ตำนานหิ่งห้อย บทที่ 2 บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ

 

หายหน้าหายคาไปซะหลายเพลา แต่ผมไม่ได้ถอดใจเรื่อง “ตำนานหิ่งห้อย” นะครับ ใครที่ติดตามผมทาง Twitter คงทราบแล้วว่าตำนานได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อผมทำการเปิดบัญชีแบบ Cash Balance เป็นที่เรียบร้อยแล้ว … แต่ผมจะไม่ขอข้ามขั้นตอนไปเล่าเรื่องปัจจุบัน แต่อยากจะขอเล่าเรื่องราวในอดีตก่อนว่า ในการเปิดบัญชีของผมนั้น เป็นยังไงมายังไงกันบ้าง ใน ตำนานหิ่งห้อย บทที่ 1 เรียนรู้เรื่องโบรกเกอร์ ผมได้เล่าไปแล้วว่าการเลือกโบรกเกอร์เป็นเรื่องสำคัญ และหากเลือกแบบที่ไม่มีขั้นต่ำเรื่องค่านายหน้า (หรือที่เรียกเท่ห์ๆ ว่า Commission) ได้ก็จะดี

เผอิญผมโชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนแรกผมเลือกที่จะเปิดบัญชีกับทางบัวหลวง แต่ปรากฏว่า การกรอกข้อมูลบนเว็บมันทำเอาผมถอดใจไม่น้อย คือ ต้องกรอกเยอะมาก และบางอย่างอ่านแล้วก็มึนๆ ไม่น้อยเลย สุดท้าย ผมเลยฝาก @KTBNetbank เขาช่วยติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ในสังกัดของธนาคารกรุงไทยให้หน่อย (ซึ่งผมมาทราบภายหลังว่าคือ KT-ZMICO)

คุณพลอย ที่เป็นมาร์ (คำว่า “มาร์” มาจากคำว่า มาร์เก็ตติ้ง หรือ Marketting นี่แหละครับ หมายถึงตัวแทนเจ้าหน้าที่ขายที่จะทำหน้าที่ช่วยเหลือเราในการซื้อขาย และให้ข้อมูลและคำแนะนำด้วย) ที่ติดต่อกับผมเรื่องเปิดบัญชี ติดตามงานดีมากครับ ติดต่อวันนั้น ส่งเอกสารที่ผมต้องกรอกมาให้เลย (และไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ผมว่าเอกสารที่ผมต้องกรอกให้ KT-ZMICO นี่ มันกรอกง่ายกว่าของบัวหลวงเยอะเลย) แต่ผมใช้เวลาทำใจประมาณสัปดาห์นึง (จริงๆ คือยุ่งมากจนไม่มีเวลากรอก) ก่อนที่จะส่งกลับไปให้คุณพลอยเขา

เผื่อใครไม่ทราบ และอยากจะรู้ … การเปิดบัญชี Cash Balance เขาต้องใช้เอกสารดังนี้ครับ

 

เอกสารที่ต้องเซ็น และต้องเตรียม … KT-ZMICO ลิสต์มาให้เรียบร้อย

 

  • คำขอเปิดบัญชี และ สัญญาแต่งตั้งตัวแทนนายหน้า … ที่ KT-ZMICO นี่จัดมาเป็นเล่มเดียวกันเลย ในนี้ต้องกรอกและเซ็นหลายจุดอยู่
  • สำเนาบัตรประชาชน 2 ชุด
  • สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด (ใบหน้าของเล่ม และ หน้าที่มีชื่อของเรา)
  • สำเนาสมุดเงินฝากหน้าแรก และรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน หรือสลิปเงินเดือน 3 เดือน 1 ชุด … อันนี้ไม่ต้องซีเรียส เพราะเราเปิดบัญชีแบบ Cash Balance ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องยอดเงินที่เหลือ
  • ค่าอากรแสตมป์ 30 บาท (ได้ข่าวว่าผมลืมให้เขาไป … ถ้าคุณพลอยออกให้ผมไปก่อน สามารถมาทวงผมได้นะครับ … อันนี้ผมขอโทษจริงๆ TT-TT)
  • เผื่อใครทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต (มันประหยัดค่านายหน้ามากกว่า) ก็จะมี e-Dividend อีกชุดนึง

ก็ประมาณนี้แหละพี่น้อง

ทาง KT-ZMICO จะมีการประเมินตัวเราในฐานะผู้ลงทุนด้วย ว่าเราอายุเท่าไหร่ อยากลงทุนแบบไหน รับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน มีความรู้เรื่องการลงทุนแค่ไหน … ตรงนี้เพื่อที่จะเป็นข้อมูลให้กับทางมาร์เขาได้ทราบ จะได้ให้คำแนะนำเรื่องการลงทุนกับเราได้ถูก … ผมว่าโบรกเกอร์อื่นๆ ก็น่าจะมีอะไรคล้ายๆ กันนี้เหมือนๆ กันครับ

 

บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในแบบต่างๆ

ในตอนต้นผมบอกแล้วว่าผมเปิดบัญชีแบบ Cash Balance ไป … ถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนช่างสังเกต ก็จะต้องตั้งคำถามแน่ๆ ว่า แล้วบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (ซึ่งจากนี้ผมจะขอเรียกสั้นๆ ว่า บัญชีซื้อขายหุ้น หรือ บัญชี เฉยๆ) มันมีแบบไหนบ้าง? … คำตอบคือ มันมีด้วยกัน 3 แบบครับ และก็เหมาะสำหรับผู้ลงทุน (หมายถึง หิ่งห้อย อย่างพวกเราๆ นี่แหละ) ที่แตกต่างกันออกไป โดยมีดังนี้

  • บัญชีเงินสด เป็นบัญชีสำหรับพวกที่ต้องการซื้อขายหุ้นด้วยเงินสดเต็มจำนวน บัญชีแบบนี้ เราต้องวางหลักประกันจำนวน 15% ของวงเงินในการซื้อขายหุ้นเอาไว้ (หลักประกันจะเป็นเงินสด หรือ หลักทรัพย์ก็ได้ … ถ้าเป็นเงินสด เราจะได้ดอกเบี้ยเงินฝากด้วยนะ) … แบบนี้เหมาะกับพวกที่ไม่คิดจะเอาเงินไปจมในบัญชีซื้อขายหุ้นเยอะๆ และมั่นใจว่าตัวเองมีปัญญาชำระหนี้ได้ดีพอ … บัญชีประเภทนี้ โบรกเกอร์จะตรวจสอบพวกสลิปเงินเดือนและบัญชีเงินฝากของเราเต็มที่ เพราะโบรกเกอร์เองต้องรับความเสี่ยงหากเราชำระหนี้ให้ไม่ได้
  • บัญชี Cash Balance เป็นบัญชีที่ผมเปิดนี่แหละ บัญชีแบบนี้เราจะต้องเอาเงินที่จะใช้ซื้อขายไปไว้ที่โบรกเกอร์แบบเต็ม 100% เลย และจะซื้อหุ้นได้แค่ตามจำนวนเงินที่ฝากไว้กับโบรกเกอร์ครับ แน่นอน เงินที่ฝากไว้กับโบรกเกอร์แบบนี้ก็ได้ดอกเบี้ยเงินฝากครับ ถ้าเราอยากได้เงินคืน ก็ถอนเงินคืนมาได้ คล้ายๆ ฝากธนาคาร … บัญชีประเภทนี้ โบรกเกอร์จะไม่ซีเรียสเรื่องสลิปเงินเดือนหรือบัญชีเงินฝากของเรามากนัก เพราะโบรกเกอร์ไม่มีความเสี่ยงใดๆ เลย … ข้อจำกัดของบัญชีประเภทนี้คือ ไม่มีเงินก็ซื้อหุ้นไม่ได้ และการโอนเงินไปยังโบรกเกอร์ ต้องใช้เวลาดำเนินการพอสมควร เช่น โอนเช้าซื้อได้ตอนบ่าย โอนตอนบ่ายต้องรอวันถัดไป ซึ่งหากบริหารไม่ดี เราอาจจะพลาดโอกาสซื้อหุ้นดีๆ ไปได้
  • บัญชี Credit Balance หรือ บัญชี Margin เป็นแนว กู้เพื่อซื้อหุ้น เป็นแนวที่ผมไม่แนะนำให้มือใหม่เปิดอย่างแน่นอน (และผมก็ว่า หากคุณไม่เจ๋งจริง โบรกเกอร์ก็คงไม่ยอมให้คุณเปิดเช่นกัน) บัญชีประเภทนี้ เราต้องหาเงินสดหรือหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันการชำระหนี้กับโบรกเกอร์ก่อนจะซื้อขายหุ้น โดยโบรกเกอร์จะกำหนดสัดส่วนเองว่าต้องวางกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น หากกำหนดว่า 50% ก็คือ จะซื้อหุ้น 10 บาท เราต้องออก 5 บาท โบรกเกอร์อีก 5 บาท (กู้เขาซื้อไง) … กรณีแบบนี้ เหมาะสำหรับพวกที่อยากลงทุนซื้อหุ้นเยอะๆ แต่ไม่มีเงิน … ปัญหาของบัญชีประเภทนี้คือ โบรกเกอร์เขาจะประเมินมูลค่าของหลักประกันทุกวัน หากมูลค่าลด เราต้องหาหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันเพิ่ม หากเราเพิ่มหลักประกันไม่ได้ เราอาจถูกบังคับให้ขายหลักประกัน … ถึงได้บอกไง ไม่เจ๋งจริง ไม่ได้เปิดร้อก บัญชีประเภทนี้

มือใหม่ เปิด Cash Balance เหอะครับ มีเงินฝากโบรกเกอร์ 5,000 บาท ก็ซื้อขายหุ้นได้แล้ว แถมถ้าเราไม่ซื้อขายหุ้น เงินที่ฝากไว้ก็ได้ดอกเบี้ยอีก (แต่ได้ดอกเบี้ยแบบกระจ้อยร่อยมากมาย)

 

เอกสารผ่านเรียบร้อย ได้อีเมล์มายืนยันครับ

 

ผมเปิดกับ KT-ZMICO นี่ เขามีขั้นต่ำค่านายหน้าเหมือน Maybank Kimeng คือ 50 บาทต่อวัน แต่เนื่องจากผมเป็นพวกที่ตั้งใจว่าจะลงทุนระยะยาว (คือ ซื้อหุ้นพื้นฐานดี เน้นกินปันผล และ ถือเก็บไว้นานๆ) ก็เลยไม่ซีเรียสครับ เดือนนึงจะเทรดซักวันสองวัน เสียค่านายหน้า 50-100 บาท ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่หากใครคิดจะกินกำไรระยะสั้น และเทรดแต่ละวันไม่ถึง 3 หมื่นบาท ไปหาพวกโบรกเกอร์ที่เขาไม่มีค่านายหน้าขั้นต่ำนะครับ

วันนี้เอาพอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยมาต่อกันในตอนหน้าครับ จะพาไปรู้จักโปรแกรมสำหรับดูหุ้น (และซื้อขายหุ้น) ในแบบต่างๆ โดยเฉพาะในโลกยุค Mobile Device ครองเมืองแบบนี้ ก็ต้องดูหุ้น ซื้อขายหุ้นผ่านมือถือสินะ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

4 Responses

  1. lulable says:

    ผมใช้ตัว streaming อยู่ ของแอนดรอย สู้ของ ipad ไม่ได้เลยง่ะ แอบเซ็งนิดๆ

    • kafaak says:

      Streaming for Android เป็น Web Application ครับ เลยจะหน่วงๆ หน่อย เหมือนเปิดเว็บ (ข้อจำกัดของ Android ที่ดันหลายฮาร์ดแวร์ หลากหน้าจอ)

Leave a Reply

%d bloggers like this: