เลือกแพ็กเกจสมาร์ทโฟนอย่างไรให้ถูกใจเรา

 

การมาของ Mobile Internet หรือ อินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ความก้าวหน้าของอุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และ การที่อัตราค่าบริการ Mobile Internet ตลอดไปจนถึงสนนราคาของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมีราคาที่ถูกลง ทำให้ใครต่อใครก็สามารถเข้าถึง Mobile Internet ได้ เป็นเจ้าของอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้โดยง่าย … แน่นอนว่า ผมย้ำอยู่เป็นประจำและสม่ำเสมอว่า อุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต หากต้องการจะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว มันต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ เขาถึงเรียกอุปกรณ์เหล่านี้ว่า Connected Devices ไงล่ะ … ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งหลาย ต่างก็เข้าใจจุดนี้ ก็เลยได้นำเสนอแพ็กเก็จ Mobile Internet มากมายหลากหลาย จนกระทั่งปัญหาของเราไม่ใช่หาแพ็กเกจไม่ได้ แต่กลายเป็น จะเลือกแพ็กเกจอันไหนไปแทน … ว่าแล้ว ลองไปอ่านวิธีเลือกแพ็กเกจสมาร์ทโฟนที่ผมจะนำเสนอซักหน่อยไหมล่ะครับ

 

ก่อนอื่นต้องอ่านแพ็กเกจให้เป็นกันก่อน

พื้นฐานแรกสุดที่ควรจะต้องมีคือ การอ่านแพ็กเกจให้เข้าใจก่อนว่า อะไรต่อมิอะไรในแพ็กเกจนั้นหมายความว่ายังไง … ดังนั้น ดูโปรโมชั่นล่าสุด (ณ ขณะที่เขียนบล็อกตอนนี้อยู่) Special for You จาก truemove H ในรูปด้านล่างนี่ครับ แล้วลองคิดในใจว่าเราได้เห็นอะไรกันบ้าง

 

แพ็กเกจ Special for You ของ truemove H แบบเต็มๆ

 

โปรโมชั่นอินเทอร์เน็ตเฉยๆ หรือ มีสิทธิ์แลกซื้อสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ตด้วย?

คนที่กำลังหาแพ็กเกจ Mobile Internet มี 2 จำพวกครับ คือ พวกที่มีสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ตแล้ว อยากได้โปรโมชั่นอินเทอร์เน็ตดีๆ เหมาะๆ มาใช้ กับ พวกที่กำลังคิดอยากจะมีสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต แล้วก็ถือโอกาสหาโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ตไปด้วยเลย … ข่าวดีก็คือ สำหรับโปรโมชั่นที่เป็นการขายเครื่องพร้อมแพ็กเกจ มักจะมอบสิทธิในการผ่อนซื้อสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต ในแบบ 0% อยู่แล้วด้วย

 

แพ็กเกจ Internet ของ truemove H ให้สิทธิผ่อน iPhone 4 และ iPhone 4S 0% สูงสุด 10 เดือน

 

ยกตัวอย่างแพ็กเกจของ truemove H คือ Special for You ครับ ให้สิทธิในการณ์ผ่อน iPhone 4/iPhone 4S และ HTC Explorer/Samsung Galaxy Y ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน … สิ่งสำคัญที่ต้องสังเกตสำหรับแพ็กเกจประเภทนี้ก็คือ ส่วนใหญ่แล้วจะต้องใช้บัตรเครดิต หรือ บัตรเงินสด หรือ บัตรผ่อนสินค้า (พวก AEON, First Choice  อะไรทำนองนี้) นอกจากจะต้องมีบัตรแล้ว ยังต้องดูด้วยว่า บัตรใดบ้างที่เข้าร่วมโครงการ​

 

ขั้นต่อมาคือ ดูว่าแต่ละแพ็กเกจให้อะไรบ้าง

ลองดูตัวอย่างจากแพ็กเกจ XL ด้านล่างนี่นะครับ … โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่จะได้เห็นคือ รายละเอียดว่าบริการอะไรบ้างที่แพ็กเกจนี้นำเสนอให้ ซึ่งมักจะเป็น

  • ค่าบริการรายเดือน (บาท) … เป็นแบบเหมาจ่ายแน่นอนครับ … อันนี้คือจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือนหากเลือกแพ็กเกจนี้
  • ค่าโทร (นาที) … จริงๆ จะเรียกค่าโทรก็ไม่ถูก เรียกว่า จำนวนนาทีที่เราสามารถโทรได้ หากเราเลือกแพ็กเกจนี้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
  • SMS (ข้อความ) … คือจำนวนข้อความ SMS ที่สามารถส่งได้ หากเราเลือกแพ็กเกจนี้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
  • MMS (ครั้ง) … คือจำนวนข้อความมัลติมีเดีย (หมายถึง ข้อความแบบ SMS แต่แนบรูปหรือวิดีโอสั้นๆ ไปด้วยได้) ที่สามารถส่งได้ หากเราเลือกแพ็กเกจนี้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
  • 3G+/EDGE/GPRS … คือ ปริมาณการใช้งานข้อมูล Mobile Internet ที่แพ็กเกจนี้ใช้ได้ ถ้าไม่ใช่ “ไม่จำกัด” ก็มักจะมีหน่วยเป็นนาทีหรือ MB (เมกะไบต์) หรือ GB (กิกะไบต์)
  • WiFI (ชั่วโมง) … คือ จำนวนชั่วโมงที่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย WiFi ของผู้ให้บริการรายนั้นๆ ได้

 

ตัวอย่างแพ็กเกจ XL ของ truemove H สำหรับผู้ซื้อ iPhone 4 หรือ iPhone 4S

 

คำแนะนำจากผม

1. ดูให้ดีๆ ว่ามีตัวอักษรเล็กๆ ใต้ตารางแพ็กเกจหรือไม่ สำหรับแพ็กเกจแบบเหมาจ่าย ส่วนใหญ่ตัวอักษรเล็กๆ พวกนี้ จะเป็นคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่ใช้งานเกินจากที่กำหนดในแพ็กเกจ เช่น ในแพ็กเกจ XL ตามตัวอย่างด้านบนนี่เป็น “ค่าโทร 1.25 บาท/นาที SMS 1.25 บาท/ข้อความ MMS 3 บาท/ครั้ง” … โดยส่วนใหญ่แล้ว พวก SMS หรือ MMS นี่ ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเห็นใครใช้เกิน เพราะหันไปใช้ Whatsapp หรือ LINE หรือ WeChat กันหมดแล้ว แต่มักจะโทรเกินกำหนดครับ ดังนั้น อย่าลืมอ่านด้วยว่าถ้าโทรเกินจำนวนที่กำหนดแล้ว ต้องจ่ายนาทีละเท่าไหร่เน้อ

2. ดูดอกจันท์ให้ดีๆ ด้วย … ตรงคำว่า “ไม่จำกัด*” เห็นดอกจันท์ไหม? ถ้าเห็นแบบนั้นแล้ว ให้มองหาคำอธิบายของดอกจันท์นั้นให้เจอครับ มันต้องอยู่หน้าเดียวกันนี่แหละ แล้วก็มักจะอยู่ถัดไปจากตารางแพ็กเกจไม่มากด้วย

อย่างในกรณีนี้มันระบุ Fair Usage Policy เอาไว้ว่า “ผู้ใช้บริการจะได้รับสิทธิใช้ 3G+/EDGE/GPRS ได้ที่ความเร็วสูงสุด 42 เมกกะบิตต่อวินาที (Mbps) เป็นจำนวน 2  กิกกะไบต์ (GB) หลังจากนั้นใช้ได้ไม่จำกัดปริมาณที่ความเร็วสูงสุด 128 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps)

 

มองหาดอกจันท์ให้เจอ ว่ามันอธิบายอะไรเพิ่มเติม

 

ตรงนี้หมายความว่า เราจะได้ใช้ 3G ที่ความเร็ว 2 ระดับครับ คือ ตอนแรกจะสามารถใช้ได้ความเร็วเต็มที่ 42Mbps เป็นจำนวน 2GB ก่อน ซึ่งหากใช้จนครบแล้ว ความเร็วสูงสุดจะถูกลดลงไปเหลือ 128Kbps ครับ … เดี๋ยวค่อยมาอ่านต่อในส่วนของ Fair Usage Policy กัน

 

Fair Usage Policy

แปลเป็นไทยคือ “นโยบายการใช้งานที่เป็นธรรม” ฟังดูเป็นทางการดีไหมครับ …​ เรื่องของเรื่องก็คือ แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าขึ้นมาก ค่าบริการ Mobile Internet ก็ถูกลงมากๆ จนแพ็กเกจแบบ “ไม่จำกัด” เป็นอะไรที่ไม่ได้แพงมากมายอีกต่อไป ใครต่อใครก็จะแห่เข้ามาใช้บริการ … มันก็เลยเกิดปัญหาขึ้น เพราะเมื่อจำนวนผู้ใช้งานเยอะขึ้น ก็จะมีปริมาณการใช้งานแบนด์วิธสูงขึ้น

สมมติว่าอินเทอร์เน็ตคือถนน และผู้ใช้งานคือรถ … เมื่อจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น ก็เท่ากับจำนวนรถเต็มท้องถนน หากไม่มีการขยับขยายถนน สุดท้ายรถก็จะติดหนัก และรถคันใหม่ๆ ก็จะไม่สามารถเข้ามาใช้งานถนนได้ … ถ้าเป็นพวกอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตามบ้าน (เช่น ADSL หรือ Cable Internet) ละก็ ผู้ให้บริการสามารที่จะเพิ่มจำนวนสายเคเบิ้ลเพื่อเพิ่มแบนด์วิธเพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ในกรณีของ Mobile Internet แล้วมันทำแบบนั้นไม่ได้ง่ายๆ เพราะว่ามันต้องการความถี่มารองรับ (ในกรณีของ Mobile Internet ความถี่คลื่นมือถือก็คือสายเคเบิ้ลสำหรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนั่นเอง)

ดังนั้น เพื่อให้สามารถให้บริการผู้ใช้งานได้ทุกคน โดยที่มีคุณภาพของการให้บริการ (QoS : Quality of Service) ที่ดี จึงจำเป็นต้องมีการกำหนด Fair Usage Policy ขึ้นมาเพื่อจำกัดการใช้งานของพวกที่เรียกว่า Bandwidth Hogger (หมายถึงพวกผู้ใช้งานที่ใช้ Internet หนักหน่วงกว่าคนอื่นๆ กินแบนด์วิธมากกว่าคนอื่นๆ จำนวนมาก) เช่น พวกที่เอา Mobile Internet มาดาวน์โหลดหนังจาก Bittorrent ซึ่งทำให้แบนด์วิธเต็มจนกระทั่งผู้ใช้งานทั่วๆ ไปไม่สามารถใช้งานเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แพ็กเกจราคาต่างกัน มี Fair Usage Policy แตกต่างกัน

ปัจจุบัน ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือแพ็กเกจแบบ “ไม่จำกัด” ที่ค่าบริการรายเดือนไม่สูงมากครับ … เช่นกรณีของ Special for You นี้ ก็มีค่าบริการรายเดือนที่ 399 บาทเท่านั้น … ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกับ Fair Usage  Policy ให้มากครับ เพราะแพ็กเกจ 899 บาท และ 399 บาทนั้น นอกเหนือจากความแตกต่างเรื่อง ค่าโทร, SMS, MMS และ WiFi แล้ว ปริมาณข้อมูลที่สามารถใช้ได้ก่อนที่ความเร็วจะถูกจำกัด และ ความเร็วสูงสุดเมื่อถูกจำกัดแล้ว เป็นปัจจัยความแตกต่างของแพ็กเกจทั้งสองด้วย

ถ้าอ่านตรงที่เป็นดอกจันท์จะเห็นว่า

  • แพ็กเกจ 399 บาท จะใช้งาน 3G ที่ความเร็ว 42Mbps  ได้จำนวน 1GB แล้วหลังจากนั้นความเร็วจะลงมาอยู่ที่ 64Kbps
  • แพ็กเกจ 899 บาท จะเหมือนกับ XL คือ ใช้งาน 3G ที่ความเร็ว 42Mbps ได้จำนวน 2 GB แล้วหลังจากนั้นความเร็วจะลงมาอยู่ที่ 128Kbps ครับ

 

ในกรณีที่มีหลากหลายแพ็กเกจ Fair Usage Policy ก็อาจแตกต่างกันไป

 

โปรโมชั่นแถมฟรีส่วนลดค่าแพ็กเกจ

อีกจุดนึงที่เป็นปัจจัยชวนให้เลือกใช้แพ็กเกจก็คือ โปรโมชั่นส่วนลดค่าแพ็กเกจ​ เช่นอย่างในกรณีของ Special for You ที่ผมใช้เป็นตัวอย่างนี่ ก็ให้ลูกค้าที่จดทะเบียนเบอร์ใหม่ที่ซื้อ Samsung Galaxy Y หรือ HTC Explorer ได้สิทธิใช้แพ็กเกจฟรีนานสูงสุด 6 เดือน แบบนี้เป็นต้น

 

Special for You ให้สิทธิใช้แพ็กเกจฟรีสูงสุด 6 เดือน กรณีที่ซื้อ HTC Explorer หรือ Samsung Galaxy Y พร้อมแพ็กเกจ

 

มองแง่หนึ่งก็ถือว่า Win-Win ครับ ผู้ให้บริการได้ขายเครื่อง ได้ลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ ส่วนพวกเราที่เป็นลูกค้าก็ได้สมาร์ทโฟนมาใช้พร้อมส่วนลดค่าแพ็กเกจอีก … แต่ที่ต้องไม่ลืมคือ เงื่อนไขสำหรับการได้รับสิทธิพิเศษนี้ ซึ่งส่วนใหญ่คือสัญญาการใช้บริการต่อเนื่องยาว 12  เดือน และถามด้วยว่าหากเกิดเหตุสุดวิสัยที่จะต้องยกเลิกสัญญาก่อน จะต้องจ่ายค่าชดเชยเท่าไหร่ครับ

 

เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้เวลาเลือก

การเลือกแพ็กเกจให้เหมาะสมกับตัวของเรานั้น มีปัจจัยในการเลือกดังต่อไปนี้ครับ

  • ค่าบริการรายเดือน … ต้องอยู่ในปริมาณที่เรารับได้ ไม่แพงจนเกินกำลังทรัพย์ แต่ว่าแน่นอน แพ็กเกจถูกๆ ก็ไม่ได้ให้อะไรเรามากนัก
  • ค่าโทร … แพ็กเกจแบบเหมาจ่ายแบบนี้มีข้อดีตรงที่ค่าบริการที่จ่ายเหมารวมทั้งค่าเน็ตและค่าโทรด้วย ตรงนี้มีไว้ยิ่งมากก็ยิ่งดี
  • SMS กับ MMS …​ หลังๆ ไม่ใช่ปัจจัยอะไรเท่าไหร่แล้ว เมื่อโปรแกรมอย่าง Whatsapp, LINE หรือ WeChat เป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่า (เพราะจ่ายค่าเน็ตไปแล้ว) แต่ขอให้จำไว้ว่า อย่างน้อยๆ ถ้ามี SMS ให้เยอะก็ดีนะครับ การส่ง SMS มันง่ายกว่า และมีพื้นที่ครอบคลุมเยอะกว่าอยู่ดี
  • เอาแบบไม่จำกัดดี หรือ เอาแบบจำกัดปริมาณดี? ตรงนี้ต้องดูที่พฤติกรรมการใช้งานของเราครับ แต่หากจะใช้กับสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต ผมแนะนำว่าเพื่อความสบายใจ หากค่าบริการรายเดือนเป็นอะไรที่เรารับได้ ควรเลือกแบบ “ไม่จำกัด” ดีกว่า เพราะเราไม่รู้หรอกว่าสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต จะแอบต่อเน็ตเมื่อไหร่
  • WiFi … ช่วยเราได้เยอะ ถ้าเกิดเราอยู่ในพื้นที่ที่ให้บริการ เพราะแทนที่เราจะเชื่อมต่อผ่านมือถือ ก็วิ่งเข้า WiFi เลยสะดวกกว่า ความเร็วของอินเทอร์เน็ตผ่าน WiFi ก็มักจะเร็วกว่าอยู่แล้วด้วย
  • Fair Usage Policy … อ่านให้ดีๆ ครับว่าเราสามารถใช้งานได้ที่ความเร็วสูงสุดเต็มที่ กี่ GB ก่อนที่ความเร็วในการเชื่อมต่อจะถูกจำกัดลง และเมื่อถูกจำกัดแล้ว ความเร็วจะเหลือซักเท่าไหร่
  • สิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น ซื้อสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต ได้ในราคาที่ลดแล้วบ้าง หรือ ผ่อน 0%  บ้าง หรือลดค่าบริการรายเดือนบ้าง … ควรสอบถามเรื่องเงื่อนไขของการใช้สิทธิ และค่าปรับกรณีที่เราบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดด้วยนะครับ

ทั้งหมดก็อารมณ์ประมาณนี้ละครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

Leave a Reply

%d bloggers like this: