กาฝากหนีเที่ยวอเมริกา ตอนที่ 6 มาถึงนิวยอร์กแล้ว รู้จักพื้นฐานเอาตัวรอดก่อน

Print Friendly

 

เฮ้ย! เผลอแป๊บเดียวเขียนมาได้ตั้ง 6 ตอนแล้วอ้ะ ฮาฮา ไม่แปลกอะไรหรอก เพราะผมเขียนประมาณวันละ 1 ตอนเลยนิ ทำอะไรมาบ้างในวันนี้ก็เขียนลงบล็อก อารมณ์เหมือนเป็นไดอารี่กลายๆ อิอิ … สำหรับตอนที่ 6 นี่ คือผมบินจากสนามบิน Logan International Airport ที่บอสตันมาที่ John F. Kennedy ที่นิวยอร์กครับ … สายการบิน Delta Air เนี่ย เที่ยวบินในประเทศส่วนใหญ่จะมี WiFi ให้เล่นบนเครื่องด้วยนะ เพียงแต่ว่ามันมีข้อจำกัดตรงที่มันต้องอยู่เหนือพื้นดิน 10,000 ฟุต และต้องไม่อยู่ห่างแผ่นดินเกินไป (ไม่รู้เกี่ยวกับอะไร) เลยทำให้สุดท้าย ระยะเวลาที่ใช้อยู่บนเครื่องเลยมีไม่มากเท่าไหร่ ถ้าจะบินแค่จากบอสตันไปนิวยอร์ก … แต่ผมว่าถ้าบินในประเทศแบบ จากตะวันออกไปตะวันตกอะไรแบบเนี้ย คงมีเวลาได้ทำอะไรเยอะ

 

Subway ของนิวยอร์กรายละเอียดเยอะมาก

โดยส่วนตัวผมก็ผ่านระบบรถไฟฟ้าของประเทศต่างๆ มา 5 ประเทศ (ไทย, ฮ่องกง, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และ อังกฤษ) แต่ผมรู้สึกว่า อเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ 6 ที่ผมได้มาเจอเนี่ย สับสนมากๆ ฮาฮา … เพราะแต่ละรัฐก็มีระบบเป็นของตัวเอง นั่นก็เรื่องนึงแล้ว … นิวยอร์กเป็นเมืองใหญ่ มีขนาดใหญ่มาก ก็เลยทำให้ระบบรถไฟฟ้าเนี่ย อย่างเยอะมากๆ

 

แผนผัง Subway ของนิวยอร์ก (อัพเดตพฤษภาคม 2012)

 

แนะนำว่าถ้าจะมาที่นี่ แอบไปดูแผนที่จาก www.mta.info/maps ก่อนก็จะดีครับ … แต่คำแนะนำสำหรับคนที่ลงเครื่องที่สนามบิน JFK คือ มันจะมีรถไฟฟ้าให้นั่งออกมาได้ ให้เราดูให้ดีๆ จะเห็นว่ามันจะลงได้ 3 สถานี เพื่อไปต่อ Subway สายอื่น คือ Howard Beach ซึ่งจะไปต่อสาย A ได้, Sutphin Blvd Archer Av ที่จะไปต่อสาย J และ Z ได้ และสุดท้ายคือ Jamaica Center Parsons/Archer ที่ไปต่อสาย E ได้ครับ … เนื่องจากผมจะไปที่ Flushing ผมเลยมาลงที่ Jamaica เพราะต้องนั่งสาย E ไปต่อสาย 7 หรือไม่ก็นั่งรถเมล์สาย Q44 ไป (ผมไปด้วยวิธีหลัง คือ นั่งรถเมล์ เหอๆ)

Airtrain (รถไฟฟ้าที่วิ่งจากสนามบินไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ 3 ที่ข้างต้นที่ผมว่า) ถ้าเป็นการนั่งภายในสนามบินนี่ฟรีครับ สามารถใช้เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง Terminal ต่างๆ ได้ แต่หากไปยัง 3 สถานที่ข้างต้น จะต้องเสียค่าตั๋ว $5 ครับ ซึ่งจะต้องไปจ่าย ณ ปลายทาง ด้วยการซื้อ Metro Card ณ เครื่องจ่ายตั๋ว

 

Metro Card

 

ตอนจะซื้อตั๋วเนี่ย มีข้อแนะนำอยู่ดังนี้ครับ

  • เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ รับแบงก์ $1, $5, $10, $20 และ $50 ได้ รับเหรียญได้ (พวก $1 อะไรทำนองนี้) แต่มันจะจำกัดไม่ให้ทอนเงินเกิน $6 … ถ้าเกิดเราใส่เงินเยอะไป มันทอนไม่ได้ มันก็จะไม่ให้เราซื้อบัตร เซ็งมากๆ ขอบอก
  • แล้วถ้าเรางกๆ เงิ่นๆ อยู่ตรงเครื่องขายบัตร (อาจเพราะเครื่องมันทอนเงินเราไม่ได้) มันก็จะมีตาพนักงาน น่าจะเป็นชาวเม็กซิกัน (คนไทยเรียก พวกไอ้โก้ … ย่อมาจาก จังโก้) คอยมาชวนให้เราไปซื้อ Metro Card จากเพื่อนมัน ไอ้เพื่อนคนนี้แต่งตัวด้วยชุดหมีสีส้ม เหมือนเป็นพนักงานทำความสะอาด ไม่ก็ช่างที่สถานี … ไม่น่าไว้ใจอย่างแรง … อย่าไปซื้อจากมัน
  • เลวร้ายสุด ให้ซื้อ Metro Card แบบ $5 ค่าตั๋ว Airtrain พอ แล้วเดี๋ยวค่อยมาว่ากันตอนไปซื้อ Metro Card สำหรับ Subway อีกที

ผมไม่รู้ว่าค่าโดยสาย Subway เท่าไหร่ เพราะผมมาในฐานะนักท่องเที่ยว กะเที่ยวเต็มที่อยู่แล้ว ดังนั้นเลยเลือกซื้อตัวแบบ Unlimited 7 วันครับ สนนราคา $29 ถือว่าคุ้มโคตรๆ เพราะมันรวม Subway และ Bus ด้วย (ลองคิดดิ 600 บาท นั่ง Subway ก็ได้ รถเมล์ก็ได้ ตลอดระยะเวลา 7 วันเต็มๆ) … เท่าที่สอบถามมา คนไทยที่มาทำงานในสหรัฐ ประเภทพนักงานเสิร์ฟที่แบบทำหลายๆ แห่ง ต้องเดินทางบ่อยๆ จะเลือกซื้อตั๋วแบบนี้ คุ้มมาก

 

มุกโกงสำหรับ Metro Card

อีกมุกนึงที่ผมได้ยินมา คือการรูดบัตรให้กัน … คือต้องบอกก่อนว่าระบบ Subway ที่นิวยอร์ก มันไม่เหมือนกับ BTS ที่บ้านเรา หรือพวกรถไฟฟ้าใต้ดินที่อื่นๆ ที่จะต้องรูดบัตรทั้งขาเข้าขาออก ที่นี่ตอนเข้าต้องรูดบัตร ตอนออกไม่ต้อง แถมทางเข้าทางออกยังเป็นทางเดียวกันได้อีกแน่ะ เหอๆ … ผลก็คือ มันมีมุกโกงนิดหน่อยครับ คือ ให้คนนึงซื้อบัตรแบบ Unlimited แล้วรูดบัตรเข้าสำหรับตัวเองไปก่อน จากนั้นรอพักนึง (15 นาทีโดยประมาณ) แอบส่งมอบบัตรออกมาให้เพื่อนอีกคนที่รออยู่ข้างนอก แล้วรูดบัตรเข้าไปได้อีกรอบ

พวกชาวต่างชาติ หรือแม้แต่พวก Homeless (พวกไร้บ้าน) ก็มักจะใช้มุกนี้เพื่อขอขึ้น Subway ฟรีๆ ครับ อารมณ์ประมาณ ดักรอคนที่กำลังออกจากสถานี แล้วก็ถามว่า Unlimited รึเปล่าๆ ถ้าใช่ ช่วยรูดให้หน่อย … ช่วยๆ เขาไปก็ไม่ได้ทำให้เราเสียหายอะไร เพราะเราบัตร Unlimited อยู่แล้ว แต่ … อ๊ะๆ ถ้าโดนจับได้ โดนปรับบานนะครับขอบอก ปกติแล้วเขาจะต้องไปดักรอกันตรงทางเข้าออกที่ไม่มีตู้เจ้าหน้าที่ครับ … ผมแค่เอามาเล่าสู่กันอ่านเฉยๆ ไม่ได้แนะนำให้ทำ

 

รถไฟฟ้าแบบ Local และ Express

รถไฟฟ้าที่นี่แบ่งออกเป็น Local และ Express ครับ แบบ Local ก็คือแบบธรรมดานั่นแหละ เป็นพวกที่วิ่งช้าๆ จอดมันทุกสถานี ส่วนแบบ Express เนี่ย มี 2 จำพวก พวกแรกคือ วิ่งไปเส้นทางคล้ายๆ กับ Local แต่จะจอดรับเฉพาะบางสถานี กับอีกแบบนึงคือ จอดทุกสถานี แต่จะวิ่งเร็วกว่า Local ครับ … เท่าที่สังเกตมา แบบ Express ที่จอดทุกสถานีเนี่ย จะไม่มีแบบ Local วิ่งควบคู่ด้วยอ่ะนะ (ถ้าผมเข้าใจผิด ท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลแก้ไข วานแจ้ง)

 

ดูแผนที่เส้นทางเดินรถให้ดีๆ ว่าจะไป Local หรือ Express ถึงจะถูก

อ่านวิธีดูแผนที่เส้นทางก่อนด้วย

 

จริงๆ วิธีดูว่าสายนั้นเป็น Local หรือ Express ดูง่ายๆ ตอนที่รถวิ่งมาเนี่ย ด้านข้างจะมีไฟบอกเลขสายของรถ ถ้าเป็นวงกลมก็เป็น Local ถ้าเป็นรูปดอกจิกก็เป็น Express ครับ แล้วก็ไม่ต้องห่วงว่ามัวแต่รอดูไฟหมายเลขแล้วจะขึ้นรถไม่ทัน เพราะแต่ละขบวนที่มาอ่ะ มี 11 ตู้เห็นจะได้ คือยาวมาก กว่าจะจอดเสร็จ คนขึ้นเสร็จ เราอ่านป้ายทันอยู่แล้ว … เพียงแต่ตอนอยู่ในสถานีอ่ะ ต้องมองป้ายให้ดีๆ ว่าเราจะไปสายไหน ไปฝั่งไหน เพราะบางสถานีมันไปได้เยอะมาก

แต่ที่ผมว่าชวนงงที่สุดก็คือ บางคันมันจะมีการแปลงร่างกลางอากาศ เช่น เปลี่ยนจาก Local เป็น Express หรือ Express เป็น Local เป็นต้น อย่างเช่นสาย E ที่ปกติเป็น Express เนี่ย ช่วงวันหยุดอาจมีแผนการซ่อมแซมเส้นทางวิ่งในส่วนของ Express ก็เลยทำให้บางช่วงของการวิ่ง มันจะแปลงร่างกลายเป็น Local (คือ จอดทุกสถานีรายทาง) ซะงั้นอ่ะ (ปกติมันจะวิ่งเลนกลางไม่จอดบางสถานี ถ้าจะไปสถานีพวกนั้นต้องนั่งสาย M ไปแทน … พอแปลงร่างเป็น Local ปุ๊บ สาย E ก็ไม่ต่างกับสาย M เป็นต้น)

มีวันนึงผมขึ้นรถสาย 6 แล้ว ไฟ LED มันก็บอกว่าเป็น Local ซึ่งสถานีต่อไปคือ 51 St แต่ว่าพอขึ้นไปจริงๆ มันแปลงร่างกลางอากาศ กลายเป็น Express ที่จะกระโดดไปที่ 59 St เลยซะงั้นอ่ะ … โดนเต็มๆ ครับ กลายเป็นต้องเดินย้อนกลับมาสถานีนึง เซ็งแมวมาก

 

แต่ละขบวน เก่าใหม่แตกต่างกันไป

คืออยากบอกว่าที่นิวยอร์กเนี่ย มันใช้รถไฟฟ้าแต่ละขบวนโคตรคุ้มเลยมั้ง คือ บางสายเนี่ย รถมันเก่ามาก ไม่มีระบบไฟ LED อะไรบอกเลยว่าเราอยู่ที่ไหน และกำลังจะไปสถานีไหน (เช่นสาย 7 เป็นต้น) ต้องอาศัยฟัง (ซึ่งลำโพงก็ห่วยบรมมาก บางทีเสียงขาดๆ หายๆ ไปเลย) และการสังเกตป้ายบอกชื่อสถานีเอา … แต่บอกก่อนว่า ชื่อสถานีมันไม่ได้สวยหรูแบบในประเทศอื่นๆ อย่าง อังกฤษ, ไทย, ฮ่องกง, มาเลเซีย, สิงคโปร์ เลยนะ ที่นี่ชื่อสถานีบางทีมันเป็นแค่ชื่อถนนเองอ่ะ เช่น Time Square 42 St หรือ 101 St เป็นต้น จำยากชะมัด

 

ถ้าไปเจอสายที่ใหม่ๆ หน่อย มันมีระบบบอกตำแหน่งปัจจุบันของเราโคตรเจ๋ง

 

แต่อยากบอกว่า ไอ้พวกสายที่ใหม่ๆ หน่อยเนี่ย มีระบบบอกตำแหน่งปัจจุบันของเราโคตรเจ๋งเลย แบบในรูปด้านบนเนี่ย บอกเลยว่าสถานีต่อไปเป็นอะไร และอีกกี่สถานีจะมีะไรบ้าง มันไล่บอกตั้งแต่สถานีแรกไปยันสถานีสุดท้าย แถมบอกให้ด้วยว่าสามารถต่อรถไฟฟ้าสายอะไรไปได้อีก … แต่ (มี “แต่” อีกแล้ว) ก็อย่าไปเชื่อแผง LED ให้มากนะครับ เพราะผมโดนมาแล้ว … แผง LED ของสาย E บอกเส้นทางเหมือนจะไปฝั่งแมนฮัตตัน (คือไปสุดทางที่ World Trade Center) แต่จริงๆ แล้วสายนี้กำลังมุ่งหน้าไปฝั่ง Queens ซะงั้น … ต้องมองแผง LED หลายๆ อัน ประกอบกับการฟังคำประกาศของรถด้วย (ซึ่งฟังยากมาก เพราะลำโพงห่วย)

 

ที่นิวยอร์ก อย่าหวังว่าจะเจอมารยาทบนรถไฟฟ้ามากนัก

พวกคนที่ขึ้นมาไม่ได้มารยาทดีทุกคนนะครับ รถไฟฟ้าที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำที่นั่งมาให้เห็นชัดๆ ว่าสำหรับกี่คน แต่มันจะเหมือนเก้าอี้ยาวๆ มากกว่า แล้วพวกนิสัยเสียก็มักจะเอาของไปวางไว้ข้างๆ ตัว ให้กินที่ชาวบ้านเขาซะงั้นอ่ะ … พนักงานสนามบินก็นั่งกินเนื้อที่บน Airtrain ผู้โดยสารทั่วไปบางคนก็นอนขวางบนเก้าอี้ซะงั้นก็มี … ดูรูปเก็บตกของผมเอาก็ได้

 

พนักงานสนามบินนะครับ ที่นั่งสำหรับ 4 คน พวกล่อ 2 คนเต็ม

ส่วนคุณเธอคนนี้ก็ อย่างที่เห็น

 

ข่าวดีก็คือ พวกฝรั่งชาวอเมริกันแท้ๆ จะไม่มีอะไรแบบนี้ครับ ที่เห็นส่วนใหญ่เป็นพวกต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเม็กซิกัน อะไรทำนองนี้ (พวกนี้เยอะมาก) เคยผ่านหน้าร้านอาหารร้านนึง ถึงขนาดต้องเอาป้ายมาติด (เป็นภาษสเปน แปลใจความว่า ห้องน้ำสำหรับลูกค้าเท่านั้น … ลองปิดเป็นภาษาชาติมันแบบนี้ แสดงว่าคนชาติมันมามั่วนิ่มใช้ห้องน้ำเยอะมาก เหอๆ)

 

Subway มันนึกจะปิดซ่อมก็ปิด

คนที่นี่ชินแล้วครับ กับการ Subway ปิดซ่อม … คำว่าปิดซ่อมคือ รถไฟฟ้ายังให้บริการตามปกติ แต่บางสถานีจะปิดไม่ให้คนขึ้น อาจจะเป็นแค่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง หรือทั้งหมด ดังนั้นต้องวางแผนการเดินทางให้ดีๆ แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวที่เพิ่งมา อาจจะเอ๋อแดกได้เลย แบบผมเนี่ย จะไปหา @wiriyapa ดันมาเจอสถานีปิด เลยกลายเป็นว่าแทนที่จะนั่ง Subway 4 สถานีแป๊บๆ ถึง กลายเป็นต้องเดินอ่ะ แล้วนิวยอร์กตอนนี้เป็นหน้าร้อน อากาศไม่แพ้เมืองไทยเลย เวรกรรมๆ

 

คือ มันนึกจะซ่อมก็ซ่อมนะครับ

 

ฟังจาก @wiriyapa เขาว่าเคยมีเคสแบบรถไฟฟ้าเสีย ต้องปล่อยผู้โดยสารลงด้วย (บางทีเป็นตอนหิมะตก -_-” ) อารมณ์ประมาณรถเมล์ที่กำลังวิ่งปุเลงๆ เกิดเสีย ต้องปล่อยผู้โดยสารลงนั่นแหละ กรณีแบบนั้นจะมีการจัดรถเมล์มาให้บริการ ซึ่งเมื่อผู้โดยสารเอา Metro Card ตอกปุ๊บ ระบบจะรู้เลยว่ามาจารถไฟฟ้าที่เสีย ก็จะให้ขึ้นฟรี … ส่วนพวกที่ใช้ Unlimited นั้นไม่ต้องห่วงอยู่แล้ว

 

Google Map เมพ

จริงๆ ผมลงทุนซื้อ App สำหรับค้นหาเส้นทางเดินรถของ Subway ในนิวยอร์กเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า Google Maps ก็เมพโคตรๆ แล้วครับ ใช้ค้นหาเส้นทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ดีมาก … ที่สำคัญคือ มันมีทั้งบน iPhone และ Android นี่นะ … ใช้ให้คุ้มครับ ขอแนะนำ

 

อย่างสาวน้อยข้างๆ นี่ ใช้ iPhone + Google Maps ในการหาเส้นทางเดินทาง

 

ข้อเสียของ iPhone คือ Google Maps บน iPhone นั้นเวอร์ชันเก่ามาก ไม่เหมาะกับการเอาไว้ใช้หาเส้นทาง แต่แนะนำให้เข้าผ่าน Safari แทน ไปที่ maps.google.com แล้วใช้เวอร์ชันเว็บ จะดีกว่ามากๆ ครับ … ส่วนผู้ใช้ Android สบายแฮอยู่แล้ว ของ Google เอง ดังนั้น Google Maps เนี่ย เจ๋งสุดๆ รายละเอียดเยอะมาก แถมยังเข้าโหมด Google Navigator เพื่อนำทางด้วยเสียงแบบ Turn-by-Turn ได้อีก แม้เราจะกำลังนั่งรถเมล์อยู่ก็ตาม … เสียบหูฟังแล้วนั่งรถเมล์หรือเดินนะ เหมือนกับเป็นคนประเทศนั้นๆ เลยแหละ เดินแบบไม่ต้องมองแผนที่

 

ใช้ Google Navigation ในการนำทาง สะดวกมากๆ

 

ข้อจำกัดร้ายแรงในการใช้ Google Maps และ GPS Navigator อื่นๆ ในการเดินทางด้วย Subway ก็คือ หากเป็นช่วงที่ลงใต้ดิน มันดับอนาถครับ เพราะสัญญาณดาวเทียมไปไม่ถึง (อันนี่แน่นอน) และที่ใต้ดินเนี่ย ไม่มีสัญญาณมือถือใดๆ ทั้งสิ้น จะ AT&T หรือ T-Mobile ก็เหอะ (แต่ไม่เคยลอง Verizon นะ) ฉะนั้น ค้นหาเส้นทางตอนที่ยังมีสัญญาณอยู่ แล้วจดจำเส้นทางไว้ให้ดีๆ ล่ะ

 

ข้อควรระวังสำคัญที่สุด

นิวยอร์กตอนกลางคืนในหลายๆ พื้นที่ มันอันตรายจริงจังนะ ดังนั้นแม้ผมจะบอกว่า Smartphone + Google Maps ช่วยในเรื่องการเดินทางได้มาก แต่ตอนกลางคืนอ่ะ อย่าหยิบออกมาล่อตาโจรให้มากนัก พวกเม็กซิกัน พวกพี่มืด หลายๆ คนที่เป็นพวก Bad Boy เนี่ย อาจจะมาฉกชิงวิ่งราวหรือเอาอาวุธมาจี้เราได้เลยนะครับ โดยเฉพาะหากคุณเป็นสาวเป็นนางด้วยยิ่งต้องระวัง

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. Looklynx says:

    ขอบคุณค่ะ ขอปรินท์เลยนคะะ

Leave a Reply

%d bloggers like this: