ตำนานหิ่งห้อย บทที่ 4 สิ่งน่ารู้ก่อนทำการซื้อขาย (2)

Image courtesy of Watcharakun / FreeDigitalPhotos.net

 

วันนี้มีเวลานิดหน่อย หลังจากไปงาน HTC Blogger Day กลับมา (พร้อมของเล่นนิดหน่อย เดี๋ยวค่อยเอามาเขียนถึงในภายหลังนะ) ดังนั้น วันนี้จะขอเล่าเรื่อง Bid และ Offer ให้อ่านกันหน่อย … ถ้ายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก็อย่าไปริเริ่มซื้อขายหุ้นเชียวล่ะพี่น้องครับ เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก อย่างแรกสุดเลย ก็อย่างที่ผมเล่าให้ฟังไปก่อนหน้า ว่าการซื้อขายหุ้น มันไม่ใช่นึกจะซื้อก็ซื้อ นึกจะขายก็ขาย เพราะมันเป็นการพบกันของอุปสงค์และอุปทานครับ คือ เราตั้งใจจะขายในราคานี้ ก็ต้องมีคนอยากซื้อในราคานี้ด้วย การซื้อขายถึงจะเกิดขึ้นได้

 

ศัพท์น่ารู้ประจำบทนี้

วันนี้มีศัพท์ที่น่าสนใจดังนี้ครับ

นักลงทุนสไตล์ VI (Value Investor)

หมายถึงพวกนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า คือ จะไม่ได้มองแค่ราคาของหุ้นนะครับ แต่จะต้องทำการศึกษาหุ้นที่จะเล่นมาอย่างดี ดูทั้งพื้นฐานของหุ้น ลักษณะของกิจการ ทีมผู้บริหาร พวกข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อัตราที่ได้กำไรต่อผู้ถือหุ้น (EPS: Earning per Share), มูลค่าราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price per Book Value หรือ P/BV) อัตราผลตอบแทนแต่ละปี ฯลฯ

นักลงทุนสไตล์ Day Trade

พวกนี้เน้นทำกำไรกันรายวันครับ เทรดมันทุกวัน คอยจับตาดูกระดานหุ้นตลอด เขียว แดง จับจังหวะช้อนซื้อ จังหวะเทขาย … พวกนี้ต้องเน้นติดตามข่าวที่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อหุ้น อ่านกราฟเทคนิคต่างๆ เช่น MACD, RSI ฯลฯ

แนวรับ

หมายถึงราคาของหุ้น ที่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว มีแนวโน้มที่จะเกิดแรงซื้อเข้ามามากกว่าปกติ … หุ้น ABC ถ้ามีแนวรับที่ 3.00 บาท หมายความว่า หากราคาหุ้นลงมาแถวๆ 3.00 บาทแล้ว ก็น่าจะมีคนมาซื้อเก็บไว้เก็งกำไร เพื่อรอจังหวะหุ้นดีดกลับ เพราะเข้าใจว่าราคาหุ้นไม่น่าจะตกลงไปมากกว่านี้แล้ว และแรงซื้อนี้ก็อาจจะช่วยพยุงราคาหุ้นไม่ให้ตกไปมากกว่านี้

แนวต้าน

หมายถึงราคาของหุ้น ที่เมื่อขึ้นมาถึงจุดนี้แล้ว มีแนวโน้มที่จะเกิดแรงเทขายออกมากก่าปกติ … หุ้น ABC ถ้ามีแนวต้านที่ 4.00 บาท หมายความว่า หากราคาหุ้นขึ้นมาจนถึงแถวๆ 4.00 บาทแล้ว ก็น่าจะมีคนเทขายทำกำไร ซึ่งแรงซื้อนี้ก็อาจจะทำให้ราคาของหุ้นไม่ขึ้นไปสูงกว่านี้ด้วย

แต่ไม่ว่าจะแนวรับ หรือแนวต้าน ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะไม่ตกไปมากกว่านี้ หรือ จะไม่พุ่งทะยานไปมากกว่านี้นะครับ … ทั้งสองแนวนั้นเป็นแค่กำแพงในจินตนาการเท่านั้น … หากราคาหุ้นตกลงไปต่ำกว่าแนวรับ ก็จะมีความเป็นไปได้สูงที่จะตกลงไปอย่างต่อเนื่องได้ (เมื่อราคาทะลุแนวรับไปแล้ว ก็จะเกิดการคาดการณ์แนวรับขึ้นมาใหม่) เช่นกัน หากราคาหุ้นพุ่งทะลุแนวต้านไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง (เมื่อราคาทะลุแนวต้านไปแล้ว ก็จะเกิดการคาดการณ์แนวต้านใหม่เช่นกัน)

 

ราคาเสนอซื้อ (Bid) และ ราคาเสนอขาย (Offer)

เมื่อเราสนใจหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เราก็จะดูราคาของมันครับ ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมอะไรดู มันก็จะมีหัวข้อว่า Last ซึ่งก็คือราคาล่าสุด หรือ ราคาตลาดของหุ้นนั้นๆ เราจะได้ไอเดียคร่าวๆ ว่า ณ ตอนนั้น หุ้นตัวนี้มีการซื้อขายที่ราคาเท่าไหร่ … แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซื้อ หรือ ขายหุ้นตัวนั้นที่ราคานั้นครับ … ลองดูรูปด้านล่างนี่ก่อนครับ เป็นช่วง Open1 ที่รับคำสั่งซื้อจากโบรกเกอร์เข้ามาก่อน ราคาเลยขึ้นว่าเป็น ATO (At the Open)

 

หน้าจอดูรายละเอียดหุ้น และ Bid/Offer

 

ถัดมา จะเห็นเป็นแถวที่เรียกว่า Bid อีกแถวก็เป็น Offer … ถ้าเป็น Bid จะแสดงราคาเสนอซื้อสูงสุด 5 อันดับแรก ในขณะที่ Offer ก็จะเสนอราคาขายต่ำสุด 5 อันดับ … สีก็มีความหมายนะครับ ถ้าสีเขียวแสดงว่าราคานั้นสูงกว่าราคาเปิดตลาด ณ วันนั้น ถ้าเป็นสีเหลืองก็คือ ราคาเสมอตัว แต่สุดท้ายถ้าเป็นสีแดง แสดงว่าราคามันต่ำกว่าราคาเปิดตลาดครับ

ใครๆ ก็อยากให้มันสีเขียว จริงไหม? แต่จุดสำคัญที่สุด เราต้องพึงรู้ต้นทุนหุ้นของเราด้วยนะครับ เพราะเราอาจจะซื้อหุ้นมาเก็บตอนที่ราคาสูงกว่าราคาเปิดตลาดมาก ดังนั้นแม้จะเขียว แต่เราก็ยังขาดทุนอยู่นะ … หรือ ตัวเลขอาจจะแดงเถือก แต่หากคุณเคยซื้อไว้ที่ราคาต่ำกว่านี้เยอะ จริงๆ เราก็กำไรอยู่นะเออ ดังนั้น อย่าให้สีหลอกเราง่ายๆ ล่ะ

แต่เราต้องไม่ดูแต่ราคานะครับ … ต้องดูสิ่งที่เรียกว่า Vol.Bid (จำนวนหุ้นที่เสนอซื้อ) และ Vol.Offer (จำนวนหุ้นที่เสนอขาย) ด้วยนะครับ … อย่างที่ผมบอก มันคือการซื้อขายแบบการพบกันของอุปสงค์และอุปทาน ดังนั้น ไม่ใช่แค่ราคา แต่ต้องหมายถึงจำนวนด้วย

 

ดูแต่ราคาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องดูโวลุ่มด้วย

 

เช่น คุณอาจจะเสนอขายหุ้น 1,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 3.00 บาท … แต่หากมีคนเสนอซื้อที่ราคา 3.00 บาท แต่เสนอซื้อแค่ 100 หุ้น ก็เท่ากับว่าคุณขายได้แค่ 100 หุ้นเท่านั้น … อีก 900 หุ้น ยังขายไม่ออกนะครับ

นั่นหมายความว่า แม้คุณจะซื้อหุ้น ABC มาราคา 12.00 บาท พอเห็นราคาหุ้นมาที่ 17.00 บาท แล้วเกิดอยากขาย … แต่ถ้าไม่มีใครเสนอซื้อที่ราคาเท่านี้ คุณก็ขายไม่ได้ครับ … อีกกรณีหนึ่ง สมมติคุณเสนอขายหุ้น ABC จำนวน 1,000 หุ้น แต่ก่อนหน้านี้มีคนเสนอขายหุ้นเดียวกันนี้ที่ราคานี้ไป 1,000,000 หุ้น รวมแล้วเป็น 1,001,000 หุ้น แต่มีคนเสนอซื้อที่ 17.00 บาทรวมแล้วแค่ 100,000 หุ้นเท่านั้น ดังนั้น คุณก็ยังขายไม่ได้อยู่ดี (อย่างน้อยก็จนกว่าไอ้ 1,000,000 หุ้นก่อนหน้าจะขายได้หมด)

ศาสตร์ของการดู Bid/Offer เนี่ยสำคัญ คุณต้องคาดเดาได้ว่า ณ วันนี้ราคาน่าจะไปหยุดที่ตรงไหน เพื่อจะได้ซื้อได้ในราคาที่ถูกที่สุด (ณ วันนั้น) หรือขายได้แพงที่สุด (ณ วันนั้น) … สำหรับนักเล่นหุ้นแบบเน้นคุณค่า (พวก VI) ที่เน้นถือนานๆ ปันผลดี อาจจะไม่ซีเรียสมาก หากวันนี้ราคาไม่แจ่ม ก็ปล่อยไป เอาเวลาไปทำอย่างอื่น แต่สำหรับนักเล่นหุ้นแบบ Day Trade เนี่ย Bid/Offer นี่สำคัญนะครับ ดูกราฟิกเทคนิค พอจะรู้แนวรับแนวต้าน ก็ต้องคอยจับตาดูว่า Bid/Offer นี่ มันเข้าใกล้แนวรับแนวต้านหรือไม่อย่างไร

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. fah says:

    ติดตามอ่านตำนานหิ่งห้อยค่ะ ชอบมาก
    เพราะเพิ่งเปิดบัญชีแต่ยังไม่ได้ซื้อเลย

  2. Nattapong says:

    กำลังเตรียมตัวเพื่อจะเป็นหิ่งห้อยบ้าง
    ได้ประโยชน์มากมาย
    ขอบคุณครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: