ตำนานหิ่งห้อย บทที่ 3 สิ่งน่ารู้ก่อนทำการซื้อขาย (1)

Image courtesy of Kookkai_nak / FreeDigitalPhotos.net

 

ผมเป็นพวกใจร้อนครับ (ใครริจะเป็นแมงเม่า … เอ้ย! หิ่งห้อย … ไม่ควรเอาอย่างผมนะ) ดังนั้น เมื่อเปิดพอร์ตได้ปุ๊บ ผมก็จัดการโอนเงิน แล้วเตรียมพร้อมเล่นหุ้นในวันถัดไปเลย … อย่างที่บอก ผมเปิดเป็นบัญชีแบบ Cash Balance ไว้ เวลาจะซื้อหุ้นทีนึง ต้องโอนเงินไปที่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ผมเปิดไว้กับโบรกเกอร์ก่อน (ใครลืมไปแล้วว่าบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์มีแบบไหนบ้าง กลับไปอ่านตอนที่สองไป ชิ่วๆ) … ตอนแรกผมว่าผมจะมาพูดถึงเรื่องโปรแกรมซื้อขายหุ้น แต่ไปๆ มาๆ ผมว่า ผมเล่าข้อมูลพื้นฐานที่เหล่าหิ่งห้อยอย่างเราๆ ควรทราบเอาไว้ก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งใจร้อนแบบผมเลย (ผมใจร้อนเพราะต้องรีบหาข้อมูลและประสบการณ์มาเขียนเล่าให้พวกท่านอ่านไง)

 

เรียนรู้ศัพท์ก่อน

ก่อนอื่น ขอย้ำอีกทีก่อน ว่าต่อจากนี้ หากผมพูดถึง “โบรก” ผมหมายถึง “โบรกเกอร์” นะครับ ส่วน “มาร์” หมายถึง “มาร์เก็ตติ้ง” หรือเจ้าหน้าที่ตัวแทนที่ทำหน้าที่ซื้อขายหลักทรัพย์แทนตัวท่านผู้อ่าน … หลักๆ แล้ว เราสามารถเลือกที่จะทำการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านทางมาร์ก็ได้ แต่ใน “ตำนานหิ่งห้อย” ของเรานั้น เราจะต้องเปล่งแสงของเราเองได้ ดังนั้น ผมจึงขอเน้นการซื้อขายหุ้นผ่านระบบออนไลน์ด้วยช่องทางต่างๆ นะครับ

จากนี้ ผมจะพยายามแนะนำศัพท์ใหม่ๆ ที่ผมคิดว่าเป็นศัพท์ใหม่ และจะได้ใช้กับ ตำนานหิ่งห้อย ในแต่ละบท … แต่ต้องออกตัวก่อนว่า ผมก็เพิ่งเป็นหิ่งห้อยหมาดๆ (แค่อาจจะเป็นก่อนพวกท่าน) ดังนั้น ต้องขออภัยหากผิดพลาดบ้างอะไรบ้าง ยินดีน้อมรับคำชี้แนะเสมอนะครับ

 

บัญชีแบบ Cash Balance ต้องโอนเงินก่อนถึงจะซื้อได้นะ

เรื่องการโอนเงินนั้น ขั้นตอนพื้นฐานที่เป็นเหมือนกันทุกโบรกเกอร์ก็คือ โอนเงินไปยังบัญชีที่กำหนดไว้ โบรกเกอร์มักจะมีหลายๆ ธนาคารให้เลือก เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องโดนเสียค่าธรรมเนียมในการโอน เผื่อเรามีธนาคารเดียวกัน เราก็ทำเรื่องโอนง่าย อาจจะโอนผ่าน Internet Banking ก็ได้ สะดวกดี (ผมก็เลือกโอนผ่าน Internet Banking เพราะจะได้ทำได้จากทุกๆ ที่ที่ต้องการ) … แต่ใครจะเลือกไปโอนที่เคาน์เตอร์ธนาคารก็ได้ ถ้าฟิตพอ (ว่างงานเหรอครับพี่น้องครับ?!?)

 

บัญชีสำหรับโอนเงินเข้าบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของ KT-ZMICO

 

ไม่ต้องห่วงครับ ข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินนั้น เปิดพอร์ตปุ๊บ มาร์เขาก็จะส่งรายละเอียดมาให้อยู่แล้ว ไม่งั้นมันก็จะมีให้อยู่บนเว็บของโบรกนั่นแหละ และหากหาไม่เจอ ก็โทรหามาร์เลยครับ ให้เขาช่วยส่งข้อมูลมาให้

แต่จำเอาไว้เสมอ เมื่อโอนเสร็จแล้ว ต้องแจ้งให้มาร์เขาทราบด้วยนะครับ เพราะเขามีขั้นตอนที่ต้องไปดำเนินการต่อ เพื่อให้เงินที่เราโอนไปนั้นไปโผล่ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเรา … วิธีการแจ้ง บางโบรกก็ให้ทำผ่านอินเทอร์เน็ตได้ อย่างเช่นที่ KT-ZMICO นี่เขาก็มี Cash Deposit Notification ให้เรากรอกครับ เลือกว่าเราโอนแบบไหน ผ่านทางเคาน์เตอร์ธนาคาร, ตู้ ATM หรือผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง … เวลาโอนเงิน ต้องเก็บรายละเอียดเอาไว้ให้ครบถ้วนนะครับ โอนผ่านตู้ ATM เก็บสลิปมาด้วย ต้องใช้ข้อมูลในนั้นในการกรอกนะครับ (อย่าไปนึกว่ามันจะเหมือนตอนซื้อของผ่านเว็บ ที่แบบ โอนเงินแล้วโอนเป็นเศษสตางค์อะไรแบบนั้น)

 

ตัวอย่าง Cash Deposit Notification ของ KT-ZMICO

 

แต่วิธีที่เร็ว แนะนำว่าให้โทรบอกมาร์ครับ เขาช่วยเร่งกระบวนการให้ได้ หากเราขอให้ช่วยเร่งให้ … เพราะปกติโบรกเขาจะประกาศเอาไว้ว่า โอนก่อนกี่โมง เงินพร้อมจะใช้ซื้อหุ้นเมื่อไหร่ เช่น โอนก่อนเที่ยง พร้อมซื้อตอนบ่าย โอนตอนบ่าย นู่นเลย รอพรุ่งนี้เช้า เป็นต้น … แต่ผมไม่แนะนำให้ทำบ่อยๆ นะครับ เคารพในกติกาของโบรกบ้างอะไรบ้าง ฝึกฝนให้ตัวเองมีวินัย อย่าไปทำให้มาร์เขาเครียด (อาชีพเขาก็เครียดจะตายอยู่แล้ว)

ผมมีรุ่นน้องคนนึงเป็นมาร์ … น้องแกก็อายุน้อยกว่าผมตั้งหลายปี แต่ผมหายไปหมดแล้ว น่าสงสาร … แต่ก็ไม่ใช่มาร์ทุกคนจะประสบกับชะตาแบบนี้อะนะ

 

โอเค เงินพร้อมแล้วล่ะพี่น้อง ตอนนี้เราก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า Buying Limit อยู่นะครับ มันคือยอดเงินที่เราสามารถนำไปใช้ซื้อหุ้นได้ … แต่ อ๊ะๆ บอกก่อนว่า สมมติเราโอนเงินไป 10,000 บาท ยอด Buying Limit มันอาจจะไม่เต็มหมื่นครับ เพราะมันจะต้องหักค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ออกก่อนครับ ดังนั้นดูให้ดีๆ ว่ายอดเงินจริงๆ เรามีเท่าไหร่กันแน่

 

ฺBuying Limit คือ ยอดเงินที่เราสามารถใช้ซื้อหุ้นได้

 

รู้จักเวลาซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ก่อน

ตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่ 7-11 นะครับ ไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง แต่ว่าเขามีเวลาเปิดปิดชัดเจน และในช่วงวันก็มีแบ่งแยกย่อยลงไปอีกตามรูปด้านล่างเลย จะเห็นว่า หลักๆ มันคือ เริ่มเปิดทำการซื้อขายได้ตั้งแต่ 09:30  – 17:00 ของแต่ละวัน แต่จริงๆ แล้ว มันมีรายละเอียดเยอะมาก (อ่านต่อไป)

 

ตารางเวลาซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ข้อมูลเวลาทำการซื้อขาย จาก www.set.or.th (ณ วันที่ 3 พ.ย. 2555)

 

ช่วงเวลาที่เรียกว่า Pre-opening I … เป็นช่วงต้นวันครับ ช่วงนี้เป็นช่วงอภิสิทธิ์ของพวกที่ไม่ใช่ Cash Balance ของหิ่งห้อยแบบผม เป็นช่วงเวลาตั้งแต่ 09:30 – T1 ซึ่ง T1 คือช่วงเวลาใดก็ตามตั้งต่ 09:55 – 10:00 ที่ถูกสุ่มขึ้นมา เพื่อปล่อยให้ส่งคำสั่งซื้อขายเขาไปในระบบ แล้วระบบจะนำคำสั่งซื้อขายพวกเนี้ย มาเรียงลำดับ และคำนวณหาราคาเปิดสำหรับการซื้อขายในช่วงเช้า

พูดง่ายๆ ช่วงนี้แหละ ตัวตัดสินว่าหุ้นตัวไหน ราคาเปิดตลาดจะเท่าไหร่ในแต่ละวัน

 

ช่วงเวลาที่เรียกว่า Trading Session I … กินเวลาตั้งแต่ T1 ไปจนถึง 12:30 ของแต่ละวัน เป็นช่วงเวลาแห่งหิ่งห้อยของเรา เราจะซื้อขายหุ้น ก็ช่วงเวลานี้แหละ สำหรับตอนเช้า … จากนั้น ได้เวลาพักเที่ยง ไปกินข้าวก่อน

 

ช่วงเวลาที่เรียกว่า Intermission … คือช่วงที่ตลาดหยุดพักการซื้อขายในช่วงกลางวันครับ ไปหาข้าวกินซะบ้าง อย่าหมกมุ่นอยู่แต่หน้าจอ … แต่ช่วงเวลาแบบนี้ ชาวหิ่งห้อยส่วนใหญ่ มักจะหมดไปกับการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ว่าตั้งแต่เช้ามามีข่าวอะไรบ้าง ช่วงนี้มาร์บางคนอาจจะเริ่มส่งอีเมล์ข่าวสารต่างๆ ให้กับลูกค้าที่ตัวเองดูแลอยุ่ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจว่าจะซื้อจะขาย หรือจะเก็บไว้เก็งกำไรต่อ

สรุปแล้ว ชาวหิ่งห้อยได้พักบ้างป่ะเนี่ย

 

ช่วงเวลาที่เรียกว่า Pre-opening II … เริ่มตั้งแต่ 14:00 – T2 ซึ่ง T2 หมายถึง ช่วงเวลาที่ถูกสุ่มขึ้นมาตั้งแต่ 14:25 – 14:30 เพื่อรับคำสั่งซื้อขายทั้งหมดมาเรียงลำดับและคำนวณหาราคาเปิดสำหรับการซื้อขายในช่วงบ่าย … เช่นเคย เป็นช่วงเวลาแห่งอภิสิทธิ์ชนที่ไม่ใช่พวก Cash Balance อย่างเราๆ ท่านชาวหิ่งห้อย

 

ช่วงเวลาที่เรียกว่า Afternoon Trading Session … คือช่วงตั้งแต่ T2 – 16:30 เป็นช่วงของเราชาวหิ่งห้อยในรอบบ่าย ได้ซื้อขายหุ้นกัน

 

ช่วงเวลาที่เรียกว่า Call Market … เป็นช่วงเวลาตั้งแต่ 16:30 – T3 ซึ่ง T3 คือเวลาที่ถูกสุ่มจากช่วง 16:35 – 16:40 เพื่อใช้เป็นเวลารับคำสั่งซื้อขายแบบสั่งลา (พวกคำสั่ง ATC = At the Close)  ทั้งหลายเข้ามา จะได้เอามาเรียงลำดับแล้วคำนวณหาราคาปิดตลาด … เช่นเคย ช่วงเวลาแห่งอภิสิทธิ์ชนที่ไม่ใช่ Cash Balance ครับ

 

ช่วงเวลาที่เรียกว่า Off-Hour Trading & Market Runoff Period … คือช่วง T3 – 17:00 ช่วงนี้งดรับคำสั่งซื้อขายแล้ว แต่ยอมให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้ (ขอลอกจากเว็บ set.or.th มาเลยแล้วกัน)

1. บันทึกรายการซื้อขายภายใต้หลักเกณฑ์การซื้อขายหลักทรัพย์นอกเวลาทำการ (Off-hour Trading) โดยซื้อขายด้วยวิธี Trade Report เท่านั้น
2. ยกเลิกการซื้อขายหลักทรัพย์สำหรับการซื้อขายแบบ Trade Report ทั้งนี้การยกเลิกดังกล่าวต้องเป็นที่ยินยอมของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
3. แก้ไขเปลี่ยนแปลงประเภทบัญชีลูกค้า โดยสามารถแก้ไขได้ทั้งการ ซื้อขายแบบ Automatic Order Matching และ Trade Report

 

ตลาดปิดจริงๆ ตอน 17:00 … แต่สำหรับชาวหิ่งห้อยอย่างเราๆ ที่ใช้บัญชีซื้อขายแบบ Cash Balance นั้น ก็จะเริ่มได้ตอนราวๆ 10:00 – 16:30 โดยประมาณนั่นแหละครับ ไม่ต้องลุ้นเยอะ

 

วิธีการซื้อขายหลักทรัพย์ มันไม่เหมือนกับการขายของทั่วไปนะเออ

ข้อมูลจาก set.or.th บอกว่าวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์ มันมี  2 วิธีครับ คือ Trade Report และ Automatic Order Matching (AOM) ซึ่งแตกต่างกันตามนี้

 

Trade Report

วิธีนี้ออกแนวการตกลงซื้อขายสินค้าครับ ผู้ซื้อผู้ขายทำการเจรจาต่อรองราคากันแล้ว ถึงได้บันทึกรายการซื้อขายเข้ามาในระบบ มันถึงถูกเรียกว่า Trade Report ไงล่ะ และเพราะการตกลงซื้อขายมันเรียบร้อยกันแล้ว เหลือแค่บันทึก ทางตลาดหลักทรัพย์เขาถึงได้ให้บันทึกได้ แม้จะปิดคำสั่งรับซื้อขายไปแล้วไง (ย้อนกลับไปอ่าน Off-Hour Trading & Market Runoff Period ซะ)

การซื้อขายแบบ Trade Report นี่ จะเป็นระหว่างโบรกเกอร์คนละราย หรือ โบรกเกอร์รายเดียวกันก็ได้ ไม่มีปัญหา

 

Automatic Order Matching (AOM)

เป็นวิธีที่หิ่งห้อยอย่างพวกเราต้องทำความรู้จัก เพราะมันคือวิธีการซื้อขายที่พวกเราต้องใช้ครับ … ผมว่ามันเหมือนหลักการของการประมูล และ การจับคู่อุปสงค์และอุปทานครับ

วิธีการนี้ ระบบจะรับคำสั่งซื้อขายจากผู้ซื้อและผู้ขาย โดยเรียงลำดับความสำคัญโดยมองที่ราคา แล้วจึงมองที่เวลา … กล่าวคือ ในกรณีของการซื้อ ใครเสนอราคามาสูงสุด ก็มีความสำคัญลำดับแรกๆ ถ้าราคาเสนอซื้อเท่ากัน ก็ดูว่าใครเสนอก่อนก็ได้ก่อน … ในกรณีของการเสนอขายก็เช่นกัน ใครเสนอขายต่ำสุด ก็มีความสำคัญลำดับแรกๆ และหากเสนอมาเท่ากัน ใครเสนอก่อนได้ก่อน

เช่น นาย A, นาย B และ นาย C เสนอซื้อหุ้น ABC ในราคา 10, 11 และ 11 บาทตามลำดับ แบบนี้แสดงว่า นาย A จะได้โอกาสซื้อหุ้นนี้ไปหลังสุด ส่วน นาย B กับ นาย C ก็ต้องมาวัดกันว่าใครส่งคำสั่งซื้อก่อน ก็ได้ไปก่อน

แต่อย่างที่ผมบอก มันจับคู่อุปสงค์กับอุปทานด้วย ดังนั้น แม้จะมีคนขอซื้อหุ้น ABC ที่ราคา 10 และ 11 บาทแล้ว หากไม่มีใครขายที่ราคานี้ ก็ไม่มีใครได้ซื้อไปครับ หากนาย D, นาย E และ นาย F ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ABC เสนอราคาที่ 12, 12, และ 13 บาท ตามลำดับ ก็แสดงว่าอุปสงค์กับอุปทานไม่สอดคล้องกัน ไม่มีใครซื้อหรือขายได้ … อย่างน้อยก็จนกว่าคนเสนอขายจะลดราคาลง หรือ คนเสนอซื้อจะเพิ่มราคาให้

นี่เอาคร่าวๆ ก่อนนะครับ … จริงๆ มันยังมีเรื่องของจำนวนหุ้นอีก แต่ถ้าเขียนถึงตอนนี้ เดี๋ยวหิ่งห้อยจะอับแสงซะก่อน (ฮา) ในตอนหน้า ผมจะพาไปรู้จักกับ Bid/Offer กัน ถ้าไม่รู้จักเรื่องนี้ ยังซื้อขายหุ้นไม่ได้หรอกนะครับพี่น้องครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

Leave a Reply

%d bloggers like this: