เชื่อว่ารอกันอยู่ กาฝากรีวิว iPhone 5 มาแล้วจ้า ตอนที่ 1

Print Friendly

ตอนแรกที่เห็นสนนราคาเปิดตัวของ iPhone 5 เครื่องหิ้วในไทย ซึ่งจนถึงตอนนี้ iPhone 5 16GB  ก็ยังสนนราคา 36,000+ อยู่เลย ผมเลยไม่คาดคิดว่าจะได้มารีวิวเร็วๆ นี้เป็นแน่ (หลังจากกระอักไปกับการซื้อ iPhone 4S เมื่อปีที่แล้ว ผมเลยไม่กล้าซื้อเครื่องหิ้วเลย ปีนี้ อิอิ) … แต่โชคดีที่มีคนให้ผมยืมเจ้า iPhone 5 มารีวิวครับ ดังนั้น แฟนานุแฟนบล็อกของนายกาฝาก ก็เลยได้อ่านรีวิวกันแบบค่อนข้างรวดเร็วล่ะ (ก็ iPhone 5 เพิ่งวางจำหน่าย 21 กันยายน ที่ผ่านมานี้เองนะ) … ดังนั้นแล้ว จะช้าอยู่ไย รีบไปอ่านรีวิวกันเลยดีกว่าไหม?

 

แกะกล่อง iPhone 5

ผมจำได้จากสิ่งที่ผมอ่านในหนังสือประวัติชีวิต Steve Jobs ว่า Apple ลงทุนลงแรงลงสมองไปเยอะมาก กับการคิดค้นให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ที่ดีกันตั้งแต่ตอนแกะกล่องสินค้าของ Apple ขึ้นมาใช้งานกันเลยทีเดียว ผลที่ได้คือ แพ็กเกจจิ้งที่มีรูปสินค้าแบบเต็มๆ ตัว แปะไว้ที่หน้ากล่อง เพื่อให้รู้สึกว่า นี่แหละ ได้ซื้อเจ้านี่มาแล้ว การแกะกล่องแต่ละขั้น มันเหมือนค่อยๆ หยิบของขวัญขึ้นมาดูทีละนิดๆ … แต่ … เมื่อ iPhone ออกมาถึง iPhone 5 ซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 6 (iPhone 2 > iPhone 3G > iPhone 3GS > iPhone 4 > iPhone 4S > iPhone 5) ก็ทำให้กลิ่นอายของความตื่นเต้นตอนแกะกล่องมันลดลงไปเยอะทีเดียว (มีใครคิดเหมือนผมบ้าง?!?) … ตรงนี้อยากบอก Apple ว่า ถ้ายังต้องการรักษามนต์เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้อยู่ ควรต้องรีบไประดมสมอง ออกแบบเรื่องแพ็กเกจจิ้ง และสร้างประสบการณ์ในการแกะกล่องใหม่ๆ ได้แล้ว

 

กล่อง iPhone 5

 

เป็นเอกลักษณ์ตามเดิมครับ พอเปิดออกมาปุ๊บ ก็เห็น iPhone 5 นอนหราอยู่บนกล่อง พอหยิบเอาออกมา และค่อยๆ เปิดดูของภายในกล่อง ก็จะเห็นกล่องใส่คู่มือ (เล็กๆ มีข้อมูลพอประมาณ จริงๆ ไม่น่าเรียกว่าคู่มือ) มีอุปกรณ์สำหรับถอดถาดใส่ Nano SIM แล้วก็มี Wall Charger, สาย Lightning และ หูฟัง EarPod ครับ

 

อุปกรณ์ในกล่อง iPhone 5

 

หยิบเครื่อง iPhone ออกมาปุ๊บ รู้สึกได้ 2 เรื่องชัดเจนมาครับ

  • iPhone 5 มันเบามาก  น้ำหนัก 112 กรัมเนี่ย มันเบาได้ขนาดนี้เลยจริงๆ … เรื่องความบางนี่ไม่ใช่ประเด็นมาก เพราะเดี๋ยวนี้เราได้เห็น Android Smartphone บางๆ กันเยอะแล้ว (สมาร์ทโฟนเดี๋ยวนี้แข่งกันบางเหมือนผ้าอนามัย) แต่ความเบานี่คือประเด็นสำคัญจริงๆ … เบาจนไม่คิดว่านี่เป็นอลูมิเนียมยูนิบอดี้เลยนะครับ
  • ความรู้สึกสัมผัสของ iPhone 5 แม้ว่าจะมีดีไซน์เปลี่ยนไปในเรื่องของวัสดุและขนาด แต่จับปุ๊บก็ยังคงรู้สึกว่า นี่คือ iPhone อยู่

อีกเรื่องนึงคือ สีดำงวดนี้ สวยงามมากครับ … ผมไม่ได้เห็นสีขาว เลยไม่อาจบอกได้ว่าอันไหนสวยกว่ากัน แต่ว่าสีดำมันสวยมากจริงๆ เลยครับ และไม่แปลกใจเลยที่ผมเห็นร้านใน MBK บอกว่า สีดำของหายากกว่าสีขาว (คงประมาณว่าคนซื้อกันเยอะ … คนคงเอียนสีขาวกันแล้วละมั้ง)

 

ด้านหน้าของ iPhone 5

 

เอาล่ะ … ค่อยๆ มาดูกันทีละนิด … ด้านหน้าของ iPhone 5 เป็นจอขนาด 4 นิ้ว แต่ว่าความกว้างของตัวเครื่องยังคงเดิม เพียงแต่เพิ่มความสูงขึ้นไป ทำให้หน้าจอมีความละเอียด 1136 x 640 พิกเซล และรักษา Pixel Density ได้อยู่ที่ 326ppi เช่นเคย จึงเรียกได้ว่าเป็น Retina Display อยู่ แต่อัตราส่วนการแสดงผลเปลี่ยนมาเป็น 16:9 จากเดิมที่เป็น 3:2 ครับ … งวดนี้ iPhone 5 เป็นจอ Widescreen ขนาดแท้แล้ว … หน้าจอยังคงรับการสัมผัสได้สูงสุด 11 จุดเช่นเคย ด้วยความบางเช่นนี้ เป็นผลมาจากใช้หน้าจอสัมผัสเทคโนโลยี In-cell Touch Screen ที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีเลเยอร์สำหรับการรับการสัมผัส เลยทำให้บางลงได้อีกเยอะ

 

เปรียบเทียบ Touchscreen แบบเดิม กับ In-cell Touchscreen

 

อานิสงส์ของ In-cell Touchscreen นั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ iPhone 5 บางลงนะครับ แต่การเอาส่วนที่เป็น Touch Panel ออกไป ส่งผลให้การแสดงผลภาพนั้นเสมือนจริงยิ่งขึ้น (ใครเรียนวิทยาศาสตร์ ให้นึกถึงเรื่องดัชนีการหักเหแสงครับ ยิ่งผ่านวัสดุหลายชนิด ยิ่งมีการหักเหแสงมาก ยิ่งทำให้ภาพเพี้ยน)

อ้อ! กล้องด้านหน้าของ iPhone 5 งวดนี้เป็นความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซลแล้ว สามารถใช้่งาน FaceTime ได้ระดับ HD 720p ครับ … ใครชอบถ่ายรูปด้วยกล้องหน้าก็คงชอบใจเช่นกัน … ปุ่ม Home ก็ได้รับการปรับปรุงให้มีความทนทานมากขึ้น แค่ลองกดปุ่ม Home ดูก็รู้สึกได้ถึงความหนักแน่นเลยทีเดียว

 

ด้านหลังของ iPhone 5

 

ด้านหลังของ iPhone 5 นั้น สวยงามมากทีเดียว ไม่แปลกใจว่าทำไม Apple ถึงเลือกใช้อลูมิเนียมชุบสีดำ … ตรงนี้ Apple ทำการชุบแข็งด้วยวิธีการ ชุบ Anodize ครับ ซึ่งกรรมวิธีนี้จะทำให้พื้นผิวของอลูมิเนียมทนต่อการกัดกร่อนและการเป็นรอยขีดข่วนมากขึ้น (แต่อ่านถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งเชื่อมาก ผมไม่กล้าทดสอบเอง เพราะยืมเครื่องเขามา แต่เว็บนอกทดสอบแล้ว พบว่ามันเป็นรอยได้ง่ายกว่าที่คิด)

 

สังเกตว่าหากมีการนำของแข็งไปขูดที่ด้านหลัง หรือตรงขอบของ iPhone 5 จะเป็นรอยได้

 เครดิตภาพ: MacRumors

 

เอาล่ะ ข้ามเรื่องการเป็นรอยไปนะ … ด้านหลังของ iPhone 5 สีดำ มันก็งามอยู่ดีนั่นแหละ (ถ้าไม่เป็นรอย) มีโลโก้ Apple ตามฟอร์ม แต่ก็ยังไม่ส่องแสงตอนเปิดเครื่องนะ (แหม เสียดาย) ด้านบนเป็นกล้อง iSight ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล แต่กระจกเลนส์น่ะ เป็นแซฟไฟร์อย่างแข็ง ทนต่อการขีดข่วนสุดยอด และเช่นเคย มี LED Flash ครับ แล้วก็มีไมโครโฟนเล็กๆ อยู่ตรงกลางระหว่างกล้องและ LED Flash ด้วย

 

ตรงกลางระหว่างเลนส์กับ LED Flash คือไมโครโฟน

ด้านบนของ iPhone 5

 

ด้านบนของ iPhone 5 นั้น เรียบง่าย มีแค่ปุ่มเปิดปิดหน้าจอครับ … แน่นอน กดค้างเอาไว้พักใหญ่ๆ ก็จะเป็นการปิดเครื่อง (ด้วยการ Slide to Power Off อ่ะนะ) … ว่าแต่ ช่องเสียบหูฟังหายไปไหนอ้ะ?!?

 

ด้านล่างของ iPhone 5

 

ด้านล่างของ iPhone 5 จะเห็นช่องเสียบหูฟังครับ อ้อ! ที่แท้ย้ายจากด้านบนมาอยู่ที่นี่นั่นเอง … โดยส่วนตัว ผมไม่ชอบให้มันย้ายมาอยู่ตรงนี้เลย เพราะไม่ชอบการเอา iPhone ใส่กระเป๋า(เสื้อหรือกางเกง)โดยเอาด้านล่างของตัวเครื่องขึ้นมาข้างบน … แต่ @nerdkmutt ออกความเห็นว่า มันเหมาะสมดีแล้ว โดยเฉพาะเวลาใส่กระเป๋า(เสื้อหรือกางเกง) แล้วชาร์จแบตเตอรี่ด้วย Power Bank … เออ จริงของมัน

เห็นรูเยอะๆ นั่น ข้างนึงเป็นลำโพง อีกข้างนึงเป็นไมโครโฟนครับ โดยไมโครโฟนจะอยู่ใกล้ๆ กับช่องเสียบหูฟังนั่นแหละ

 

ด้านซ้ายของ iPhone 5

 

ด้านซ้าย เหมือนกับตอนเป็น iPhone 4/4S นั่นแหละ มีปุ่มปรับระดับเสียง มีสวิตช์เปิดปิดโหมดสั่น … ด้านข้างนี่เป็นอลูมิเนียมสวยเลยนะครับ … Apple พยายามโชว์ว่า เนี่ย ใช้การเจียรขอบอย่างพิถีพิถันมาก … แต่เครื่องรีวิวที่ผมได้มานี้ เจ้าของกลัวเป็นรอย เลยเอาไปเคลือบฟิล์มลนไฟของร้าน Maximum เป็นที่เรียบร้อยแล้ว … ก็ดีครับ ผมอุ่นใจขึ้นเยอะเลย

 

ด้านขวาของ iPhone 5

 

ด้านขวา ก็เหมือน iPhone 4/4S อีกนั่นแหละ เป็นถาดใส่ SIM ครับ เพียงแต่งวดนี้ถาดเล็กลงไปเยอะ และเป็น Nano SIM Card ครับ ดูรูปด้านล่างเองแล้วกันว่ามันเล็กลงขนาดไหน

 

จากเล็กไปหาใหญ่ Nano SIM, Micro SIM และ SIM ปกติ

 

ซื้อ iPhone 5 มาแล้ว ซื้อ Nano SIM ได้ที่ไหนบ้าง?!?

สำหรับท่านที่งบเยอะ และซื้อ iPhone 5 มาแล้ว และกำลังมองหา Nano SIM อยู่ คุณมีทางเลือกดังนี้ครับ

  • ตัด SIM Card ให้กลายเป็น Nano SIM … แม้ว่าจะมีข่าวว่ามันทำไม่ได้ เพราะ Nano SIM บางกว่าเดิม 15% แต่ว่ามีคนลองแล้ว มันใส่กันได้นะ นั่นเป็นเพราะ ความหนาที่ต่างกันแค่ 0.114 มม. นั้น มันไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมาย … ตอนนี้ในประเทศไทยยังไม่มีใครนำเข้าเครื่องตัด SIM Card ให้เป็น Nano SIM แต่เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงมีขาย
  • หา Nano SIM จากโอปะเรเตอร์ในประเทศไทย ซึ่งมีทางเลือกแบบนี้
  • AIS ก็สามารถไปเปลี่ยน SIM Card ได้ที่ศูนย์ของ AIS ครับ ส่วนใหญ่คนไปซื้อเครื่อง iPhone 5 ที่ MBK ก็จะไปเปลี่ยน SIM กันที่พารากอนเลย เห็นกันเกลื่อน ค่าเปลี่ยนฟรี
  • dtac เองก็สามารถเปลี่ยน SIM Card ได้ที่ศูนย์ dtac เช่นกันครับ และฟรีค่าเปลี่ยน
  • truemove H นั้น ผิดกับสองแบรนด์ข้างต้น เพราะไม่ได้โฆษณาอะไรเลยว่ามี แต่ถ้าคุณไปที่ true shop แล้วสอบถามพนักงานละก็ มีให้เปลี่ยนได้ฟรีเช่นกันนะครับ และหากใครอยากเปิดเบอร์ใหม่ ก็สามารถทำได้เช่นกัน (AIS กะ dtac ดูเหมือนจะไม่ให้เปิดเบอร์ใหม่ ณ ตอนนี้ เข้าใจว่าคงต้องการรอให้คนมาซื้อเครื่องจากค่ายตนเอง) แต่จะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อ Nano SIM Card 49 บาท และจำกัดแพ็กเกจต้องเป็นโปรของ iPhone เท่านั้น

แน่นอนว่า ผมเลือกใช้ของ truemove H ครับ ด้วยเหตุผล 2 ประการหลัก คือ ต้องการเปิดเบอร์ใหม่ไว้ใช้ชั่วคราวกับเจ้า iPhone 5 ที่ยืมมานี่ (ผมเลยเลือกโปร 599 บาท เล่นเน็ต 3G ได้ 2GB พอ เพราะแค่ 2 สัปดาห์เองที่ได้ยืมมา) และตามเส้นทางที่ผมไปประจำ truemove H นี่เชื่อถือได้ดีที่สุดแล้ว

 

สเปกของ iPhone 5 และ ประสิทธิภาพของเครื่อง

ตามธรรมเนียม ตอนแรกของการรีวิวของผม จะต้องเป็นการพูดถึงสเปกและประสิทธิภาพของเครื่องก่อนครับ … มาดูกันว่า iPhone 5 นี้ มีสเปกเป็นอย่างไรกันบ้าง (ใครสงสัยว่าสเปกเมื่อเทียบกับ iPhone 4S แล้ว แตกต่างกันแค่ไหน ให้ย้อนกลับไปอ่านบล็อกที่ผมเคยเขียน)

  • CPU: A6 Dual-core 1.02GHz 1.3GHz (Geekbench อัพเดตซอฟต์แวร์ และพบว่าความเร็วจริงๆ คือ 1.3GHz)
  • GPU: คาดว่าน่าจะเป็น PowerVR SGX543MP3 3-core
  • Display: 4 นิ้ว Multitouch 11 จุด ความละเอียด 1136×640 พิกเซล (326ppi) อัตราส่วนแสดงผล 16:9
  • RAM: 1GB
  • Internal Storage: 16GB/32GB/64GB
  • External Storage: ไม่รองรับ
  • Front Camera: 1.2 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอ 720p
  • Rear Camera: iSight 8 ล้านพิกเซล f2.4 aparture พร้อม LED Flash ถ่ายวิดีโอ 1080p
  • Connectivity:
    • 2G:
      • GPRS/EDGE: 850/900/1800/1900MHz
      • CDMA: 800/700/1900/2100MHz
    • 3G:
      • GSM/UMTS: 850/900/1900/2100MHz
      • CDMA2000 1X EV-DO: 850/900/1900/2100MHz
    • 4G:
      • LTE 700 Class 17 1700/2100MHz
      • LTE 850/1800/2100MHz
      • LTE CDMA 700/850/1800/1900/2100MHz
    • WiFi: 802.11a/b/g/n Dual-band (2.4GHz/5.0GHz)
    • Bluetooth: 4.0 A2DP
  • Battery: 1,434mAh
  • Dimensions: 123.8 มม. x 58.6 มม. x 7.6 มม.
  • Weight: 112 กรัม

สังเกตว่าส่วนที่เป็นฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการอัพเกรดนั้น จะเป็นเรื่องของ GPU, Display, RAM และพวก Connectivity ที่รองรับคลื่นความถี่ค่ายมือถือต่างๆ ทั่วโลกเยอะมากๆ โดยเฉพาะ 4G ซึ่งก่อนหน้านี้ The new iPad โดนด่าขรมกันเลย เพราะเน้น 4G LTE ในสหรัฐมากเกินไปครับ

ดูจากสเปกแล้ว ในส่วนของ CPU/GPU นั้น น่าจะทำให้เจ้า iPhone 5 นี่มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นมากทีเดียว และจริงๆ แล้วเว็บดังอย่าง Geekbench ก็เคยเปิดคะแนนให้เห็นแล้วว่า คะแนนของ iPhone 5  นั้นดีกว่า iPhone 4S เยอะมาก … แต่ผมขอเทียบ iPhone 5 กับ The new iPad ดีกว่า (โดยสเปกแล้ว The new iPad น่าจะได้คะแนนดีกว่า เพราะ GPU เป็น Quad-core ครับ)

และเพราะมันเป็น iOS Device ดังนั้น ผมจะต้องใช้โปรแกรมที่แตกต่างไปจากตอนทดสอบ Android Smartphone ครับ งวดนี้ใช้ Geekbench เพื่อวัดประสิทธิภาพโดยรวมซึ่งได้ผลมาแบบนี้

น่าแปลกดี เพราะผลการทดสอบของต่างประเทศ The new iPad ได้คะแนนดีกว่านี้นะ สงสัยเครื่องผมจะห่วย

 

เอาล่ะ ที่เหลือก็รออ่านตอนต่อไปเอาเน้อ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

7 Responses

  1. bangteay says:

    1136 x 640 พิกเซล มันก็ 16:9 อยู่แล้วไม่ใช่เหรอคับ (71×16=1136 71×9=639)

    ถ้า 3:2 มันคงเหลือแค่ 960 x 640

    • kafaak says:

      เข้าใจว่าคุณอ่านที่ผมเขียนผิดไหม?

      “แต่อัตราส่วนการแสดงผลเปลี่ยนมาเป็น 16:9 จากเดิมที่เป็น 3:2 ครับ” นี่หมายถึง เปลี่ยนกันแสดงผลมาเป็น 16:9 (1136×640) จากเดิมที่เป็น 3:2 (960×640) นะครับ

  2. Ims says:

    อยากฟังรีวิวหูฟังใหม่จังเลยค่ะ
    รอติดตามนะคะ

  3. Virta says:

    รอตอนที่สองนะครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: