ข้อควรรู้สำหรับการแปลข่าว

 

หลังๆ มานี่ผมได้เห็นการเติบโตของวงการบล็อกเกอร์เมืองไทยค่อนข้างเยอะ เราได้เห็นบล็อกเกอร์หน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา หลายๆ คนก็รวมตัวกันเป็นกลุ่ม เปิดเป็นเว็บไซต์ข่าวขึ้นมา นักข่าวเองหลายๆ คนก็หันมาให้ความสนใจในการทำบล็อกกันมากขึ้น ผมเองก็ได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรพิเศษให้กับทั้งนักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในสาขาวารสารศาสตร์อยู่บ้างเป็นบางครั้ง (ขอบคุณพี่ป๋อง @chavarong ที่เชิญบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยอย่างผมไปเป็นวิทยากรฮะ) และโดยส่วนตัวผมก็เพิ่งรีรันบล็อกแนะนำวิธีการเตรียมตัวเพื่อเป็นบล็อกเกอร์ไปหมาดๆ ด้วย … ก็เลยอยากเขียนเพิ่มอีกนิด สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะเขียนบล็อก หรือทำเว็บไซต์แนวๆ แปลข่าวจากต่างประเทศครับ

 

การแปลภาษาไทยใช่เรื่องยาก ใช้เครื่องทุ่นแรงได้ แต่ต้องไม่มักง่าย

โดยส่วนตัว ผมว่าการแปลข่าวเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว ภาษาอังกฤษสำหรับประเทศไทยเราตอนนี้ แม้จะยังไม่อะไรที่ใครๆ ก็พูดกันได้หมด แต่ถ้าเทียบกับเมื่อย้อนไปซักสิบกว่าปีก่อน (หรือนานกว่านั้น) คนไทยสมัยนี้เก่งภาษาอังกฤษขึ้นเยอะครับ นอกจากนี้เครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยเราก็มีเยอะ อย่าง Google Translate เนี่ย แม้ว่ามันจะไม่สมบูรณ์เต็มร้อย แต่มันก็ช่วยเราไปได้มากโขอยู่ โดยเฉพาะในกรณีที่เว็บไซต์ข่าวต้นฉบับมันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ

 

ใช้ Google Chrome เปิดเว็บไซต์ภาษาต่างประเทศ ก็จะมีการเสนอแปลให้เลย

 

แต่ก็อีกนั่นแหะ เพราะมันแปลไม่ได้สมบูรณ์ 100% ดังนั้น อย่ามักง่ายใช้คำแปลจากเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ตรงๆ เลยนะครับ … ขอให้ใช้เครื่องมือพวกนี้ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจกับเนื้อหาได้มากขึ้น แต่เราต้องทำการเรียบเรียงคำแปลเหล่านั้นมาอ่านอีกรอบ ว่าสุดท้ายแล้วเราอ่านเข้าใจไหมด้วย

เท่าที่ผมลองสังเกตมา เครื่องมือแปลภาษาอย่าง Google Translate เนี่ย ความสมบูรณ์ของการแปลจะขึ้นอยู่กับความคล้ายคลึงของโครงสร้างภาษาและหลักไวยากรณ์ด้วย ดังนั้นหากเป็นภาษาที่มีโครงสร้างมาจากละติน อย่างเช่น สเปน, ฝรั่งเศส แปลไปเป็นภาษาอังกฤษเนี่ย จะค่อนข้างแปลได้ถูกต้องครบถ้วนมากกว่าการแปลจากภาษาต่างๆ เหล่านั้นมาเป็นภาษาไทย

ดูตัวอย่างที่ผมลองแปลข่าวภาษาสเปนของ CNN เป็นภาษาอังกฤษเทียบกับเป็นภาษาไทยด้านล่างนี่ได้ จะสังเกตเห็นได้ชัดเลยแหละว่า แปลจากสเปนเป็นอังกฤษ อ่านแล้วเข้าใจกว่าแปลจากสเปนเป็นไทยเยอะ

 

แปลจากสเปนเป็นอังกฤษ อ่านแล้วเข้าใจดี

แปลจากสเปนเป็นไทย อ่านแล้วงงๆ

 

อ่านข่าวต้นฉบับให้จบครบถ้วน แล้วสรุปอย่าให้เพี้ยน

ข่าวต่างประเทศ บางทีมันก็ยาวเหยียดจนอ่านแล้วเพลีย บางอันก็สั้นซะจนดูแล้วมันไม่ใช่ข่าว … ในมุมกลับกัน ผมก็เห็นเว็บข่าวในไทย (ขอยกตัวอย่างเว็บข่าวไอทีนะ) ที่พยายามแปลให้ครบถ้วนทุกกระบวนความ เพื่อไม่ให้ความหมายของข่าวผิดพลาด อันนี้ถือเป็นความพยายามที่ดีมากครบ น่าชมเชย แต่ในขณะที่อีกหลายๆ เว็บ ก็เน้นการสรุปข่าวต่างประเทศมาเป็นภาษาไทยแบบสั้นๆ แถมสั้นมากๆ จนทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเยอะทีเดียว

ดูตัวอย่างด้านล่าง เป็น Screenshot ที่ผมเก็บมาจากเว็บข่าวไอทีในประเทศไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งผมอ่านแล้วมันเหมือนกับว่ากำลังมีการพัฒนาเซ็นเซอร์ที่สามารถถ่ายภาพระดับ 5 หมื่นล้านพิกเซล ได้ และอนาคตอันใกล้เราคงจะได้ใช้กันด้วย (ท่านผู้อ่านท่านใดอ่านแล้วได้ความเข้าใจเป็นอย่างอื่น ลอง comment กันได้ครับ)

 

ข่าวแปลจากเว็บไอทีแห่งหนึ่ง ผมอ่านแล้วเข้าใจว่ามีการพัฒนาเซ็นเซอร์ระดับ 5 หมื่นล้านพิกเซล

 

ทีนี้มาดูที่ต้นทางของข่าวกันบ้าง มันเป็นเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Petapixel.com ครับ ซึ่งก็เอาข่าวมาจาก Wall Street Journal อีกที … เอาแบบไม่ต้องย้อนกลับไปอ่านที่ Wall Street Journal นะครับ เอาแค่ Petapixel.com ก่อน เนื้อข่าวเขาว่ามาแบบนี้

 

“Scientists at Duke University have created a digital camera that boasts a whopping 50 gigapixels. The camera, dubbed AWARE-2, uses 98 separate 14-megapixel microcameras and a special spherical lens. Each microcamera captures a tiny portion of the scene and a specially designed processor stitches the images together. Processing the data is so hardware intensive that 97% of the camera is made up of electronics and computer components (the other 3% is the optical elements).”

 

อ่านจับใจความคือ นักวิทยาศาสตร์ที่ Duke University เขาพัฒนากล้องที่สามารถถ่ายภาพได้ 5 หมื่นล้านพิกเซลจริงๆ โดยมีชือว่า AWARE-2 แต่ว่ามันไม่ใช่เซ็นเซอร์ระดับ 5 หมื่นล้านพิกเซล แต่เป็นการใช้กล้องขนาดเล็ก ความละเอียด 14 ล้านพิกเซลจำนวน 98 ตัว และเลนส์ทรงกลมชนิดพิเศษ พร้อมกับหน่วยประมวลผลที่จะมาช่วยเชื่อมภาพที่ถ่ายด้วยกล้องทั้ง 98 ตัวเข้าด้วยกัน … โดยเจ้ากล้องนี่มีฮาร์ดแวร์สำหรับประมวลผลถึง 97% ของอุปกรณ์ทั้งหมด ในขณะที่ฮาร์ดแวร์ในส่วนของการถ่ายภาพนั้นมีแค่ 3% ของอุปกรณ์ทั้งหมดเท่านั้น

และที่สำคัญที่สุดก็คือ หากย้อนกลับไปอ่านถึงข่าวต้นฉบับสุดๆ ของ Wall Street Journal เราจะเห็นได้ว่า ที่ข่าวบอกว่า เราอาจจะได้ใช้ในอนาคตอันใกล้นั้น มันไม่ใช่ระดับ 5 หมื่นล้านพิกเซล แต่เป็นระดับพันล้านพิกเซลต่างหาก … ดูได้จากเนื้อหาในส่วนนี้

 

“Many scientists believe the age of such gigapixel photography isn’t too far away.

The Pan-Starrs telescope in Hawaii uses several gigapixel cameras, but it has a relatively narrow field of view. Some drones carry megapixel cameras, but they also tend to have a relatively narrow field of view. The Gigapixl Project, meantime, is using large-format film cameras to create a highly detailed coast-to-coast portrait of North America, focusing on cities, parks and monuments.

By comparison, the Duke device represents the “first cut” at making gigapixel cameras for general use, said Shree Nayar, a computer-vision researcher at Columbia University in New York, who has seen the camera at work but wasn’t involved in the project.

The challenge, he said, is to shrink the electronics and reduce the amount of power the system requires.”

 

แปลเป็นไทยก็คือ นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่ายุคของการถ่ายภาพระดับพันล้านพิกเซลนั้นอยู่ไม่ไกล ปัจจุบันมีการใช้กล้องระดับหลายพันล้านพิกเซลแล้ว เพียงแต่ว่ายังมีมุมมองที่แคบอยู่ ซึ่งตัวกล้องที่นักวิทยาศาสตร์ของ Duke University นี้เป็นเหมือนการเบิกทางของการพัฒนากล้องระดับพันล้านพิกเซลในการใช้แบบ “General Use” หรือใช้งานทั่วไป (แม้ว่าจริงๆ แล้วโครงการนี้จะได้รับการสนับสนุนด้วยงบจากทางกองทัพอ่ะนะ) และปัญหาก็ยังมีอยู่ตรงที่ขนาดของมันยังใหญ่ (ตัวต้นแบบที่ถ่ายได้ระดับหนึ่งพันล้านพิกเซลมีขนาดประมาณไมโครเวฟ 2 เครื่อง) และยังต้องการพลังงานสูงอยู่

และตอนท้ายของข่าวเขาก็สรุปให้แล้วว่า ในอนาคตจะเป็นยังไงบ้าง แบบนี้

 

“The camera described in the Nature paper takes only black-and-white pictures. Dr. Brady said his team will finish building a 10-gigapixel color version by year-end and then will construct a 50-gigapixel device.

The team hopes to begin manufacturing industrial-type gigapixel cameras on a limited basis in 2013. But scientists estimate it would take at least several years before a hand-held, consumer version of the technology becomes available.”

 

แปลเป็นไทยได้ใจความว่า … ตอนนี้กล้องยังถ่ายภาพได้แค่แบบ ขาว-ดำ และประมาณสิ้นปีนี้ถึงจะได้กล้องระดับหมื่นล้านพิกเซลแบบสี แล้วจากนั้นเวอร์ชัน 5 หมื่นล้านพิกเซลก็ค่อยตามมา แต่ว่าในปีหน้ากล้องระดับพันล้านพิกเซลที่สามารถใช้ได้ในแวดวงการอุตสาหกรรมก็น่าจะเสร็จ (แบบมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่) และคงต้องอีกหลายๆ ปีเลยทีเดียว กว่ากล้องถ่ายรูปดิจิตอลพกพาระดับ Consumer จะสามารถถ่ายภาพได้ระดับพันล้านพิกเซล

ทั้งหมดนี้ก็คือตัวอย่างของการแปลใจความของข่าวครับ

 

เทคนิคในการแปลข่าวยาวๆ ให้ได้ใจความสมบูรณ์

ข่าวยาวๆ บางทีมันดูแปลยากมาก เพราะความยาวของมันนี่แหละ ภาษาที่เราไม่คุ้นเคยยาวเหยียด ตัวอักษรพรึ่บพรั่บเต็มไปหมด ดูแล้วตาลาย เหอๆ แต่จริงๆ แล้วเนื้อข่าวพวกนี้เขียนมาค่อนข้างมีระบบนะครับ สำหรับเทคนิคในการแปลของผมนั้น ผมมักจะทำแบบนี้ครับ

  • ข่าวเกี่ยวกับอะไร รายละเอียดแบบสรุปจะอยู่ประมาณ 1-2 ย่อหน้าแรกของข่าวเสมอ

 

1-2 ย่อหน้าแรก จะสรุปให้เราได้รู้ว่าข่าวนี้มันเกี่ยวกับอะไร

 

  • หลังจาก 1-2 ย่อหน้าแรกแล้ว มันจะเป็นรายละเอียดของข่าว ซึ่งละเอียดมากน้อย ก็อยู่ที่ว่านักข่าวเขามีอะไรให้เขียนมากไหม ตรงนี้แนะนำให้อ่านเพื่อทำความเข้าใจ แต่อาจจะไม่ต้องแปลจนหมด หากเว็บข่าวของเราไม่ได้เน้นการนำเสนอรายละเอียดแบบยิบอยู่แล้ว … อย่างในกรณีของข่าวกล้อง 5 หมื่นล้านพิกเซลเนี่ย ในส่วนนี้จะเป็นเรื่องของเนื้อหาว่า พิกเซล คืออะไร และกล้องนี้ทำงานยังไง อะไรคือองค์ประกอบสำคัญ ความเป็นมาของโครงการนี้เป็นยังไง
  • 2 ย่อหน้าสุดท้าย เป็นการสรุปข่าวครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการมองในภาพกว้างถึงสิ่งที่จะได้รับจากเรื่องที่เป็นข่าว อาจจะเป็นผลกระทบ หรือเทรนด์ในอนาคต ตรงนี้ก็เอาไว้ทำความเข้าใจ และหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อใช้สรุปข่าวของเราเองก็ได้

 

การลิงก์กลับไปยังต้นฉบับเป็นเรื่องสำคัญมาก

สำหรับข่าวที่แปลมา หรือได้ข้อมูลมาจากแหล่งอื่น การทำลิงก์กลับไปยังต้นฉบับสำคัญมากครับ เพราะด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  • ถือเป็นมารยาท เพราะข่าวมันไม่ใช่ของเรา เราแปลเขามา ก็ต้องให้เครดิตกับเจ้าของข่าว
  • ถือเป็นสิ่งที่ควรทำตามเพื่อเคารพในลิขสิทธิ์ของเจ้าของข่าว
  • เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน เพื่อที่จะได้เข้าไปอ่านข่าวต้นฉบับ ในกรณีที่มีข้อสงสัย คาใจกับเนื้อหาที่เราแปล หรือเกิดความสนใจในตัวข่าว อยากได้ข้อมูลมากกว่าที่เราแปล

สำหรับท่านใดที่คุ้นเคยกับการทำวิจัยส่วนบุคคล หรือวิทยานิพนธ์ ให้คิดเลยครับว่าการแปลข่าวนี่ไม่แตกต่างอะไรจากการนำงานวิจัยของคนอื่นมาอ้างอิงในงานวิจัยของตนเอง ดังนั้นเอาของใครมาใช้ ต้องอ้างอิงและพูดถึงอย่างชัดเจนครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: