อยากเป็นบล็อกเกอร์บ้างทำยังไงดี กาฝากมีคำแนะนำ

อันนี้เป็นบล็อกฉบับรีรัน และปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนนะครับ จริงๆ เป็นบล็อกที่เขียนไว้ในเว็บเก่าเมื่อเกือบปีมาแล้ว ตอนที่ได้รับเชิญจากรายการแบไต๋ไฮเทคเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554 ในฐานะบล็อกเกอร์คนหนึ่ง ก็เลยอยากเขียนถึงเรื่องการเป็นบล็อกเกอร์ซะหน่อยในความเห็นของผม เพราะมันคือคำถามที่ผมเคยถูกถามอยู่บ่อยครั้ง (และก็เชื่อว่าในอนาคตก็จะมีคนถามผมอีกเช่นกัน) “ถ้าเราริจะเป็นบล็อกเกอร์ เราควรจะเตรียมตัวยังไงดี?” วันนี้ในฐานะบล็อกเกอร์ที่มีประสบการณ์มาพอสมควร เลยอยากขอลองแนะนำท่านผู้อ่านบล็อกนานาสาระกับนายกาฝาก ที่คิดว่าซักวันหนึ่งเราจะเป็นบล็อกเกอร์ให้ได้ ได้ลองอ่านกันครับ

สิ่งสำคัญคือค้นหาตัวเอง อยากเป็นบล็อกเกอร์แนวไหน ต้องมี Originality และที่สำคัญ ต้องไม่อายที่จะแสดงออก

บล็อกคือการนำเสนอเนื้อหาครับ ดังนั้นหากอยากเป็นบล็อกเกอร์ ควรค้นหาตัวเองก่อน ว่าอยากเป็นบล็อกเกอร์ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร มันเป็นไปได้หมดทุกแนวครับ ในประเทศไทยก็มีหลายคนที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอาหาร บล็อกเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงามก็มี บล็อกรีวิวหนังก็เพียบ บล็อกด้านไอทีก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง … แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเลืกเอาอย่างใดอย่างนึ่ง แนวใดแนวหนึ่งนะ บางทีคุณอาจจะชอบเขียนหลายๆ แนวก็ได้ ดูอย่างบล็อกผมสิ นานาสาระ เขียนมันทุกแนวเลยตั้งแต่รีวิว Gadget ไปยันเที่ยว ฮาฮา เพราะนี่มันคือตัวตนของผม … แต่ผมอยากแนะนำ ในฐานะผู้เริ่มต้น ให้เขียนให้เด่นไปด้านใดด้านหนึ่งดีกว่า เพราะ “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ครับ มันโฟกัสง่าย และทำให้เราสามารถพัฒนาฝีมือตนเองได้เร็ว

 

บล็อกนานาสาระกับนายกาฝาก เขียนมันทุกแนวตามชื่อ

 

แต่จุดสำคัญที่สุดคือ ต้องมีความเป็น Original ครับ หรือก็คือ เนื้อหาที่เขียนบล็อกนั้น ควรเป็นต้นฉบับของตนเอง ไม่ใช่ไปลอกของคนอื่นเขามา … จะเป็นการแปลต้นฉบับภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยก็ได้ แต่ไม่ใช่ไปลอกฉบับภาษาไทยที่คนอื่นเขาแปลเอาไว้มา หรือไปลอกบทความของคนอื่นเขามา

การที่ไปลอกเนื้อหาเขาเข้ามาไว้ในเว็บของตน ไม่ได้นับว่าเป็นบล็อกนะครับ และเผลอๆ เสี่ยงต่อการโดนฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์เปล่าๆ ด้วย … อย่าคิดว่าการพิมพ์ให้ credit และแหล่งที่มาของเนื้อหาไว้ตอนต้นหรือตอนท้ายของบทความจะทำให้เราสามารถเอามาใช้ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ (ลองอ่านบล็อกตอน “รู้ไหมว่าเว็บหลายๆ แห่งกำลังละเมิดลิขสิทธิ์อยู่” ของผมดู)

งานเขียนของเรา ในฐานะบล็อกเกอร์ควรมีความเป็นกลาง นำเสนอข้อมูลทั้งสองด้าน จงตระหนักไว้ว่าคนที่เข้ามาอ่านงานเขียนของเรา มีความคาดหวังว่าเราจะมีความเป็นกลาง เพราะบล็อกเกอร์มีฐานะใกล้เคียง ค่อนมาทางผู้ใช้งานมากกว่า (อารมณ์ผู้ใช้งานมาแบ่งปันประสบการณ์ในการใช้งานให้ทราบกัน) การไปอวยให้กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากจนเกินเหตุ อย่าคิดนะครับว่าจะไม่มีใครอ่านแล้วไม่เอะใจ … ความน่าเชื่อถือของท่านในฐานะบล็อกเกอร์จะตกลงไปในทันที

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้บล็อกเกอร์แตกต่างไปจากเว็บไซต์ข่าวต่างๆ ก็คือ การที่บล็อกเกอร์เป็นเพียงคนธรรมดา ดังนั้นจึงมีการใส่ความเห็นและอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในบทความต่างๆ ที่เขียนด้วยได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังอีกเช่นกัน เพราะหากเน้นอารมณ์มากจนเกินจำเป็น จนกลายเป็นกลบข้อเท็จจริงซะหมด ก็ไม่ดีนะครับ

 

เครื่องมือสำหรับการเขียนบล็อก

ถ้าคิดจะวางแผนในระยะยาวว่าจะหาเงินจากการเขียนบล็อกเลย อาจพิจารณาลงทุนเช่าโฮสต์และจดโดเมนเนมซะเลยก็ได้ อย่างเช่นwww.krapalm.com หรือ www.yokekungworld.com (อันนี้คือบล็อกที่มีตัวตนจริงๆ เลยนะ ที่ยกตัวอย่างมาเนี่ย)

 

เว็บ www.yokekungworld.com

 

แต่หากใครยังไม่คิดจะลงทุนเสียเงิน คุณมีทางเลือกในการเขียนบล็อกมากมาย อาทิ ของไทยก็มี www.exteen.com , www.oknation.net , www.bloggang.com หรือของต่างประเทศก็เช่น www.blogger.com หรือ www.wordpress.com เป็นต้น

ของประเทศไทยมันมีจุดเด่นตรงที่คนไทยเล่นกันอยู่เยอะ หาคนอ่านได้ง่าย คนที่เป็นสมาชิกของผู้ให้บริการนั้นๆ มักจะมีงานอดิเรกคือการอ่านและคอมเม้นต์บล็อกต่างๆ อยู่แล้วด้วย ในขณะที่บล็อกต่างประเทศก็จะคนไทยเล่นกันน้อยกว่า แต่มันมีจุดเด่นที่ทำให้ผมอยากแนะนำให้บล็อกเกอร์มือใหม่เลือกใช้บริการของ Blogger หรือ WordPress ครับ ซึ่งจะพูดถึงต่อในภายหลัง

โดยปกติแล้ว บริการบล็อกต่างๆ เหล่านี้จะมาพร้อมกับ Web Application สำหรับเขียนบล็อกอยู่แล้ว ซึ่งรองรับการจัดแต่หน้าตาของบล็อกเต็มที่ หรือที่เรียกว่า Rich Text Editor มันจะสามารถอัพโหลดรูป แทรกรูป จัดการแบบอักษร จัดการหน้าตาของบล็อกต่างๆ ได้สบายๆ เลย

 

Rich Text Editor ของ WordPress

 

แต่ว่าเครื่องมือชุดนี้มันก็จะมีความลำบากอยู่ในเรื่องของการอัพโหลดรูปครับ เพราะส่วนใหญ่ต้องอัพโหลดรูปให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงสามารถเลือกแทรกรูปได้ ซึ่งหากบล็อกของเราเป็นบล็อกประเภทที่แทรกรูปเยอะๆ มันก็จะเสียเวลามากทีเดียว … จากประสบการณ์ตรงของผมในฐานะบล็อกเกอร์ที่รีวิวพวก Gadget ที่ต้องอัพโหลดรูปเยอะมากๆ ในแต่ละรีวิว ผมพบว่าระยะเวลาที่ต้องใช้ในการอัพโหลดรูป แล้วค่อยๆ แทรกรูปลงไปในบล็อกทีละอัน มันเปลืองเวลาพอๆ กับการเขียนบล็อกนั้นๆ เลย

และนี่คือจุดที่ผู้ให้บริการอย่าง blogger หรือ WordPress ได้เปรียบผู้ให้บริการในประเทศไทยครับ คือ มันสามารถอัพโหลดผ่านทางโปรแกรมอย่าง Microsoft Word (เวอร์ชัน 2007 ขึ้นไป) หรือ Windows Live Writer ได้ … แต่โดยส่วนตัว ผมแนะนำให้เลือกแบบหลังครับ เหตุผลเพราะแบบแรกนั้นมันต้องเสียเงินซื้อ (ในกรณีที่จะใช้อย่างถูกลิขสิทธิ์นะ) และมันสิ้นเปลืองทรัพยากรเครื่องเวลารันมากกว่า ในขณะที่ Windows Live Writer นั้น ฟรีครับ ดาวน์โหลดมาใช้กันได้ฟรีๆ เลย

 

 

โปรแกรม Windows Live Writer

 

โปรแกรม Windows Live Writer นั้นมีหน้าตาคล้ายๆ โปรแกรม Word Processing และมีลูกเล่นสำหรับการปรับแต่งบล็อกโดยเฉพาะมาให้ด้วย เช่น การใส่กรอบให้กับรูปภาพ การใส่ลายน้ำ การแทรกวิดีโอ และที่สำคัญที่สุดคือ ตอนที่จะแทรกรูปในบทความเนี่ย มันทำได้เหมือนกับการใช้งานโปรแกรม Microsoft Words เลยนะ คือ จะเซฟรูปมาแล้วก่อนแล้วแทรกไปก็ได้ หรือจะ Copy รูปจากไหนมา แล้ว Paste รูปลงไปในบทความก็ได้ เจ้า Windows Live Writer นี่มีความสามารถในการอัพโหลดรูปภาพเข้าไปยังบล็อกได้เลยหลังจากที่เราเลือก Post draft to blog (โพสต์ไปไว้เป็นแบบร่างบนบล็อกก่อน แล้วเราค่อยไปจัดการกด Publish ทีหลัง) หรือ Publish (โพสต์บล็อกให้ชาวบ้านได้เห็นเลย) … รายละเอียดการใช้งาน แนะนำว่าลองไปเล่นกันครับ มั่วๆ ไป เดี๋ยวเก่งเอง

แต่ข้อเสียคือ เราต้องยึดติดกับตัวโปรแกรมบนเครื่องของเรา ดังนั้นหากไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ก็ต้องไปติดตั้งโปรแกรมนี้ด้วย และหากเป็น Mac OSX นี่หมดสิทธิ์ครับ เพราะว่าไม่มีโปรแกรม Windows Live Writer ในเวอร์ชันของ Mac OSX … ใครติดใจโปรแกรมนี้ แล้วอยากใช้บนเครื่อง Mac ก็คงต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows เพิ่มเข้าไป เหอๆ

นอกจากนี้ สำหรับบล็อกเกอร์ที่อยากใช้ iPad เขียนบล็อก ผมก็แนะนำให้ลองเล่น Blogsy ครับ แต่อันนี้ไม่ฟรีฮะ ต้องเสียเงิน แต่ผมว่าเป็น App สำหรับเขียนบล็อกที่ครบเครื่องที่สุดสำหรับ iPad แล้ว … ยังไงก็ลองอ่านการทดลองเล่นของผมได้ที่ “ทดลองเล่น Blogsy ไว้เขียนบล็อกด้วย iPad” ดูครับ … จะว่าไปแล้ว บล็อกใหม่ของผมหลายๆ ตอนนี่ ก็ใช้ Blogsy เขียนในระหว่างเดินทางครับ

 

หมั่นออกงานบ่อยๆ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับสายที่ตัวเองเป็นบล็อกเกอร์อยู่

บอกแล้วว่าความสำคัญของการเป็นบล็อกเกอร์คือการมีความเป็น Original ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาแนวเนื้อหามาเขียน และที่มาของเนื้อหาเหล่านั้น มักจะมาจาก Event ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายที่ตนเองเขียนบล็อกอยู่ เช่น กรณีของผม บล็อกเกอร์สายไอที เน้นที่พวก Gadget อย่าง สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊ก ก็จะต้องหมั่นไปงาน Event ที่เปิดตัวพวก Gadget ใหม่ๆ อย่าได้ขาด ไปเสนอหน้าให้แบรนด์เขารู้ว่ามีเราเป็นบล็อกเกอร์ในสายนั้นอยู่ด้วย

 

งานเปิดตัว Dell Venue

 

แน่นอนว่ามีหลายๆ แบรนด์ที่ยังไม่ได้เห็นความสำคัญของบล็อกเกอร์มากนัก จึงมักจะจัดงานเปิดตัวแบบจัดให้เหมาะกับพวกสื่อหลัก (พวกหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ) คือ จัดวันธรรมดา ในช่วงเวลาทำงานปกติ … แต่ก็มีอีกหลายแบรนด์ที่ตระหนักถึงความสำคัญของบล็อกเกอร์ และจัดงานรอบบล็อกเกอร์โดยเฉพาะ เช่น Dell, HTC, LG, Samsung, Acer, WellcoM ฯลฯ

ครั้งแรกเนี่ยจะลำบากหน่อย เพราะต้องหาข่าวให้ได้ว่างานจะมีขึ้นที่ไหน … แต่เราสามารถแวะติดตามข่าวได้จากการไป Follow พวกบล็อกเกอร์หน้าเก่าอย่าง @krapalm@kazekim@darkmasterxxx@papayatop หรือ@yokekung เป็นต้น พวกนี้เวลาไปงานไหนที่ไหน ก็มักจะทวีตบอกกันครับ จากนั้นพอไปแล้วไปลงชื่อไว้ พวก PR ของแบรนด์ต่างๆ พวกนี้เขาก็จะเชิญพวกเราไปในงานหน้าเองแหละ

 

หมั่นอัพเดตบล็อกของตน ใช้ Social Media ให้เป็นประโยชน์ และฝึกภาษาที่เกี่ยวข้องให้แข็งแรง

คุณไม่อาจเรียกตัวเองว่าบล็อกเกอร์ได้เลย หากชาตินึงจะอัพเดตบล็อกซักที (ประเภทเดือนนึงอัพเดตทีก็ไม่ไหวแล้ว) เดี๋ยวนี้บล็อกก็ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของ Social Media เหมือนกัน และการจะใช้ Social Media ให้ประสบความสำเร็จ มันต้องอยู่ที่ความต่อเนื่องในการใช้งานของมัน … อิทธิพลของบล็อกเกอร์จะอยู่ที่จำนวนคนที่เข้ามาชมบล็อกของเรา ยิ่งมาก แบรนด์จะยิ่งรู้สึกว่า ไอ้หมอนี่แหละบล็อกเกอร์ที่ควรติดต่อ และผู้ชมจะเข้ามาเยอะ ก็ต้องมีเนื้อหาให้พวกเขาได้อ่านบ่อยๆ ถ้านานๆ อัพเดตที่ใครเขาจะอยากเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ (เพราะรู้ๆ อยู่ว่าเข้ามาทีไรก็มีแต่บล็อกตอนเก่าๆ เดิมๆ)

 

บล็อกเก่าของผม เริ่มต้นจากมีคนอ่านเดือนละสองร้อยกว่าวิว

 

บางคนเพิ่งเขียนบล็อกใหม่ๆ อาจท้อแท้เพราะคนดูมันน้อยเหลือเกิน … แต่ เฮ้ย! กว่าผมจะมาถึงจุดนี้ได้มันก็ต้องฟันฝ่าอะไรต่อมิอะไรเยอะเหมือนกันนะเฟ้ย ดูรูปข้างบนดูสถิติคนเข้าบล็อกของผมก่อน ผมก็เริ่มจากเดือนนึงมีคนเข้ามาแค่ 232 คน (กันยายน 2552) เท่านั้นเอง … จำไว้ ทุกคนมันก็เริ่มจากศูนย์ด้วยกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อเขียนบล็อกเสร็จแล้ว ต้องประกาศให้โลกรู้ครับว่ามีบล็อกของเราอยู่ที่นี่ ดังนั้น พวก Social Media ต่างๆ เนี่ย คือช่องทางที่ดีช่องทางนึงในการเรียกคนดูเข้ามาอ่านบล็อกของเราครับ ไม่ว่าจะเป็น Twitter หรือ Facebook หรือ Google+ ก็ตาม … ถ้าเราเขียนเนื้อหาดี และตั้งชื่อหัวข้อได้น่าสนใจ มันก็จะมีคนแชร์ให้คนอื่นๆ อ่าน และมันก็จะกระจายไปเรื่อยๆ เอง

 

แชร์บล็อกของคุณผ่านทาง Social Media ของคุณบ้าง

 

แต่จุดสำคัญที่สุด คืออย่างที่ผมบอก Social Media เป็นอะไรที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และความต่อเนื่องอย่างมาก … ไอ้พวกที่ทำทีเดียวแล้ว Go Viral หรือ ดัง มีคนติดตามเยอะเลยนั่น มันเป็นพวกฟลุคที่นานๆ จะเกิดขึ้นทีนะครับ พวกนี้มักจะเป็นอะไรที่มีความโดดเด่น มีความเป็น Original สูง และแรง (หึหึ)

ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้แนวๆ แบบพวกเขา (แต่ไม่ใช่เหมือนพวกเขาเป๊ะๆ) คุณก็อาจไม่ต้องใช้เวลามาก

และสิ่งสำคัญสุดท้ายที่คุณควรต้องมีคือ ความสามารถในด้านภาษา ไม่ต้องถึงขนาดพูดได้ฟังสะดวกหรอกครับ เอาแค่อ่านออกได้ก็พอ เพราะเนื้อหาหลายๆ อย่าง ที่จะมาเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการเขียนบล็อกของคุณ หรือแหล่งข้อมูลสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มพูดทักษะความรู้ของคุณ มันไม่ได้เป็นภาษาไทยเสมอไป … เช่น แนวๆ ไอทีเนี่ย ก็จะเน้นภาษาอังกฤษเป็นหลัก หรือ แนวๆ การ์ตูนมังงะของญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นก็สำคัญ เป็นต้น

ความรู้ความเข้าใจในภาษาที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้คุณกลายเป็นบล็อกเกอร์ที่โดดเด่นได้ และสามารถช่วยในการสร้างเนื้อหาที่เป็น Original ได้ด้วย … อ้อ! พูดถึงเรื่องภาษา และการแปล เดี๋ยวผมจะเขียนบล็อกอีกตอนที่จะพูดถึงเรื่องนี้ด้วย เหอๆ

 

เรียนรู้เรื่องการใช้รูปภาพ

เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็ใช้ High-speed Internet กันหมดแล้ว ทำให้บางทีเราลืมไปว่าขนาดของไฟล์รูปมันขนาดเท่าไหร่กันแน่ … สำหรับผู้ชมอาจไม่มีผลมากนัก หากใช้ High-speed Internet แต่สำหรับบล็อกเกอร์ที่ใช้บริการโฮสต์ฟรี หรือ เสียเงินเช่าโฮสต์ มันมีผลอย่างคาดไม่ถึงทีเดียวนะ เพราะโฮสต์ฟรีเขาก็จะจำกัดเนื้อที่ที่ให้เราใช้อัพโหลดรูปได้ ในขณะที่โฮสต์เสียเงินส่วนใหญ่ก็จำกัดปริมาณข้อมูลที่วิ่ง เช่น เดือนนึงๆ อาจจะจำกัดที่ 40GB นั่นหมายความว่าหากรูปภาพของเรามีขนาด 300KB แล้ววันนึงๆ มีคนเข้ามาดูเว็บเรา 2,000 ครั้ง ก็หมายความว่า วันนึงมีข้อมูลที่วิ่งเฉพาะรูปเดียวนี้ 300KB x 2000 = 600,000KB หรือ 600MB แล้ว เดือนนึงก็คูณอีก 30 เป็น 1.8GB ครับ หากมีรูปขนาดนี้ซัก 20 รูปก็ 36GB เฉียดๆ ขีดจำกัดเลยทีเดียว

ดังนั้นก็เลือกใช้ File Format ของรูปให้เหมาะสมจึงสำคัญมากทีเดียว

  • ไฟล์นามสกุล GIF นั้นจะเหมาะกับภาพพวก Clip Art ที่จำนวนสีไม่เยอะ เพราะไฟล์จำพวกนี้จะรองรับสีสูงสุด 256 สี ครับ … ถ้าเป็นพวกนี้ละก็ ขนาดไฟล์จะเล็กมาก
  • ไฟล์นามสกุล PNG นั้นเหมาะสำหรับพวกที่มีสีสันเยอะๆ และเป็นภาพแบบ Original Size คือ ไม่เคยถูกย่อส่วนมาก่อน ถ้าเป็นแบบนี้ละก็ ขนาดของไฟล์จะไม่ใหญ่มากเกินไปนัก แต่หากเป็นภาพที่ถูกย่อยส่วนลงมา ขนาดไฟล์จะค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว
  • ไฟล์นามสกุล JPG เป็นอะไรที่ผมแนะนำให้บล็อกเกอร์ใช้มากที่สุดแล้ว แต่ไฟล์ประเภทนี้เขาเรียก Lossy ครับ คือโอกาสที่ภาพจะสูญเสียคุณภาพเยอะมาก เพราะมันจะถูกบีบอัดค่อนข้างสูง แต่ข้อดีคือเราเลือกได้ว่าจะให้คุณภาพของภาพเป็นเท่าไหร่ ตั้งแต่ 1 ยัน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยมากผมจะเซฟที่ 70%-80% ซึ่งจะยังให้รายละเอียดภาพค่อนข้างครบอยู่ ในขณะที่ขนาดของไฟล์เล็กลงมาอย่างมาก

ดูตัวอย่างด้านล่างนี่ เป็นขนาดของไฟล์ภาพที่ผม Capture มาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นหน้าเว็บ it24hrs ของ @panraphee ครับ ถ้าเป็น PNG จะขนาดไฟล์ 300KB เลยทีเดียว แต่พอเซฟเป็น JPG ที่คุณภาพ 80% ปุ๊บ ขนาดไฟล์เหลือ 80.3KB เอง เล็กลงเกือบ 4 เท่า

ขนาดของไฟล์รูปเดียวกัน แต่ต่างกันที่ Format ของรูป ก็แตกต่างกันได้เยอะ

 

แต่ก็อย่างที่ผมบอกอ่ะนะ … ต้องระวังเรื่องการสูญเสียรายละเอียดของรูปครับ … ดูตัวอย่างจากภาพด้านล่างได้ … ซ้ายมือคือคุณภาพระดับ 80% ซึ่งรายละเอียดต่างๆ ก็ยังอยู่ดี สามารถดูได้ชัดเจน แต่ขวามือคือภาพเดียวกัน แต่เซฟเป็น JPG ที่คุณภาพ 20% ถ้าเราขยายภาพดูแบบเต็มๆ จะเห็นว่าภาพมันแตกเละเทะเลยครับ ดังนั้นเราต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมด้วยนะ อย่าเน้นแต่ขนาดของรูปเป็นสำคัญ

 

(ซ้าย) คุณภาพ 80% (ขวา) คุณภาพ 20%

 

บล็อกเกอร์ก็ต้องกินต้องใช้ แต่แหล่งรายได้อาจไม่ได้มาจากการเขียนบล็อกโดยตรง

อย่าคิดว่ารายได้ของบล็อกเกอร์จะมาจากการโฆษณาเสมอไปครับ … จริงๆ แล้วการโฆษณา หากไม่บริหารจัดการให้ดี อาจทำให้ความน่าเชื่อถือในฐานะบล็อกเกอร์ลดลงด้วยซ้ำ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้ว โฆษณาที่มาจาก Google AdSense เลยมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบล็อกเกอร์น้อยกว่า (เพราะผู้อ่านจะทราบดีว่าบล็อกเกอร์ไม่สามารถควบคุมการแสดงผลของโฆษณาได้ ดังนั้นจึงเท่ากับว่าไม่ได้อวยแบรนด์ใดเป็นพิเศษ)

แต่ผมอยากให้มองรายได้ทางเลือกอื่นจากการเป็นบล็อกเกอร์บ้างครับ เช่น บางแบรนด์เขาอาจมีขาย Gadget ในราคาพิเศษสำหรับบล็อกเกอร์ หลายๆ คนก็เลือกที่จะซื้อแล้วเอามาขายต่อทำกำไร (อันนี้มีจริงๆ นะ) หรือ การผันตัวไปเป็นนักเขียนให้นิตยสารต่างๆ หรือการรับเขียนบทความแบบ Advertorial (คือการเขียนบล็อกแบบอวยให้กับแบรนด์ แต่บทความมักจะเขียนประกาศชัดเจนว่าเป็น Advertorial เลย เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ และความน่าเชื่อถือในฐานะบล็อกเกอร์ก็จะยังคงอยู่) เป็นต้น … บล็อกเกอร์ในแต่ละสายก็มีหนทางสำหรับรายได้ที่แตกต่างกันออกไปครับ แต่ว่าต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้าง เปิดโอกาสให้ตนเองเสมอครับ

นี่คือคร่าวๆ ครับ สำหรับคำแนะนำของผม แก่ผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นบล็อกเกอร์

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

8 Responses

  1. Khonsankala says:

    ตอนนี้มี software ที่ทำงานได้เทียบเท่า windows live writer บน MacOS บ้างมั๊ยครับ

  2. Ramanager says:

    อวย = อวยพรอวยชัยและเชียร์เบียร์? ^^

  3. @9wallop says:

    ขอบคุณในสาระดีๆครับ

  4. t0zz says:

    ผมอยากให้เขียนเรื่องการใช้ภาพในการประกอบบทความด้วยนะครับ ลิขสิทธ์ต่างๆของภาพ ส่วนใหญ่แล้ว blogger ชาวไทยยังหาภาพจาก google ซึ่งเสี่ยงต่อการละเมิดอย่างมากครับ ยกตัวอย่างภาพด้านบนสุดที่มีมือยื่นออกมาจาก laptop ผมค่อนข้างมั่นใจว่าภาพนี้เป็นภาพที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้า ดังนั้น ถึงแม้ว่าเราจะเห็นตามเว็บหรือค้นหาเจอ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถนำมาใช้ได้ฟรีๆ เว็บไซท์เหล่านั้นอาจจะซื้อลิขสิทธิ์มาเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ก๊อปมา (โดยเฉพาะต่างประเทศ) เช่นเว็บสนุกดอทคอม ภาพที่ประกอบบทความต่างๆเค้าก็ต้องซื้อมา เช่นกัน ด้วยความเคารพนะครับ ที่ผมคอมเม้นท์ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อจะบอกว่าภาพด้านบนนั้นผิดหรือถูกลิขสิทธิ์ เพียงแต่อยากจะให้คนไทยให้ความสำคัญในเรื่องลิขสิทธิ์ของภาพที่นำมาใช้ด้วยครับ เหมือนที่ blogger ก็ให้ความสำคัญกับการให้เครดิต หรือขออณุญาตการใช้บทความเช่นกัน ขอบคุณครับ ^^

    • kafaak says:

      จริงๆ เรื่องนี้ตอบง่ายครับ หลักๆ คือเอาเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์มาพูด (เหมือนบล็อกที่ผมเขียนถึงว่าลล็อกเกอร์บางคนอาจกำลังละเมิดลิขสิทธิ์อยู่นั่นแหละครับ) … ปัญหาหลักคือ รูปบางรูปเนี่ย ถูกนำมาใช้ไปมาจนหาแหล่งต้นทางไม่เจอแล้วจริงๆ เหอๆ เรื่องนี้จึงยังเทาๆ อยู่ครับ

      ปกติแล้ว ในกรณีของบล็อกเกอร์ ผมจึงแนะนำให้ 1) เขียน Credit URL เว็บที่ไปเอารูปมา หากทำได้ (แต่รูปบนผมลืม URL ไปแล้ว 555) และ 2) ให้ก็อปปี้รูปมาวางไว้บนโฮสต์ของเรา ไม่ใช่ทำ ไปที่เว็บเจ้าของรูป เพราะนั่นจะกลายเป็นสร้าง Load ให้เซิร์ฟเวอร์เขา

  5. t0zz says:

    เรื่องต้นทางของรูปเป็นไปได้ยากครับ เนื่องจากแต่ละที่ก็ซื้อรูปมา จึงไม่มีการมาใส่ลายน้ำหรือ ต้องใส่เครดิตให้รูปครับ
    ทีนี้เราก็ไปก๊อปมาซึ่งอย่างที่บอกเว็บต่างประเทศหาต้นทางได้ยากแน่ๆ เพราะเค้าซื้อมา
    ไม่ใช่ลักษณะขอบทความไปใช้แล้วจึงให้เครดิตครับ

    ซึ่งถ้าเป็นอย่่างนั้นความคิดผมก็คือไม่ควรใช้นะครับรูปที่บอกว่ามันเป็นสีเทา เพราะถึงจะหาต้นทางได้เราก็ไม่สามารถขอมาใช้ได้
    เพราะเค้าทำเพื่อขาย นอกจากจะไปขอมาใช้ตรงๆ

    ทางออกสำหรับกรณีที่ผมอยากจะเสนอคือ หารูปที่เค้าให้ใช้ฟรีครับ จะดีที่สุด ถ้าไม่อยากเสียต้นทุนในการซื้อรูปเพิ่มเติม
    ซึ่งในประเทศไทยผมก็เข้าใจว่ามันไม่คุ้มที่จะลงทุนตรงนั้นถ้าไม่ใช่เว็บไซท์ใหญ่มากๆ
    แต่ก็ไม่เห็นควรว่าจะนำมาเป็นเหตุผลในการใช้รูปสีเทาต่อไปครับ

    แหล่งรวมรูปภาพเพื่อการค้านะครับ : freedigitalphotos.net / 123RF.com / fotolia.com / dreamstime.com /
    shutterstock.com / istockphoto.com / photodune.net เว็บเหล่านี้จะมีภาพฟรีให้โหลดอยู่ด้วยครับ(อาจจะไม่ทุกเว็บ)
    ซึ่งส่วนมากขนาดของรูปที่โหลดฟรีได้จะใหญ่พอมาใส่ blog ครับ

    • kafaak says:

      ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ … บางครั้งต้องไปใช้รูปสีเทาจริงๆ เพราะมันไม่มีอันไหนที่ประกอบบล็อกได้ครับ แต่พยายามใส่ URL เครดิตให้มากที่สุด … มันดีกว่าหาภาพประกอบบล็อกไม่ได้เลย

Leave a Reply

%d bloggers like this: