รีวิว Epson L350 พิมพ์สวย ราคาประหยัด ไม่ต้องง้อหมึกแท็งก์

Print Friendly

เดี๋ยวนี้การจะมีเครื่องพริ้นเตอร์ซักเครื่องไว้ใช้ในบ้าน ไม่ใช่เรื่องที่เกินตัวอีกต่อไปแล้วครับ บางตัวนี่เป็นมากกว่าพริ้นเตอร์อีก ที่เขาเรียกว่า มัลติฟังก์ชั่น หรือ ออลอินวัน (All-in-One) ไง พวกที่เป็นทั้งพริ้นเตอร์ และ สแกนเนอร์ ไปในตัว มีตัวเดียวทำงานได้หลากหลาย เดี๋ยวนี้ราคาก็ไม่แพงมากแล้ว แต่ปัญหาที่ยังหนักใจผู้ใช้งานอยู่ไม่น้อยก็คือ เรื่องของราคาหมึก ที่แพงแสนแพง บางยี่ห้อบางรุ่นนี่ ซื้อหมึกใหม่ครบชุด ซื้อเครื่องพริ้นเตอร์ใหม่ได้เลยนะครับ … บางคนหันไปพึ่งพาหมึกทดแทนแบบที่ใช้เติมเข้าไปในตลับหมึกเดิม แต่ปัญหาก็ตามมา คือ ตันบ้าง คุณภาพงานต่ำลงไปมากบ้าง บางคนก็เลยหันไปพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า หมึกแท็งก์ ครับ คือ ไปดัดแปลงตัวเครื่องให้สามารถเติมหมึกผ่านทางแท็งก์แทนได้ … แต่นั่นก็ทำให้หลุดประกันไป … ทาง Epson เขาเห็นผู้ใช้งานหันไปใช้หมึกแท็งก์กันเยอะ ก็เลยไม่คิดจะสวนกระแสครับ เลยถือโอกาสออกเจ้า Epson L350 All-in-One รุ่นตามกระแส ติดเป็นแท็งก์มาจากโรงงานซะเลย (ฮา)

 

แกะกล่องติดตั้ง Epson L350

Epson L350 ที่ผมได้มารีวิว ถือเป็นรุ่นค่อนข้างใหญ่สุดในซีรี่ส์ละมั้ง (มันมี 110/300 ที่เป็นพริ้นเตอร์อย่างเดียว กะ 210/350 ที่เป็น All-in-One อ่ะ เท่าที่ดูจากโบรชัวร์ของมัน) เลยมีน้ำหนักจัดเต็ม 4.4 กิโลกรัมโดยประมาณ แต่ถามว่าหนักมากไหม? ไม่หนักมากนะ ตอนผมไปรับมารีวิวเนี่ย ยังแบกมันขึ้น BTS ช่องนนทรี มาลงสถานีวงเวียนใหญ่ แล้วต่อรถกะป๊อ ตามด้วยสองแถว และมอเตอร์ไซค์กลับเข้าบ้านได้อยู่ (วิบากดีแมะ) จะติดก็แค่กล่องมันใหญ่หน่อย เพราะ All-in-One นี่ไม่ใช่เล็กๆ แถมยังต้องเผื่อเนื้อที่สำหรับโฟมกันกระแทกอีก

 

Epson L350 แบบยกกล่อง

 

แกะกล่องออกมา สิ่งที่เห็นคือ (แน่นอน) พริ้นเตอร์ Epson L350 พร้อมกับสายไฟ และ สาย USB สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ก็ยังมีหมึกมาให้ด้วย แต่เนื่องจากเจ้านี่เป็นระบบแท็งก์แล้ว ดังนั้นเราจะไม่ได้หมึกมาเป็นตลับนะครับ แต่จะได้เป็นขวดแทน โดยจะได้เป็น Cyan, Magenta, Yellow และ Black เป็น CMYK ตามมาตรฐานของ Epson นั่นเอง เพียงแต่รุ่น L350 นี่จะได้หมึกสีดำมา 3 ขวดเลยครับ ซึ่งทั้งหมดที่แถมมานี่ เขาว่าพิมพ์สีดำได้ถึง 12,000 แผ่น และพิมพ์สีได้ถึง 6,500 แผ่นเลยทีเดียวนะครับ ใช่ย่อยๆ

 

ทุกอย่างที่มาในกล่อง

ขวดหมึกเติมที่แถมมากับตัวเครื่อง มีหมึกดำ 3 ขวดแน่ะ

 

ตัวเครื่อง ก็คือ All-in-One นั่นแหละครับ … ด้านบนเป็นฝาปิด เปิดออกมาก็เป็นเครื่องสแกนเนอร์ วางอะไรก็ตามที่อยากสแกนอยู่ที่นั่น พอเอามาวางใช้งานจริง ก็จะเหมือนๆ กับพริ้นเตอร์ทั่วๆ ไปครับ

 

Epson L350 แบบพร้อมใช้งาน

 

แน่นอนว่า เปิดตัวเครื่องขึ้นมาอีกชั้น ก็จะเห็นส่วนที่เป็นการพิมพ์ ซึ่งปกติเราจะถอดใส่ตลับหมึกกันตรงนี้ แต่งวดนี้มันไม่มีให้ถอดเปลี่ยนแล้ว (เพราะมันเป็นระบบแท็งก์ไง)

 

ด้านในของเครื่อง Epson L350 แต่เดิมนี่จะเป็นหัวพิมพ์ที่เปลี่ยนตลับหมึกได้

 

ที่แปลกตาก็คือ เราเห็นชุดแท็งก์หมึกด้านข้างของตัวเครื่องแทนครับ เจ้านี่จะถูกเกี่ยวเอาไว้ด้วยตะขอยึด สามารถถอดออกมาได้ แต่อย่าถอดแล้วดึงออกมาไกลๆ ล่ะ เพราะมันมีชุดสายยางนำหมึกติดอยู่ เดี๋ยวจะขาด แล้วพังซะเปล่าๆ

 

แท็งก์หมึกของ Epson L350

 

ก่อนอื่น ตอนติดตั้ง ให้ปรับสวิตช์ตรงแท็งก์ให้ไปที่โหมดพิมพ์ก่อน (จะเป็นรูปพริ้นเตอร์) จากนั้น ปลดแท็งก์ออกจากที่ยึดครับ เราก็จะเห็นแท็งก์หมึกสำหรับสีต่างๆ ซึ่งมีระบุไว้ชัดเจน (อย่าเติมหมึกผิดสีนะ เดี๋ยวตอนพิมพ์สีจะเพี้ยนเอา) … ขวดหมึกที่แถมมาให้ เป็นหมึกขนาด 70cc เติมแท็งก์ทีเดียวหมดขวดเลยครับ

 

แท็งก์หมึก มันจะมีขีดวัดระดับหมึก ตอนเติมหมึกครั้งแรก เติมให้เต็มถึงปลายลูกศรเลย

 

การเติมมีบอกเอาไว้ ว่าควรจะเติมให้ถึงเส้น ถ้าถึงระดับนั้น แสดงว่าหมึกเต็มแท็งก์ครับ แต่พอใช้ๆ ไป หมึกมันก็จะลดลงๆ ไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นปัญหา เราสามารถรู้ระดับได้ง่ายๆ เพียงแค่ดูตรงด้านข้างนี่แหละ เราก็จะเดาได้ง่ายๆ แล้วว่าหมึกยังเต็มอยู่ไหม

 

แท็งก์หมึกจะกึ่งโปร่งใส ดูระดับหมึกพอได้อยู่

 

ขวดหมึก ออกแบบมาให้ปิดสนิท หักปลายฝา แล้วแกะซีลออก ก็พร้อมเติม … หากเติมไม่หมด (ในกรณีซื้อหมึกมาเติมภายหลัง) ก็เอาฝาส่วนที่หักออกอ่ะ มาปิดขวดได้ครับ

 

ขวดหมึกเติมสำหรับ Epson L350 พร้อมฝาปิด สังเกตว่าตรงปลายนี่ผมเปิดออกแล้ว

 

การเติมหมึกไม่ยากครับ ผมเชื่อว่ามือใหม่ก็เติมได้สบายๆ แค่ดึงจุกปิดแท็งก์ออก แล้วก็เติมหมึกจากขวดลงไป บีบขวดเพื่อให้น้ำหมึกไหลไปเติม … เตรียมกระดาษไว้เช็ดซักหน่อยก็จะดี เพราะเกิดพลาด มันหกเลอะเทอะอยู่

 

เวลาเติม ต้องบีบขวดด้วยนะครับ หมึกจะได้ออกมา

ตรงขวดหมึกจะมีแง่งอยู่ ไว้ป้องกันไม่ให้เราแหย่ปากขวดเข้าไปในแท็งก์มากเกินไป

 

เติมเสร็จเรียบร้อย … เสียบปลั๊ก เปิดเครื่อง พร้อมใช้?!? ยังไม่พร้อม … เพราะต้องกดปุ่มวัดระดับหมึกไว้ 3 วินาทีก่อน เพื่อให้เครื่องเติมหมึกจากแท็งก์เข้ามาเตรียมพร้อมไว้ กระบวนการนี้กินเวลาประมาณ 20 นาทีครับ นานพอดูทีเดียว เมื่อเทียบกับการเตรียมเครื่องครั้งแรกของพวกระบบตลับหมึกแบบเดิมๆ แต่ว่าเป็นแค่ครั้งแรกครั้งเดียวนั่นแหละ จากนั้นระยะเวลาที่ใช้ในการเปิดเครื่องไปจนถึงเตรียมพร้อมพิมพ์ ใช้แค่ 10-12 วินาทีเอง เรียกว่าเร็วมากๆ

หลังเติมหมึกเสร็จหมดแล้ว หากจะมีการเคลื่อนย้ายพริ้นเตอร์ Epson L350  นี่ไปไหนมาไหน แนะนำว่า ให้ปรับสวิตช์ตรงแท็งก์ให้ไปอยู่ในโหมดขนย้าย (จะเป็นรูปพริ้นเตอร์อยู่บนรถเข็น) เพื่อป้องกันไม่ให้หมึกหกออกมาเลอะเทอะนะครับ แล้วเอาอุปกรณ์ปิดแท็งก์หมึกที่แถมมาด้วย (มีลักษณะเป็นแผ่นยางแบนๆ 4 ชิ้น) ปิดแท็งก์หมึกให้เรียบร้อยตามรูปด้านล่างด้วย

 

ก่อนขนย้าย นอกจากปิดสวิตช์ให้ถูกตำแหน่งแล้ว ต้องปิดแท็งก์แบบนี้ด้วย

กลัวแผ่นยางหาย ก็เก็บไว้ในเครื่องนี่แหละ

 

แต่ทางที่แนะนำที่สุดคือ อ่านคู่มือที่แถมมากับตัวเครื่องให้ละเอียดครับ จะดีมาก

 

อ่านคู่มือก่อนใช้งาน จะเริ่ดสุดครับพี่น้อง

 

การใช้งาน Epson L350

การใช้งาน Epson L350  แบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ ส่วนที่เป็นฐานะพริ้นเตอร์ และ ส่วนที่เป็นฐานะ Standalone ครับ … ในฐานะพริ้นเตอร์ คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ก็คือ การต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อรอคำสั่งพิมพ์จากคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งบน Windows และ Mac OSX ครับ (มันจะมีการเปิดเว็บไปที่เว็บ Epson ประเทศไทย แล้วรายชื่อที่บอกว่ามีรุ่นไหนรองรับ Mac OSX 10.8 Mountain Lion เนี่ย จะไม่มีรุ่น L350 อยู่ แต่ผมลองใช้กับ Mountain Lion แล้ว OK นะ)

ลองพิมพ์รูปที่ผมถ่ายตอนไปบอสตันเมื่อกลางปี (ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล) โดยใช้กระดาษธรรมดา แต่เลือก Profile ว่าเป็น Premium Glossy ซะเลย เพื่อดูว่าคุณภาพงานพิมพ์จะออกมาดีแค่ไหน (บนกระดาษธรรมดา) และใช้เวลาพิมพ์เต็มๆ A4 เนี่ย นานแค่ไหน

 

สั่งพิมพ์โดยบอกว่าเป็นกระดาษ Premium Glossy ซะเลย

 

ใช้เวลาในการพิมพ์ได้แบบเต็มเหนี่ยวจริงๆ ครับ ใช้เวลาไป 5 นาที 35.14 วินาทีเลยทีเดียว ในขณะที่รูปเดียวกันเนี่ย ถ้าใช้โหมด Plain Paper จะใช้เวลาแค่ 1 นาที 19.74 วินาทีเท่านั้นเอง (และขอแนะนำว่า บนกระดาษธรรมดา ใช้แค่โหมด Plain Paper ก็เพียงพอแล้วจริงๆ ครับ)

 

ตัวอย่างงานพิมพ์ด้วย Epson L350 แบบ Plain Paper (ใช้กระดาษถนอมสายตาด้วย)

 

การใช้งานอีกแบบ คือการใช้งานแบบ Standalone ครับ คือใช้เป็นเครื่องถ่ายสำเนา (พูดง่ายๆ เครื่องถ่ายเอกสาร) ซึ่งเป็นได้ทั้งแบบขาวดำ และ แบบสี … โดยสามารถถ่ายเอกสารได้ 2 แบบ คือ แบบจริงจัง (คุณภาพงานระดับถ่ายเอกสารจริงจัง) และ แบบดราฟต์ คือเน้นถ่ายแบบรวดเร็ว ไม่ต้องการความละเอียดมากมาย ซึ่งตรงนี้ถือว่าทำได้รวดเร็วทีเดียวครับ โดยโหมดจริงจังเนี่ย ถ่ายเอกสารสีใช้เวลา 33.65 วินาที ในขณะที่โหมดดราฟต์ถ่ายเอกสารสีแค่ 16.99 วินาทีเท่านั้นเอง … คุณภาพของทั้ง 2 โหมด ดูแบบเปรียบเทียบกันก็ตามภาพด้านล่างครับ

 

อันนี้ถ่ายเอกสารเอาจากปกกล่อง DVD ครับ

 

ถามว่า คุณภาพที่ได้ ละเอียดสุดยอดไหม? คำตอบคือ ไม่ถึงกับเรียกว่าสุดยอดซะทีเดียวครับ เพราะในโหมดถ่ายสำเนาแบบนี้ ความละเอียดที่ได้ จะไม่เทียบเท่ากับการสั่งพิมพ์นะครับ แต่ก็ถือว่าได้งานออกมาไม่แพ้ของจริงซะทีเดียว หากมองไกลๆ แต่ถ้ามองใกล้ๆ ก็จะเห็นเม็ดสีชัดเจนอยู่ (ส่วนหนึ่งคือ เพราะผมใช้กระดาษธรรมดาๆ ด้วย) … ถ้าเป็นโหมดดราฟต์ สีที่ได้ก็จะซีดลงไปอีกหน่อย เพราะปริมาณหมึกที่ใช้น้อยกว่าเยอะครับ

 

บทสรุปของ Epson L350

ขึ้นชื่อว่า Epson แล้ว ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องคุณภาพงานพิมพ์ครับ และด้วยความที่ใช้หมึกแบบ CMYK 4 สีแล้ว ทำให้เจ้า Epson L350 นี่เป็น Inkjet ที่ได้สีงานพิมพ์ออกแนว Offset เลยทีเดียว หากได้กระดาษดีๆ มาด้วยละก็ เรื่องคุณภาพงานพิมพ์นี่ไม่ต้องห่วงเลย (แต่แอบต้องทำใจกับเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการพิมพ์ภาพเต็มๆ แบบ A4 อยู่บ้าง เพราะจัดเต็มร่วม 5 นาทีครึ่งเลยทีเดียว)

หน้าที่ในการเป็น All-in-One นี่ถือว่าทำได้ดีทีเดียวครับ ทั้งเป็นสแกนเนอร์ และเป็นเครื่องถ่ายเอกสารไปในตัว เรียกว่าครบเครื่อง เหมาะสำหรับพวกนักเรียนนักศึกษามาก (พวกนี้ใช้สแกนเนอร์สำหรับทำรายงานบ่อย และยังต้องใช้พิมพ์รายงานอีก) ความเร็วในการพิมพ์สีเต็ม A4 (มีขอบ) ในโหมดปกติ ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างรวดเร็วทันใจดี … แบบนี้ พวก SMEs ก็เอาไปใช้ได้เช่นกัน (หากสู้ราคาเครื่องเลเซอร์สี และ ราคาตลับหมึกเลเซอร์สีไม่ไหว)

อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่ใช้หมึกเติมแบบไม่ใช่ของแท้ ก็อาจจะยังรู้สึกว่า สนนราคาค่าหมึกยังแตกต่างกันอยู่ (ของ Epson นี่ 250 บาท ในขณะที่หมึกไม่แท้ 150 บาท) ทว่า ยังไงซะ ของแท้ย่อมดีกว่าตรงที่มีประกันนะครับ ซึ่ง Epson แจ้งว่าเครื่องจะรับประกันค่าแรงและค่าอะไหล่ 1 ปี หรือ 30,000 แผ่น (อยู่ที่ว่าอย่างไหนถึงก่อนกัน) แต่หากไม่ได้ใช้หมึกแท้ของ Epson (คือบางคนเห็นเป็นระบบแท็งก์ ก็เลยใช้หมึกไม่แท้ซะเลย) ก็จะถูกตัดประกันได้นะครับ

โดยส่วนตัว ผมสนับสนุนการใช้ของแท้ครับ … สนนราคาต่างกันแค่ไม่กี่ตังค์ แต่ต้องแบกภาระเสี่ยงเครื่องพัง ผมว่ามันไม่คุ้มครับ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

%d bloggers like this: