2012 โลกจะแตกจริงหรือ? NASA มีคำตอบ

ช่วงนี้เห็นใครต่อใครเขาก็พูดถึงวันสิ้นโลกๆ กันใหญ่ ส่วนหนึ่งก็เพราะหนังเรื่อง 2012 ที่เอาเรื่องปฏิทินชนเผ่ามายันมาเป็นพล็อตเรื่อง แล้วก็มีพวกฉวยโอกาส สร้างเรื่องราวขึ้นมาแพร่กระจายบนอินเทอร์เน็ตเยอะแยะไปหมด พวกที่เชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งเชื่อเข้าไปใหญ่ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต เราจะได้ยินได้ฟังคำทำนายเกี่ยวกับเรื่องวันสิ้นโลกมาก็เยอะแยะ … เช่น เมื่อซักสองร้อยปีก่อน ก็มีคนพยายามแปลไบเบิ้ลจนได้ความว่าช่วง 21 มีนาคม ค.ศ. 1843 – 31 มีนาคม ค.ศ.1844 เนี่ย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกลายเป็นเรื่องที่เรียกว่า Great Disappointment มาแล้ว

เอาใกล้ตัวมาอีกหน่อย ก็ปี 1999 ที่นอสตราดามุสทำนายเอาไว้ไง ว่าจะมี “ผู้นำที่น่ากลัวและยิ่งใหญ่ลงมาจากท้องฟ้า”  แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร แต่ก็ยังมีคนพยายามเอาไปโยงกับเหตุการ 9/11 อีกซะงั้น

 

ภาพเหตุการณ์ 911 จาก Wikipedia

Credit รูป: Wikipedia

 

และดูเหมือนว่า NASA เองก็ถูกถามเรื่องพวกนี้บ่อยๆ จนอดไม่ได้ที่จะต้องทำหน้าเว็บชื่อ Beyond 2012: Why the World Won’t End มาเพื่อตอบข้อข้องใจของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องปี 2012 ครับ และผมก็เลยขอถือโอกาส แปลคร่าวๆ มาให้อ่านนะ

คำถาม: มันมีภัยคุกคามโลกเรามากขนาดนั้นเลยเหรอในปี ค.ศ. 2012 เนี่ย เว็บไซต์หลายๆ แห่งบนอินเทอร์เน็ตก็บอกว่าโลกเราจะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคมนี้แหละ

คำตอบจาก NASA ก็คือ: โลกเรานี้ไม่จบสิ้นลงในปี ค.ศ. 2012 นี้แน่ๆ … จะว่าไปแล้ว โลกเราก็อยู่รอดปลอดภัยดีมาตลาดระยะเวลามากกว่า 4 พันล้านปีแล้ว และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง น่าเชื่อถือทั่วโลก ก็ยังไม่มีใครรับรู้ถึงภัยคุกคามในปี 2012 นี้เลย

คำถามที่สอง: แล้วต้นกำเนิดของคำทำนายว่าโลกจะถึงคราวสิ้นสุดในปี 2012 มันมาจากไหน?

คำตอบจาก NASA ก็คือ: ถ้าจะสาวความย้อนกลับไปก็ต้องเริ่มจากคำกล่าวอ้างถึงดาวที่ชื่อว่า นิบิรู ที่ว่ากันว่าถูกค้นพบโดยชาวสุเมเรียน ซึ่งว่ากันว่ามุ่งหน้ามายังโลก … ตอนนั้นพยากรณ์กันไว้ว่าจะเป็นเดือนพฤษภาคม 2003 แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เลยมีการเลื่อนวันมาเป็นธันวาคม 2012 นี่แหละ ซึ่งมันไปเชื่อมโยงกับปฏิทินโบราณของเผ่ามายัน ที่จะจบรอง Long Count กันในปี 2012 นี่พอดี … พูดง่ายๆ เมื่อวันโลกาวินาศไม่มาตามนัด ก็เลื่อนนัดออกไปนั่นแหละ

คำถามที่สาม: แล้วปฏิทินของชาวมายันมันสิ้นสุดกันในเดือนธันวาคม 2012 จริงๆ เหรอ?

คำตอบจาก NASA ก็คือ: มันก็เหมือนๆ กับปฏิทินที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันนั่นแหละครับ เมื่อครบปีในวันที่ 31 ธันวาคม มันก็จะสิ้นสุดลง แล้วเราก็ต้องขึ้นปีใหม่ … ปฏิทินของชาวมายันไม่ใช่จะสิ้นสุดแล้วจบสิ้นกันในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ซะเมื่อไหร่ แต่ว่ามันเป็นการจบรอบปฏิทิน Long Count ของพวกเขาเท่านั้นเอง แล้วจากนั้นก็จะนับเริ่มใหม่ต่อไป เหมือนกับที่เราจะมีวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกรคม นั่นแหละ

คำถามที่สี่: แล้ว NASA ทำนายเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วโลกวันที่ 23 – 25 ธันวาคมใช่ไหม?

คำตอบจาก NASA ก็คือ: ไม่ใช่แน่นอน NASA หรือองค์กรวิทยาศาสตร์ใดๆ ไม่ได้ทำนายเรื่องเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเอาไว้เลย … ข่าวมั่วๆ นี้ อ้างเรื่องของการเรียงตัวของจักรวาลว่าจะก่อให้เกิดไฟฟ้าดับทั่วโลก แต่มันไม่มีการเรียงตัวของจักรวาลอะไรทั้งนั้น … บางข่าวก็ไปอ้างเรื่องคำเตือนภัยฉุกเฉินจาก ชาร์ลส โบลเด้น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ NASA แต่นั่นเป็นคำเตือนทั่วไป ที่มาจากแคมเปญของรัฐ ไม่ได้มีอะไรที่บอกว่าจะมีเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วโลกเลย

คำถามที่ห้า: จะเป็นไปได้ไหม ที่พวกดาวเคราะห์ต่างๆ จะเรียงตัวกันแล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่อโลก?

คำตอบจาก NASA ก็คือ: จะยังไม่มีการเรียงตัวกันของดาวเคราะห์ต่างๆ อย่างน้อยๆ ก็อีกหลายสิบปีข้างหน้า และถึงแม้จะมีการเรียงตัวเกิดขึ้นจริงๆ ผลกระทบต่อโลกนี่ก็เรียกได้ว่าไม่มีเลย ในปี ค.ศ.1962, 1982 และ 2000 ก็เคยมีการเรียงตัวของดาวพระเคราะห์มาแล้ว และทุกๆ เดือนธันวาคม โลกและดวงอาทิตย์ก็จะมาเรียงตัวกันในตำแหน่งที่เรียกว่าอยู่ประมาณกึ่งกลางของทางช้างเผือก แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปี และก็ไม่ได้มีผลอะไรตามมา

คำถามที่หก: มันมีดาวเคราะห์ที่เรียกว่า นิบิรู หรือ ดาวเคราะห์เอ็กซ์ หรือ เอริส ที่จะมุ่งหน้ามายังโลก แล้วก่อให้เกิดการทำลายล้างในวงกว้างหรือไม่?

คำตอบจาก NASA ก็คือ: เรื่องเกี่ยวกับดาวนิบิรู หรือเรื่องของดาวเคราะห์อื่นๆ ที่มุ่งหน้าจะมาชนโลกที่ได้อ่านกันบนอินเทอร์เน็ต ต่างก็เป็น Hoax (หมายถึงเรื่องหลอกลวง ชวนเชื่อ) ทั้งสิ้น ถ้าเกิดนิบิรูหรือดาวเอ็กซ์เป็นเรื่องจริง และกำลังมุ่งหน้ามาชนโลกในปี 2012 นี้จริงๆ นักดาราศาสตร์คงจะเจอไปแล้วตั้งหลายสิบปีก่อน และป่านนี้ก็คงจะมองเห็นดาวดวงนั้นได้ด้วยตาเปล่าแล้ว ดังนั้น เห็นได้ชัดเลยว่าดาวพวกนั้นไม่มีอยู่จริง … ส่วนดาวเอริสนั้นมีอยู่จริง แต่ดาวแคระนั่นอยู่นอกระบบสุริยจักรวาลของเรา และระยะทางที่ใกล้ที่สุดที่มันเคยมาอยู่ใกล้โลก ก็คือประมาณ 4 พันล้านไมล์

คำถามที่เจ็ด: แล้วทฤษฎีแม่เหล็กสลับขั้วล่ะ? ที่เขาว่าโลกจะหมุนกลับ 180 องศาเป็นจริงไหม?

คำตอบจาก NASA ก็คือ: การที่โลกจะหมุนกลับด้านนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ … เปลือกโลกในแต่ละทวีปมีการเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ (เช่น ทวีปแอนตาร์กติกาเคยอยู่แถวๆ เส้นศูนย์สูตรเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน) แต่นั่นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่เขากล่าวอ้างกันในทฤษฎีแม่เหล็กสลับขั้ว หรือการหมุนของโลกกลับด้านเลย แต่มีเว็บไซต์ที่พูดถึงเกี่ยวกับภัยธรรมชาติต่างๆ ก็มาอ่อยเหยื่อให้คนไปหลงเชื่อกัน โดยอ้างความสัมพันธ์ระหว่างการหมุนและขั้วแม่เหล็กโลกซึ่งมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว โดยการสลับขั้วของแม่เหล็กนั้น เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุกๆ 4 แสนปี แต่เท่าที่เราทราบ การเปลี่ยนขั้วของแม่เหล็ก ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกแต่อย่างใด และที่สำคัญคือ นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าการสลับขั้วของแม่เหล็กนั้นจะไม่เกิดขึ้นอย่างน้อยในอีกหลายพันปีละครับ

คำถามที่แปด: โลกกำลังอยู่ในอันตรายจากอุกาบาตพุ่งชนในปี 2012 ไหม?

คำตอบจาก NASA ก็คือ: ปกติโลกก็เจอกับอุกาบาตหรือสะเก็ดดาวพุ่งชนอยู่แล้ว แต่ว่าไอ้ที่เป็นลูกใหญ่ๆ นั้นหาได้ยากเต็มที ซึ่งครั้งใหญ่ที่สุดก็อย่างที่ทราบกันว่าเป็นเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งนำไปสู่การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ แต่ทุกวันนี้ นักดาราศาสตร์ของ NASA ก็ได้มีการสำรวจที่ชื่อว่า Spaceguard Survey เพื่อค้นหาอุกาบาตหรือสะเก็ดดาวขนาดใหญ่ที่เข้ามาใกล้โลกที่มีโอกาสจะพุ่งเข้าชนโลกให้พบก่อนที่มันจะมาชนจริงๆ ซึ่งตอนนี้พวกเราได้พิจารณาแล้ว ไม่พบภัยคุกคามใดๆ จากอุกาบาตหรือสะเก็ดดาวระดับที่ทำไดโนเสาร์สูญพันธุ์

คำถามที่เก้า: แล้วนักวิทยาศาสตร์ของ NASA รู้สึกอย่างไรกับคำกล่าวอ้างที่ว่าโลกจะถึงคราวสิ้นสุดในปี 2012?

คำตอบจาก NASA ก็คือ: สำหรับทุกคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่างๆ ที่อ้างกันนั้น ความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ที่ไหน? มีอะไรเป็นหลักฐานบ้าง? ไม่มีเลย และไม่่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพยนตร์ สารคดีต่างๆ ที่มีว่อนเต็มอินเทอร์เน็ตจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงพื้นฐานได้ นั่นก็คือ ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆ ที่มาสนับสนุนคำกล่าวอ้างว่าจะเกิดเหตุการณ์แปลกๆ ในเดือนธันวาคม 2012

คำถามที่สิบ: แล้วจะมีอันตรายใดๆ จากพายุสุริยะครั้งใหญ่ที่ทำนายกันว่าจะเกิดในปี 2012 ไหม?

คำตอบจาก NASA ก็คือ: พฤติกรรมของดวงอาทิตย์นั้นมีลักษณะเป็นวัฏจักรที่แน่นอน โดยจะถึงช่วงที่เข้มข้นที่ Peak สุดๆ ในทุกๆ 11 ปี ซึ่งตรงนั้นเนี่ย การลุกจ้าของดวงอาทิตย์ หรือที่เรียกว่า Solar Flare ก็อาจจะไปรบกวนการสื่อสารของดาวเทียมได้ แม้ว่าทุกวันนี้พวกวิศวกรจะได้เรียนรู้วิธีการป้องกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะการรบกวนของพายุสุริยะส่วนใหญ่แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงใดเป็นพิเศษในปี 2012 นี้ และการเกิดพายุสุริยะที่แรงสุดในครั้งถัดไปก็อยู่ในช่วงปี 2012 – 2014 ซึ่งก็เป็นไปตามวงรอบวัฏจักรปกติ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างเป็นพิเศษแต่อย่างใด

อุ่นใจบ้างหรือยังครับ หลังจากได้คำตอบจาก NASA?

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

4 Responses

  1. lekolus says:

    lekolusะครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: