iPhone 5 vs Samsung Galaxy S3 คุณจะเลือกตัวไหน?

Print Friendly, PDF & Email

 

มีคนขอมาครับ ผมก็จัดให้ … การรีวิวแบบเปรียบเทียบ iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 กันแบบละเอียดยิบ ตามสไตล์ของนายกาฝาก ว่าสำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อสมาร์ทโฟนซักเครื่องแล้ว ระหว่างค่ายผลไม้ฝรั่ง กับ ค่ายดังจากเกาหลีใต้ ใครจะมีดีกรีเหนือกว่าใคร ตรงไหน ยังไงกันบ้าง ทั้งนี้เนื่องจากทั้งสองตัวนี้ ต่างก็ถือว่าเป็นรุ่นล่าสุดของสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ของทั้งสองค่าย และมีสเปกฮาร์ดแวร์ระดับสูงสุดแล้วล่ะ … และเนื่องจากไม่อยากให้ยืดเยื้อมาก ดังนั้น จะขอทำแบบตอนเดียวจบไปเลย ดังนั้น อาจจะได้เห็นบล็อกยาวๆ หน่อย ก็อยากขอให้ตั้งใจอ่านหน่อยก็แล้วกันนะครับ

 

ก่อนที่จะเริ่มกัน … เรามาดูที่สเปกของทั้ง 2 รุ่นกันก่อน

เหมือนจะเป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่ เพราะผมเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปก่อนแล้วในบล็อกเปรียบเทียบสเปก iPhone 4S/iPhone 5/Samsung Galaxy SIII ของผม แต่อันนี้จะขอเก็บมาเทียบเฉพาะ iPhone 5 และ Samsung Galaxy SIII ครับ … อันนี้ให้ดูไว้ เผื่อใครชอบตัดสินกันด้วยสเปก จะได้มีอะไรไว้อ้างอิง … แต่ขอบอกตรงนี้ก่อนว่า สิ่งที่ผมจะรีวิวเปรียบเทียบนั้น จะพูดถึงทั้งหมด ทั้งส่วนที่เป็นสเปก และ ส่วนที่เป็นประสบการณ์การใช้งาน

 

สเปก iPhone 5 Samsung Galaxy SIII
CPU A6 Dual-core 1.3GHz
(Geekbench อัพเดตซอฟต์แวร์แล้วพบว่าความเร็วของ CPU จริงๆ คือ 1.3GHz ไม่ใช่ 1.02GHz)
Exynos Quad-core 1.4GHz
 GPU น่าจะเป็น
3-core PowerVR SGX543MP3
Mali-400MP
 Display 4.0″ Retina Display
1136×640  พิกเซล (326ppi)
 4.8″ HD Super AMOLED
1280×720 พิกเซล
(306 ppi)
 Multitouch 11 จุด 10 จุด
 RAM 1GB 1GB
(2GB กรณีขายในสหรัฐ แต่ CPU จะเหลือ Dual-core)
Internal Storage 16GB/32GB/64GB 16GB
(ในไทยไม่มีรุ่น 32GB/64GB ขาย)
External Storage ไม่รองรับ MicroSD สูงสุด 64GB
2G Model A1428
GSM/EDGE
(850/900/1900/2100MHz)
Model A1429 CDMA
CDMA EV-DO Rev. A/Rev B.
(800/900/1900/2100MHz)
GSM/EDGE
(850/900/1800/1900MHz)
Model A1429 GSM
GSM/EDGE
(850/900/1800/1900MHz)
GPRS/EDGE
850/900/1800/1900MHz
 3G Model A1428
UMTS/HSPA+/DC-HSPA
(850/900/1900/2100MHz)
Model A1429 CDMA
CDMA EV-DO Rev. A/Rev B.
(800/1900/2100MHz)
UMTS/HSPA+/DC-HSPA
(850/900/1900/2100MHz)
Model A1429 GSM
UMTS/HSPA+/DC-HSPA
(850/900/1900/2100MHz)
HSPA
850/900/1900/2100MHz
4G Model A1428
LTE (Bands 4 and 17)
Model A1429 CDMA
LTE (Bands 1, 3, 5, 13, 25)
Model A1429 GSM
LTE (Bands 1, 3, 5)
 รองรับ LTE แต่สนับสนุนกันแบบ Regional (คือ ทำออกมาเฉพาะเจาะจงสำหรับภูมิภาคนั้นๆ เลย)
WiFi 802.11a/b/g/n
Dual-band
802.11a/b/g/n
Dual-band
Bluetooth 4.0 A2DP 4.0 A2DP
กล้องหน้า  1.2 ล้านพิกเซล
วิดีโอ HD720p
  1.9 ล้านพิกเซล
วิดีโอ HD720p
กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล iSight
f2.4 aparture
พร้อม Flash
วิดีโอ 1080p 30fps
8 ล้านพิกเซล
f2.6 aparture
พร้อม Flash
วิดีโอ 1080p 30fps
คุณสมบัติกล้อง  Auto Focus
Tap to Focus/Exposure
Backside Illuminator
Face Detection
Panorama (iOS6)
 Auto Focus
Tap to Focus
Backside Illuminator
Face/Smile Detection
Panorama
Burst Shot
Face Tagging
Buddy Share
Scene Mode
Shooting Mode
ระบบปฏิบัติการ มาพร้อมกับ iOS6 Android 4.0 ICS
(รออัพเกรดเป็น Android 4.1 Jelly Bean)
สัดส่วน 123.8 x 58.6 x 7.6 mm  136.6 x 70.6 x 8.6 mm
น้ำหนัก 112 กรัม 133 กรัม
Voice Command Siri S Voice
Cloud Storage iCloud Dropbox
Maps  Apple Maps by TomTom  Google Maps
SIM Card Nano SIM Micro SIM
Data Cable Lightning 8-pin Standard Micro USB
Social Media Twitter Integration
Facebook Integration
ด้วยคุณสมบัติของ Android จึงสามารถแชร์ไปยัง Social Media App ที่ติดตั้งไว้ได้หมด
แบตเตอรี่ 1,434mAh 2,100mAh
คุยสายต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง (2G/3G) 21 ชั่วโมง 40 นาที (2G)
11 ชั่วโมง 40 นาที (3G)
สแตนด์บาย 225 ชั่วโมง 590 ชั่วโมง
ราคา 16GB คาดว่า 22,450 บาท +/- 16GB 21,900 บาท

 

เปรียบมวยกันที่รูปร่างกันก่อน

การเปรียบมวยที่รูปร่าง เมื่อหน้าจอขนาดไม่เท่ากันนี่ทำได้ยากมากเลยครับ เพราะว่าขนาดของตัวเครื่องมันย่อมแปรผันไปตามขนาดของหน้าจอ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็น Samsung Galaxy S3 นั้น ทั้งกว้าง และ ยาวกว่า iPhone 5 อยู่พอสมควร

เมื่อเป็นเช่นนั้น จุดที่ให้เปรียบเทียบได้อยู่บ้าง ก็คงจะเป็นเรื่องของความหนา และ น้ำหนักครับ … ซึ่งตรงนี้ iPhone 5 ทำได้ดีทีเดียว เพราะมีความหนาอยู่ที่แค่ 7.6 มิลลิเมตรเท่านั้น ในขณะที่ Samsung Galaxy S3 นั้นมีความหนา 8.6 มิลลิเมตร

 

เปรียบเทียบสัดส่วน iPhone 5 vs Samsung Galaxy S3

 

ด้านน้ำหนักเนี่ย iPhone 5 หนัก 112 กรัม ส่วน Samsung Galaxy S3 นั้นหนัก 133 กรัม แต่อย่าเพิ่งตัดสินว่า Samsung Galaxy S3 หนักกว่า เพราะต้องไม่ลืมว่าขนาดของมันใหญ่กว่าด้วย … ดังนั้น ผมจึงตัดสินด้วยความหนาแน่น (Density) ครับ … ใครที่เคยเรียนวิทยาศาสตร์มา คงจะรู้ว่ามันคือ มวล/ปริมาตร นั่นเอง ดังนั้น

  • iPhone 5 มีความหนาแน่น 122g/(58.6mm x 123.8mm x 7.6mm) = 0.0022 กรัม/ลูกบาศก์มิลลิเมตร
  • Samsung Galaxy S3 มีความหนาแน่น 133g/(70.6mm x 136.6mm x 8.6mm) = 0.0016 กรัม/ลูกบาศก์มิลลิเมตร

ดังนั้น หากมองในแง่ของน้ำหนักแล้ว ต้องถือว่า Samsung Galaxy S3 นั้นทำได้ดีกว่า iPhone 5 อยู่เล็กน้อยครับ … คือ ถ้ามองว่า iPhone 5 นั้นสามารถทำได้ดีในแง่ของน้ำหนักสำหรับสมาร์ทโฟนหน้าจอ 4 นิ้วแล้วละก็ Samsung Galaxy S3 ก็ทำได้ดีสำหรับสมาร์ทโฟนหน้าจอ 4.8 นิ้วเช่นกัน อันนี้เป็นอานิสงส์ที่ค่อนข้างชัดเจน จากการที่ Samsung เลือกใช้วัสดุเป็นโพลีคาร์บอเนตมาเป็นบอดี้ของตัวเครื่องครับ

— Update เพิ่มเติม —

เผอิญว่ามีคนแย้งว่า วิธีการตัดสินของผม แม้จะดูเป็น Objective ดี เป็นวิชาการดี แต่การสันนิษฐานของผมมีช่องโหว่ นั่นคือ การคำนวณแบบง่ายๆ อย่าง กว้าง x ยาว x สูง มันไม่สามารถหาปริมาตรที่แท้จริงของ iPhone 5 หรือ Samsung Galaxy S3 ได้ เพราะแต่ละเครื่องต่างก็มีส่วนเว้าส่วนโค้งอยู่ (ก็จริงของเขา) ดังนั้นค่าที่ได้ย่อมไม่เป็นจริง คำตัดสินของผมจึงโมฆะ

เขาเสนอว่าการพิจารณาว่าอันไหนหนักกว่า ก็แค่เปรียบเทียบจากแรงกดของตัวเครื่องที่ทำต่อมือของเราเลย ซึ่งการทำแบบนั้นก็ออกแนว Subjective ไปซักหน่อย แต่ผมก็เห็นด้วยว่ามันคือวิธีการที่น่าจะให้ข้อมูลกับผู้ใช้งานได้ตรงที่สุด เพราะมันคือคำตอบว่า “เมื่อถืออยู่ในมือแล้ว รู้สึกว่าน้ำหนักเป็นอย่างไร” ถ้าจะให้ดูเป็นวิชาการแบบนี้คงต้องไปเขียนการทดลองมา เพราะคนแต่ละคนก็มี Threshold ของการรับรู้น้ำหนักที่แตกต่างกัน น้ำหนักที่ต่างกัน 21 กรัมของทั้งสองค่าย ขนาดที่แตกต่างกัน การกระจายน้ำหนักต่างกัน จุดศูนย์ถ่วงที่ต่างกัน และการจับถือที่แตกต่างกัน มันส่งผลกันหมด

ดังนั้น … เคสนี้ตัวใครตัวมันดีกว่า ผมแนะนำว่า ถ้าอยากรู้กันจริงๆ ต่างคนก็ต่างไปหามาลองถือเปรียบเทียบดูครับ (ไม่ต้องห่วง พอ iPhone 5 วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เดี๋ยวก็มีตัวโชว์ให้ถือเอง) ส่วน Galaxy S3 นี่ก็มีให้หยิบๆ จับๆ ที่ Samsung Shop อยู่แล้ว

———————

 

ว่ากันด้วยดีไซน์ และ วัสดุที่ใช้ทำตัวเครื่อง

เรื่องดีไซน์นั้น จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของความชอบส่วนตัวเอามากๆ ครับ … แต่เผื่อใครอยากให้ผมลองวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดีไซน์ของทั้ง iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 ละก็ ผมจะลองเล่าให้อ่านซักหน่อย

  • iPhone 5 ถ้าไม่นับเรื่องบางและเบาลง และการเปลี่ยนวัสดุ ภาพรวมของการดีไซน์ ดูๆ แล้วก็คือ iPhone 4/4S นั่นแหละครับ  … จับแล้วก็รู้สึกเลยว่ามันไอโฟ้น ไอโฟน อยู่ดี ถ้าไม่ได้ลูบๆ คลำๆ แล้วรู้สึกว่ามันยาวขึ้น หรือ เบาลง บอกตรงๆ ว่า ไม่ได้รู้สึกเลยว่าจับสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่อยู่เลย

 

จับ iPhone 4S กับ iPhone 5 แล้ว รู้สึกถึงความเป็น iPhone เหมือนกัน

 

  • Samsung Galaxy S3 นั้น ดีไซน์ในภาพรวมก็ยังคง ซัมซุ้ง ซัมซุง เช่นกัน … ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะเมื่อ Apple พยายามสร้างประสบการณ์ความเป็น iPhone แล้ว Samsung ก็พยายามสร้างประสบการณ์ความเป็น Galaxy เช่นกัน … ดีไซน์ของ Samsung ตระกูล Galaxy นั้น เลยออกมาแบบว่า เห็นรูปร่างหน้าตาก็บอกได้ว่านี่คือ Galaxy Family … เพียงแต่ Samsung Galaxy S3 ก็เหมือนจะเป็น Major Upgrade ของตระกูล Galaxy เช่นกัน แม้ว่าดีไซน์ในภาพรวมนั้น ส่วนตัวผมจะเห็นว่ายังให้ความรู้สึกถึงความเป็น Galaxy Family อยู่ แต่ความรู้สึกสัมผัสบอกได้เลยว่า มันเข้ากับมือมากขึ้น จับแล้วรู้สึกสบายมือมากขึ้น (ต่างกับตอนจับ Galaxy S ตัวแรก กับ Galaxy S2 มาก)

ถ้ามองในแง่ของผู้ใช้งานที่มีขนาดฝ่ามือปกติแล้วละก็ iPhone 5 ยังได้เปรียบในแง่ของการใช้งานแบบมือเดียวอยู่ ด้วยความที่รักษาความกว้างของหน้าจอให้เท่าเดิม ทำให้แม้มือจะเล็ก แต่เมื่อจับตัวเครื่องมั่นๆ แล้ว นิ้วหัวแม่มือก็ยังสามารถเอื้อมไปถึงหน้าจออีกฝั่งได้ … แต่ด้วยขนาดหน้าจอที่ยาวขึ้นอีกเล็กน้อย การใช้นิ้วหัวแม่มือเอื้อมขึ้นไปยังตำแหน่งบนสุดของหน้าจออาจไม่สะดวกเท่าที่เคย

 

iPhone 5 ใช้งานมือเดียวก็ยังเหมาะ แม้จะฝ่ามือไม่ใหญ่มาก

 

Samsung Galaxy S3 นั้น ถ้าเป็นคนมือเล็กละก็ ใช้มือเดียวไม่สะดวกแน่นอน … เอาง่ายๆ แล้วความกว้างที่ค่อนข้างมาก สำหรับคนมือเล็กๆ ก็เอื้อมเอานิ้วหัวแม่มือไปแตะหน้าจออีกฝั่งไม่ได้แล้ว หากยังต้องการจับตัวเครื่องให้มั่นๆ อยู่ เรื่องการเอื้อมเอานิ้วหัวแม่มือไปแตะด้านบนของหน้าจอยิ่งไม่ต้องพูดถึง … สำหรับคนมือเล็กๆ การใช้งาน Samsung Galaxy S3 นั้น ต้องคิดไว้ก่อนเลยว่าต้องใช้งานสองมือครับ

 

Samsung Galaxy S3 ถ้าเป็นคนมือเล็กๆ ใช้มือเดียวจะไม่ค่อยสะดวกจริงจัง

 

ขอบคุณแม่ของผมที่เป็นนางแบบให้ (เฉพาะมือ) … เพราะทั้งผมและน้องชาย มีฝ่ามือใหญ่มาก (ฮาฮา)

การที่ Samsung เลือกใช้โพลีคาร์บอเนตมาทำตัวเครื่อง ทำให้ใครต่อใครวิจารณ์ว่ามันเป็น Cheap Plastic หรือ พลาสติกราคาถูก … แต่จริงๆ แล้ว โพลีคาร์บอเนตนั้นเป็นเธอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) ชนิดหนึ่งครับ มีคุณสมบัติทนทานกว่าพลาสติกทั่วไป เพราะมีความเหนียวสูง จึงทนทานต่อการตกกระทบได้ดี แต่จะมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนต่ำ ดังนั้นจะต้องมีการเคลือบผิวเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนอีกชั้นหนึ่ง (ซึ่งตรงนี้ ดูจากพื้นผิวของตัวเครื่อง Galaxy S3 แล้ว เข้าใจว่า Samsung ได้มีการเคลือบไว้แล้ว … ไม่งั้นใช้ไปพักใหญ่ๆ ได้เจอรอยขนแมวแน่นอน) พวกโพลีคาร์บอเนตเป็นพลาสติกระดับเดียวกับที่นำมาใช้ทำเลนส์แว่นตานะครับ … การเลือกใช้พลาสติกมาเป็นบอดี้ของเครื่อง มีข้อได้เปรียบอยู่เรื่องหนึ่งคือ เมื่อเกิดพลาด ตกเป็นรอย เราจะเห็นแค่รอยขีดข่วน รอยถลอก แต่เราจะไม่เห็นสีแปลกปลอมเด่นชัด ทั้งนี้เพราะเนื้อพลาสติกนั้นจะเป็นสีเดียวตลอดทั้งด้านนอกด้านใน

ขณะเดียวกัน iPhone 5 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องวัสดุเช่นกัน โดยเปลี่ยนจากกระจกหน้าหลังและสแตนเลสด้านข้าง มาเป็นอลูมิเนียมยูนิบอดี้ … ในแง่ความรู้สึก แน่นอนว่าคนเราย่อมมองโลหะมีราคากว่าพลาสติกแน่นอน … และที่สำคัญที่สุด ทุกคนย่อมมองว่าโลหะย่อมแข็งแรงทนทานกว่า แต่ต้องขอบอกก่อนว่า อลูมิเนียมเป็นโลหะเนื้อนิ่มนะครับ พร้อมบุบและเกิดรอยถลอก เป็นแผล ได้ทุกเมื่อที่เกิดการตกกระทบ และด้วยความที่เป็นโลหะ ไม่ว่าคุณจะชุบสีมาดีแค่ไหน แต่หากเกิดเป็นแผลขึ้น เราก็จะเห็นเนื้อโลหะสีเงินทันที ทำให้ความสวยงามลดลงไปมาก … การที่ Apple ชุบ Anodize นั้น ช่วยเรื่องการทนต่อการกัดกร่อนและการเกิดรอยจากการขูดขีดให้มากขึ้นเท่านั้น

 

— Update เพิ่มเติมเรื่องวัสดุ —

ฝากให้เพื่อน (@piscess02) ไปช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราคาของโพลีคาร์บอเนตและอลูมิเนียม ว่าพวกเกรด A ราคาประมาณเท่าไหร่ พบว่าราคาพอๆ กันครับ คือ 1,700 – 2,000 บาท/ตารางเมตร … ฉะนั้นคงจะบอกว่า Samsung Galaxy S3 ทำจากพลาสติกราคาถูกไม่ได้ละมั้ง ไม่งั้นก็คงต้องบอกว่า iPhone 5 (และ iPad) ก็ทำจากอลูมิเนียมราคาถูกต้องเช่นกัน (ฮา) … แต่แน่นอน กระบวนการจัดกระทำต่อวัสดุ (เช่นการชุบผิว การเคลือบสี การยิงทราย อะไรพวกนี้) ก็เป็นต้นทุนที่ทำให้มันดูหรูหราราคาแพงได้อีก

— จบการ Update เพิ่มเติม —

 

และรูปด้านล่างนี่คือผลจากการที่ iPhone 5 ตกลงบนพื้นคอนกรีตจากระยะ 10 เซนติเมตร โดยมีการติดฟิล์มกันรอยด้านหน้าด้านหลัง และติดฟิล์มลนไฟด้านข้างแล้ว

 

ผลจากการตกบนพื้นคอนกรีตจากระยะ 10 เซนติเมตร

 

แต่ที่ผมไม่ถูกใจคือ การตัดสินว่าเป็นพลาสติกราคาถูกๆ นั่นแหละครับ … ไม่ใช่ว่าจะเข้าข้าง Samsung อะไรนะ แต่ผมมีความรู้สึกว่า มันเป็นข้อเท็จจริงอะไรบางอย่าง ที่กลายเป็นเหมือน Myth หรือ ความลี้ลับ ที่จำเป็นต้องเอาข้อเท็จจริงมาเปิดเผยให้ทราบกันให้ได้ แต่จนถึง ณ ตอนที่เขียนบล็อกนี้อยู่ ผมพยายามหาสนนราคาของโพลีคาร์บอเนตเปรียบเทียบกับอลูมิเนียมแล้ว พบว่าโดยเฉลี่ย โพลีคาร์บอเนตแพงกว่าอลูมิเนียมอะ (อันนี้เดี๋ยวขอสอบถามเพื่อนๆ หรือคนรู้จักที่เก่งเรื่องวัสดุศาสตร์และราคาของวัสดุพวกนี้ก่อน ค่อยกลับมาอัพเดตให้อ่านอีกที)

 

ปะทะกันด้วยหน้าจอแสดงผล … iPhone 5 vs Samsung Galaxy S3

ผมวิเคราะห์ว่าการที่ Apple ตัดสินใจเพิ่มขนาดหน้าจอของ iPhone จากเดิม 3.5 นิ้วมาเป็น 4 นิ้ว นั้น มาจากเหตุผลสำคัญ 2 ประการครับ อย่างแรกคือ ตอนนี้กระแสความต้องการสมาร์ทโฟนหน้าจอขนาดใหญ่กำลังมาแรง ตรงนี้ต้องยกให้ Samsung เขาเลย ที่ทำกระแสจนกลายเป็นว่าสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์นั้นหน้าจอต้องใหญ่ (เดี๋ยวนี้ต้องใหญ่ระดับ 4.5 นิ้วขึ้นไปด้วยซ้ำ) ดังนั้น Apple ก็เลยต้องมาใหญ่ตามด้วย … ประการที่สอง เป็นเพราะ iPhone 5 นั้น หากพิจารณาตามคิวของการออกผลิตภัณฑ์ของ Apple แล้ว มันถึงเวลาที่จะต้องเป็น Major Upgrade ซะที แล้ว Apple ก็ดันจัดเต็มนวัตกรรมจอแสดงผลเอาไว้เต็มที่ด้วย Retina Display จนเรียกว่า ในแง่ของจอแสดงผลนี่ มันถึงทางตันไปแล้ว … ดังนั้น การอัพเกรดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นจึงสำคัญ และด้วยความที่ Apple ต้องการรักษาความกว้างของหน้าจอให้เท่าเดิม จะได้สามารถใช้งานมือเดียวได้สะดวกอยู่บ้าง จึงต้องปรับอัตราการแสดงผลของหน้าจอจากเดิม 3:2 เป็น 16:9 ไป

ส่วน Samsung นั้น ไม่ได้อัพเกรดอะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีการแสดงผลครับ ยังคงเป็น HD Super AMOLED อยู่ ความละเอียดหน้าจอ 1280 x 720 พิกเซล อัตราส่วนการแสดงผล 16:9 เช่นกัน … มองในแง่ของจำนวนพิกเซลแล้ว Samsung Galaxy S3 มีจำนวนพิกเซลมากกว่า iPhone 5 แต่เนื่องจากขนาดหน้าจอใหญ่กว่า ก็เลยทำให้ Pixel Density นั้นต่ำกว่า (Galaxy S3 306ppi ส่วน iPhone 5 326ppi)

 

เทียบความคมชัดของหน้าจอ iPhone 5 vs Samsung Galaxy S3

 

แต่ถ้าว่าให้ความรู้สึกแตกต่างกันไหม? ถ้าไม่สังเกตจริงๆ จะตอบยากมากครับ แต่ถ้าจ้องมองกันจริงๆ เอาแบบจับผิดกันเลย ต้องบอกว่า ยังไงๆ Retina Display ที่ให้ Pixel Density 326ppi ก็ชนะครับ พยายามจ้องมองจอ iPhone 5 ยังไงๆ ตาของผมก็ยังมองไม่เห็นเม็ดพิกเซลอยู่ดี ในขณะที่พอจ้องมองจอ Samsung Galaxy S3 แบบจริงจังแล้ว ผมยังสังเกตเห็นเม็ดพิกเซลได้อยู่

ในแง่ของการแสดงผล เรื่องความสว่างและสีสัน ผมยังคงยกให้จอ HD Super AMOLED ของ Samsung Galaxy S3 นั้นมีชัยเหนือ iPhone 5 ครับ สีสันแสดงได้สด จัดจ้านมาก การแสดงผลสีดำทำได้ดำสนิทดี สมกับที่เป็นจอ AMOLED ซึ่งหากไม่ได้มองแบบเปรียบเทียบกันอาจไม่ทันสังเกต แต่ถ้าลองวางเทียบกัน และให้สภาพแสงสลัวหน่อย หรือปิดไฟให้มืดเลย จะเห็นได้ชัดครับ … จอ LCD ของ iPhone 5 เนี่ย เรายังเห็นแสง Backlight แลบออกมาให้รำคาญตาบ้าง (จะไม่รู้สึก หากสภาพแสงรอบตัวไม่สลัวหรือมืด)

 

เทียบการแสดงผลสีของ iPhone 5 กับ Samsung Galaxy S3

 

เสียดายที่รูปด้านบนนั้น (ถ่ายด้วย iPhone 4S) ไม่สามารถเก็บรายละเอียดของสิ่งที่ตาสังเกตเห็นได้ … จริงๆ แล้ว สีสันของ Samsung Galaxy S3 นั้น ให้สีฟ้า เหลือง และเขียว (โดยเฉพาะฟ้า) สดกว่า iPhone 5 เยอะมาก แม้ว่า Apple จะออกมาบอกว่าจอใหม่ของ iPhone 5 นั้นมีความอิ่มตัวของสีดีกว่าเดิมมากก็ตามที แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ชนะ Super AMOLED ครับ และจอของ iPhone 5 นั้น ตรงขอบที่เป็นสีดำ จะมีแสง Backlight แลบออกมา (แต่กล้อง iPhone 4S เก็บภาพไว้ไม่ได้)

 

ประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผล

Exynos 4412 Quad-core CPU 1.4GHz ของ Samsung Galaxy S3 ถือเป็น Top of the Top ของ CPU สำหรับ Android Smartphone ในปัจจุบัน ส่วน A6 Dual-core 1.3GHz ของ Apple เองก็ถือเป็นสุดยอดของ iPhone เช่นกัน … Geekbench ทำการทดสอบแล้ว พบว่าประสิทธิภาพในการประมวลผลของ iPhone 5 นั้นเฉือนชนะ Samsung Galaxy S3 ไปได้เล็กน้อย (แต่ในแง่ที่ว่า Galaxy S3 นั้นใช้ Quad-core CPU และความเร็ว 1.4GHz ที่เร็วกว่า ก็ต้องถือว่า Galaxy S3 แพ้ครับ)

ทว่า เมื่อผมดาวน์โหลด Geekbench 2.3.6 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุดสำหรับระบบปฏิบัติการ iOS มาทดสอบ iPhone 5 เทียบกับ Samsung Galaxy S3 ที่ใช้ Geekbench 2.3.7 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุดสำหรับระบบปฏิบัติการ Android กลับพบว่าผมได้ผลการทดสอบที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงเลย

 

ผลการทดสอบด้วย Geekbench ทำโดยผมเอง พบ iPhone 5 ด้อยกว่า Galaxy S3

 

อย่างไรก็ดี พิจารณาจากคะแนนที่ได้แล้ว แม้ว่า Samsung Galaxy S3 จะมีคะแนนเหนือกว่า แต่ด้วยจำนวน Core ที่มากกว่า ความเร็วสัญญาณนาฬิกาที่เร็วกว่า ก็ต้องบอกว่างวดนี้ไม่ถือว่าเป็นการชนะอย่างเป็นเอกฉันท์นะครับ … และข้อสังเกตอีกอย่างที่ผมพบก็คือ ตอนผมทดสอบประสิทธิภาพของ The new iPad ด้วย Geekbench ก็เคยพบว่าคะแนนที่ได้นั้น น้อยกว่าที่เว็บ Geekbench เคยทดสอบได้เช่นเดียวกัน เป็นไปได้ไหม ที่ผมจะดวงกุด ได้เครื่องประสิทธิภาพด้อยกว่าที่ควรมารีวิวหนอ?!?

กรณีนี้ บอกได้คำเดียวว่า คงต้องวานท่านผู้อ่านหลายๆ ท่าน ถ้าหากซื้อ iPhone 5 มาทำการทดสอบแล้ว ลองกัดฟัน ซื้อ Geekbench มาทำการ Benchmark เพื่อวัดประสิทธิภาพซักหน่อยครับ จะได้ยืนยันผลได้ชัดเจนขึ้น

 

เนื้อที่เก็บข้อมูล: iPhone 5 ชนะด้วยตัวเลือก Internal Storage ที่มากกว่า แต่ Samsung Galaxy S3 ชนะด้วยความจุรวมของ Storage

มามองกันที่เนื้อที่เก็บข้อมูล ผมยกให้ iPhone 5 เป็นฝ่ายชนะแบบไม่ต้องวัดผลอะไรกันมาก ด้วยเหตุผลที่ว่า iPhone 5 มีตัวเลือก Internal Storage มากกว่า คือ เลือกได้ว่าจะเป็น 16GB/32GB หรือ 64GB ในขณะที่ Samsung Galaxy S3 ในไทย มีให้เลือกแค่ 16GB เท่านั้นเอง … หลายๆ คนอาจแย้งผมว่า แต่ Samsung Galaxy S3 นั้น สามารถเพิ่มความจุได้ด้วย MicroSD Card นะ แถมมันจะเป็นข้อดีด้วย เพราะหากต้องการเก็บพวกหนังหรือเพลง ก็เท่ากับเราสามารถสลับสับเปลี่ยน MicroSD Card ไปได้เรื่อยๆ ด้วย ซึ่งผิดกับ iPhone 5 ที่เราจะต้องโยนหนังเข้าไปผ่านทาง iTunes เท่านั้น

การเลือกใช้ MicroSD Card เกรดต่างๆ ส่งผลต่อประสิทธิภาพ … ในขณะที่ NAND Flash ที่มากับเครื่อง ที่ถูกใช้เป็น Internal Storage นั้นจะค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูง ทั้งนี้เพื่อให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้งาน แต่ MicroSD Card เป็นอีกเรื่องนึงนะครับ เพราะอันนี้อยู่ที่ความใจป้ำของผู้ใช้งานเลย หากเราเลือก MicroSD Card แค่ Class 2 แต่จะเอาไปเป็นเนื้อที่เก็บสำหรับการถ่ายวิดีโอ 1080p ละก็ เป็นปัญหาแน่ เพราะแบนด์วิธสำหรับการเขียนข้อมูลไม่พอ เป็นต้น … และพวก MicroSD Card ที่แถมมาในโปรโมชั่นตอนซื้อ ส่วนใหญ่เท่าที่เห็น มักจะอยู่ใน Class 4 ไม่ก็ Class 6 ครับ (สูงสุดคือ Class 10)

การที่ iPhone 5 นั้นมีตัวเลือก Internal Storage นั่นทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกรุ่นที่มี Internal Storage มากตามต้องการ โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อประสบการณ์ที่ไม่ดีได้ครับ … แต่ถ้ามองในแง่ความจุอย่างเดียวละก็ Samsung Galaxy S3 นั้นชนะด้วยความจุรวมครับ เพราะสามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 64GB ซึ่งทำให้ความจุรวมเป็น 80GB ไปในทันที ซึ่งถือว่าเยอะมากทีเดียว

 

การเชื่อมต่อ Mobile Internet เทียบระหว่าง iPhone 5 กับ Samsung Galaxy S3

ถ้าใช้ในประเทศไทยอย่างเดียว คุณจะเลือก iPhone 5 หรือ Samsung Galaxy S3 ก็จะสามารถใช้ทั้ง 2G และ 3G ได้ทุกเครือข่ายอย่างไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้ามองการณ์ไกลไปถึง 4G (ถ้าเมืองไทยได้ใช้ก่อน iPhone 5 จะตกรุ่นอ่ะนะ) ละก็ ต้องพิจารณาแบบนี้ครับ

  • iPhone 5 นั้นจะรองรับเครือข่าย 4G LTE ค่อนข้างเยอะครับ และในภูมิภาคที่ขายก็จะได้โมเดลที่เหมาะกับภูมิภาคนั้นๆ ไป … ดูจากสเปกแล้ว Model A1429 CDMA เหมือนจะรองรับเยอะที่สุดแล้ว … แต่อย่างไรก็ดี iPhone 5 ก็ยังไม่ได้รองรับไปซะหมดทุกคลื่นทุกค่ายนะครับ แต่ในแง่รวมแล้ว มันก็สามารถใช้ได้ค่อนข้างหลากหลายกว่า Samsung Galaxy S3 อยู่ดี
  • Samsung Galaxy S3 เน้นการรองรับเครือข่าย 4G LTE โดยทำรุ่นเฉพาะภูมิภาคนั้นขึ้นมาเลย ดังนั้นมั่นใจได้ว่าซื้อไปแล้วใช้ได้แน่นอน (เช่น หากเมืองไทยตกลงปลงใจทำ 4G LTE บนคลื่น 2600MHz ละก็ Samsung ก็คงพร้อมที่จะทำรุ่นที่รองรับ 4G LTE บนความถี่ย่านนี้มาขาย แม้ว่าชาวบ้านชาวช่องเขาจะไม่ได้ใช้คลื่นย่านนี้กันก็ตาม) แต่ข้อเสียก็คือ จะไปใช้ข้ามประเทศนี่ต้องศึกษาย่านความถี่ที่ใช้ให้ดีๆ ก่อน (ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป)

แต่ถ้าให้ผมฟันธงนะ … จากเทคโนโลยีในประเทศไทยทุกวันนี้ และผู้ใช้งานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เดินทางไปใช้ 4G LTE ต่างประเทศมากมายอยู่แล้ว และถึงจะได้ไป ผมก็ว่าความเร็วระดับ 3G ก็เพียงพอต่การใช้งานครับ … ดังนั้น ณ จุดนี้ iPhone 5 กับ Samsung Galaxy S3 ไม่มีใครเด่นเหนือใคร

 

เอาล่ะ ทีนี้มาดูในแง่ของการใช้งานทั่วๆ ไปในแง่ของสมาร์ทโฟนกันบ้าง

ในแง่ของสเปกต่างๆ ผมว่าผมได้เปรียบเทียบไปแบบพอหอมปากหอมคอแล้ว ถึงเวลาที่จะพูดถึงด้านการใช้งานทั่วๆ ไปกันบ้างแล้วล่ะครับ … ซึ่งหลักๆ เลย เราก็คงใช้ท่องเว็บ, เล่น Social Media, ดูหนังฟังเพลง และเล่นเกมล่ะนะ (เรื่องกล้อง เดี๋ยวเอาไว้แยกเปรียบเทียบกันต่างหากเลย)

 

การพิมพ์ภาษาไทย ต้องยกให้ Samsung Galaxy S3 … ส่วนคีย์บอร์ดสี่แถวของ iPhone 5 น่ะ ใช้ยากชิบเป๋ง

จริงๆ แล้ว คีย์บอร์ดไทยของ Samsung Galaxy S3 ไม่ได้พิมพ์ง่ายเลยนะครับ … คือ Samsung เขาใช้คีย์บอร์ดไทยที่เป็น Layout เดียวกับสมัยหน้าจอเล็กๆ (ซึ่งเนื้อที่จำกัด เลยต้องยัดให้ปุ่มเดียวพิมพ์ได้หลายตัวอักษร) พอมาเป็นหน้าจอใหญ่ๆ แล้ว ก็ยังไม่เปลี่ยน Layout (เพิ่งมาเปลี่ยนบน Samsung Galaxy Note 2 ครับ) แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราสามารถไปที่ Google Play แล้วดาวน์โหลดคีย์บอร์ดภาษาไทยที่คิดว่าเราพิมพ์ถนัดที่สุดมาได้ เช่น ผมก็ดาวน์โหลด Keyboard ManMan มาใช้ เป็นต้น … พิมพ์ไทยก็เลยกลายเป็นเรื่อง่าย (จริงๆ แล้ว พิมพ์ภาษาอะไรก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะดาวน์โหลดมาติดตั้งเพิ่มได้)

 

ซ้าย: คีย์บอร์ดไทยของ Samsung ขวา: คีย์บอร์ดไทย ManMan

 

กลับกัน มาดูที่ iPhone 5 กันบ้าง … สมัยก่อน iOS เวอร์ชันก่อนหน้าเวอร์ชัน 6 นี่จะมีคีย์บอร์ดไทยแบบ 3 แถว ซึ่งคนจะบ่น เพราะ Layout ผิดแผกแตกต่างไปจากแป้นเกตุมณีที่คุุ้นเคย แต่ว่ามันเหมาะกับการพิมพ์บนหน้าจอเล็กๆ มือเดียวอย่างมากมาย … พอมาเป็น iOS6 ปุ๊บ Apple เหมือนจะยอมโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการคีย์บอร์ด 4 แถวของคนไทยแล้ว แต่ปัญหาก็คือ แป้นมันพิมพ์ยากโคตรเลยอ่ะ (ใครได้ลอง iOS6 แล้วจะรู้ดี)

 

คีย์บอร์ดไทย 4 แถวของ iPhone 5

 

แถม iPhone 5 ไม่ยอมให้เราดาวน์โหลดคีย์บอร์ดอะไรมาเปลี่ยนด้วย ดังนั้นก็ได้แต่ทนต่อไปครับ หลายๆ คนที่พิมพ์ถนัดแบบ 3 แถวแล้วมาเจอแบบนี้ เซ็งไปตามๆ กัน (จริงๆ Apple น่าจะทำให้เลือกได้ว่าเราอยากได้แบบไหน) … ดังนั้น ในเรื่องการพิมพ์ภาษาไทย (ซึ่งเราได้ใช้กันบ่อยแน่ๆ) Samsung Galaxy S3 เป็นผู้ชนะครับ

 

แล้วเราก็ไปท่องเว็บกัน

เรื่องการท่องเว็บ บอกก่อนเลยว่า จอใหญ่ได้เปรียบ เห็นเว็บเต็มตากว่า มองแง่นี้แล้ว เลยเดาก่อนเลยว่างานนี้ Samsung Galaxy S3 ได้เปรียบเต็มที่เลย เรื่องความคมชัดของหน้าจอไม่ต้องห่วง เพราะแม้จะด้อยกว่า iPhone 5 นิดหน่อย แต่ก็คมชัดอยู่ดีครับ … แล้วในความเป็นจริงล่ะ?!? ดูจากรูปด้านล่างก่อน แล้วค่อยฟังคำอธิบายนะครับ

 

 

เปรียบเทียบการชมเว็บบน iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3

 

การแสดงผล ไม่ว่าจะในแนวตั้งหรือแนวนอน ด้วยจำนวนพิกเซลที่มากกว่า Samsung Galaxy S3 นั้นจึงแสดงข้อมูลได้มากกว่า iPhone 5 อยู่เล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อย จนไม่เห็นความแตกต่างมากนัก และด้วยระบบปฏิบัติการ iOS6 ที่ให้ Safari สามารถแสดงผลหน้าเว็บได้แบบ Full Screen คือ ไม่มี Notification Bar อะไรมาเกะกะ ก็เลยทำให้สามารถแสดงผลข้อมูลได้พอๆ กันกับ Samsung Galaxy S3 ครับ (ตรงนี้ Samsung Galaxy S3 เจอ Notification Bar กินเนื้อที่ไปบางส่วนด้วย)

 

ลองดูการแสดงผลแนวตั้ง iPhone 5 อ่านได้ชัดกว่า Samsung Galaxy S3

 

ตัวเลือกฟ้อนต์ของ Samsung นั้นสู้ Apple ไม่ได้ในแง่ของขนาดครับ … ซึ่งหากไม่ปรับแต่งอะไรเพิ่มเติมเลย พบว่าบน iPhone 5 ยังพออ่านตัวหนังสือออก (แต่ตัวหนังสือจะเล็กเอามากๆ อยู่) ทว่าบน Samsung Galaxy S3 นั้น อ่านไม่ออกเลยครับ ต้อมซูมหน้าจอเอา แต่จะเห็นว่าบน Samsung Galaxy S3 นั้น จะเห็นภาพรวมของเว็บมากกว่าพอสมควร

ลองปรับขนาดตัวอักษรในการแสดงผลบนเบราว์เซอร์แล้ว อ่านออกขึ้น แต่ปัญหาคือ Layout ของหน้าเว็บอาจจะเสียไป … อย่างไรก็ดี ไม่ต้องห่วง ทั้ง iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 ต่างก็มี Reader Mode ที่สามารถแปลงการแสดงผลหน้าเว็บ เป็นโหมดสำหรับอ่านบนหน้าจอสมาร์ทโฟนได้สบายๆ อยู่ครับ

และสำหรับผู้ซื้อรายใหม่ในปัจจุบัน โปรดทราบว่า Android ไม่ได้มีจุดเด่นเรื่องการเปิดเว็บที่มี Flash Animation อีกต่อไปแล้วนะครับ Adobe เขาถอด Flash Player for Android ออกจาก Google Play ไปแล้ว

 

แล้วการใช้งาน Social Media ล่ะ?

ทั้ง iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 ต่างก็มี App สำหรับใช้งาน Social Media ต่างๆ ด้วยกันทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Facebook หรือแม้แต่ Google+ แต่ในแง่ของ App สำหรับ Social Media ทั้ง 3 นี้ ผมว่ายกให้ Samsung Galaxy S3 เฉือนชนะไป เพราะความที่เป็นระบบปฏิบัติการ Android ครับ โดยเหตุผลของผมเป็นแบบนี้

 

Facebook App for iOS ได้รับการเขียนใหม่หมด เป็น App

 

  • Google+ เท่าที่ผมลองเล่น จะบน Samsung Galaxy S3 หรือ iPhone 5 ก็ทำได้ดีพอๆ กันครับ ตรงนี้ถือว่าให้เสมอกัน
  • การแชร์ข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจไปยัง Social Media … ตอนนี้ iOS6 มีการเอา Twitter และ Facebook เข้ามารวมกับระบบปฏิบัติการแล้ว ดังนั้นเวลาเจอเว็บไซต์น่าสนใจ หรือ เจอ App น่าสนใจ ก็สามารถแชร์ให้เพื่อนๆ ผ่าน Twitter หรือ Facebook ก็ได้ แต่อย่างไรก็ดี ทางเลือกของ iPhone 5 ก็ยังจำกัดอยู่ดีครับ ในขณะที่ Samsung Galaxy S3 นั้นสามารถแชร์ไปยัง Social Media อื่นๆ ผ่าน App อะไรก็ได้ที่เราต้องการ ไม่ใช่ถูกกำหนดไว้โดยระบบปฏิบัติการ

 

ต่อมาเรื่องการดูหนังฟังเพลง … Samsung Galaxy S3 ชนะที่จอใหญ่ แต่ลำโพงของ iPhone 5 ให้เสียงมีมิติกว่า

ไม่มีอะไรเอาชนะความง่ายในการโยนไฟล์หนังหรือเพลงเข้าไปใน Android Smartphone ได้หรอกครับในตอนนี้ แค่เสียบ Samsung Galaxy S3 เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ มันก็มองเป็นเหมือนอุปกรณ์มัลติมีเดียแล้ว โอนไฟล์ผ่านโปรแกรมอย่าง Windows Explorer ได้เลย (หรือ Finder ในกรณีของเครื่อง Mac) ในขณะที่ iPhone 5 นั้น แม้เวลาที่ต่อกับคอมพิวเตอร์แล้วมันก็จะมองเห็นเป็นอุปกรณ์มัลติมีเดียอยู่ก็ตาม แต่มันเป็นแบบ อ่านได้อย่างเดียว พูดง่าย เอารูปภาพและไฟล์วิดีโอ (ที่ถ่ายด้วยกล้องของ iPhone 5) ออกมาได้ แต่โยนไฟล์กลับเข้าไปไม่ได้ … การโยนไฟล์หนัง/เพลง/รูป เข้าไป ต้องผ่าน iTunes เท่านั้น

ตรงนี้บอกได้เลยว่า เมื่อมันเป็นอัตราส่วน 16:9 ทั้งคู่แล้ว มันจึงสามารถทำการแสดงผลภาพยนต์แบบเต็มเม็ดเต็มจอได้ดีทีเดียวทั้งคู่ … แต่ในแง่ของความสด จัดจ้านของสีสัน ความสวยงามของภาพ ต้องบอกว่า จอ Super AMOLED ชนะขาดลอยอยู่ดีครับในสายตาของผม … อีกเหตุผลนึงที่ผมให้ Samsung Galaxy S3 ชนะก็คือ “จอใหญ่ได้เปรียบ เวลาดูหนัง” นั่นเอง

 

ดูหนัง 1080p บน iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 เต็มตาทั้งคู่

 

แล้วคุณภาพของลำโพงของตัวเครื่องเป็นยังไงล่ะ?

ในแง่ของเสียง Samsung Galaxy S3 มีเสียงที่ฟังแล้วใสกว่า แต่เสียงแหลมออกจะแผดแสบหูไปหน่อย แต่ iPhone 5 จะมีเสียงที่หนักแน่น และหนากว่ามาก และเสียงแหลมก็ไม่ถึงขนาดแสบหู  … คือจริงๆ แล้ว ถ้าฟังแบบไม่เปรียบเทียบ จะไม่ทันสังเกตเลยว่า Samsung Galaxy S3 นั้นมีเสียงแหลมแสบหู แต่พอเปิดเทียบกันทั้งคู่ เพลงเดียวกัน จะรู้สึกได้เลย

ข้อเสียของ iPhone 5 (จริงๆ แล้ว คือข้อเสียของ iPhone ทุกรุ่นที่ผ่านมา) คืออาการ Compressed ของเสียง เมื่อเปิดเสียงลำโพงดังๆ จะฟังแล้วรู้สึกอึดอัด ระดับเสียงที่ฟังแล้วสบายหูที่สุดสำหรับ iPhone ก็คือ ราวๆ 80% และหากเทียบที่ระดับเสียงเท่านี้แล้วละก็ Samsung Galaxy S3 เองก็ให้เสียงที่ดีขึ้นเช่นกัน เสียงแหลมไม่ถึงกับบาดหูเลย

ดังนั้นสุดท้ายแล้วใครชนะ ผมว่าอยู่ที่คนฟังมากกว่าครับว่าจะชอบเสียงหนาๆ หนักแน่นแบบ iPhone 5 หรือ เสียงใสๆ บางๆ แบบ Samsung Galaxy S3 มากกว่า

 

แล้วเรื่องการเล่นเกมล่ะ? Samsung Galaxy S3 ชนะที่จอใหญ่ แต่ iPhone 5 ชนะที่กราฟิกและตัวเลือกของเกม

คงไม่ต้องให้ย้ำ (เอ๊ะ! หรือว่าต้อง?) ว่าเดี๋ยวนี้คนเราซื้อสมาร์ทโฟนมาเป็นเครื่องเล่นเกมพกพากันแล้ว ดังนั้นเราก็คาดหวังว่าทั้ง iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 นั้นก็จะต้องมีความสามารถในการเล่นเกมสนุกๆ ด้วยเช่นกัน … แน่นอนว่าในแง่ของประสิทธิภาพ เมื่อลองทดสอบด้วย Geekbench หากเชื่อว่าผลการทดสอบของผมถูกต้อง (คือมันยังมีข้อให้โต้แย้งอยู่ อย่างที่ผมได้เขียนถึงไปข้างต้น) Samsung Galaxy S3 นั้นมีประสิทธิภาพเหนือกว่า iPhone 5 เพราะมันเป็น Quad-core CPU/GPU อ่ะนะ (iPhone 5 เป็นแค่ Dual-core CPU/Triple-core GPU) แต่ในการเปรียบเทียบกันจริงๆ ล่ะ?!?

 

ตัวเลือกของเกมบนระบบปฏิบัติการ iOS มีมากกว่า Android

ผมพาดหัวแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่ความผิดของ Samsung ครับ มันเป็นความผิดของระบบปฏิบัติการ Android ที่มี Ecosystem ที่กระจัดกระจายมากไปหน่อย แล้วแม้ว่า Android Smartphone จะขายดิบขายดี แต่พวก Android Smartphone ระดับไฮเอนด์ก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากมายนัก ดังนั้นการพัฒนาเกมที่เป็น 3D กราฟิกจัดหนักเนี่ย จึงยังเป็นที่สนใจของหลายๆ ค่ายเท่าใดนัก … ไม่ใช่ถึงขนาดไม่มีเลย แต่ถ้าให้เปรียบเทียบ มันก็ยังน้อยกว่าระบบปฏิบัติการ iOS เยอะ

นอกจากนี้ iPhone 5 ยังรองรับเกมที่ใช้ Unreal Engine เรียบร้อย เกมที่ใช้เอนจิ้นนี้จะมีกราฟิกสวยมากๆ เช่น Infinity Blade, Horn, Wild Blood แต่ทว่า Samsung Galaxy S3 นั้นไม่มีเกมที่ใช้ Unreal Engine เลย … เกมที่ใช้เอนจิ้นพวกนี้ในฝั่ง Android ยังรันบนชิป nVidia Tegra 3 เป็นหลักครับ (แต่เกมที่ใช้ชิป nVidia Tegra 3 นั้นจะมีกราฟิกสวยกว่า และมีรายละเอียดมากกว่าของ iPhone มาก)

 

เกม Wild Blood บน iPhone 5 กราฟิกสวยงามมากด้วย Unreal Engine

 

ดังนั้น เรื่องของตัวเลือกของเกมจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบของ iPhone 5 ไป … แต่หาก Samsung และผู้ผลิต Android ค่ายอื่นๆ สามารถขาย Android Smartphone ระดับไฮเอนด์ของตนได้มากขึ้นเรื่อยๆ (อย่างน้อยๆ ต้องระดับ 10 ล้านเครื่องขึ้นไป ต่อไตรมาส) ก็น่าจะมีคนทำเกมออกมารองรับได้มากขึ้นละน่า

 

คุณภาพของกราฟิก ชิปของ iPhone 5 รองรับลูกเล่นเอฟเฟ็กต์ 3D Graphic มากกว่า Samsung Galaxy S3

ผมพูดถึงไปแว้บๆ เมื่อกี้แล้วว่า iPhone 5 รองรับเกมที่ใช้ Unreal Engine ด้วย ในขณะที่ Samsung Galaxy S3 ไม่ได้รองรับ … โดยประสบการณ์ส่วนตัว เกมที่ใช้เอนจิ้นดังกล่าว มีกราฟิกสวยงาม สมจริงกว่าเกม 3D ทั่วไปมากๆ ครับ

สำหรับเกมเดียวกันเลย … อันนี้ต้องบอกว่าอยู่ที่ค่ายผู้พัฒนาแล้วว่าจะพอร์ตเกมมาบน Android ได้ดีแค่ไหน (ส่วนใหญ่แล้ว เกมจะไปโผล่บน iOS ก่อน แล้วค่อยถูกพอร์ตมา Android … น้อยนักที่จะถูกปล่อยมาบน Android ก่อน ค่อยพอร์ตไป iOS) เพราะการพัฒนาเกมบน Android ถ้าหวังจะให้สามารถเล่นได้หลายๆ ค่ายละก็ การทำเกมให้เป็นกลางขนาดนั้น ย่อมสูญเสียกราฟิกงามๆ ไปไม่มากก็น้อย ดูอย่างเกม Asphalt 7: Heat ก็ได้ครับ เทียบบน iPhone 5 กับ Samsung Galaxy S3 แล้ว จะเห็นได้ชัดเลยว่าบน iPhone 5 นั้นกราฟิกเนียนกว่า สีสันสบายตาสมจริงกว่ามาก และเวลาเล่นจริงๆ iPhone 5 นี่ไม่กระตุกเลยครับ แต่ Samsung Galaxy S3 นั้นมีเฟรมเรตต่ำแบบรู้สึกได้

 

กราฟิกเกม Asphalt 7: Heat เทียบระหว่าง iPhone 5 กับ Samsung Galaxy S3

 

ถ้ายังไง ดูรีวิวการเล่นเกม Asphalt 7: Heat เทียบระหว่าง iPhone 5 กับ Samsung Galaxy S3 ได้ครับ

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=8ve7eaovdNY[/tube]

 

อย่างไรก็ดี เท่าที่ดูแล้ว มันเป็นที่ตัวผู้พัฒนาเกมนะครับ ไม่ได้เป็นปัญหามาจากฮาร์ดแวร์ไม่แรงพอที่จะเล่น … ไม่ใช่ความผิดของ Samsung Galaxy S3 แต่ข้อเสียเปรียบนี้ กลับแก้ไขยากกว่าการที่เป็นความผิดของ Samsung Galaxy S3 ซะอีก เพราะ Samsung เข้าไป Control ตรงๆ ไม่ได้ครับ แต่อย่างที่ผมบอก หากยอดขายของ Android Smartphone ระดับไฮเอนด์ของ Samsung นั้นดีพอ ก็ย่อมที่จะดึงดูดให้ค่ายเกมต่างๆ กันมาให้ความสนใจที่จะพัฒนาเกมได้นะครับ

 

การดวลกันระหว่างกล้อง 8 ล้านพิกเซล … ผลคือ ชนะกันเป็นด้านๆ ไป

กล้องของ iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 นั้นต่างก็เป็น 8 ล้านพิกเซลด้วยกันทั้งนั้นครับ … คำถามก็คือ แล้วกล้องของใครคุณภาพดีกว่ากัน?!? ผมขอบอกว่า อันนี้มันต้องพิสูจน์กันเป็นด้านๆ ไปครับ

อันดับแรก ลูกเล่นต่างๆ ของกล้อง: ผู้ชนะ Samsung Galaxy S3

ในแง่ลูกเล่นของกล้อง Samsung Galaxy S3 นั้นชนะขาดลอย เป็นผลจาก 2 ปัจจัยครับ อย่างแรกคือ Apple เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องทำอะไรให้ผู้ใช้งานต้องไปยุ่งยาก ดังนั้นเลยออกแบบมาให้เป็น Point & Shoot ให้มากที่สุด ผลก็คือ มันขาดลูกเล่นไปเยอะ และปัจจัยที่สองคือ Samsung เขาเป็นผู้ผลิตกล้องดิจิตอลด้วย เลยใส่ลูกเล่นสำหรับกล้องดิจิตอลเข้าไปเพียบ … ที่สำคัญ ในแง่ของการ Point & Shoot แล้ว Samsung Galaxy S3 ก็ไม่ได้ใช้ยากกว่า iPhone 5 เลย แม้ว่าลูกเล่นจะเยอะขนาดนี้ก็ตาม

 

เทียบ User Interface ของกล้องของ iPhone 5 กับ Samsung Galaxy S3

 

อันดับที่สอง Auto Focus และ Auto Exposure: ผู้ชนะ iPhone 5

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ฟีเจอร์นี้แม้จะเล็กน้อย แต่สำคัญมากนะครับ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เน้น Point & Shoot จริงๆ … และคนที่ชอบถ่ายภาพก็จะชอบฟีเจอร์นี้เช่นกัน เพราะมันจะปรับโฟกัสของภาพ และชดเชยแสงได้สะดวกมาก (ดีกว่าตั้งค่า EV หรือ Exposure Value เองเยอะ)

ในจุดนี้ทั้ง iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 ต่างก็สามารถทำ Auto Focus ได้ด้วยการแตะที่หน้าจอ แล้วมันจะปรับโฟกัสไปตามตำแหน่งการแตะบนหน้าจอ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งในโหมดถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ … แต่ iPhone 5 มาชนะตรงที่ มันทำ Auto Exposure ได้ด้วย ในขณะที่ Samsung Galaxy S3 นั้นทำไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด iPhone 5 นั้นสามารถล็อก Auto Focus และ Auto Exposure ไว้ได้ ด้วยการแตะที่หน้าจอบริเวณที่เราต้องการปรับ Focus และ Exposure ค้างไว้ จนมันล็อก ซึ่งช่วยให้การถ่ายภาพหลายๆ ภาพ จะได้ระดับโฟกัสและระดับการชดเชยแสงเหมือนๆ กัน (อันนี้จะได้ประโยชน์กับคนชอบถ่ายภาพ)

 

อันดับที่สาม โหมด HDR (High Dynamic Range): ผมว่า iPhone 5 เฉือนชนะไปได้นิดหน่อย

ช่วงนี้ฝนฟ้าไม่ค่อยเป็นใจ ผมเองก็ป่วยไปซะหลายวัน … ในที่สุดก็ได้มีโอกาสถ่ายภาพแบบ HDR มาให้ดูกันครับ … โหมดนี้คือโหมดที่ใช้สำหรับถ่ายภาพที่มีทั้งจุดที่สว่างจ้า และ มืด ในภาพเดียวกัน เพื่อให้ได้รูปถ่ายที่มีรายละเอียดครบทั้งบริเวณที่สว่างจ้าและมืด … ปกติวิธีการก็คือการถ่ายภาพ 2 ภาพ ที่ปรับ Exposure สว่างสุด และปรับมืดสุด จากนั้นใช้ซอฟต์แวร์ผสมผสานภาพทั้งสองเข้าด้วยกัน

ลองถ่ายด้วย iPhone 5 … อยากบอกว่าโชว์พาวแบบสุดๆ ครับ ภาพแบบไม่เปิด HDR ถ้าต้องการให้รายละเอียดตึกและกำแพงชัด ท้องฟ้างี้สว่างโร่เลยทีเดียว ทั้งๆ ที่เมฆเพียบ แต่ขาวซะจนหาไม่เจอซักก้อน ยอดตึกนี่แทบจะปล่อยออร่าออกมาได้เลยทีเดียว … พอเปิด HDR ปุ๊บทุกอย่างเนียนครับ รายละเอียดตึกและกำแพงชัดเจน แถมเราได้เห็นปุยเมฆบนท้องฟ้าชัดๆ ด้วย

 

เทียบภาพถ่ายแบบไม่เปิด HDR กับเปิด HDR ด้วย iPhone 5

 

ทีนี้ลองดูด้วย Samsung Galaxy S3 บ้าง … ปกติภาพจะมืดกว่า iPhone 5 อยู่นิดหน่อยอยู่แล้ว ดังนั้น แม้จะไม่เปิด HDR ก็ยังเห็นเมฆอยู่บ้าง และรายละเอียดของกำแพงและตึกก็ยังดีอยู่ แต่ไกลๆ จะเห็นว่าทางเดินริมคลองและต้นไม้ รายละเอียดจะหายไป … เปิด HDR ปุ๊บ ทุกอย่างเนียนครับ เห็นรายละเอียดหมดครบถ้วน แต่ที่ด้อยกว่า iPhone 5 ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการที่ไม่เก็บแสงบางจุดเอาไว้ … ถ้าดูตรงกลุ่มเมฆเปรียบเทียบกันระหว่าง iPhone 5 กับ Samsung Galaxy S3 จะเห็นได้ชัดครับ ของ iPhone 5 นั้นเราจะเห็นความเป็นแสงอาทิตย์ส่องลอดกลุ่มเมฆออกมามากกว่าครับ

 

เปรียบเทียบภาพถ่ายแบบไม่เปิด HDR กับเปิด HDR ด้วย Samsung Galaxy S3

 

อันดับที่สี่ โหมดพาโนรามา: ผู้ชนะ iPhone 5 เพราะภาพพาโนรามาเขาใหญ่จริงจัง

แต่ไหนแต่ไร Samsung Galaxy S3 ได้เปรียบ Camera App ของแบรนด์อื่นๆ มาตลอด ด้วยโหมดถ่ายภาพพาโนรามาที่ใช้งานง่ายมาก แค่กดชัตเตอร์ แล้วหมุนไปรอบๆ แค่นี้ก็เรียบร้อย ถ่ายภาพต่อเนื่องได้สูงสุด 8 รูป แล้วเอามาต่อกันเป็นพาโนรามาให้เสร็จ แต่มีข้อจำกัดเรื่องเดียว รูปไม่ได้ใหญ่มากมาย … Samsung Galaxy S3 ถ่ายพาโนรามา 8 รูป รูปละ 1600×1200 พิกเซล รูปที่ได้จะมีขนาดราวๆ เกือบ 5 พันพิกเซล x พันกว่าๆ พิกเซล ขนาดไฟล์ราวๆ 3MB เท่านั้นเอง ถามว่าใหญ่ไหม? ก็คือราวๆ 8 ล้านพิกเซลนั่นแหละ (ผมลองถ่ายล่าสุด รูป 7 ล้านพิกเซล) พูดง่ายๆ คือ แม้จะเป็นพาโนรามา แต่ว่าขนาดก็จะไม่เกินจำนวนพิกเซลของกล้องว่างั้น

 

User Interface ของโหมดพาโนรามา เทียบ iPhone 5 vs Samsung Galaxy S3

 

iPhone นั้น สมัยก่อนถ่ายพาโนรามาเองไม่ได้ ต้องอาศัย App อื่นมาช่วย แต่ก็ถ่ายยาก ไม่ก็ได้ภาพไม่สวย … จนกระทั่ง Apple ทำโหมดนี้ขึ้นมาเองใน iOS6 นั่นแหละครับ ถ่ายง่าย และภาพที่ได้ ใหญ่โตอลังการมากมาย ชนิดว่ายังไม่คู่แข่งรายใด กล้าทำแบบนี้ครับ … ความละเอียดของรูปนั้นหลัก 25 ล้านพิกเซลเลยทีเดียว ขนาดไฟล์ร่วม 16MB … ดูจากรูปตัวอย่างที่ผมเคยโพสต์ไว้ตอนรีวิว iPhone 5 ได้

 

ภาพพาโนรามาถ่ายด้วย iPhone 5 ขนาดไฟล์ใหญ่มาก คลิกแล้ว อดใจรอดาวน์โหลด

 

และตอนแรกผมก็นึกว่า Samsung จะมีจุดเด่นกว่าตรงที่มันถ่ายพาโนรามาแนวตั้งได้ … แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ซะแล้ว เพราะเมื่อ iPhone 5 เปิดใช้โหมดพาโนรามา แล้วทำการล็อกหน้าจอเอาไว้ (ปกติเอาไว้สำหรับล็อกเพื่อไม่ให้ตะแคงตามการตะแคงตัวเครื่อง) มันก็สามารถใช้ถ่ายพาโนรามาแนวตั้งได้ด้วย

อ้อ! เผื่อใครงงว่า แล้วพาโนรามาแนวตั้ง จะถ่ายไว้ทำไม … คำตอบคือ เวลาไปเที่ยวแล้วเจอตึกสูงๆ (เช่น ใบหยก, Empire State) หรือ อนุเสาวรีย์ (Liberty Statue) หรือพวกหอคอยสูงๆ แล้วอยากถ่ายจากฐานยันยอดเก็บไว้ ถ้าถ่ายไกลๆ มันจะเล็กมาก แต่ถ้ามีโหมดพาโนรามาจะเก็บภาพทั้งหมดไว้ได้ … อันนี้ การที่พาโนรามาของ iPhone 5 มันเก็บภาพ 25 ล้านพิกเซล เลยยิ่งทำให้เหมาะแก่การถ่ายภาพเป็นที่ระลึก มากกว่าแค่ 8 ล้านพิกเซลของ Samsung Galaxy S3 แน่นอน

 

อันดับที่ห้า การถ่ายภาพในสภาวะแสงที่พอเพียง … ผมถือว่าเสมอกัน

ทั้งเรื่องของสีสันที่ได้ หรือความคมชัด ถ้าสภาวะแสงที่เพียงพอ ผมว่ากล้อง iSight 8 ล้านพิกเซลของ iPhone 5  หรือกล้อง 8 ล้านพิกเซลของ Samsung Galaxy S3 ต่างก็ให้ภาพที่มีคุณภาพดีทีเดียวครับ เพียงแต่ภาพที่ได้จาก iPhone 5 นั้นจะดูสว่างกว่า (กล้อง iSight สามารถรับแสงได้ดีกว่า) ภาพจาก Samsung Galaxy S3 ครับ ดูตัวอย่างได้

 

ภาพถ่านด้วย iPhone 5

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S3

 

อันดับที่หก การถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อย: อันนี้ iPhone 5 ชนะครับ

กล้อง iSight 8 ล้านพิกเซลของ iPhone 5 แสดงประสิทธิภาพให้เห็นกันชัดๆ ตอนที่ถ่ายรูปในสภาวะแสงน้อยโดยไม่ใช้ Flash นั่นแหละครับ ภาพที่ได้มีความคมชัด และมี Noise น้อยกว่า Samsung Galaxy S3 จริงๆ

 

ภาพถ่ายด้วย iPhone 5

ภาพถ่ายด้วย Samsung Galaxy S3

 

อันดับสุดท้าย กล้องหน้า: ผู้ชนะ Samsung Galaxy S3

ใช่ครับ กล้องหน้าของ iPhone 5 ได้รับการอัพเกรดจาก 3 แสนพิกเซลเป็น 1.2 ล้านพิกเซลแล้ว … คุณภาพดีขึ้นไหม? ดีขึ้นแบบเห็นได้ชัดจาก iPhone 4S อ่ะ … แต่ถามว่าถ้าเทียบกับกล้องระดับ 1.9 ล้านพิกเซลของ Samsung Galaxy S3 แล้ว อันไหนดีกว่ากัน? คำตอบคือ Samsung Galaxy S3 ครับ ทั้งในแง่ของความละเอียดของภาพ และเรื่อง Noise ด้วย (อันนี้ผมเข้าใจว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ซอฟต์แวร์กล้องของ Apple พยายามจะทำให้ภาพสว่างที่สุดเท่าที่จะทำได้เสมอ เลยทำให้ Noise ตรึมเลย เมื่อกล้องมีความละเอียดของเซ็นเซอร์ต่ำ)

 

รูปถ่ายจากกล้องหน้าของ iPhone 5

รูปถ่ายจากกล้องหน้าของ Samsung Galaxy S3

 

ฉะนั้น สาวๆ ท่านใด เน้นใช้กล้องหน้า … iPhone 5 อาจจะยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย (นะจ๊ะ) … Samsung Galaxy S3 ถ่ายภาพจากกล้องหน้าได้สวยกว่าแน่นอน แม้จะในสภาพแสงน้อย (รูปที่เห็นนี่ ผมถ่ายตอนเกือบสองทุ่มครึ่ง ภายใต้หลอดฟลูออนเรสเซนต์ 40 วัตต์ดวงเดียวกลางบ้าน)

 

แบตเตอรี่ … ขอต๊ะไว้ก่อน ยังไม่ได้ทดสอบจริงจัง

เรื่องแบตเตอรี่ ว่ากันตามสเปกแล้ว Samsung เขาให้สรรพคุณมาว่าคุยสายได้นานกว่า สแตนด์บายได้อึดกว่า iPhone 5 ครับ แต่ของจริงนั้น เดี๋ยวมาอัพเดตให้ได้อ่านกันนะ การทดสอบเรื่องแบตเตอรี่มันต้องใช้เวลานานจริงจัง

 

สรุปแล้ว ถ้าจะซื้อซักเครื่องตอนนี้ จะซื้ออันไหนดี?

เชื่อว่าอ่านถึงตรงนี้แล้ว สุดท้ายก็ยังถามผมอยู่ดีแหละ ว่าถ้าจะซื้อ ซื้ออันไหนดี? จริงๆ อยากจะบอกว่า ลองอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ได้เห็นแล้วว่าตัวไหนเด่นกว่าตัวไหนด้านไหน แล้วเรามองว่าฟีเจอร์อะไรที่สำคัญ ก็เลือกตัวที่เด่นด้านนั้นไปแหละดีแล้ว แต่ถ้าต้องการคำตอบแบบสั้นๆ รวบรัด เพราะครั่นเนื้อครั่นตัว อยากจะได้สมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้ว ไม่อยากคิดอะไรมากแล้ว ลองอ่านนี่

  • ซื้อไปเล่นเกม … จงไป iPhone 5 … จบ
  • ซื้อไปท่องเว็บ ใช้งาน Social Media … เลือกอะไรก็ได้ แต่ iPhone 5 พิมพ์ไทยยาก ส่วน Samsung Galaxy S3 พิมพ์ไทยง่าย … จบ
  • ซื้อไปถ่ายรูปและวิดีโอแบบชิลๆ … เลือกอะไรก็ได้ ไม่ใช่ปัญหา … จบ
  • ซื้อไปถ่ายรูปและวิดีโอแบบจริงจัง … จงไป iPhone 5 … จบ
  • ซื้อไปดูหนังฟังเพลง …
    • ถ้าชอบเสียงหนักแน่น เลือก iPhone 5 ถ้าชอบเสียงใส เลือก Samsung Galaxy S3
    • ถ้าชอบจอใหญ่ จงเลือก Samsung Galaxy S3
    • ถ้าชอบสีสันจัดจ้าน ดูหนังแล้วได้ประสบการณ์ที่ดี จงเลือก Samsung Galaxy S3
  • ซื้อไปเป็นโทรศัพท์มือถือ … ซื้อ Nokia 3310 เหอะ … จบแมะ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

43 Responses

  1. Surasak Thaveeyos says:

    ขอบคุณมากๆครับที่ถ่ายทอดความรู้แบบตรงๆ เข้าใจง่าย ละเอียดดีมากครับ

  2. myung says:

    android browser บน S3 ปรับ Full Screen ได้นา(settings > labs)

    แต่ก็ layout เพี้ยนๆ แบบที่ว่ามาครับ

    • kafaak says:

      ผมเปรียบเทียบกรณีใช้งานปกติครับ
      Labs มันไม่ใช่ฟีเจอร์มาตรฐานของเบราว์เซอร์ แต่เป็นแค่ของทดลองในขั้นต่ำกว่าเบต้าอีก

  3. Golfpye says:

    รายละเอียดสุดยอดครับ 🙂

  4. MJ says:

    3310 หายากกว่าไอโฟน5 อีกครับ ฮิฮิ

    • kafaak says:

      ผมยังเห็นขายอยู่ใน MBK นะ (ผมซื้อมาตัวนึงเมื่อต้นปี)

  5. wisit says:

    ชอบบทสรุปสุดท้ายอ่ะ หักมุมดี 3310

  6. khai says:

    เห็นบทวิเคราะห์แล้วเกมของ android นี่เทียบชั้นของ iphone ไม่ได้เลยเหรอครับ

    ยังง๊าย ยังไง ก็ไม่ชอบ iphone ตรงระบบการเชื่อมต่อที่ข้อจำกัดเยอะไปอยู่ดี

  7. vonokees says:

    กล้องiPhone5 ถ่ายใกล้แสงแล้วติดสีม่วง

    • kafaak says:

      ไม่ได้ติด 100% นะครับ อยู่ที่มุมตกกระทบของแสงด้วย

  8. antenjoy says:

    ผมไม่เคยใช้ ไอโพน ใช้แต่ samsung ตระกูล galaxy 3 เครื่อง 3 รุ่น แต่อยากเปลี่ยนมาใช้ไอโพน 5 ครับ
    อยากถามเพิ่มว่า ถ้าโหลดเพลง MP3 หรือ MP4 ในคอมพิวเตอร์ลงไอโพน 5 ผ่าน iTunes ติดปัญหาตอนลงหรือปล่าวครับ เช่น พวกลิขสิทธิ์เพลง หรือปัญหาไม่รองรับไฟล์ที่มีการดัดแปลงไฟล์

    เพราะ samsung ไฟล์แบบไหนส่วนมากก็โหลดลงและเล่นได้

    • kafaak says:

      ระบบ DRM ของ Apple ง่ายมากครับ และใช้กับเพลงที่ซื้อจาก iTunes เท่านั้น
      หากเรามี MP3 ของตัวเอง เราโอนผ่าน iTunes เข้าไปได้ครับ ไม่ติดอะไร

  9. Rattanaphorn says:

    ชอบการเปรียบเทียบค่ะ ชัดเจน แจ่มแจ้ง
    และชอบสรุปตอนท้ายค่ะ มีประโยชน์มากค่ะ
    มาโพสต์ให้กำลังใจค่ะ

  10. wit says:

    ระหว่าง IOS6 กับ Andriod มีระบบป้องกันพวกไวรัส,spyware หรือป่าวครับ กำลังจะชื่อ iphone 5 ครับ ตอนนี้เห็นว่ามีพวกนี้เข้าไปขโมยข้อมูลและทำให้ระบบในสมา์ร์ทโฟนเสียหาย

    • kafaak says:

      iOS จะไม่มี Antivirus ครับ เพราะโดยโครงสร้างของ OS มันป้องกันไม่ให้ Malware ไปก่อเรื่องนอกสถานที่ได้ (มีการทำ Sandboxing ดีมาก) แต่ถ้าคุณ Jailbreak ก็เป็นอีกเรื่อง
      ส่วน Android มีพวก Antivirus ให้ดาวน์โหลดไปติดตั้งครับ เช่น Lookout Mobile Security, AVG, McAfee, Avast!, Kaspersky ฯลฯ

  11. iPhone 5 Best seller says:

    วิเคราะได้ละเอียดมากครับ แต่ผมจะมาสรุปง่าย ๆ สำหรับผู้ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อ
    1.แป้นพิมพ์ iPhone 5 หรือ iOS 6 เหมาะสำหรับสายแชทอย่างยิ่งเพรสะเวลาแชทจะแชทกันในแนวนอน (ออกแบบมาโดยเฉพาะ) จะทำได้ดีมากเพราะคีย์บอร์ดจะยาวพิมพ์ง่าย ส่วนพิมพ์แนวตั้งเน้นพิมพ์มือเดียว
    2. เรื่องกล้อง แอปเปิ้ล เน้นโฟกัสมากกว่าฟังชั่นเพราะการตกแต่งเน้นไปที่แอปมากกว่า
    3. ระบบ iOS มีความเถียรกว่ามาก การทำงานจึงไหลลื่น ไม่กระตุก (ใน Mac ก็เช่นกัน) คือง่าย ๆ เลยครับ ฮาร์ดแวร์พอ ๆ กันแต่ต่างกันที่ประสิทธิภาพการทำงานจริง ผู้ใช้ทุกคนต้องลองสัมผัสเองจะเห็นความแตกต่าง

  12. แถมๆ says:

    อยากแถมอีกสองแง่ครับคือ
    1. ความทนทานจากการตกหล่น iphone5 นั้นถึกกว่า Samsung Galaxy S3 อย่างเห็นได้ชัดครับ เนื่องจากตัวเครื่องนั้นถูกล้อมกรอบด้วยเหล็กและไม่มีส่วนที่เกินออกมาเลย เมื่อมีการตกหล่นแล้วถึงแม้จะมีการถลอก หรือกรอบเป็นรอยบ้างเล็กน้อย แต่โอกาสที่จอจะแตกนั้นน้อยกว่า Samsung Galaxy S3 หรือ iphone4/4s มากๆ เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ชอบโชว์ตัวเครื่องสุดเซ็กซี่ปราศจากเครื่องนุ่งห่ม หากตกหล่น iphone5 จะทนมือทนเท้ามากกว่า

    2. ความบาง สำหรับหน้าเครื่องของ Samsung Galaxy S3 (70.6mm x 136.6mm) นั้นมีขนาดหน้าจอใหญ่กว่า iphone5(58.6mm x 123.8mm) มากๆ ซึ่งด้วยพื้นที่ที่มากกว่ามากขนาดนี้ Samsung Galaxy S3 ควรจะมีพื้นที่ภายในมากกว่ามาก และควรจะทำตัวเครื่องได้บางกว่า iphone5 แต่กลับใช้พื้นที่ไม่คุ้มทำให้เครื่องหนากว่าซะงั้น นับว่าน่าผิดหวังในจุดนี้ครับ

  13. P.Tai says:

    โฮ่ ความรู้ใหม่ครับ โพลีคาร์บอนเนต แพงกว่า อลูมิเนี่ยม ความหมานนัย ๆ คือ พลาสติก แพงกว่า โลหะ แสดงว่าพวกรถยานพาหะนะ ใช้โลหะ เพราะว่าถูกกว่า -*- ผมถามนึดนะครับผมเห็น รีวิว หลายเว็บละ ทำไมไม่มีเวปไหน เปรียบเทียบ app ที่มีบนทั้ง 2 ค่าย มาให้ดู พูดถึงเรื่องการพัฒนาบ้างครับ ผมเริ่มเซ็ง แอนดรอยตรงที่ เวลามี FW ใหม่ ดันเลือก HW เฉพาะรุ่นอยากอีพเกรดต้องเปลี่ยนเครื่องอีกถ้่าอยากใช้ แล้วเสียเงินซื้อเครื่องไฮเอ็นหลายรอบ ผมว่ามานน่ามีมาตรฐานได้แล้ว

    • kafaak says:

      ผมไม่ได้บอกว่า โพลีคาร์บอเนตแพงกว่าอลูมิเนียมนะครับ (อย่าเรียกว่าโลหะ เพราะโลหะมีหลายประเภท) … เพื่อนผมเช็คราคาให้ บอกว่าราคาของโพลีคาร์บอเนตเกรด A และอลูมิเนียมเกรด A ราคาพอๆ กันครับ

      การเลือกวัสดุใช้ทำบอดี้อุปกรณ์ ไม่ได้เลือกที่ราคา แต่เลือกที่การใช้งาน … โลหะที่ใช้ทำรถยนต์ ไม่ได้ดูที่ราคา แต่ดูที่ความแข็งแรงต่างหาก เหล็กที่ใช้ทำรถยนต์ ยังไงก็แข็งแรงกว่าพลาสติกอยู่แล้ว (ดังนั้นกรุณาแยกประเด็นให้ชัดเจน … อย่าเหมารวมกันมั่วๆ)

      เรื่องเปรียบเทียบ App ทั้ง 2 ค่าย กรุณาไปอ่าน บล็อก iPhone vs BlackBerry vs Android vs Windows Phone 7 ที่ผมเขียนไว้เมื่อครึ่งปีมาแล้ว … โดยความเห็นส่วนตัว ทั้งผม และ เว็บไหนๆ ไม่มีใครเขาเอาเรื่องนี้มาเขียนในรีวิว Device ทุกอันหรอกครับ มันซ้ำซาก เขียนบล็อกตอนเดียวจบ

      สุดท้ายนี้ หากรำคาญเรื่องการอัพเกรด Firmware ของ Android แนะนำว่าเลือก iPhone ครับ หรือไม่ก็เลือก Android Smartphone ตระกูล Nexus (เช่น Samsung Nexus S, Samsung Galaxy Nexus หรือ LG Nexus ที่กำลังจะออกมาให้ซื้อเร็วๆ นี้) เพราะรุ่นที่เป็น Pure Android ออกโดย Google (ร่วมมือกับผู้ผลิตรายต่างๆ) จะอัพเดต OS ได้อีกยาวนานกว่าซื้อที่เป็นของแบรนด์ต่างๆ

      ขอให้พิจารณาว่า แบรนด์ใดๆ ที่เอา Android ไปทำ คือ ผู้ที่ออก OS ใหม่ๆ ไม่ใช่ Google ดังนั้นหากอยากอัพเดต OS ตาม Google จงเลือก Android ตัวที่ออกโดย Google ครับ

    • SS says:

      แยกแยะ อลูมิเนียมกับโลหะไม่ถูกเหรอครับ

      • kafaak says:

        อลูมิเนียม คือ โลหะชนิดหนึ่งครับ
        การแยกแยะ อยู่ที่ว่าเราจะใช้เกณฑ์อะไรวัด

  14. jojo says:

    รีวิวได้สุดยอดและระเอียดมากครับ
    ส่วนตัวคิดว่าเป็นรีวิวที่เป็นกลางที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาครับ

    • GodZoDiAc says:

      เป็นกลางตรงไหน เข้า ข้างS3 เต็มๆอะ 5555+ ลองถามพวกใช้Samsung ว่าเคยใช้iphoneป่าว แล้วลองถามพวกใช้iphone ว่าเคยใช้samsungป่าว แต่ที่แน่ๆ ผมคนนึงอะ ที่จะไม่กลับไปใช้samsung

  15. เท says:

    samsung อาจจะผิดหวังได้นะครับ

    — ขอ Edit ส่วนของการขายของออกครับ —

  16. VS says:

    เคยใช้ทั้งสองอย่างอ่ะ สรุปเลยละกันนะมันดีกันคนล่ะแบบแล้วแต่คนชอบใช้s3มาซักพักแระพอกลับไปใช้ไอโฟนปรับสายตาลำบากหน่อยหน้าจอดูเล็กไปเลยดูสีจืดๆที่จริงเป็นสาวกไอโฟนอ่ะ แต่พอลองsamsungถือว่าทำภาพรวมออกมาดีใช้ได้เลย

  17. Me says:

    แล้วถ้าเอาไปใช้ในการทำงาน เช่น จด note , pdf file, รับ-ส่ง mail, รูปภาพบ้าง แล้วไม่ได้เชียวชาญ IT มากมาย ควรใช้อะไรดีคะ กำลังอยากเปลี่ยนใหม่ แล้ว nokia lumia ล่ะเป็นยังไงคะ

    • kafaak says:

      คำว่า “จดโน้ต” เนี่ย จดแบบไหนครับ? พิมพ์เอา หรืออยากใช้ Stylus จด?

  18. RATTAWAT says:

    -อ่านแล้วก็งง…ผมไม่ค่อยไฮเทค….เคยใช้โนเกีย 3310ที่ว่านั่นมาแล้ว
    -สรุปแล้ว…ผมจะใช้โทรศัพท์บ้านนะครับ—-ง๊าย ง่าย

  19. leohousen says:

    เลือก Nexus 4 แทนได้ไม๊ครับ

    • kafaak says:

      ได้ฮะ ได้ข่าวว่าน่าสนเหมือนกัน รออยู่เนี่ย

  20. Kukiki says:

    การพิมพ์ภาษาแบบ4แถวของi phone ผมว่าไม่ควรไปสรุปนะครับว่ามันยาก เพราะมันแล้วแต่คนที่จะใช้ครับ คีย์บอร์ด4แถว ถูกออกแบบโดยนำแบบมาจากคีย์บอร์ดpcที่เราใช้กันทั่วไป ซึ่งipadก้ได้ใช้คีย์บอร์ดนี้ ซึ่งผมว่าgalaxy s3 พิมยากกว่านะครับ(ความคิดของผมน่ะ)การที่ต้องกดแป้นซ้ำๆเพื่อเปลี่ยนตัวอักษร คนที่ใช้ galaxy s2 แล้วเปลี่ยนมาใช้s3 ยังไม่ชอบเลยครับ ผมว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปดีกว่านะครับ มันขึ้นอยู่กับความชินส่วนตัวด้วย

    • kafaak says:

      เรื่อง Layout ผมเข้าใจครับ แต่ที่ผม comment คือ ตัวแป้นแต่ละแป้นมันแคบมาก และจากที่สอบถามคนที่ใช้มา ทุกคนบ่นหมด แม้แต่คนใช้ iPhone 3GS/4/4S เพื่อนผมหลายคนไม่อัพขึ้น iOS6 ด้วยซ้ำ … ส่วนแป้นของ Samsung Galaxy S3 (ที่เป็น Samsung แท้ๆ) ผมก็ไม่ชอบจริงๆ เคยถาม Samsung แล้ว เขาบอกว่ามันเป็นเพราะดันเอา Layout สำหรับจอเล็กมาใช้ โดยไม่ทำใหม่ ซึ่งแก้ไขแล้วใน Galaxy Note 2 (รอดูว่า S3 อัพ 4.1 แล้วจะได้ Layout ใหม่ด้วยไหม) แต่ที่ให้ Android ชนะ เพราะ “มันไปดาวน์โหลด Layout ที่ชอบมาใส่ได้” ซึ่ง iOS ทำไม่ได้ ยกเว้นจะ Jailbreak ครับ

  21. dodean says:

    งั้นขอสอบถามครับ ถ้าเป็นเรื่องการเล่นเกม ระหว่าง iPod touch 5 เทียบกับ Xperia ion นี่พอจะเทียบกันได้มั้ยครับ อย่างไหนจะดีกว่ากันครับ

    • kafaak says:

      อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ เพราะ Xperia ion นี่ผมจะได้มารีวิวสัปดาห์หน้า
      ผลการทดสอบ ผมว่าจะออกอาการเดียวกับการเทียบ iPhone 5 กับพวก Android Device ครับ เพราะ GPU ของ iPod Touch จะรองรับพวก 3D Effect มากกว่าของ Android และผู้พัฒนาเกมก็ทำเกมออกมารองรับได้อย่างมั่นใจกว่าครับ

      • dodean says:

        ขอบคุณมากครับที่ให้คำตอบผม เนื่องจากความซนไปลอง Xperia ion แล้วเกิดชอบ จอใหญ่ สีสวย แล้วติดใจระบบ Clear Bass มากๆเลยครับ แต่มาติดตรงเรื่องเล่นเกมที่ว่า android เล่นเกมสู้ ios ไม่ได้เลยคิดดูก่อนครับ

        ขอสอบถามอีกนิดนะครับ แล้ว Tegra 3 นี่มีอะไรต่างกับตระกูล Snapdragon หรือเปล่าครับ เห็นเค้าว่าภาพสวยกว่า การรองรับเกมก็เหมือนกันใช่รึเปล่าครับ?

        • kafaak says:

          nVidia Tegra 3 นั้นมีชื่อชั้น nVidia รับประกันครับ เกมบน nVidia นี่กราฟิกสวยมาก มีรายละเอียดเยอะกว่าบน The new iPad ซะอีกครับ แต่เกมมันต้องทำมาเพื่อชิปนี้โดยเฉพาะเลยนะ ถึงจะได้ใช้ประโยชน์จากมันเต็มๆ (นี่แหละ ข้อเสียของ Android ไง) ไม่งั้น กราฟิกก็งั้นๆ อยู่ดี

          แต่ข้อดีคือ เกมพวก Horn, Wild Blood ที่ใช้ Unreal Engine จะมีบน nVidia Tegra ครับ (แต่ Tegra 2 กะ Tegra 3 ก็ต้องทำเกมแยกต่างหากออกไปอีก วุ่นวาย)

          • dodean says:

            พอเข้าใจแล้วครับ ตอนแรกมีคนบอกถ้าไม่ใช่เกมที่ทำมาเพื่อ tegra 3 จะเล่นไม่ได้เลย ต้องรองรับเท่านั้น

            ขอบคุณ คุณกาฝากมากครับที่ช่วยตอบข้อสงสัยให้กับผม จะรออ่านรีวิว ion นะครับ กิเลสจะได้หนาขึ้นๆ 55555

          • kafaak says:

            ion กำลังมา (แต่ยังมองหาเวลารีวิวอยู่ *เหลียวซ้ายแลขวา*)

  22. Jaochaikob says:

    เป็นรีวิวที่ดีมากๆครับเป็นรีวิวที่เน้นฮาร์ดแวร์จริงๆแล้วก็มาจากการใช้แบบคนปกติในชีวิตจริงอะครับ

    P.s. ผม geekbench ip5 ได้ประมาณ 1,6xx -1,72x ตลอดนะครับ
    ส่วน SS S3 ก็แกว่งๆอยู่ที่ 1,4xx – 1,6xx ตลอดเหมือนกันครับ

    • kafaak says:

      ขอบคุณสำหรับข้อมูล Geekbench ครับ
      ในส่วนคะแนนนี้ ผมละกลุ้มใจจริงๆ เพราะพอทำได้เสร็จ ก็จะแวะไปเทียบกะของเว็บนอกที่เขาทำ มันดันไม่เหมือนกัน (ฮา)

  23. Dodo says:

    ผมดูๆๆแล้วผมว่าถ้าจะเล่นเกม. ไอโฟน5. แอป ก็ไอโฟน5เหมือนเดิม กล้องก็ต้องไอโน5. ส่วนการ่งานได้หลากหลายก็ต้องใช่s3 สรุปแล้วผมไม่ได้เข้าข่างตัวไหนนะครับ. แต่ผมว่าไอโฟน5ยังเป็นสุดยอดโทรศัพอยู่ดี. เพราะมีตัวกันไวรัสเข้าด้วยครับ. ส่วนการใช่งานต้องยกมือให้s3อย่างเดียวครับ. มันหน้าจะมีโทรศัพที่. รวม. ไอโฟน5 กับ s3. เข้าไว้ด้วยกันเลยนะครับ. กล้องดี. เกมดี. แอปดี. เพลงดี. การใช่งานดี. นี้ละสุดยอดโทรศัพ. (มันจะราคาเท่าไรเนีย)

    • kafaak says:

      ขอย้ำ
      ไม่มี Best Smartphone ที่ครอบจักรวาล
      มีแต่ Best Fit Smartphone สำหรับตัวเรา ที่ตอบโจทย์เรามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ทุกอย่าง)

      คุณต้องเลือกรุ่นที่คุณ 1) มีฟีเจอร์ที่ต้องการมากที่สุด และ 2) มีข้อด้อยที่รับไม่ได้น้อยที่สุด

Leave a Reply

%d bloggers like this: