ตำนานหิ่งห้อย บทที่ 5 สิ่งน่ารู้ก่อนทำการซื้อขาย (3)

อาจจะเห็นว่าผมไปเร็วเสียเหลือเกิน แต่ผมขอบอกก่อนว่า ในการเล่นจริงๆ นั้น มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเล่นหุ้นด้วยนะครับ … ไม่จำเป็นต้องไปไล่ตามอ่านหนังสือจนหมด ตามอ่านจากเว็บจนเกลี้ยง … เอาแค่พอมั่นใจว่า สิ่งที่เราควรรู้นั้นเราได้รู้มากพอแล้ว … สำหรับความเห็นของผม เหล่าหิ่งห้อยอย่างเรานั้น สิ่งที่ควรต้องรู้ให้มากที่สุด คือ แนวคิดพื้นฐานที่สุดของการซื้อขายหุ้น ซึ่งก็คือสิ่งที่ผมพยายามย้ำตลอดนะครับ ว่ามันคือการจับคู่กันระหว่างอุปสงค์และอุปทาน นั่นคือ มีคนขายก็ต้องมีคนซื้อ และคนซื้อได้ซื้อไปในราคาที่อยากซื้อ ส่วนคนขายก็ได้ขายไปในราคาที่พร้อมใจขาย (จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็เป็นอีกเรื่อง)

 

ศัพท์ใหม่ที่อยากให้รู้

จริงๆ แล้วเป็นศัพท์ที่ผมเชื่อว่าหากใครคิดจะเล่นหุ้น และอ่านปูพื้นฐานมาดีพอ คงจะรู้อยู่แล้ว แต่เอามาเขียนไว้ เผื่อไม่ทันได้รู้ ก็จะได้ฟังคนอื่นเขาพูดกันรู้เรื่องนะครับ

 

ติดดอย

หมายถึง ซื้อหุ้นมาแล้วหุ้นดันราคาตกลงไปจนขายแล้วขาดทุนเยอะมาก เลยไม่สามารถตัดใจขายได้ … มันเลยเหมือนขึ้นที่สูงไงล่ะครับ

เช่น หุ้น KAMPU เคยขึ้นไปราคาสูงสุด 700 บาท แล้วเราก็คิดว่ามันจะพุ่งไปต่อได้อีก เราก็เลยซื้อเอาไว้ แต่ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทำให้ราคาหุ้นตกแบบดิ่ง จนลงมาเหลือ 375 บาท ตอนที่ราคาลงก็ดันไม่กล้าขายทิ้ง จนสุดท้ายมูลค่าหายไปมากกว่า 50% เลยไม่กล้าขาย แบบนี้เรียก ติดดอย

แต่ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าแม้ชื่อจะเรียกว่าดอย แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องสูงเสมอไปนะครับ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ได้

หุ้น NPUCK สนนราคา 0.03 บาท เลยซื้อไว้ล้านหุ้น (เป็นเงิน 3 หมื่นบาท) เพราะกะว่าราคาขึ้นเป็น 0.04 บาทก็ฟันกำไรเละแล้ว เพราะมันจะมีมูลค่า 4 หมื่นบาทในทันที แต่เหตุการณ์ดันไม่เป็นไปตามคาด เพราะหุ้นตกลงมาเหลือ 0.02 บาท ผลก็คือ ถ้าขายละก็ ขาดทุน 1 หมื่นบาทในบัดดล เมื่อขายไม่ได้ ก็คือติดดอยครับ … ดอยเตี้ยๆ ราคา 0.03 บาท/หุ้น ไม่ต้องไปซื้อตัวละหลายร้อยเลย

หรืออาจจะซื้อหุ้น NPUCK สนนราคา 0.03 บาท แต่ดันซื้อแค่ร้อยหุ้น คิดเป็นเงิน 3 บาท แต่ดันลืมไปว่ามีค่า Commission กับทางโบรกเกอร์อยู่อีก 50 บาท เท่ากับซื้อหุ้น 100 หุ้น แต่เสียเงิน 53 บาท ต้นทุนซื้อหุ้นอยู่ที่ 0.53 บาท/หุ้น แบบนี้ก็เรียกว่าติดยอดเขาพระสุเมรุเลยทีเดียว

ขายหมู

หมายถึง ดันขายหุ้นไปก่อนที่ราคาหุ้นจะไปสูงถึงขีดสุดแบบสุดๆ เช่น ซื้อมาหุ้นละ 20 บาท เห็นว่าหุ้นขึ้นไปเป็น 23 บาทแล้วก็จัดขายซะหมดพอร์ต แต่ปรากฏว่าวันต่อมา หุ้นพุ่งไป 27 บาทให้ช้ำใจเล่น แบบนี้เรียกขายหมู

ตกรถ

กรณีนี้คือ เมื่อจังหวะที่หุ้นตกมาจนถึงขีดสุดแล้วกำลังจะดีดตัวกลับไปเป็นขาขึ้น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ไม่ได้ซื้อ (เช่น ไม่กล้าซื้อ ราคายังไม่ลงมาแบบถูกใจ หรือแม้แต่ไม่มีตังค์ซื้อ) สุดท้ายได้แต่มองดูราคาหุ้นมันขึ้นเอาๆ แต่จะซื้อก็ไม่ทันแล้ว เพราะมันจะเกิดความเสี่ยงว่าหากเป็นราคาสูงสุดแล้วมันไม่พุ่งต่อ ก็เท่ากับเราซื้อแพง และเสี่ยงขาดทุนเพราะหุ้นจะกลับมาเป็นขาลงอีก

 

รู้จัก Ceiling และ Floor กันซะหน่อย

เวลาซื้อขายหุ้น โดยเฉพาะพวกที่ราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากๆ แนะนำว่าควรดูราคา Ceiling และ Floor เอาไว้หน่อยนะครับ … ราคาพวกนี้มีไว้เพื่อป้องกันการปั่นหรือทุบหุ้นครับ ทางตลาดหลักทรัพย์จะกำหนดไว้ที่ +/- 30% ของราคาปิดก่อนหน้าครับ

 

ราคา Ceiling กับ ราคา Floor มีไว้เพื่อป้องกันการปั่นและทุบหุ้น

 

ดังนั้น หุ้น SIRI ที่เห็น ราคาปิดก่อนหน้า 3.20 บาท เมื่อบวกเพิ่ม 30% ก็เลยทำให้ราคา Ceiling เป็น 4.16 บาท และราคา Floor เป็น 2.24 บาท นั่นหมายความว่า ราคาซื้อขายของวันนี้ ไม่สามารถสูงกว่า 4.16 บาท/หุ้นได้ หรือไม่สามารถต่ำกว่า 2.24 บาท/หุ้นได้เช่นกัน

 

เวลาซื้อขายหุ้น ต้องซื้อหรือขายคราวละเท่าไหร่?

การซื้อขายหุ้น ถ้าเป็นกระดานหุ้นหลัก มันไม่ใช่อะไรที่จะซื้อขายได้ทีละหุ้นสองหุ้นตามใจนะครับ … มันต้องซื้อขั้นต่อ 100 หุ้น และเป็นทวีคูณของ 100 ไป เช่น 200, 300, 400, 1000 หุ้น อะไรแบบนี้ … ถ้าจะซื้อทีละหุ้นสองหุ้น สิบหุ้น ยี่สิบหุ้น ไปกระดาษซื้อขายเศษหุ้นครับ

เรื่องราคาไม่ใช่ปัญหา คุณจะซื้อตัวละ 0.02 บาท 100 หุ้นก็ 2 บาท ก็ได้ แต่ให้ดูด้วยว่าโบรกเกอร์ของคุณคิดค่านายหน้าแบบตามจริง หรือมีขั้นต่ำ เพราะหากมีขั้นต่ำ ก็เท่ากับคุณจะซื้อหุ้นราคา 2 บาท แต่ต้องจ่าย 2 บาท + ค่านายหน้าหลายสิบนะครับ (ส่วนใหญ่จะ 50 บาท) แถมบวก VAT 7% อีก

 

การตั้งราคาหุ้น … อันนี้ก็ควรจะรู้ไว้นะ

ตลาดหลักทรัพย์เขามีการกำหนดช่วงราคาเอาไว้เรียกว่า Spread ครับ โดยพิจารณาจากราคาของหุ้นว่าหุ้นตัวละเท่าไหร่ … สังเกตให้ดี เพราะช่วยในการวางแผนซื้อขายหุ้นให้มีกำไรครับ เช่น พวกที่ต่ำกว่า 2 บาท จะเห็นว่าราคาขยับทีละ 0.01 บาทเท่านั้น ต้องมีซักหมื่นหุ้นอ่ะครับ กว่าจะกำไรทีละร้อยเมื่อมันขยับทีละช่อง (คำว่าช่องหมายถึงช่วงราคานั่นแหละ) แต่ถ้าเป็นพวกราคา 400 บาทขึ้นไป มันขยับทีช่องละ 2 บาท มีแค่ร้อยหุ้นก็พอแล้ว แต่ก็เท่ากับตอนลงทุนต้องลงทุนหนักพอสมควรนะ

 

ตารางช่วงราคาการซื้อขายหุ้น

 

แน่นอน เวลากำไรกำไรไม่มาก ก็หมายความว่าเวลาขาดทุนก็ขาดทุนไม่มากเช่นกัน มันอาจจะเป็นข้อดีก็ได้ (แต่ย้ำอีกเช่นเคย มันต้องในกรณีที่โบรกเกอร์ของคุณไม่ได้มีค่า Commission ขั้นต่ำเอาไว้นะ)

หุ้นตัวไหนที่ราคามันเฉี่ยวๆ จะเปลี่ยนช่วงของราคา ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะเวลามันพุ่งขึ้นมันจะพุ่งปรี๊ดเร็วมาก เช่น พวกที่ต่ำกว่า 5 บาท จะขยับช่องละ 0.02 บาท แต่พอเป็น 5 บาทขึ้นไปปุ๊บ มันขยับทีละ 0.05 บาทแล้ว … ไอ้หุ้นที่ราคาใกล้เปลี่ยนช่วงราคาเนี่ยแหละ ทำคนตกรถได้ไวนักล่ะ … ลองคิดว่าหุ้นราคา 4.98 บาทปกติขยับช่องละ 0.02 บาท ต้องขยับตั้ง 5 ทีกว่าจะเป็น 0.1 บาท แต่พอราคามันขยับเป็น 5.00 บาทปุ๊บ ทีนี้ขยับสองทีก็ 0.1 บาทแล้ว เห็นไหมล่ะ ราคามันพลิกผันเร็วแค่ไหน

 

ไดอารี่ประจำวัน

จากนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด ผมจะพยายามมาเขียน “หิ่งห้อยไดอารี่” ที่เป็น Spin-off ของ “ตำนานหิ่งห้อย” เพิ่มอีก โดยจะเป็นการเล่าสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นประจำวัน ในการเล่นหุ้นของผม ถือว่าเป็นการบันทึกประสบการณ์และสิ่งที่ผมเจอไว้อ่านเองด้วยในตอนหลัง และไว้แชร์ให้คนอื่นๆ ได้อ่านกันด้วยนะครับ

วันนี้ป่วยอยู่กับบ้าน กว่าจะตื่นมาก็ตลาดเปิดไปไหนต่อไหนแล้ว แอบตกรถ INTUCH ที่จะซื้อ 61.25 บาทซัก 200 หุ้นไป มาตั้งราคาขายช่วงบ่ายก็ไม่ทันแล้ว มันวิ่งไป 61.75 บาทซะแล้ว คงได้แต่ต้องปล่อยเลยตามเลยล่ะ … อาการดีขึ้นแล้ว พรุ่งนี้ไปทำงานได้ตามปกติ แต่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น คงได้แต่มองดูกระดานหุ้นไปพลางๆ

จดหมายข่าวจากโบรกเกอร์บอกว่า ANANDA (ทำพวกคอนโด IDEO) จะขายหุ้นเพิ่มทุนพันกว่าล้านหุ้น ราคายังไม่ทราบแน่ชัด แต่ด้วยความที่อยากลองซื้อหุ้น IPO ดูบ้างซักครั้งในชีวิต เลยบอกมาร์ไปว่าเป็นไปได้ก็จองเผื่อไว้ให้ซัก 2 พันหุ้นด้วย

การซื้อหุ้น IPO นั้นหากโชคดี ได้ตัวที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย ราคาหุ้นอาจจะเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 3 เท่าตัวเลยในวันแรก (เป็นเพดานหุ้น IPO ที่ถูกกำหนดไว้) แต่ในขณะเดียวกัน หากราคา IPO มันถูกตั้งไว้สูงกว่าที่ใครต่อใครเขามองว่าควรจะเป็นเช่นนั้น ผ่านไปเรื่อยๆ ราคาอาจจะหล่นฮวบฮาบก็ได้เช่นกัน เหมือนที่ Facebook โดนไง เปิด IPO มา 38 เหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้เหลือ 23.56 เหรียญสหรัฐ (ราคาปิดตลาดเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2555)

ฉะนั้น จะซื้อหุ้น IPO นี่ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี และต้องดูให้ดีว่าธุรกิจนั้นทำอะไร มีแนวโน้มจะรุ่งแค่ไหน … แต่ที่สำคัญที่สุด ผมไม่แน่ใจว่าหุ้น IPO นั้น พวกหิ่งห้อยอย่างเรา ที่ซื้อทีละหลักพันหุ้นจะได้กะเขาไหม เพราะปกติเขาจะจัดสรรให้พวก Volume ใหญ่ๆ ก่อนเพื่อน พวกที่ซื้อทีเป็นหมื่นเป็นแสนหุ้นครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. wisit says:

    เสริมครับ สำหรับหุ้นที่เข้าซื้อขายวันแรก (หุ้น IPO) ราคา ceiling จะสูงสุดได้ไม่เกิน 3 เท่าของราคาหุ้น IPO ส่วนราคา floor จะต่ำสุดได้ไม่เกิน 0.01 บาท

Leave a Reply

%d bloggers like this: