ตำนานหิ่งห้อย บทที่ 6 สิ่งน่ารู้ก่อนทำการซื้อขาย (4)

สรุปว่าที่ผมจองซื้อหุ้น IPO ของ ANANDA ไว้ อดฮะ ก็ทำใจไว้แล้ว เพราะรายย่อย (โคตรๆ) แบบผม ซื้อทีแค่ 2 พันหุ้น มันจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรไปแย่งกับพวกขาใหญ่ ซื้อที่เป็นล้านๆ หุ้นหรอก และนี่แหละ ที่สิ่งที่ทำให้คนรวยเขารวยต่อไปไง ซื้อหุ้นได้ในราคาเปิดตัว และหุ้น IPO ที่กระแสแรงๆ เนี่ย วันแรกมันเทรดที ราคาวิ่งชนเพดานเลยนะ (3 เท่าของราคาเปิดตัว) พูดง่ายๆ สมมติหุ้นละ 5 บาท ซื้อไว้ซักล้านหุ้น พอจบวัน ราคามันก็กลายเป็น 15 บาท กำไรเหนาะๆ หุ้นละ 10 บาท ถ้าขายได้หมดเนี่ย ลงทุนล้านนึงแค่วันเดียว ทำเงินได้ 10 ล้านบาทเลยทีเดียวนะเออ

 

ศัพท์ใหม่ที่อยากให้รู้

วันนี้เผอิญว่าศัพท์ใหม่ที่อยากให้รู้จัก มันเป็นอะไรที่ท่านผู้อ่านทั้งหลายควรได้รู้ก่อนทำการซื้อขาย ดังนั้น ก็ถือว่ามันเป็นเนื้อหาของตำนานหิ่งห้อยในบทที่ 5 ไปด้วยในตัวเลยก็แล้วกันนะครับ

 

Unrealized P/L

มาจากคำเต็มๆ ว่า Unrealized Profit/Loss ครับ หมายถึง กำไรหรือขาดทุน ที่เรายังไม่รับรู้ … ฟังแล้วงงๆ ป่ะ? ความหมายจริงๆ คือแบบนี้ เวลาเราซื้อหุ้นมา สมมติซื้อมาล้านหุ้น หุ้นละบาท เท่ากับเรามีต้นทุนอยู่ที่ 1 ล้านบาท ทีนี้หากวันต่อมา ราคาหุ้นมันตกลงมาเหลือ 0.80 บาท ก็เท่ากับหุ้นในมือเรา ที่เราซื้อมาล้านบาท ราคามันลงไปเหลือ 8 แสนบาท ถ้าเกิดเรายังไม่ต๊กกะใจรีบขายไปซะก่อน แบบนี้เขาเรียก มี Unrealized Loss อยู่ที่ 2 แสนบาทครับ แต่หากวันถัดมาหุ้นมันเกิดรีบาวด์กลับไปที่ 1.20 บาทต่อหุ้น ก็เท่ากับเรามี Unrealized Profit อยู่ที่ 2 แสนบาทอีกเช่นกัน

แนวคิดง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องของหุ้น คือ ตราบเท่าที่เรายังไม่ขายมัน จะกำไรหรือขาดทุน เราก็ยังไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น (แม้เราจะเห็นพอร์ตเขียวอี๋ หรือแดงเถือกก็ตาม) เราจะรับรู้กำไรหรือขาดทุนก็ต่อเมื่อเราขายหุ้นไปแล้วนั่นเอง

Cut Loss

จริงๆ ไม่ใช่ศัพท์ใหม่อะไรหรอกนะ ผมว่ามีใช้กันทุกวงการ เป็นไม้ตายนักลงทุน เพื่อหยุดยั้งการขาดทุนให้ไม่มากไปกว่านี้ เช่น หุ้น KAMPU (ขอยืมชื่อมาจาก maoinvestor.com ซะหน่อยนะครับ) ซื้อมาในราคา 700 บาท เพราะเห็นว่าเป็นหุ้นเด่น น่าจะไปได้สวย ราคาวิ่งมาตั้งกะไม่กี่ร้อย จนจะไปเป็นพันแล้ว และเราก็คาดว่าน่าจะไปถึงจุดนั้น แต่ด้วยสถานการณ์บางอย่า งทำให้ราคามันตกลงไป เหลือ 600 บาท ตรงนี้ใครมีหุ้นอยู่ในมือก็อาจจะขาดทุนไปเป็นหมื่นแล้ว ก็จะเกิดสถานการณ์วัดใจขึ้น คือ

  • ถ้าเกิดคิดว่าราคามันจะดิ่งลงมาไปกว่านี้ ก็ต้องทำการขายในราคา 600 บาท รีบขายซะ ทำ Cut Loss หรือ ตัดการขาดทุนให้หยุดอยู่แค่นี้ … ซึ่งถ้าเราตัดสินใจถูก ราคาหุ้นมันดิ่งไปมากกว่านี้ ก็เท่ากับเราไม่ต้องขาดทุนมากกว่านี้ไง
  • ถ้าเกิดตัดสินใจว่า นี่มันแค่อาการของนักลงทุนที่ต๊กกะใจกับข่าว เลยทำให้เกิดแรงเทขายมากเป็นพิเศษ ก็อาจจะตัดสินใจถือต่อไป ด้วยเพราะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่าราคาหุ้นมันยังกลับมาได้อีก

ผมไม่อาจแนะนำได้ว่า ควรทำไหม Cut Loss และควรทำเมื่อราคาหุ้นตกลงไปเท่าไหร่ … ของแบบนี้บอกแล้วไงว่าสถานการณ์วัดใจ ต้องติดตามข่าวให้ดีๆ หากเจออาการนี้ บางคนผมเห็นเจอ Unrealized Loss แค่ 10% ก็รีบชิง Cut Loss ไปแล้ว แล้วต้องมานั่งช้ำใจ เพราะราคาหุ้นมันรีบาวด์ไป และทำกำไรได้หลายตังค์ (หากยังถือครองต่อ)

แต่บางคนเขาก็เชื่อมั่นในหุ้นมาก แม้จะขาดทุนไปแบบ 45% แล้ว ก็ยังถือครองไว้ เพราะเชื่อว่าในระยะยาว หุ้นที่พื้นฐานดี มันจะดีดตัวกลับมาได้ และทำกำไรได้ แต่อาจจะต้องรอนานๆๆๆๆ พอสมควร … ก็บอกแล้วไง สถานการณ์วัดใจ … ไม่ต้องเอาอะไรมาก ADVANC นี่แหละ กลางเดือนพฤศจิกายน มันเริ่มวิ่งๆ ไปถึง 198 บาท ไปๆ มาๆ ราคาตกลงไป 6.50 บาท (เจอสถานการณ์ไม่แน่นอนของการประมูล 3G ละมั้ง) ตอนนั้นใครใจไม่แข็งพออาจจะขาย Cut Loss ไปก็ได้ แต่ใครจะรู้ว่าช่วงปลายเดือน มันจะวิ่งเอาๆ มาอยู่ที่ 220 บาทได้ล่ะ จริงแมะ

 

 

มีคนเคยบอกว่าแนวคิดของการเล่นหุ้นคือ Stop Loss and Keep Profit Runs หรือ หยุดยั้งการขาดทุนและปล่อยให้กำไรมันวิ่งต่อไป … เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยากมากๆ เลยครับ เพราะตอนหุ้นมันเกิดลงๆๆๆๆ เนี่ย ใจเราก็จะจมอยู่กับกับดักที่เรียกว่า Sunk Cost หรือ “ทุนจม” คือ เกิดรู้สึกคิดว่า เราไม่น่าจะคิดผิด และอาจจะถึงขั้นหลอกตัวเองว่าราคาหุ้นมันจะดีดกลับได้ จนสุดท้าย ดอยมันก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

แต่ตอนหุ้นมันขึ้นๆๆๆๆ เราก็จะรู้สึกว่ากำไรแล้ว รีบขายดีกว่า แล้วสุดท้ายก็ขายหมูไป เพื่อพบว่าราคามันวิ่งขึ้นไปได้เรื่อยๆ อีก (เช่น ในกรณีของ ADVANC นั้น พอซื้อมาที่ 191.50 แล้วเห็นราคามันวิ่งไป 203 แล้วก็อาจจะตัดสินใจขายทำกำไรเลย) แทนที่จะปล่อยให้กำไรมันวิ่งต่อ

ของแบบนี้ ต้องใจเย็นๆ และเรียนรู้กันไปครับ … หากเน้นการขายทำกำไร ไม่ว่าจะภายในวันเดียว หรือในเดือนเดียว อะไรแบบนี้ การหัดดูกราฟให้เป็นก็สำคัญนะ เพราะจะช่วยให้ประเมินราคาตอนซื้อหรือขายได้ครับ … แต่ที่สำคัญที่สุด ต้องมีเทคนิคเป็นของตัวเอง อย่าไปเอาเทคนิคของคนอื่นมาใช้เป๊ะๆ เพราะเรากับเขาไม่เหมือนกัน ผลของการใช้เทคนิคเดียวกัน อาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ได้

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

3 Responses

  1. lulable says:

    aav ครับ มันส์

Leave a Reply

%d bloggers like this: