆ ที่น่าจะทำกำไรได้เยอะๆ ก็มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถมาซื้อเลย … อารมณ์เดียวกับซื้อหวย … แต่แบบนั้นไม่ใช่การลงทุนที่ดีเลยนะครับ … ผมไม่รู้ว่าหนังสือเล่มอื่นๆ เขาจะสอนยัง แต่สำหรับผม ผมมองว่าเงินที่ใช้ลงทุน ควรเป็นเงินเย็นที่เย็นสุดๆ เลยแหละ เพราะมันจะช่วยให้คุณไม่ต้องลุกลี้ลุกลนมาเวลาตลาดหุ้นเกิดความผันผวนขึ้นมา

ต่อให้เป็นนักลงทุนแนวเทคนิค เล่นกันแบบวันต่อวันก็เหอะครับ … เมื่อถึงเวลาที่ตลาดหุ้นมันย่ำแย่ แล้วต้อง Cut Loss ไป ทำกำไรก็ไม่ได้ อย่างน้อยๆ เราก็อยู่นิ่งๆ ได้ โดยไม่เสียหายหนักไปกว่านั้น แล้วรอจังหวะดีๆ ค่อยกลับเข้าไปใหม่ แต่หากไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อเล่นหุ้น คุณจะอยู่นิ่งๆ ไม่ได้นะ เพราะดอกเบี้ยมันวิ่งของมันไปตลอด

ฉะนั้น เย็นไว้โยม ใช้เงินเย็นเล่นหุ้นเหอะนะ อย่าให้ถึงกับต้องขายบ้านขายรถมาเป็นทุนเล่นหุ้นเล๊ย

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: