ขยะของคนหนึ่ง อาจเป็นสมบัติของอีกคน กับแนวคิด Re-Commerce

 

เรื่องของเรื่องคือ ผมได้รับเชิญไปร่วมงานปาร์ตี้เล็กๆ ที่ทาง แสนสิริ เขาจัดขึ้นเพื่อให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ที่กำลังมาแรงอย่างหนึ่ง ที่เว็บ TrendWatching.com เขาจัดให้เป็นอันดับ 10 ของเทรนด์แห่งปี ค.ศ. 2012 เลยทีเดียว นั่นคือ Re-Commerce โดยงานนี้ได้พี่ต่าย @sresuda มาเป็นผู้ดำเนินรายการ และมีคุณแซม สมัชชา พรหมศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บ.แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กับ พี่ป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ @pawoot มาเป็นผู้ให้ความรู้และความบันเทิง (อย่างหลังเนี่ย พี่ป้อมซะเป็นส่วนใหญ่ … ฮา) … ว่าแต่ Re-Commerce มันคืออะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับแสนสิริกันล่ะเนี่ย?

 

ถ่าย ณ หน้างาน Say Swop

 

รับปากเขามาว่าจะเขียนถึง Re-Commerce และ Say Swop ของแสนสิริ แต่ขอเขียนในสไตล์ของผมแล้วกันนะ … เน้นวิชาการ (หุหุ)

 

Re-Commerce คืออะไร?

เรารู้จัก e-Commerce หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ … เรารู้จัก M-Commerce หรือ การพาณิชย์ผ่านอุปกรณ์พกพาจำพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต … เรารู้จัก F-Commerce หรือการทำการค้าผ่านทาง Facebook … ว่าแต่ Re-Commerce มันคืออะไรกัน?

แม้มันจะถูกเรียกว่าเทรนด์แห่งปี ค.ศ. 2012 แต่คำว่า Re-Commerce นี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี ค.ศ. 2005 เลยทีเดียว จากบทสัมภาษณ์ระหว่าง George F. Colomy, Chief Executive ของ Forrester Research ที่ให้กับ The New York Times เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005 ครับ แต่ตอนนั้นเขาให้สัมภาษณ์ในเชิงความหมายของการกลับไปปัดฝุ่นสินค้าเพื่อนำออกมาขายใหม่ เช่น มีเว็บ E-Commerce ที่ใช้มาหลายปีแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็นำมาคิดใหม่ทำใหม่ ขายใหม่ นั่นเอง

จวบจนกระทั่ง Martin Tobias เปิดตัวเว็บไซต์ Kashless.org (เล่นคำกับคำว่า Cashless แปลว่าไม่มีเงิน) เพื่อใช้เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนของที่ตนเองมีกันอย่างอิสระ (ปัจจุบันเว็บไซต์นี้ปิดตัวเองลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะเงินทุนในการดำเนินการหมด)

 

เว็บไซต์ Kashless.org

 

แต่แนวคิดของเขาก็เป็นการจุดประกายให้กับผู้คนทั้งหลาย … แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังเทรนด์นี้ (แม้จะไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึงก็ตาม) คือ “ขยะของคนคนหนึ่ง อาจจะเป็นสมบัติของคนอีกคนหนึ่ง” นั่นคือ คนบางคนอาจจะมีกระปุกออมสินที่ไม่ได้ใช้ก็อาจจะมองว่ามันเป็นขยะ แต่เขาก็อาจจะไปแลกกับหลอดไฟของอีกคนที่เขาก็ไม่ได้ใช้แต่กำลังอยากได้กระปุกออมสินซักใบ ซึ่งทำให้กระปุกออมสินกลายเป็นสมบัติสำหรับคนคนนั้นได้

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เอ๊ะ! ผมรู้สึกว่ามันคุ้นๆ นะ เหมือนเคยเรียนเมื่อสมัยยังเด็กๆ … พอนึกไปนึกมา ก็เลยนึกได้ว่า มันเรียกว่า Barter Economy หรือ เศรษศาสตร์แห่งการแลกเปลี่ยนกันนั่นเอง … หลักการก็ง่ายๆ เลยครับ เอาสินค้าหรือบริการอย่างหนึ่ง ไปแลกกับสินค้าหรือบริการอีกอย่างหนึ่ง เป็นการค้าแบบยุคแรกๆ สมัยที่ยังไม่มีระบบเงินตราในโลกใบนี้นั่นเอง

Business Week ได้ลงบทความชื่อ Rise of the Barter Economy เอาไว้ ผมว่าน่าสนใจ และอยากให้ลองไปอ่านกันครับ … ในโลกยุค Social Media นี้ มีช่องทางต่างๆ มากมาย ที่ผู้คนสามารถที่จะพบปะกัน และแลกเปลี่ยนของที่ตนเองมี (แต่ไม่อยากได้) กับของที่คนอื่นมี (และเราอยากได้) โดยไม่โฟกัสไปที่เรื่องของมูลค่าที่เป็นตัวเงิน แต่มองที่ความพึงพอใจของผู้ที่กระทำการแลกเปลี่ยนมากกว่า

มีเว็บไซต์มากมายครับ ที่ให้บริการเป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับผู้ใช้งาน เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน มีตั้งแต่แบบที่ User Interface พื้นๆ อย่าง Craiglist (มีในประเทศไทยด้วย) หรือ เว็บอย่าง FreeCycle.org หรือ Swap.com เป็นต้น

 

ส่วน Barter ของ Craiglist ในประเทศไทย

Freecycle.org

Swap.com

 

และในกรณีของแสนสิริ (ขอวกกลับมาเข้างานที่ผมแวะไปมานะครับ) เขาจัดงานพูดถึงเรื่อง Re-Commerce ก็เพราะกำลังทำโครงการ Say Swop เพื่อลูกบ้านแสนสิรินั่นเอง โดยแนวคิดก็คือการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่มีแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ระหว่างกัน เช่น ลูกบ้านรายหนึ่งอาจมีลูกเล็กๆ แต่เมื่อลูกโตขึ้น เตียงเด็กก็อาจจะไม่ได้ใช้อีก ก็อาจจะมาแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างกับลูกบ้านที่กำลังอยากได้เตียงสำหรับเด็กก็ได้

 

โครงการ Say Swop โดยแสนสิริ เพื่อลูกบ้านแสนสิริ

 

คำถามอยู่ที่ว่า แล้ว Re-Commerce นี่มันเวิร์กจริงไหม?

ตรงนี้แหละครับที่สำคัญ … เราจะได้เห็นแล้วว่าเว็บไซต์อย่าง Kashless.org ก็ต้องปิดตัวเองไปแล้ว เพราะไม่สามารถดำเนินการให้มีกำไรให้ (ก็ให้บริการฟรีๆ นี่นา) … ผมว่ามันอยู่ที่ Business Model ครับ อยู่ที่ว่าผู้ให้บริการนั้นจะสามารถหาได้หรือไม่ อาจจะไม่ใช่เพื่อให้ได้กำไร แต่อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้ต้องควักเนื้อตัวเอง หรืออย่างในกรณีของแสนสิรินั้น ก็อาจจะใช้เป็นงบด้านการตลาด เพื่อทำเป็น CRM (Customer Relationship Management) ก็ได้ เพราะอย่างในงาน Say Swop เอง ทางคุณแซม สมัชชา ก็บอกชัดเจนแล้ว ว่าโครงการนี้จะเป็นช่องทางที่ให้ลูกบ้านได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ทั้งระหว่างลูกบ้านด้วยกันเอง และลูกบ้านกับแบรนด์แสนสิริ

เอาล่ะ! ในแง่ของผู้ให้บริการก็ดูว่าจะรุ่งแล้ว … แล้วในแง่ผู้ใช้บริการล่ะ จะรุ่งไหม? เคยมีกรณีศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง Re-Commerce ที่น่าสนใจอยู่ 2 เรื่องใหญ่ๆ ครับ เป็นเคสใหญ่จริงๆ นะเออ

เคสแรก เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมาก เป็นข่าวเมื่อประมาณสองปีก่อน เมื่อเด็กหนุ่มวัย 15 ใช้เวลาท่องเว็บ Craiglist เพื่อแลกเปลี่ยนของกับผู้คน โดยเริ่มจากโทรศัพท์เก่าๆ เครื่องหนึ่ง กับเวลา 2 ปี ในการแลกเปลี่ยนไปมา จากโทรศัพท์เก่าๆ กลายเป็นโทรศัพท์เครื่องใหม่กว่า แลกไปแลกมาได้ iPod Touch แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นจักรยาน ต่อด้วย MacBook Pro แล้วไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นรถยนต์ Toyota 4Runner ต่อด้วยรถกอล์ฟ แล้วก็จักรยานยนต์ และแลกเป็น Ford Bronco ปี 1975 และไปจบลงด้วยการได้ Porsche Boxter S Convertible ปี 2000 … ใช่ครับ แลกไปแลกมา โทรศัพท์มือถือเก่าๆ กลายเป็นรถปอร์เช่ได้อ่ะ

เคสที่สอง เกิดในปี ค.ศ. 2006 ครับ งวดนี้เป็นหนุ่มวัย 26 ที่เริ่มต้นด้วยคลิปหนีบกระดาษสีแดงอันเดียว ด้วยความปรารถนามุ่งมั่นที่จะให้มันกลายเป็นบ้านซักหลัง … แล้วเขาก็ทำได้จริงๆ (แม้จะไม่เต็ม 100%) ด้วยการแลกเอาคลิปหนีบกระดาษกับปากการูปปลา จากนั้นแลกเป็นที่จับประตูน่ารักๆ อันนึง แล้วไปแลกเป็นเตาปิ้งย่าง ซึ่งเอาไปแลกเป็นเครื่องปั่นไฟต่อ จากนั้นเขาก็เอาเครื่องปั่นไฟไปแลกกับ Instant Party (ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร) แล้วเอามันไปแลกรถ Snowmobile มาคันนึง ซึ่งเอาไปเทรดเป็นทริปไปยัง Yahk, British Columbia ที่เขาเอาไปแลกเป็นรถตู้ต่อ และด้วยความสามารถของเขา เขาก็เอารถตู้ไปแลกเป็นสัญญาณอัดแผ่นเสียง (หรือเทป/ซีดี) แล้วก็เอาสัญญานั้นไปแลกเป็นค่าเช่าบ้านฟรีๆ ในเมืองฟีนิกซ์ได้ 1 ปี … เอาเป็นว่า เขายังไม่ได้บ้านเป็นของตัวเองซะทีเดียว แต่อย่างน้อย สิ่งที่เขาได้มาในตอนจบ มันมีมูลค่าเป็นเงินมากกว่าคลิปหนีบกระดาษสีแดงแน่ๆ

และนั่นคือกรณีศึกษาที่เป็นข่าว เกี่ยวกับ Re-Commerce ที่เคยมีมา … จากนี้ก็คงต้องดูครับว่าเทรนด์ในประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แล้วจะได้มีกรณีศึกษาน่าสนใจแบบต่างประเทศเขาไหมนะ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: