ความสำคัญของ Social Media Policy ในองค์กร และการวางแผนจัดทำ ตอนที่ 4

Image: FreeDigitalPhotos.net

 

อ่านบทความ “ความสำคัญของ Social Media Policy ในองค์กร และการวางแผนจัดทำ” ของผมไป 3 ตอนแล้ว เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านก็เริ่มกระหายใคร่อยากลงมือทำแล้วสินะครับ แต่ผมว่าการจัดทำ Social Media Policy ก็เหมือนกับการบ้านเลขอ่ะครับ คือ เมื่อสอนภาคทฤษฎีแล้ว พอจะเริ่มภาคปฏิบัติ ก็ควรจะมีตัวอย่างให้ดูก่อน … และก็ตามที่ผมได้สัญญาเอาไว้ตอนท้ายตอนที่ 3 นั่นแหละครับ ว่าผมจะเอา Social Media Policy มาวิเคราะห์ให้ได้อ่านกันครับ … ลองมาดูกันว่า Social Media Policy ที่มีคนเขาทำไว้แล้วนั้น เป็นยังไงกันบ้าง

 

ก่อนอื่น วิเคราะห์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ก่อน

เอาล่ะครับ เริ่มจากประกาศโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เรื่อง “ข้อปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับบุคลากรโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” ตามรูปด้านล่างเลยครับ … อ่านให้ครบๆ (คลิกที่รูปเพื่อขยายขนาด) จากนั้นลองมาวิเคราะห์กันดูว่า มันมีข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วนไหม

 

Social Media Policy ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

ส่วนของ Introduction

ถ้าดูให้ดีๆ จะเห็นว่า Social Media Policy ของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้น แม้จะไม่ยาวเหยียด แต่ก็มีส่วนที่เป็น Introduction ได้ครบถ้วนดีครับ

 

“ด้วยขณะนี้ มีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ตลอดจน บุคลากรในส่วนต่างๆ ของโรงพยาบาลใช้สื่อสังคมออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัว ข้อคิดเห็นในการทำงานตลอดจนการปรึกษาหารือปัญหาต่างๆ ผ่านสื่อดังกล่าว ซึ่งบางครั้ง อาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลที่สาม ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ”

ตรงนี้เป็นส่วนของ Introduction ส่วนแรก สังเกตว่ามีการระบุว่าองค์กรนั้นตระหนักถึงความสำคัญ และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นมาจากการใช้ Social Media ครับ

 

“ในการนื้ เพื่อให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับบุคลากรโรงพยาบาล ตลอดจนนิสิตนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายในโรงพยาบาล เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้กำหนดข้อปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับบุคลากรและนิสิตนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ดังนี้”

มีการระบุขอบเขตของบุคคลที่ Social Media Policy นี้มีผลบังคับเอาไว้ชัดเจน ว่าเป็นบุคลากรในโรงพยาบาล ตลอดไปจนถึงนิสิตนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายในโรงพยาบาล ด้วย

 

ส่วน Guidelines

จำได้ไหมครับว่าในส่วนนี้ต้องระบุอะไรบ้าง? ก่อนอื่น ควรกำหนดให้มีการระบุตัวตนชัดเจน ในกรณีที่จะโพสต์ข้อความบน Social Media ในหัวข้อที่เกี่ยวกับองค์กร, การระบุเรื่องความรับผิดชอบต่อสิ่งที่โพสต์ รวมถึงในกรณีที่ผู้โพสต์ไม่ใช่ตัวแทนขององค์กร ก็ควรจะมีการระบุให้ชัดเจนว่าความเห็นนั้นไม่ได้แสดงออกในฐานะองค์กร, การเก็บรักษาความลับ และสุดท้ายก็คือการเตือนให้ใช้วิจารณญาณในกรณีที่ไม่ได้มีการระบุไว้ชัดเจน … ซึ่งตรงนี้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยังจัดทำได้ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรครับ

 

1. ต้องไม่เปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูล ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวผู้ป่วย ข้อมูลการเจ็บป่วย รูปภาพ ผลการตรวจต่างๆ รวมถึงคลิปวิดีโอการดูแลรักษาของผู้ป่วยทางสื่อสังคมออนไลน์ 

2. ระมัดระวังในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัว เมื่อใช้สื่อสังคมออนไลน์ ควรแยกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลด้านวิชาชีพในสื่อสังคมออนไลน์ออกจากกัน 

3. ต้องรักษาขอบเขตระดับความสัมพันธ์กับผู้ป่วยให้เหมาะสมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ

สังเกตว่าในเรื่องของการกำหนดเรื่องข้อมูลที่เป็นความลับ ไม่ควรเผยแพร่ และแนวทางการปฏิบัติถือว่าทำได้ OK … ยังรวมถึงการระบุให้ใช้วิจารณญาณในการวางตัว เพื่อรักษาขอบเขตระดับความสัมพันธ์ให้เหมาะสมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ

แต่ทว่ามันไม่ครบถ้วนครับ … ที่ยังขาดไปก็คือ การกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องควรระบุตัวตนให้ชัดเจน เมื่อมีการไปเสนอความเห็นใดๆ ที่เป็นหัวข้อเกี่ยวพันกับองค์กร อันนี้สำคัญนะครับ เพราะแม้ว่าโอกาสจะน้อย หรือคนในองค์กรทั้งหมดจะไม่ได้ไปโพสต์ข้อความแนวนี้อยู่แล้ว แต่ก็ควรเขียนให้ครอบคลุมเอาไว้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ … เช่นเดียวกัน ใน Social Media Policy ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นี้ก็ยังขาดการระบุความรับผิดชอบในกรณีที่จะโพสต์ความเห็นบน Social Media … เช่น ในกรณีที่คุณหมออาจจะมี Facebook Fan Page เป็นของตัวเอง เพื่อให้คำปรึกษาคนไข้ ก็ควรจะมีการระบุชัดเจนว่า ที่ทำอยู่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับโรงพยาบาล (เว้นแต่โรงพยาบาลจะ OK) เป็นต้น

 

การระบุผลกรรม (Consequences)

Social Media Policy ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นั้นระบุในส่วนของขั้นตอนการปฏิบัติในกรณีที่พบปัญหา และผลที่อาจจะตามมาเอาไว้ในระดับหนึ่งครับ ลองอ่านดู

 

4. ควรมีส่วนร่วมในการจัดการและแก้ไขปัญหา เมื่อพบการใช้สื่อที่ไม่เหมาะสมบนสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่

     4.1. ตักเตือนหรือเแจ้งเจ้าตัวทราบ

     4.2. แจ้งผู้บังคับบัญชา หรือ อาจารย์ผู้ควบคุมให้ทราบเพื่อดำเนินการตามความเหมาะสม

5. พึงตระหนักว่าการกระทำที่ไม่เหมาะสมบนสื่อออนไลน์อาจส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งของตนเอง ของผู้ป่วยหรือในหมู่เพื่อนร่วมวิชาชีพรวมทั้งองค์กรได้ ตลอดจนอาจส่งผลในทางลบต่อวิชาชีพอีกด้วย

สังเกตว่าในข้อที่ 4 นั้น ได้ระบุถึงขั้นตอนปฏิบัติที่ควรทำเมื่อพบเห็นปัญหาในการใช้งาน Social Media ส่วนในข้อที่ 5 นั้นพยายามให้เห็นภาพว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น จะส่งผลอะไรบ้าง … ถ้าสังเกตดีๆ จะรู้สึกได้ครับว่าพยายามจะเน้นไปที่การสร้างจิตสำนึกซะมาก เพราะว่าไม่ได้พูดถึงบทลงโทษอย่างจริงจัง

แต่ความเห็นของผมก็คือ หากมีการละเมิด Social Media Policy ที่ว่านี้ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ละก็ มันอาจนำไปสู่ปัญหาค่อนข้างร้ายแรงได้ทีเดียวครับ ดังนั้นจึงควรมีการอ้างอิงไปถึงบทลงโทษแบบจริงๆ จังๆ ด้วยจะดีกว่าครับ

 

สิ่งที่ Social Media Policy ของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขาดหายไป

สิ่งที่ขาดหายไปและเห็นได้ชัดเจนก็คือ ส่วนของ Case Studies & Best Practices และ Additional Resources ครับ … ผมขออธิบายเสริมคร่าวๆ ดังนี้

  • ในส่วน Case Studies & Best Practices นั้น ควรมีการระบุแนวทางการปฏิบัติในการใช้ Social Media โดยยึดตามสิ่งที่ระบุไว้ในส่วน Guidelines เช่น ให้ดูตัวอย่างการระบุตัวตน หรือการระบุการแสดงความรับผิดชอบในการโพสต์ข้อความบน Social Media รวมถึงการรวบรวมกรณีศึกษาของการใช้ Social Media ในโรงพยาบาลที่ไล่บุคลากรออก เพราะโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมบน Social Media เช่น กรณีของนางพยาบาลที่ถูกไล่ออกเพราะโพสต์ภาพผู้ป่วย, กรณีแพทย์ฉุกเฉินโพสต์ข้อมูลผู้ป่วยบน Facebook เลยถูกไล่ออก และปรับ $500 ด้วย เป็นต้น … กรณีศึกษาพวกนี้ในประเทศไทยอาจจะมีไม่เยอะ แต่ในต่างประเทศเยอะมากทีเดียวครับ ใช้ Google ช่วยค้นหาข่าวได้สบายๆ
  • ในส่วนของ Additional Resources นั้น อาจทำลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่สอนวิธีการใช้งาน Social Media รวมไปถึงการป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในการใช้งาน Social Media (เช่น สแปม, โดนแฮก เป็นต้น) … นอกจากนี้ ถ้าไหนๆ ก็จะใช้ Social Media แล้ว อาจจะจัดทำเว็บบอร์ดภายในองค์กร ให้ผู้ที่ใช้งาน Social Media ต่างๆ ได้เข้ามาปรึกษาหารือกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้งานกัน

 

ช่วงนี้สุขภาพไม่แข็งแรงครับ กำลังป่วยอยู่ … อยากจะลองวิเคราะห์ Social Media Policy เพิ่มเติมอีกซักอัน ดังนั้น เลยต้องขอเขียนตอนที่ 5 นะครับ อิอิ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: