ตำนานหิ่งห้อย ภาคพิเศษ … เหตุผลของการลงทุน และแนวทางอื่นนอกจากหุ้น

Print Friendly

 

เคยคิดอยู่เหมือนกัน ว่าจะมีเขียน “ตำนานหิ่งห้อย” ภาคพิเศษบ้างเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้เขียนกันเร็วขนาดนี้ และที่สำคัญคือ เป็นภาคพิเศษที่มีสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการด้วย นั่นก็คือ บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม AIA นั่นเอง … โดยในภาคพิเศษนี้ ผมจะมาขอพูดถึงเรื่อง “เหตุผลของการลงทุน” ครับ … มันคือคำถามที่ผมตั้งกับตัวเองมานานหลายเพลาแล้ว ตั้งแต่จบใหม่ๆ มาเริ่มทำงานในปี พ.ศ. 2545 ว่า ทำไมเราถึงต้องลงทุน ทำไมแค่ฝากเงินกับธนาคาร ซึ่ง ณ ขณะนั้นผมมีความเชื่อว่า มันคือช่องทางที่สร้างรายได้ที่ปลอดภัยที่สุด และไม่มีความเสี่ยงใดๆ 

 

ใครว่าฝากธนาคารไม่มีความเสี่ยง?!?

คำกล่าวยอดนิยม “การลงทุนมีความเสี่ยง” … ผมว่ามันหมายถึงทุกการลงทุนนะ ไม่เว้นแม้แต่การเอาเงินฝากธนาคาร … ผมเคยมีความคิดแย้งว่า ฝากธนาคารมันจะเสี่ยงได้ยังไง(วะ) ก็ในเมื่อเงินต้นยังอยู่ครบ และเราก็ได้ดอกเบี้ยทุกปี จะมากจะน้อย ก็แล้วแต่ว่าฝากแบบไหน ฝากออมทรัพย์ หรือฝากประจำ ฝากออกทรัพย์พิเศษ หรืออื่นๆ

แต่โดยหลักๆ อย่างเก่งก็ไม่เกิน 3.50% ต่อปีครับ … แถมกว่าจะได้ดอกเบี้ยระดับนี้ ต้องฝากกันยาวๆ แถมอาจจะต้องไม่ต่ำกว่าหลักล้านบาทกันเลยทีเดียว … ดูข้อมูลอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ครับ

 

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน (ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย)

 

เงินต้นก็ไม่หาย ดอกเบี้ยก็ได้ แล้วมันเสี่ยงตรงไหน? คำตอบคือ เสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อครับ … เผื่อใครไม่ทราบ เงินเฟ้อหมายถึง ภาวะที่ราคาของสินค้าและบริการโดยทั่วไปในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น ทำให้ค่าของเงินลดลง เพราะต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการเดิมๆ ตัวอย่างไม่ต้องไปดูไกลมากครับ ยังจำได้ไหม ราคาน้ำมันปี พ.ศ. 2547 อยู่ที่เท่าไหร่? ดูรูปด้านล่างนี่ได้ครับ

 

ราคาน้ำมันปี พ.ศ. 2547

เครดิตรูป: http://www.eppo.go.th/doc/report-2547/part-1.html

แต่คงไม่ต้องถามว่า ณ ปัจจุบันราคาน้ำมันเป็นเท่าไหร่นะครับ มองไปที่ปั๊มน้ำมันไหนก็ได้ ก็รู้แล้ว … เราต้องจ่ายเงินเพิ่มมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เพื่อให้ได้น้ำมัน 1 ลิตรเหมือนเดิม นี่แหละครับ ที่เรียกว่าเงินเฟ้อ

เวลาคิดอัตราเงินเฟ้อ เขาคิดกันเป็นเปอร์เซ็นต์ครับ เช่น จากเดิมเราเคยเสียเงิน 10 บาทซื้อเป๊บซี่ได้ 1 ขวด แต่เดี๋ยวนี้ต้องเสีย 11 บาท … นั่นหมายความว่าเงินเฟ้อ 10% ครับ เพราะเราต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 10% เพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการเท่าเดิม … แต่เวลาที่พูดถึงเงินเฟ้อถ้าจะให้ชัวร์และละเอียด ส่วนใหญ่เขาจะจำแนกตามประเภทของสินค้าและบริการด้วยน่ะครับ แต่โดยทั่วๆ ไปเขาก็มีอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน และ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ให้อ้างอิงครับ

 

อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย พ.ศ. 2554 – 2556

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

 

เผื่อใครไม่ทราบ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป และ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน หมายความว่าแบบนี้ครับ (ข้อมูลจาก MFC Fund)

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ใช้บริโภคโดยทั่วไป ซึ่งครอบคลุมราคาสินค้าทั้งหมวดอาหารและเครื่องดื่ม และหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการระหว่างสองช่วงเวลา เช่น เดือนนี้เปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน หรือ เดือนนี้เทียบกับเดือนก่อนหน้า

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปที่หักสินค้าในหมวดอาหารสดและพลังงานออก เนื่องจากมีความผันผวนในระยะสั้นเนื่องจากปัจจัยด้านฤดูกาล และอยู่นอกเหนือการควบคุมของนโยบายการเงิน เช่น ภัยแล้งหรือน้ำท่วมก็จะทำให้ราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว ผักผลไม้ มีราคาสูงขึ้น หรือ ปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้น เป็นต้น

นั้นหมายความว่า แม้เงินต้นในธนาคารจะไม่ลดน้อยลง แต่ “มูลค่า” ของมัน ก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อนั่นเองครับ และเพราะเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาว่า ทำไมคนถึงเลือกที่จะลงทุนในรูปแบบต่างๆ กันครับ

 

คำถามคือ แล้วลงทุนรูปแบบไหน ถึงจะเวิร์ค?!?

 

การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เงินต้องงอกเงยๆๆๆ

Image courtesy of renjith / FreeDigitalPhotos.net

เป็นคำถามที่ดีมาก แต่ผมไม่มีคำตอบแบบฟันธงให้ท่านผู้อ่านหรอกนะครับ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นคำตอบครอบจักรวาลขนาดนั้น … มันมีแต่การลงทุนในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวคุณมากที่สุดต่างหาก แต่ที่แน่ๆ เป้าหมายของการลงทุนที่นอกเหนือไปจากการฝากเงินกับธนาคารนั้น ก็คงจะอารมณ์ประมาณนี้แหละนะ

  • ลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนกลับเข้ามาในรูปแบบของดอกเบี้ยหรือปันผลที่มากกว่าการฝากธนาคาร (พูดง่ายๆ มากกว่า 3.50% หรืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เวลานั้นๆ)
  • ลงทุนแล้วได้เงินต้นงอกเงยมากๆ และได้ผลตอบแทนกลับมาในรูปของดอกเบี้ยหรือปันผลพอๆ กับฝากธนาคาร
  • ลงทุนแล้ว ได้สิทธิประโยชน์อื่นๆ และได้ดอกเบี้ยหรือปันผลกลับมาด้วย ซึ่งเมื่อรวมผลประโยชน์ทั้งหมดแล้ว ก็มากกว่าการฝากธนาคาร

 

การลงทุนในหุ้น อาจจะแรงไปสำหรับหัวใจใครบางคน

สำหรับท่านที่ติดตามอ่านซีรี่ส์ “ตำนานหิ่งห้อย” บางท่านอาจจะกำลังมองๆ ดูหวังจะลงทุนกับหลักทรัพย์ แต่ไปๆ มาๆ แล้ว มันอาจจะเป็นยาแรงเกินไปสำหรับหลายๆ ท่านก็ได้นะครับ … การลงทุนในหุ้นนั้น หากไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ ไม่เตรียมตัวให้พร้อมเพียงพอ โอกาสเสียมีมากกว่าได้เยอะทีเดียว … ซื้อไปซัก 10,000 หุ้น หุ้นละ 4 บาทกว่าๆ แต่มาเจอราคาตกไปซักหุ้นละ 40 สตางค์ เท่ากับทำเงินหายไปหลายพันเลยทีเดียวนะครับ

 

การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงสูง อาจไม่เหมาะสำหรับหลายๆ คน

 

แม้ว่าการลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลที่หากเลือกดีๆ แล้วก็จะได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยธนาคาร และ สำหรับท่านที่หัวใจไม่แข็งแรง ไม่ชอบลุ้น ไม่ชอบเสี่ยง คงต้องมองหาวิธีการลงทุน เพื่อผลตอบแทนในด้านอื่นๆ แทนครับ … ลองอ่านทางเลือกต่อๆ ไปดูครับ

 

ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผลประโยชน์ระดับสุดยอดยิ่งกว่าเงินฝาก

ในฐานะประชากรของประเทศ เมื่อทำงานได้เงิน ก็ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับรัฐ เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ … แต่ปัญหาก็คือ จากประชากรหกสิบกว่าล้านคน เป็นผู้ที่ทำงานอยู่ครึ่งกว่าๆ คือ 38 ล้านคนโดยประมาณ แต่มีคนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 และ 91 อยู่ 11.7 ล้านคน และในจำนวนนั้นมีแค่ 2 ล้านกว่าคนที่เสียภาษีครับ

 

สัดส่วนการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 ที่มา: Thai Publica

 

ปีนึงๆ เราก็ต้องเสียภาษีไปเยอะเอาการทีเดียว แต่คนละเสียมาก เสียน้อยแตกต่างกันไป … ส่วนใหญ่ก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าเสียภาษีปีนึงๆ มากแค่ไหน ดูจากสลิปเงินเดือนก็น่าจะรู้แล้ว แต่ละเดือนโดนหักไปเท่าไหร่น่ะภาษีน่ะ ถ้าสามารถลดหย่อยภาษีได้ซักปีละสามพันบาท นั่นก็เหมือนกับฝากเงินกับธนาคารดอกเบี้ย 3.3% ซักแสนแล้วละครับ

ว่าแต่ จะทำยังไงล่ะ ที่จะสามารถลดหย่อนภาษีได้บ้าง?!? ปกติแล้วตามกฎหมายเขาก็ให้เราสามารถลดหย่อนภาษีได้หลากหลายอยู่ครับ โดยหักจากรายได้ที่เราได้ตลอดทั้งปี เช่น

  1. หักลดหย่อนผู้มีเงินได้ ได้ 30,000 บาทอยู่แล้ว
  2. หักคู่สมรส (ที่ไม่มีเงินได้) 30,000 บาท
  3. บุตรที่ศึกษาในประเทศ คนละ 17,000 บาท
  4. บุตรที่ไม่ได้ศึกษาหรือศึกษาในต่างประเทศ คนละ 15,000 บาท
    ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท (บิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาท ในปีภาษี)
  5. ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท (คนพิการหรือคนทุพพลภาพต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาท ในปีภาษี)
  6. ลดหย่อยและยกเว้นสำหรับเบี้ยประกันชีวิต ตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกิน 100,000 บาท (หักลดหย่อยได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่เกิน 90,000 บาท)
    • หากเบี้ยประกันภัยที่จ่าย เป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป ให้ยกเว้นอีกร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,00 บาท และเมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน หรือค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
    • คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
  7. ยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพบิดา มารดา ของผู้มีเงินได้ และบิดา มารดาของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
  8. ลดหย่อนและยกเว้นเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่เกิน 490,000 บาท และไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง)
  9. ยกเว้นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
  10. ยกเว้นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท
  11. ยกเว้นเงินสะสม กบข. ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
  12. ยกเว้นเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
  13. ยกเว้นเงินค่าชดเชยที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน (ไม่รวมค่าชดเชยเพราะเหตุเกษียณือายุ หรือสิ้นสุดการจ้าง) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300,000 บาท
  14. ลดหย่อนและยกเว้น สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการมีที่อยู่อาศัย
    • ผู้มีเงินได้กู้ยืมคนเดียว ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท (หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่เกิน 90,000 บาท)
    • ผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันกูยืม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ตามส่วนเฉลี่ยดอกเบี้ยของจำนวนผู้กู้
  15. ลดหย่อนเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท ตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม (กรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท)
และอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่าง … ให้เขียนหมดตรงนี้คงไม่ต้องเขียนอย่างอื่นกันแล้ว … ไปอ่านต่อจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากรเอานะครับ และแต่ละปี ก็จะมีความแตกต่างกันออกไปอีก ที่ผมยกตัวอย่างไปนั้น เป็นของปีภาษี 2554 ครับ

ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่าส่วนใหญ่จะเป็นอะไรที่เราก็ได้มาอยู่แล้ว เช่น หักลดหย่อนจากผู้มีรายได้ หักค่าเลี้ยงดูบิดามารดา อะไรแบบนี้ … แต่มันก็มีอะไรบางอย่างที่เราหาเพิ่มมาได้ เพื่อหักลดหย่อนภาษีได้ครับ เช่น การทำประกันชีวิต การซื้อกองทุน การซื้อบ้าน ซึ่งแต่ละอย่างนี่แหละ ที่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งครับ

 

กองทุน LTF และ RMF

เป็น 2 กองทุนยอดนิยมที่ใครต่อใครนึกถึง เวลาที่จะลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี และในขณะเดียวกัน ก็เป็นการลงทุนที่ได้ทั้งเงินปันผลและเงินต้นที่ลงทุนไปก็มีแนวโน้มที่จะงอกเงยได้อีก … คล้ายๆ กับหุ้นครับ … ก็ไม่แปลกหรอก เพราะกองทุนเหล่านี้เขาก็เอาเงินที่เราซื้อหน่วยลงทุน ไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ซึ่ง หุ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้นครับ

 

เปรียบเทียบ LTF และ RMF ในมิติต่างๆ

 ที่มา: Thailand Securities Institute

 

ดูจากตารางด้านบนแล้ว จะเห็นว่าความแตกต่างของ LTF กับ RMF หลักๆ ก็คือ

  • นโยบายการลงทุน และความเสี่ยง (โดยเฉลี่ยแล้ว LTF เสี่ยงมากกว่า RMF … แต่ RMF ในแบบที่เสี่ยงๆ ก็มีให้เลือกนะ)
  • เงินลงทุนขั้นต่ำ … LTF ไม่มีขั้นต่ำ และไม่ต้องซื้อต่อเนื่อง แต่ RMF มีขั้นต่ำ และต้องซื้อต่อเนื่อง
  • ระยะเวลาลงทุน … LTF ต้องถือหน่วยลงทุน 5 ปี ส่วน RMF อย่างน้อยต้องถือ 5 ปี และจะขายหน่วยลงทุนได้มาอายุครบ 55 ปี
  • LTF มีการจ่ายปันผลตามนโยบายของกองทุน แต่ RMF ไม่มีการจ่ายปันผล

ดังนั้นอยากเลือกลงทุนแบบไหน ก็ตามสะดวกเลยครับ

แต่จุดหนึ่งที่สำคัญก่อนที่จะเลือกกองทุนใดๆ ก็คือ อ่านๆๆๆๆ ครับ อ่านให้หมดตั้งแต่หนังสือชี้ชวน รายงานประจำปี รายงาน 6 เดือน ไปจนถึงพวกสาระสำคัญของกองทุนต่างๆ ข้อมูลต่างๆ ที่บริษัทผู้ดูแลกองทุนเขาจะให้ข้อมูลกับคุณได้ ของพวกนี้

 

ตัวอย่างกองทุนที่ AIA มีให้เลือก

 ที่มา: เว็บไซต์ AIA ประเทศไทย

 

และแม้ว่า LTF จะมีความเสี่ยงสูงอยู่ แต่ว่าก็น้อยกว่าหุ้นนะครับ เพราะพวกนี้เขาจะกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสัดส่วนจะเป็นยังไง ก็อยู่ที่นโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุนครับ … ถ้าลงทุนกับพวกพันธบัตรรัฐบาลเยอะๆ ลงทุนหุ้นน้อยๆ ก็ปลอดภัยหน่อย แต่ผลตอบแทนก็จะต่ำ ถ้าลงทุนกับหุ้นเยอะๆ ผลตอบแทนก็สูง แต่ก็ต้องเสี่ยงตามไปด้วยอ่ะนะ

 

ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุนของกองทุนแห่งหนึ่ง

 

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ อีกทางหนึ่งของการลงทุน

อีกวิธีหนึ่งของการลงทุน คือการประกันชีวิตครับ แต่เป็นการลงทุนเพื่อหลักประกันในอนาคตน่ะ … อารมณ์ประมาณว่า จ่ายเบี้ยประกัน เมื่อครบกำหนดแล้ว ก็จะได้รับเงินคืนพร้อมผลตอบแทน จะมากจะน้อย จะมีปันผลด้วยหรือไม่ ก็อยู่ที่กรมธรรม์ว่าเป็นยังไง

ยกตัวอย่างเช่น เอไอเอ โปร ฟิวเจอร์ 470 (มีเงินปันผล) นี่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีเงินปันผล ซึ่งจ่าย 3% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้นทุกๆ 5 ปีกรมธรรม์ (หากไม่รับเงินปันผล ฝากไว้ต่อก็ได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปีอีก) และเมื่อชำระเบี้ยประกันครบ 21 ปี พอปีที่ 22 จนถึงปีที่ 42 ก็จะได้เงินคืน 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น ฯลฯ

 

เอไอเอ โปรฟิวเจอร์ 470

 ที่มา: เว็บ AIA ประเทศไทย

 

วิธีการเลือกประกันชีวิตแบบนี้ ก็ต้องดูหลายๆ อย่างประกอบเช่นกันครับ … จำนวนเงินเอาประกันภัยจะต้องการเท่าไหร่ ถ้าอยากได้มาก ก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตมากด้วย และหากต้องการหักลดหย่อนภาษีได้ ก็ต้องเลือกกรมธรรม์ที่มีอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป (ปกติอันไหนหักลดหย่อนภาษีได้ เขาจะมีบอกให้ทราบ) นั่นหมายความว่าคุณต้องเผื่อใจไว้เลยว่าจะมีภาระค่าเบี้ยประกันภัยไปอีกเป็นสิบปีเป็นอย่างน้อยล่ะ

แต่วิธีง่ายๆ สำหรับเรื่องนี้ ผมมองว่าคิดไว้เลยดีกว่า ว่าอยากได้จำนวนเงินเอาประกันภัยเท่าไหร่ แล้วจะต้องจ่ายเบี้ยประกันปีละเท่าไหร่ ก็คิดไปเลยว่าต่อเดือนเก็บเงินเท่าไหร่ เก็บไว้ เอาเข้าธนาคาร แล้วถึงงวดจ่ายประกันทีก็เบิกมาเคลียร์ทีครับ

การเลือกทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือแบบบำนาญ หลักๆ คือ เน้นลงทุนเพื่อความมั่นคงของชีวิต คือ เกิดเป็นอะไรไป ก็มีเงินก้อนให้คนข้างหลัง หากไม่เกิดอะไรขึ้น ก็มีเงินก้อนรอเราอยู่ (หรืออาจจะมีบำนาญ) และได้ประโยชน์เพิ่มเติมคือการหักลดหย่อนภาษี แต่ต้องคำนวณให้ดีๆ นะครับ เพราะว่าต้องเงินเย็นชัวร์ๆ จริงๆ มีวินัยเรื่องการเก็บออมจริงๆ ครับ

ว่าแต่ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว พอจะนึกออกหรือยังครับ ว่าอยากจะลงทุนแบบไหน?!?

 

เว็บไซต์ของ AIA

 

ขอขอบคุณ บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ที่สปอนเซอร์บล็อกภาคพิเศษตอนนี้ครับ … ท่านผู้อ่านท่านใดที่กำลังมองหาช่องทางการลงทุนแบบที่ไม่เสี่ยงเยอะมากแบบหุ้นเน้นๆ ก็ลองแวะไปที่เว็บไซต์ของ AIA ที่ http://www.aia.co.th แล้วลองดูในส่วนของลูกค้าบุคคลดูครับ ว่ามีผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆ ที่สนใจ หรือจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุน ก็คลิกที่ https://portal.aia.co.th/futuregoals/sec/portal/public/home เลย

 

ของแถมก่อนจาก

คนเราต้องมีเป้าหมายครับ การลงทุนก็ต้องมีเป้าหมายเช่นกัน … คุณจะลงทุนเพื่ออะไร เช่น ต้องการมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณจะได้สบาย มีเงินใช้ตามต้องการ, ต้องการเผื่อไว้ศึกษาต่อ หรือต้องการออมระยะสั้น … นอกจากนี้ ในกรณีที่คุณอยากลงทุนเพื่อการคุ้มครองตนเอง ในกรณีเจ็บป่วยจะได้มีเงินมารักษา (พูดง่ายๆ ซื้อประกันนั่นแหละ) การประเมินความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง 4 อย่าง ก็สำคัญ

ตรงนี้ AIA เขาก็มีวิธีง่ายๆ ในการช่วยให้คุณได้ตรวจสอบทั้งสุขภาพทางการเงิน และประเมินความเสี่ยง 4 กลุ่มโรคร้ายแรงให้ วิธีการง่ายมากเลยครับ แค่ไปที่เว็บนี้ http://campaigns.aia.co.th/ แล้วก็เลือกเลยว่าจะทำอะไร

 

ตรวจสอบสุขภาพการเงิน และความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงของคุณที่นี่

 

อย่างผมเนี่ย เลือกตรวจสุขภาพทางการเงิน เพราะหวังว่าบั้นปลายชีวิตจะได้เกษียณตัวเอง มีเงินพอกินพอใช้สบายๆ อยู่บ้าง … ไม่หวังไกล เกษียณซักอายุ 55 ปี แล้วก็อยู่ต่อไปอีกซัก 25 ปีพอ (ไม่กะแก่กว่านั้น … ฮา) วิธีการก็ไม่ยาก เป็นขั้นตอนง่ายๆ เลือกตอบคำถามเป็นข้อๆ ไป แล้วตอนสุดท้ายก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเอง

ผมลองทำดู ผลก็เป็นแบบนี้ครับ คือ ถ้าไม่ออมเพิ่มอีก 1.84 ล้าน ผมคงจะอยู่แบบใช้เงินสบายๆ ชิลๆ ไม่ได้ และด้วยเงินเก็บในปัจจุบัน (บวกกับความตั้งใจที่จะเก็บเงินแบบในปัจจุบัน) ก็จะมีเงินใช้หลังเกษียณแค่เดือนละ 1.38 หมื่นบาท ซึ่งอาจจะไม่พอแฮะ แบบนี้ต้องมีวินัยทางการเงินเพิ่มแล้วสิเรา … ซึ่งหากคิดว่าอยากได้ตัวช่วย AIA เขาก็เตรียมลิงก์สำหรับเลือกรมธรรม์ที่เหมาะสมสำหรับเราให้ครับ

 

ดูจากแผนการออมเงินของผมแล้ว เมื่อเกษียณผมจะมีใช้แค่เดือนละหมื่นกว่าบาทเอง

 

นอกจากนี้ ประเมินตัวเองไว้หน่อยก็ดีเหมือนกัน เกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงต่อ 4 กลุ่มโรคร้ายแรง … ซึ่งก็ใช้งานง่ายเช่นเคย เลือกคำตอบตามจริง แล้วจากนั้น ก็จะได้ผลประเมินเองครับ เห็นผลประเมินแล้ว อยากทำประกัน ก็คลิกลิงก์ที่ AIA เตรียมให้อีกเช่นกัน

 

แม้จะค่อนข้างมั่นใจ แต่ประเมินความเสี่ยง 4 กลุ่มโรคร้ายแรงไว้ก็ดีนะ

 

แต่แน่นอน … ถ้าคิดว่าอยากจะลองหาตัวเลือกการลงทุนอื่น หรือประกันชีวิตรายอื่น ก็ไม่ติดอะไรครับ เครื่องมือนี้ก็เป็นแค่ตัวช่วยในการตัดสินใจเท่านั้นเอง ว่าจะลงทุนหรือไม่ อย่างไร แต่สุดท้าย วิธีการลงทุน คุณต้องเลือกเอง

อ้อ! ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2555 – 28 กุมภาพันธ์ 2556 จะมีกิจกรรมพิเศษสนุกกับนิทานแห่งชีวิตภายใต้คอนเซ็ป Future Tales โดยผู้เล่นสามารถวางแผนชีวิตผ่านการสร้างนิทาน เพื่อทำนายอนาคตของคุณเอง พร้อมลุ้น iPhone 5, New iPad และรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท ด้วยนะจ๊ะ … ดังนั้น ลองไปร่วมกิจกรรมดู

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

3 Responses

  1. Nattapong says:

    ขอบคุณครับกับสาระดีๆ

  2. plalala says:

    มีประโยชน์มากค่ะ

Leave a Reply

%d bloggers like this: