ความเห็นส่วนตัวประเด็น GMM Grammy ทำถูกหรือผิด?!?

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสนึงในวงการ Social Media ที่กำลังฮือฮากัน คงหนีไม่พ้นกรณีที่ GMM Grammy ออกมาแถลงข่าวถอด MV ตัวเต็มออกจาก YouTube และในการแถลงข่าวนั้น ก็มีการพูดถึงว่าการนำเพลงของศิลปินไปทำ Cover แล้วถ่ายทำเป็นคลิปวิดีโอเผยแพร่ขึ้น YouTube นั้นผิดกฎหมายอาญา เพราะถือว่าเป็นการทำซ้ำและดัดแปลง เลยทำให้เกิดกระแสทางลบที่รุนแรง โดยเฉพาะที่ว่ากันว่า Grammy ห้ามนักร้องสมัครเล่นเอาเพลงของศิลปินไป Cover

ด้วยเผอิญว่าประเด็นนี้น่าสนใจ และเกี่ยวพันเกี่ยวข้องกับหลายๆ องค์ความรู้ ไม่ว่าจะด้านกฎหมาย ด้านธุรกิจการตลาด และด้านจิตวิทยา ผมก็เลยเห็นสมควรว่าน่าจะเอามาเขียนแสดงความเห็นส่วนตัวแบบที่พยายามจะเคลียร์ประเด็นหลายๆ อย่าง ตามที่ผมเห็น ในฐานะความเห็นหนึ่งของคนในโลกไซเบอร์ครับ

จริงๆ ประเด็นนี้ผมเคยโพสต์ไปบ้างแล้วบางส่วนทาง Google+ กับ Facebook และวันก่อนผมก็ทวีตทางแท็ก #kafaakBlog ไปยาวเฟื้อยแล้วด้วยเช่นกัน แต่ผมเห็นว่ามันต้องเอาทั้ง 3 ส่วนมารวมกันแล้วเรียบเรียงความคิดซะใหม่ เขียนเป็นบล็อก จะได้ติดตามอ่านกันได้สะดวกครับ

 

ทำความเข้าใจร่วมกันก่อนจะอ่าน

ก่อนจะอ่านต่อไป ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า บล็อกของผมตอนนี้ เกิดจากการเรียบเรียงข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวจากเว็บไซต์ต่างๆ รวมไปถึงข้อมูลด้านกฎหมาย ซึ่งตัวผมเองต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่า แม้ผมจะมีพื้นฐานความรู้ด้านกฎหมายมาบ้าง (เคยลงเรียนปริญญาตรีนิติศาสตร์) แต่ผมไม่ได้เรียนจบด้านกฎหมายแต่อย่างใด (สรุปคือ เรียนไม่รอดนั่นแหละ) รวมกับความเห็นของผมในแง่มุมจิตวิทยา และธุรกิจการตลาด ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ

ด้งนั้น ผมไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่าความเห็นของผมนั้นเป็นกลางแบบสุดๆ แต่ผมพยายามที่จะวิเคราะห์เหตุการณ์โดยอ้างอิงตามข้อเท็จจริงต่างๆ แล้วจึงค่อยสรุปเสริมความเห็นส่วนตัวของผมเข้าไปในภายหลังนะครับ

 

เริ่มต้นด้วยประเด็นการถอด MV ออกจาก YouTube ของ GMM Grammy

ผมเชื่อว่าคงเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันแล้วว่า GMM Grammy ไม่ได้จะถอนตัวออกจากโลกออนไลน์ครับ เพียงแต่ว่าจะไม่โพสต์ Music Video (MV) ขึ้นบน YouTube แล้ว และจะค่อยๆ ทยอยถอด MV ที่เคยมีอยู่ออกด้วย โดยเหตุผลหลักๆ ก็ผมพอจะจับใจความได้จากคลิปข่าวที่โพสต์ที่หน้าเว็บข่าวของ GMember.com ก็คือ ไม่สามารถทำรายได้ได้จากทาง YouTube เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ (หรือที่เรียกว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550) ของไทย ประกอบกับการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ที่ดาวน์โหลด MV บน YouTube ไปอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ทำได้ไม่ยาก เพราะมีพวก Plug-in, Add-on หรือ Extension (แล้วแต่จะเรียก ขึ้นอยู่กับว่าใช้เบราว์เซอร์อะไร) ที่ใช้ดาวน์โหลดพวกวิดีโอคลิปจาก YouTube มาเก็บไว้ได้

 

เว็บ GMember.com

Credit Image: เว็บ GMember.com

 

ในความเห็นของผมนั้น ทั้งสองเหตุผลนั้น ก็เป็นประเด็นด้านธุรกิจด้วยกันทั้งคู่ครับ … ซึ่งสรุปได้ง่ายๆ ก็คือ การนำ MV แบบเต็มๆ ไปโพสต์ไว้บน YouTube นั้น ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทางตรงให้กับทาง GMM Grammy ประกอบกับการละเมิดลิขสิทธิ์ จากการดาวน์โหลด MV ที่โพสต์ไปเก็บไว้ดูภายหลัง หรืออาจมีบางคนหัวใส เอาไปรวบรวมขายอีก ก็จะกลายเป็นการทำให้ GMM Grammy สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ แบบที่ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง เรียกว่า การแสวงหาผลประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ นั่นเอง

ฉะนั้น หากมองในมุมมองของผู้ผลิตเนื้อหาที่ต้องลงทุน และมี MV เหล่านี้เป็นสินค้า … การถอด MV ออกจาก YouTube เพราะไม่เพียงไม่ก่อให้เกิดรายได้ทางตรง และอาจกลายเป็นช่องโหว่ที่จะทำให้ต้องสูญเสียรายได้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ และก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่จะทำอยู่ครับ

นอกจากนี้ ทาง GMM Grammy เองก็ไม่ได้ถอนตัวออกจาก YouTube โดยสิ้นเชิง เพราะยังคงจะโพสต์พวก Teaser ของ MV และข่าวสารต่างๆ บน YouTube อยู่

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=DX8CR38bV4w[/tube]

อย่างกรณีของการแถลงข่าวเหตุผลว่าทำไมถึงถอด MV ออกจาก YouTube ก็โพสต์บน YouTube

 

ซึ่งตรงนี้ก็เข้ากับหลักการใช้ Social Media ในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน … พูดง่ายๆ คือ โพสต์ยั่วไว้ทาง Social Media และทิ้งลิงก์ให้คลิกกลับมาที่หน้าเว็บไซต์จริง เพื่อเรียก Traffic เข้ามา และในขณะเดียวกันก็สามารถพูดคุยกับแฟนเพลงของค่ายได้อีกด้วย

ดังนั้นการถอด MV ออกจาก YouTube ของ GMM Grammy ครั้งนี้ ผมมองว่าอยู่การตัดสินใจของผู้บริหาร GMM Grammy ที่ทำตามสมควรละครับ แต่ผลจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องดูกันอีกที ถ้าเกิดเว็บ GMember.com นั้นสามารถให้คุณภาพของการรับชมได้ดี เข้าถึงได้ง่ายทั้งจากคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์พกพาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Smartphone หรือ Tablet (และผมขอเน้นย้ำที่อุปกรณ์พกพาครับ เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าในอนาคต ผู้คนจะบริโภคสื่อผ่านอุปกรณ์พวกนี้มากขึ้น) รวมถึงสามารถหารายได้จากเว็บ GMember.com ได้ ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ … การถอด MV ตัวเต็มออกจาก YouTube แล้วใส่แค่ Teaser นั้น ถ้าบริหารให้ดีก็สามารถประชาสัมพันธ์ได้ไม่แพ้กับการใส่ MV ตัวเต็ม แถมยังช่วยสร้าง Traffic เข้าเว็บ GMember.com ได้เช่นเดียวกัน

 

ทำไม YouTube ถึงไม่สามารถทำธุรกิจในประเทศไทยได้?

อีกจุดสำคัญจากการแถลงข่าวของ GMM Grammy ก็คือ อยากทำธุรกิจร่วมกับ YouTube แต่ทว่า YouTube ไม่สามารถเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยได้ เนื่องจากติดด้วยกฎหมายไทยไม่เอื้อ … หลายๆ คน อาจจะส่งสัยว่ามันเป็นยังไงมายังไง … ตรงนี้เป็นผลมาจาก พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 น่ะครับ ซึ่งมาตรา 15 (ต้องอ่านมาตรา 14 ประกอบด้วยนะ) ระบุเอาไว้แบบนี้

“ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14”

ซึ่งเผอิญมีตัวอย่างของเว็บมาสเตอร์ประชาไทที่โดนดำเนินคดี เพราะข้อความที่ผู้เยี่ยมชมเว็บโพสต์เอาไว้นั้นผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 … ซึ่งข้อเท็จจริงคือข้อความดังกล่าวคงอยู่ในเว็บมา 20 วันแล้ว ศาลจึงพิจารณาว่านานพอที่เว็บมาสเตอร์จะต้องรับรู้แล้วว่ามีข้อความนั้นอยู่ (คือ ตามกฎหมายไม่ได้ระบุจำนวนวันเอาไว้ชัดเจน) จึงมองว่าเว็บมาสเตอร์มีความผิดจริงตามมาตรา 15

และกรณีนี้แหละครับ ที่ทำให้  YouTube เป็นกังวลและมองว่ากฎหมายไทยไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจของ YouTube (ทาง Google ประเทศไทยเอง ก็มีบล็อกที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายไทยเอาไว้) เพราะในฐานะผู้ให้บริการรับฝากเนื้อหาที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากๆๆๆ ถ้าเกิดดันมีใครซักคนที่ฝากเนื้อหาที่ผิดกฎหมายเอาไว้ มันก็เป็นการยากที่ YouTube จะตรวจพบและลบออกได้ทันเวลา ดังนั้นก็เสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีได้ตลอด จึงเลือกที่จะไม่ทำธุรกิจในไทย อย่างน้อยก็จนกว่ากฎหมายไทยจะมีการปรับปรุงให้เหมาะสม และเอื้อต่อการเข้ามาทำธุรกิจครับ

 

ประเด็นเรื่องการ Cover เพลงศิลปิน

เอาล่ะ ทีนี้เข้าสู่ประเด็นสำคัญดีกว่า นั่นคือเรื่องของการทำ Cover เพลงของ GMM Grammy ครับ … เผื่อใครไม่ทราบว่าการ Cover เพลงศิลปินคืออะไร … ตรงนี้สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย ให้คำจำกัดความเอาไว้แบบนี้ครับ

“Cover Version ก็คือ การนำเอาเพลงต้นฉบับ หรือ Original มาบันทึกเสียงเสียงใหม่หรืออัดใหม่  โดยจะมีการเปลี่ยนนักร้องใหม่  หรือเปลี่ยนทำนอง เปลี่ยนดนตรีใหม่  หรืออาจจะเปลี่ยนทั้งนักร้องและทำนองดนตรีใหม่ ให้ต่างไปจากเพลงต้นฉบับเดิม เช่น เพลง Remix ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเพลงที่จะนำมาทำเป็นเพลง Cover Version นั้น มักจะเป็นเพลงฮิต เพลงดัง ที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่นักฟังเพลง เป็นที่รู้จักแพร่หลายแล้วในตลาดเพลง”

คลิปของน้องก้องผู้โด่งดังแบบด้านล่างนี่ก็ถือว่าเป็นการทำ Cover เพลงเช่นเดียวกันครับ

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=t5iHxQvS-Rs[/tube]

 

ซึ่งตรงนี้ ตอนที่ผมโพสต์ความเห็นของผมขึ้น Google+ หรือ Facebook นั้น ผมเองก็ยังเข้าใจไม่ครบถ้วนดีนัก ตอนเขียนบล็อกนี้ผมจึงตามหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจนถึงตอนนี้ ผมยังไม่เจอข่าวใดที่บอกว่า GMM Grammy ประกาศออกมาชัดเจนว่า ห้ามทำ Cover เพลงของศิลปิน เพียงแต่มีการพูดว่า การทำ Cover เพลงของศิลปินแล้วนำไปเผยแพร่ขึ้น YouTube นั้นผิดกฎหมายอาญา … แต่เมื่อพูดออกมาทำนองนี้ จึงไม่แปลกที่ใครต่อใครจะตีความไปว่า เหมือนเป็นการพูดแบบนัยๆ ว่า ห้ามทำ Cover เพลงของศิลปินแล้วเผยแพร่ขึ้น YouTube นั่นเอง … ซึ่งตรงนี้ด้วยความบังเอิญที่คุณอาท่านหนึ่งที่ผมรู้จัก รู้จักกับคุณกริช ทอมมัส พอดี ก็เลยได้มีโอกาสอ่านความเห็นของคุณกริชแบบไม่ต้องผ่านสื่อใดๆ (อ่านเต็มๆ ที่ Facebook Page ของผม)

 

ความเห็นของคุณกริช ทอมมัส บน Facebook Page ของผม

 

เป็นที่ชัดเจนว่าคุณกริชมองปัญหาครั้งนี้ว่าหลักๆ มาจากปัญหาเรื่องการเคารพสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของผลงาน โดยคุณกริชได้โพสต์ลิงก์ไปยัง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาไว้ด้วย … และมีข้อความว่า “เรื่อง Cover ต้องขออนุญาตเจ้าของสิทธิ์ก่อนครับ” ไว้ … ตรงนี้ต้องบอกว่าหลายๆ คน และแม้แต่ผมเอง ก็ยังมีความเข้าใจเรื่อง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ชัดเจนเท่าไหร่ ดังนั้น เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน ดีกว่า

 

ทำความเข้าใจ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กันก่อน

ก่อนอื่น แนะนำว่าให้เปิด พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 อ่านประกอบนะครับ … จะได้เข้าใจว่าลิขสิทธิ์มันคืออะไร แล้วเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิ์มากแค่ไหน แล้วคนทั่วๆ ไปอย่างเราๆ ท่านๆ จะทำอะไรกับงานที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ โดยไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ได้บ้าง?

งานที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ นี้ มาตรา 6 ได้ระบุเอาไว้ว่า “งานอันมีลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัตินี้ได้แก่งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสุภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะของผู้สร้างสรรค์ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด”

ซึ่งตรงนี้ คำอธิบายของงานแต่ละอย่างนั้น ให้เอามาตรา 4 มาประกอบนะครับ (กลับไปอ่านจากลิงก์เอาเองนะครับ ถ้าเอามาลง เดี๋ยวบล็อกจะยาวเกินไป … ผมถึงบอกว่าให้เปิดอ่านประกอบไง อิอิ)

เพลงของศิลปินนั้น ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ทั้งในส่วนของ เนื้อร้อง และ ทำนอง และรวมไปถึงพวกท่าเต้นต่างๆ ด้วย … ดังนั้นการทำ Cover เพลงศิลปิน ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนเนื้อร้อง เปลี่ยนทำนอง หรือเปลี่ยนท่าเต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง สุดท้ายมันก็จะมีอีกหนึ่งหรือสองอย่างที่ยังเป็นของศิลปินอยู่ และนั่นก็คือการละเมิดลิขสิทธิ์ครับ

ในส่วนที่ 6 ของ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้น เป็นเรื่องของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ครับ ซึ่งตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้การทำ Cover เพลงศิลปิน กลายเป็นโซนสีเทาในสายตาของใครหลายๆ คน (รวมถึงตัวผมเอง ผมมองว่านี่เป็นโซนสีเทาเกือบๆ ดำเลยครับ เดี๋ยวอ่านต่อไปเรื่อยๆ จะรู้ว่าผมหมายถึงอะไร)

ประเด็นสำคัญคือ ความเข้าใจผิดเรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม มาตรา 36 ซึ่งระบุเอาไว้ว่า

“การนำงานนาฏกรรม หรือดนตรีกรรมออกแสดงเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามความเหมาะสม โดยมิได้จัดทำขึ้นหรือดำเนินการเพื่อหากำไรเนื่องจากการจัดให้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น และมิได้จัดเก็บค่าเข้าชมไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมและนักแสดงไม่ได้รับค่าตอบแทนในการแสดงนั้น มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากเป็นการดำเนินการโดยสมาคม มูลนิธิหรือองค์การอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสาธารณกุศล การศึกษา การศาสนา หรือการสังคมสงเคราะห์ และได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง”

อันนี้ใกล้เคียงกับกรณีของการ Cover เพลงศิลปิน เพราะเป็นงานนาฏกรรมหรือดนตรีกรรม และมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชน (ในกรณีนี้คือผ่านทาง YouTube) ซึ่งทุกคนมองว่าการทำแบบนี้ คนทำไม่ได้แสวงหากำไร ไม่ได้ค่าตอบแทนในการแสดง จึงไม่น่าจะละเมิดลิขสิทธิ์ แต่หากอ่านมาตรา 36 นี้ให้จบ จะเห็นว่ามันเป็นข้อยกเว้นเฉพาะกรณีที่ดำเนินการโดยสมาคม มูลนิธี หรือองค์การอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสาธารณกุศล การศึกษา การศาสนา หรือการสังคมสงเคราะห์

และที่สำคัญก็คือ ต้องประกอบมาตรา 32 วรรคหนึ่งด้วย ซึ่งมีใจความว่า …

“การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์”

นั่นหมายความว่า ต่อให้ไม่แสวงหากำไร นักแสดงไม่ได้ค่าตอบแทน แต่หากไปขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ ก็ยังถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ

และนอกจากนี้มันมีเงื่อนไขที่ต้องประกอบมาตรา 32 วรรคหนึ่งด้วย นั่นก็คือ แม้จะเป็นไปตามมาตรา 32 วรรคหนึ่งแล้ว ยังจะต้องเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ภายใน 8 การกระทำนี้ อันได้แก่

  1. วิจัยหรือศึกษางานนั้นอันไม่ใช่การกระทำเพื่อหากำไร
  2. ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท
  3. ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
  4. เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
  5. ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว
  6. ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
  7. ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอนหรือทำบทสรุปโดยผู้สอนหรือสถาบันศึกษา เพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร
  8. นำงานนั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ

 

เผื่อใครยืนกรานว่าการทำ Cover เพลงศิลปินยังสามารถทำได้ โดยไม่ขัดต่อมาตรา 36 และ  32 วรรคหนึ่ง มาลองวิเคราะห์กันทีละข้อนะครับ ว่ามีอันไหนปรับใช้กับการ Cover เพลงศิลปินได้ไหม?

 

1. วิจัยหรือศึกษางานนั้นอันไม่ใช่การกระทำเพื่อหากำไร

การทำ Cover เพลงศิลปินและเผยแพร่ขึ้น YouTube นั้นไม่ใช่การวิจัยหรือศึกษางานนั้นๆ แน่นอนครับ บางคนอาจมองว่าถ้าอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์สั่งการบ้าน แล้วทำส่งอาจารย์ก็น่าจะปรับข้อนี้มาใช้ได้ … อันนี้อาจโดนแย้งได้ครับว่า ถ้าเป็นแค่การส่งงานอาจารย์ตามที่สั่ง ก็ไม่จำเป็นต้องโพสต์ขึ้น YouTube ก็ได้ (และหากอาจารย์สั่งให้โพสต์ขึ้น YouTube อันนี้อาจารย์สั่งไม่ถูกต้องนะครับ)

2. ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท

คล้ายๆ กับข้อแรกครับ … ถ้าจะให้ตนเองดู หรือบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิทดู กรณีนี้ควรจะทำเป็นไฟล์แล้วส่งให้ดูกันดีกว่า หรือถ้ามันไม่สะดวก จะโพสต์ขึ้น Facebook หรือ YouTube ก็ต้องทำเป็น Private ไว้ให้ดูเฉพาะคนที่เป็นครอบครัวหรือญาติสนิทดูครับ การเผยแพร่บน YouTube แบบ Public จึงทำให้ไม่สามารถนำข้อนี้มาปรับใช้ได้

3. ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น

และที่สำคัญคือ การทำ Cover เพลงศิลปินที่เห็นๆ กันอยู่นั้น ไม่ใช่การติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงาน ตามข้อที่ 3 นี้แน่ๆ แม้ว่าจะมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้นก็ตาม

4. เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น

และเช่นกัน การทำ Cover เพลงศิลปินที่เห็นๆ กันอยู่ ก็ไม่ใช่การรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนอีกเช่นกัน ดังนั้นต่อให้มีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น ก็ไม่ทำให้นำข้อนี้มาปรับใช้ได้

5. ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว

ข้อที่ 5 นี่ก็ไม่ใช่อะไรที่นำมาปรับใช้แน่ๆ เพราะมันเป็นเรื่องของการพิจารณาของศาลหรือเจ้านพักงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย

6. ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร

บางคนอาจมองว่าการทำ Cover ศิลปินนี้เป็นการทำเพื่อสอนคนอื่น ดังนั้น น่าจะเอาข้อ 6 นี้มาปรับใช้ได้ แต่ถ้าสู้คดีกันในศาลจริงๆ ก็สามารถนำคลิป Cover เพลงศิลปินมาพิสูจนกันได้ว่า มันเป็นการสอน หรือไม่ใช่ … ซึ่งส่วนใหญ่แล้วน่าจะลงเอยว่าไม่ใช่การสอน (เท่าที่เห็น ส่วนใหญ่ก็คือการทำเล่นๆ เพื่อแสดงความสามารถของตัวเองมากกว่า)

7. ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอนหรือทำบทสรุปโดยผู้สอนหรือสถาบันศึกษา เพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร

ข้อนี้มีไว้เผื่อกรณีที่ผู้สอนหรือสถาบันศึกษาจำเป็นต้องนำบางส่วนของงานอันมีลิขสิทธิ์มาแจกจ่ายหรือจำหน่าย (ในราคาต้นทุน) ให้กับผู้เรียน ซึ่งก็เป็นเรื่องของการศึกษาอีกเช่นกัน ก็ไม่สามารถปรับใช้กับกรณีนักร้องสมัครเล่นทำ Cover เพลงศิลปินบน YouTube เช่นกัน

8. นำงานนั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ

ข้อที่ 8 นี่ยิ่งแล้วใหญ่ครับ การโพสต์ขึ้น YouTube นี่ไม่ใช่การถามตอบในการสอบแน่ๆ

 

การทำ Cover เพลงศิลปินผิดกฎหมายอาญาหรือแพ่งและพาณิชย์?

คุณกริช ทอมมัส กล่าวไว้ตอนแถลงข่าวว่า การทำ Cover เพลงศิลปินผิดกฎหมายอาญา … แต่จริงๆ แล้ว การละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ผิดกฎหมายอาญา หรือว่าแพงหรือพาณิชย์? น่าคิดไหมครับ ตรงนี้ผมว่าบทความจากเว็บ LawerThai.com เนี่ย ให้คำตอบได้ดีทีเดียวครับ … ใครไม่อยากอ่านยาวๆ (เพราะลำพังแค่บล็อกตอนนี้ของผมก็ยาวอยู่แล้ว) ผมขอสรุปว่า การละเมิดลิขสิทธิ์นั้นเป็นได้ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งครับ เลือกฟ้องได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเรียกร้องค่าเสียหาย หรือต้องการให้ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์หลาบจำ … ถ้าเน้นค่าเสียหายก็ฟ้องแพ่ง แต่ถ้าต้องการให้หลาบจำก็ฟ้องอาญาครับ

เพียงแต่การฟ้องคดีแพ่งนั้นจะมีโอกาสชนะคดีได้มากกว่าเพราะขอแค่หลักฐานของคดีมีน้ำหนักมากกว่าเท่านั้น แต่การฟ้องคดีอาญานั้นต้องพิสูจน์ให้ศาลปราศจากข้อสงสัยตามสมควรเลยว่าผู้กระทำความผิดนั้น ผิดจริง

รายละเอียดก็ไปอ่านบทความ “ละเมิดลิขสิทธิ์แล้วควรฟ้องผู้ทำผิดเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา?” เอาเองนะครับ

 

Cover เพลงศิลปินอย่างไรไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์

ดูๆ ไปแล้ว เหมือนกับว่าการทำ Cover เพลงศิลปินนั้น ดูจะไม่มีหนทางใดเลยที่จะไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องทำตามที่คุณกริชบอก คือต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน … แต่โดยส่วนตัวนะครับ ผมว่ามาตรา 33 ประกอบกับมาตรา 32 วรรคหนึ่ง นี่แหละครับ ที่น่าจะนำมาปรับใช้กับการทำ Cover เพลงศิลปินได้เหมาะสมที่สุดแล้ว และยังเปิดช่องให้มือสมัครเล่นยังสามารถ Cover เพลงของศิลปินได้ครับ ซึ่งมาตรา 33 นั้นบอกเอาไว้แบบนี้

“การกล่าว คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงบางตอนตามสมควรจากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคนหนึ่ง”

นั่นหมายความว่า หากการทำ Cover เพลงศิลปินนั้น ไม่ได้ทำไปแล้วขัดต่อการแสวงหาผลประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และนำมาเฉพาะบางตอนตามสมควร และมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น ก็ยังสามารถทำได้ … นั่นหมายความว่า ถ้าเล่น Cover เพลงศิลปินเฉพาะท่อน เช่น เพลงยาว 4 นาที อาจจะทำ Cover แค่นาทีครึ่ง แล้วการ Cover นั้นไม่ได้ไปทำให้ค่ายเพลงเสียประโยชน์ และมีการแสดงการรับรู้ว่าเป็นของค่ายเพลงใด ก็ยังสามารถทำได้โดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ครับ

แต่จุดสำคัญอยู่ที่ การพิจารณาว่า “เฉพาะบางตอนตามสมควร” นั้น กฎหมายระบุไว้คลุมเครือพอสมควรครับ การใช้วิจารณญาณตัดสินใจเรื่องนี้มันสำคัญมากๆ เพลงยาว 4 นาที จะนำมาใช้กี่นาทีจึงจะเรียกว่าพอสมควร อันนี้น่าคิดนะครับ (ตัวเลขนาทีครึ่งที่ผมยกตัวอย่างไปข้างต้นเนี่ย ผมแค่สมมติเอานะครับ)

————————————————-

Update #1

ขอบคุณน้อง @iSheepcheap ที่แนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นของการทำ Cover อย่างไรไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ครับ … ตรงนี้มันเป็นประเด็นต่อเนื่องจากคำว่า “เฉพาะบางตอนตามสมควร” และ “ไม่กระทบต่อสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์” นั่นแหละครับ … ดังนั้น เพลงในส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงนั้นๆ เช่น ท่อนฮุก, ท่อนแร๊พ หรือท่อนโซโล่ อะไรพวกนี้ หากไป Cover มา อาจจะถูกพิจารณาว่ากระทบต่อสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ ดังนั้น ตรงนี้ก็ต้องพึงระวังเอาไว้ด้วยครับ

————————————————-

 

จริงๆ แล้วการ Cover เพลงศิลปิน ก็มีประโยชน์กับค่ายเพลงนะ

ถ้าที่ผมวิเคราะห์ในมุมมองกฎหมายไปข้างต้นถูกต้อง (ผมเน้นคำว่า “ถ้า” นะ เพราะผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ผมอาจจะเข้าใจผิดก็ได้) การทำ Cover เพลงศิลปินแบบเต็มๆ เพลง เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน และต้องเป็นไปตามที่คุณกริช ทอมมัส ว่าต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อนแน่นอน

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง การมีคนทำ Cover  เพลงศิลปินเนี่ย มันก็มีประโยชน์กับค่ายเพลงในหลายๆ ด้านนะครับ ซึ่งส่วนตัวนั้นผมมองแบบนี้ครับ

  1. การที่มีคนทำ Cover เพลงศิลปินของค่าย ก็เท่ากับเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเพลงนั้นเป็นเพลงฮิตครับ อ้างอิงจากคำนิยามของคำว่า Cover Version ของสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย เอาก็ได้ … เพลงใดโดนทำ Cover เท่ากับเป็นเครื่องการันตีว่าดัง … เพลงที่ไม่ดังแต่ถ้าเกิดมีคนทำ Cover เอาไว้เยอะๆ คนอื่นๆ ก็จะรับรู้ว่าเป็นเพลงดังเพลงฮิตได้เช่นกัน
  2. บางคน (เช่นผมเอง) อาจจะไม่เคยรู้จักเพลงที่ถูกนำมาทำ Cover มาก่อน แต่เมื่อได้เห็นได้ยินบ่อยๆ ครั้ง ก็อาจจะอยากไปหาเพลงของจริงมาฟัง ก็เท่ากับการทำ Cover เพลงศิลปินกลายเป็นการสร้าง Awareness ไปในตัว
  3. พวก Cover เพลงศิลปินเนี่ย เป็น Talent Pool ชั้นดีของค่ายเพลงต่างๆ เลยนะครับ ค่ายเพลงมีโอกาสเจอเพชรในตมให้ไปเจียรนัยเพิ่มได้อีกด้วย … อย่างน้องก้องที่ Cover เพลงศิลปินซะจนดัง มีคนดูเป็นล้านๆ วิวเนี่ย ก็ได้กลายเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับคอนเสิร์ต FIVELIVE ที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายน 2555 นี้ด้วย

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=LLujonpwU9U[/tube]

 

มีคนถามผมว่า แล้วถ้าเกิดคนทำ Cover เพลงศิลปิน GMM Grammy แล้วโดนค่าย RS แย่งตัวไป แบบนี้ก็เสียผลประโยชน์สิ … ผมอยากให้มองทั้งสองมุมครับ คือ ถ้าเกิดคนทำ Cover เพลง RS ก็โดน GMM Grammy ฉกตัวไปได้เช่นกันจริงไหมครับ … อย่างกรณีน้องก้องนี่ คลิปแรกที่ผมรู้จักเขาน่ะ เป็นคลิปที่เขา Cover เพลงของ RS นะครับ (เพลงเสียใจ แต่ไม่แคร์ ของ จัสต์วาย) แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้คอนเสิร์ตของ GMM Grammy นะครับ

ต้องคิดนะครับว่า คนทำ Cover เพลงนั้น ถ้าเน้นไปที่ค่ายใดค่ายหนึ่ง แสดงว่าเขามีความชอบค่ายนั้นอยู่ ดังนั้นหากค่ายเพลงมองว่าเขาคือเพชรในตม ก็ต้องรีบไปคว้าตัวมาครับ (บอกแล้วไง นี่คือ Talent Pool) ถ้าเกิดคว้าไว้ไม่ทัน หรือไม่คิดจะคว้า แล้วโดนค่ายอื่นแย่งตัวไป อันนี้มันความผิดของค่ายเองแท้ๆ เลยนะครับ

 

มองต่างมุม เรื่อง Cover เพลงศิลปินทำให้ค่ายเพลงเสียผลประโยชน์

มีบางคนถามผมว่า แล้วถ้าเกิดการ Cover เพลงศิลปินทำให้ค่ายเพลงเสียผลประโยชน์ เกิดคนฟัง Cover แล้วไม่ไปฟังเพลงของศิลปินล่ะ จะทำยังไง? ผมอยากให้มองต่างมุมนะครับ เพราะโอกาสมันน้อยมากจริงๆ ที่การ Cover เพลงของมือสมัครเล่นจะเด่นดังเกินกว่าศิลปินตัวจริงเสียงจริง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาจริงๆ ผมว่าค่ายเพลงต้องมาคิดแล้วล่ะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันอาจจะเป็นว่า

  • ศิลปินคนนั้นไม่สามารถสื่ออารมณ์ของเพลงได้ดีเท่ากับคนที่ทำ Cover?
  • ศิลปินที่ร้องเพลงนั้นๆ ความสามารถไม่ถึงขั้น สู้มือสมัครเล่นก็ไม่ได้?
  • การโปรโมทของค่ายเพลงนั้นไม่ดีเพียงพอ?
  • ช่องทางการประชาสัมพันธ์ของสื่อเดิมไม่สามารถสู้กับ Social Media ได้แล้ว

 

คาดเดาบทสรุปของกรณี GMM Grammy

ผมขอคาดเดาบทสรุปของกรณี GMM Grammy ทั้งกรณีของการถอด MV ตัวเต็มออกจาก YouTube และการออกมาแถลงข่าวว่าการทำ Cover เพลงศิลปินเป็นเรื่องผิดกฎหมายเอาไว้แบบนี้นะครับ

  • เรื่องการถอด MV ตัวเต็มออกจาก YouTube เป็นแค่เรื่องทางธุรกิจเท่านั้น ดังนั้นมันอาจจะจบลงที่แพลตฟอร์มของ GMember.com นั้นเหมาะสมกับ Business Model ของ GMM Grammy มากกว่า YouTube ก็ได้ หรือสุดท้ายแล้วอาจจะหาทางลงร่วมกับ YouTube ได้ในที่สุดก็เป็นได้
  • เรื่องการ Cover เพลงศิลปิน ผมว่าตอนนี้ยังไม่น่าจะมีอะไรมากครับ ประเด็นสำคัญจริงๆ คือการที่ GMM Grammy จะเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีกับผู้ที่ทำ Cover เพลงศิลปินของค่ายแล้วโพสต์ขึ้น YouTube หรือไม่ โดย …
    • หากเอาจริงเอาจังละก็ ถือว่างานเข้า GMM Grammy ละครับ กระแสตอบรับทางลบจาก Social Media และพวกแฟนเพลงของค่ายอาจจะรุนแรงมากทีเดียว และสุดท้ายก็อาจจะจบลงด้วยการที่ยอมให้ทำ Cover เพลงศิลปินได้ในที่สุด เพราะทนแรงกดดันทางสังคมไม่ไหว
    • หากไม่เอาจริงเอาจัง … เป็นแค่การแถลงข่าวเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกการเคารพต่อลิขสิทธิ์ของผู้บริโภคเท่านั้น … กรณีนี้ แฟนๆ คงงอนในช่วงแรก และอาจพร้อมใจกันไม่ทำ Cover เพลงศิลปินค่าย GMM Grammy แต่เมื่อเรื่องมันซาไปแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิมครับ

ก็ได้แต่รอดูกันไปอีกซักพักครับ สัปดาห์หน้า ทาง GMM Grammy จะออกมาว่ายังไงกันต่อครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: