อันนี้เป็นบล็อกฉบับรีรัน และปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนนะครับ จริงๆ เป็นบล็อกที่เขียนไว้ในเว็บเก่าเมื่อเกือบปีมาแล้ว ตอนที่ได้รับเชิญจากรายการแบไต๋ไฮเทคเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554 ในฐานะบล็อกเกอร์คนหนึ่ง ก็เลยอยากเขียนถึงเรื่องการเป็นบล็อกเกอร์ซะหน่อยในความเห็นของผม เพราะมันคือคำถามที่ผมเคยถูกถามอยู่บ่อยครั้ง (และก็เชื่อว่าในอนาคตก็จะมีคนถามผมอีกเช่นกัน) “ถ้าเราริจะเป็นบล็อกเกอร์ เราควรจะเตรียมตัวยังไงดี?” วันนี้ในฐานะบล็อกเกอร์ที่มีประสบการณ์มาพอสมควร เลยอยากขอลองแนะนำท่านผู้อ่านบล็อกนานาสาระกับนายกาฝาก ที่คิดว่าซักวันหนึ่งเราจะเป็นบล็อกเกอร์ให้ได้ ได้ลองอ่านกันครับ
สิ่งสำคัญคือค้นหาตัวเอง อยากเป็นบล็อกเกอร์แนวไหน ต้องมี Originality และที่สำคัญ ต้องไม่อายที่จะแสดงออก
บล็อกคือการนำเสนอเนื้อหาครับ ดังนั้นหากอยากเป็นบล็อกเกอร์ ควรค้นหาตัวเองก่อน ว่าอยากเป็นบล็อกเกอร์ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร มันเป็นไปได้หมดทุกแนวครับ ในประเทศไทยก็มีหลายคนที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอาหาร บล็อกเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงามก็มี บล็อกรีวิวหนังก็เพียบ บล็อกด้านไอทีก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง … แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเลืกเอาอย่างใดอย่างนึ่ง แนวใดแนวหนึ่งนะ บางทีคุณอาจจะชอบเขียนหลายๆ แนวก็ได้ ดูอย่างบล็อกผมสิ นานาสาระ เขียนมันทุกแนวเลยตั้งแต่รีวิว Gadget ไปยันเที่ยว ฮาฮา เพราะนี่มันคือตัวตนของผม … แต่ผมอยากแนะนำ ในฐานะผู้เริ่มต้น ให้เขียนให้เด่นไปด้านใดด้านหนึ่งดีกว่า เพราะ “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ครับ มันโฟกัสง่าย และทำให้เราสามารถพัฒนาฝีมือตนเองได้เร็ว
แต่จุดสำคัญที่สุดคือ ต้องมีความเป็น Original ครับ หรือก็คือ เนื้อหาที่เขียนบล็อกนั้น ควรเป็นต้นฉบับของตนเอง ไม่ใช่ไปลอกของคนอื่นเขามา … จะเป็นการแปลต้นฉบับภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยก็ได้ แต่ไม่ใช่ไปลอกฉบับภาษาไทยที่คนอื่นเขาแปลเอาไว้มา หรือไปลอกบทความของคนอื่นเขามา
การที่ไปลอกเนื้อหาเขาเข้ามาไว้ในเว็บของตน ไม่ได้นับว่าเป็นบล็อกนะครับ และเผลอๆ เสี่ยงต่อการโดนฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์เปล่าๆ ด้วย … อย่าคิดว่าการพิมพ์ให้ credit และแหล่งที่มาของเนื้อหาไว้ตอนต้นหรือตอนท้ายของบทความจะทำให้เราสามารถเอามาใช้ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ (ลองอ่านบล็อกตอน “รู้ไหมว่าเว็บหลายๆ แห่งกำลังละเมิดลิขสิทธิ์อยู่” ของผมดู)
งานเขียนของเรา ในฐานะบล็อกเกอร์ควรมีความเป็นกลาง นำเสนอข้อมูลทั้งสองด้าน จงตระหนักไว้ว่าคนที่เข้ามาอ่านงานเขียนของเรา มีความคาดหวังว่าเราจะมีความเป็นกลาง เพราะบล็อกเกอร์มีฐานะใกล้เคียง ค่อนมาทางผู้ใช้งานมากกว่า (อารมณ์ผู้ใช้งานมาแบ่งปันประสบการณ์ในการใช้งานให้ทราบกัน) การไปอวยให้กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากจนเกินเหตุ อย่าคิดนะครับว่าจะไม่มีใครอ่านแล้วไม่เอะใจ … ความน่าเชื่อถือของท่านในฐานะบล็อกเกอร์จะตกลงไปในทันที
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้บล็อกเกอร์แตกต่างไปจากเว็บไซต์ข่าวต่างๆ ก็คือ การที่บล็อกเกอร์เป็นเพียงคนธรรมดา ดังนั้นจึงมีการใส่ความเห็นและอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในบทความต่างๆ ที่เขียนด้วยได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังอีกเช่นกัน เพราะหากเน้นอารมณ์มากจนเกินจำเป็น จนกลายเป็นกลบข้อเท็จจริงซะหมด ก็ไม่ดีนะครับ
เครื่องมือสำหรับการเขียนบล็อก
ถ้าคิดจะวางแผนในระยะยาวว่าจะหาเงินจากการเขียนบล็อกเลย อาจพิจารณาลงทุนเช่าโฮสต์และจดโดเมนเนมซะเลยก็ได้ อย่างเช่นwww.krapalm.com หรือ www.yokekungworld.com (อันนี้คือบล็อกที่มีตัวตนจริงๆ เลยนะ ที่ยกตัวอย่างมาเนี่ย)
แต่หากใครยังไม่คิดจะลงทุนเสียเงิน คุณมีทางเลือกในการเขียนบล็อกมากมาย อาทิ ของไทยก็มี www.exteen.com , www.oknation.net , www.bloggang.com หรือของต่างประเทศก็เช่น www.blogger.com หรือ www.wordpress.com เป็นต้น
ของประเทศไทยมันมีจุดเด่นตรงที่คนไทยเล่นกันอยู่เยอะ หาคนอ่านได้ง่าย คนที่เป็นสมาชิกของผู้ให้บริการนั้นๆ มักจะมีงานอดิเรกคือการอ่านและคอมเม้นต์บล็อกต่างๆ อยู่แล้วด้วย ในขณะที่บล็อกต่างประเทศก็จะคนไทยเล่นกันน้อยกว่า แต่มันมีจุดเด่นที่ทำให้ผมอยากแนะนำให้บล็อกเกอร์มือใหม่เลือกใช้บริการของ Blogger หรือ WordPress ครับ ซึ่งจะพูดถึงต่อในภายหลัง
โดยปกติแล้ว บริการบล็อกต่างๆ เหล่านี้จะมาพร้อมกับ Web Application สำหรับเขียนบล็อกอยู่แล้ว ซึ่งรองรับการจัดแต่หน้าตาของบล็อกเต็มที่ หรือที่เรียกว่า Rich Text Editor มันจะสามารถอัพโหลดรูป แทรกรูป จัดการแบบอักษร จัดการหน้าตาของบล็อกต่างๆ ได้สบายๆ เลย
แต่ว่าเครื่องมือชุดนี้มันก็จะมีความลำบากอยู่ในเรื่องของการอัพโหลดรูปครับ เพราะส่วนใหญ่ต้องอัพโหลดรูปให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงสามารถเลือกแทรกรูปได้ ซึ่งหากบล็อกของเราเป็นบล็อกประเภทที่แทรกรูปเยอะๆ มันก็จะเสียเวลามากทีเดียว … จากประสบการณ์ตรงของผมในฐานะบล็อกเกอร์ที่รีวิวพวก Gadget ที่ต้องอัพโหลดรูปเยอะมากๆ ในแต่ละรีวิว ผมพบว่าระยะเวลาที่ต้องใช้ในการอัพโหลดรูป แล้วค่อยๆ แทรกรูปลงไปในบล็อกทีละอัน มันเปลืองเวลาพอๆ กับการเขียนบล็อกนั้นๆ เลย
และนี่คือจุดที่ผู้ให้บริการอย่าง blogger หรือ WordPress ได้เปรียบผู้ให้บริการในประเทศไทยครับ คือ มันสามารถอัพโหลดผ่านทางโปรแกรมอย่าง Microsoft Word (เวอร์ชัน 2007 ขึ้นไป) หรือ Windows Live Writer ได้ … แต่โดยส่วนตัว ผมแนะนำให้เลือกแบบหลังครับ เหตุผลเพราะแบบแรกนั้นมันต้องเสียเงินซื้อ (ในกรณีที่จะใช้อย่างถูกลิขสิทธิ์นะ) และมันสิ้นเปลืองทรัพยากรเครื่องเวลารันมากกว่า ในขณะที่ Windows Live Writer นั้น ฟรีครับ ดาวน์โหลดมาใช้กันได้ฟรีๆ เลย
โปรแกรม Windows Live Writer นั้นมีหน้าตาคล้ายๆ โปรแกรม Word Processing และมีลูกเล่นสำหรับการปรับแต่งบล็อกโดยเฉพาะมาให้ด้วย เช่น การใส่กรอบให้กับรูปภาพ การใส่ลายน้ำ การแทรกวิดีโอ และที่สำคัญที่สุดคือ ตอนที่จะแทรกรูปในบทความเนี่ย มันทำได้เหมือนกับการใช้งานโปรแกรม Microsoft Words เลยนะ คือ จะเซฟรูปมาแล้วก่อนแล้วแทรกไปก็ได้ หรือจะ Copy รูปจากไหนมา แล้ว Paste รูปลงไปในบทความก็ได้ เจ้า Windows Live Writer นี่มีความสามารถในการอัพโหลดรูปภาพเข้าไปยังบล็อกได้เลยหลังจากที่เราเลือก Post draft to blog (โพสต์ไปไว้เป็นแบบร่างบนบล็อกก่อน แล้วเราค่อยไปจัดการกด Publish ทีหลัง) หรือ Publish (โพสต์บล็อกให้ชาวบ้านได้เห็นเลย) … รายละเอียดการใช้งาน แนะนำว่าลองไปเล่นกันครับ มั่วๆ ไป เดี๋ยวเก่งเอง
แต่ข้อเสียคือ เราต้องยึดติดกับตัวโปรแกรมบนเครื่องของเรา ดังนั้นหากไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ก็ต้องไปติดตั้งโปรแกรมนี้ด้วย และหากเป็น Mac OSX นี่หมดสิทธิ์ครับ เพราะว่าไม่มีโปรแกรม Windows Live Writer ในเวอร์ชันของ Mac OSX … ใครติดใจโปรแกรมนี้ แล้วอยากใช้บนเครื่อง Mac ก็คงต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows เพิ่มเข้าไป เหอๆ
นอกจากนี้ สำหรับบล็อกเกอร์ที่อยากใช้ iPad เขียนบล็อก ผมก็แนะนำให้ลองเล่น Blogsy ครับ แต่อันนี้ไม่ฟรีฮะ ต้องเสียเงิน แต่ผมว่าเป็น App สำหรับเขียนบล็อกที่ครบเครื่องที่สุดสำหรับ iPad แล้ว … ยังไงก็ลองอ่านการทดลองเล่นของผมได้ที่ “ทดลองเล่น Blogsy ไว้เขียนบล็อกด้วย iPad” ดูครับ … จะว่าไปแล้ว บล็อกใหม่ของผมหลายๆ ตอนนี่ ก็ใช้ Blogsy เขียนในระหว่างเดินทางครับ
หมั่นออกงานบ่อยๆ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับสายที่ตัวเองเป็นบล็อกเกอร์อยู่
บอกแล้วว่าความสำคัญของการเป็นบล็อกเกอร์คือการมีความเป็น Original ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาแนวเนื้อหามาเขียน และที่มาของเนื้อหาเหล่านั้น มักจะมาจาก Event ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายที่ตนเองเขียนบล็อกอยู่ เช่น กรณีของผม บล็อกเกอร์สายไอที เน้นที่พวก Gadget อย่าง สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊ก ก็จะต้องหมั่นไปงาน Event ที่เปิดตัวพวก Gadget ใหม่ๆ อย่าได้ขาด ไปเสนอหน้าให้แบรนด์เขารู้ว่ามีเราเป็นบล็อกเกอร์ในสายนั้นอยู่ด้วย
แน่นอนว่ามีหลายๆ แบรนด์ที่ยังไม่ได้เห็นความสำคัญของบล็อกเกอร์มากนัก จึงมักจะจัดงานเปิดตัวแบบจัดให้เหมาะกับพวกสื่อหลัก (พวกหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ) คือ จัดวันธรรมดา ในช่วงเวลาทำงานปกติ … แต่ก็มีอีกหลายแบรนด์ที่ตระหนักถึงความสำคัญของบล็อกเกอร์ และจัดงานรอบบล็อกเกอร์โดยเฉพาะ เช่น Dell, HTC, LG, Samsung, Acer, WellcoM ฯลฯ
ครั้งแรกเนี่ยจะลำบากหน่อย เพราะต้องหาข่าวให้ได้ว่างานจะมีขึ้นที่ไหน … แต่เราสามารถแวะติดตามข่าวได้จากการไป Follow พวกบล็อกเกอร์หน้าเก่าอย่าง @krapalm, @kazekim, @darkmasterxxx, @papayatop หรือ@yokekung เป็นต้น พวกนี้เวลาไปงานไหนที่ไหน ก็มักจะทวีตบอกกันครับ จากนั้นพอไปแล้วไปลงชื่อไว้ พวก PR ของแบรนด์ต่างๆ พวกนี้เขาก็จะเชิญพวกเราไปในงานหน้าเองแหละ
หมั่นอัพเดตบล็อกของตน ใช้ Social Media ให้เป็นประโยชน์ และฝึกภาษาที่เกี่ยวข้องให้แข็งแรง
คุณไม่อาจเรียกตัวเองว่าบล็อกเกอร์ได้เลย หากชาตินึงจะอัพเดตบล็อกซักที (ประเภทเดือนนึงอัพเดตทีก็ไม่ไหวแล้ว) เดี๋ยวนี้บล็อกก็ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของ Social Media เหมือนกัน และการจะใช้ Social Media ให้ประสบความสำเร็จ มันต้องอยู่ที่ความต่อเนื่องในการใช้งานของมัน … อิทธิพลของบล็อกเกอร์จะอยู่ที่จำนวนคนที่เข้ามาชมบล็อกของเรา ยิ่งมาก แบรนด์จะยิ่งรู้สึกว่า ไอ้หมอนี่แหละบล็อกเกอร์ที่ควรติดต่อ และผู้ชมจะเข้ามาเยอะ ก็ต้องมีเนื้อหาให้พวกเขาได้อ่านบ่อยๆ ถ้านานๆ อัพเดตที่ใครเขาจะอยากเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ (เพราะรู้ๆ อยู่ว่าเข้ามาทีไรก็มีแต่บล็อกตอนเก่าๆ เดิมๆ)
บางคนเพิ่งเขียนบล็อกใหม่ๆ อาจท้อแท้เพราะคนดูมันน้อยเหลือเกิน … แต่ เฮ้ย! กว่าผมจะมาถึงจุดนี้ได้มันก็ต้องฟันฝ่าอะไรต่อมิอะไรเยอะเหมือนกันนะเฟ้ย ดูรูปข้างบนดูสถิติคนเข้าบล็อกของผมก่อน ผมก็เริ่มจากเดือนนึงมีคนเข้ามาแค่ 232 คน (กันยายน 2552) เท่านั้นเอง … จำไว้ ทุกคนมันก็เริ่มจากศูนย์ด้วยกันทั้งนั้นแหละ
เมื่อเขียนบล็อกเสร็จแล้ว ต้องประกาศให้โลกรู้ครับว่ามีบล็อกของเราอยู่ที่นี่ ดังนั้น พวก Social Media ต่างๆ เนี่ย คือช่องทางที่ดีช่องทางนึงในการเรียกคนดูเข้ามาอ่านบล็อกของเราครับ ไม่ว่าจะเป็น Twitter หรือ Facebook หรือ Google+ ก็ตาม … ถ้าเราเขียนเนื้อหาดี และตั้งชื่อหัวข้อได้น่าสนใจ มันก็จะมีคนแชร์ให้คนอื่นๆ อ่าน และมันก็จะกระจายไปเรื่อยๆ เอง
แต่จุดสำคัญที่สุด คืออย่างที่ผมบอก Social Media เป็นอะไรที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และความต่อเนื่องอย่างมาก … ไอ้พวกที่ทำทีเดียวแล้ว Go Viral หรือ ดัง มีคนติดตามเยอะเลยนั่น มันเป็นพวกฟลุคที่นานๆ จะเกิดขึ้นทีนะครับ พวกนี้มักจะเป็นอะไรที่มีความโดดเด่น มีความเป็น Original สูง และแรง (หึหึ)
ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้แนวๆ แบบพวกเขา (แต่ไม่ใช่เหมือนพวกเขาเป๊ะๆ) คุณก็อาจไม่ต้องใช้เวลามาก
และสิ่งสำคัญสุดท้ายที่คุณควรต้องมีคือ ความสามารถในด้านภาษา ไม่ต้องถึงขนาดพูดได้ฟังสะดวกหรอกครับ เอาแค่อ่านออกได้ก็พอ เพราะเนื้อหาหลายๆ อย่าง ที่จะมาเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการเขียนบล็อกของคุณ หรือแหล่งข้อมูลสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มพูดทักษะความรู้ของคุณ มันไม่ได้เป็นภาษาไทยเสมอไป … เช่น แนวๆ ไอทีเนี่ย ก็จะเน้นภาษาอังกฤษเป็นหลัก หรือ แนวๆ การ์ตูนมังงะของญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นก็สำคัญ เป็นต้น
ความรู้ความเข้าใจในภาษาที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้คุณกลายเป็นบล็อกเกอร์ที่โดดเด่นได้ และสามารถช่วยในการสร้างเนื้อหาที่เป็น Original ได้ด้วย … อ้อ! พูดถึงเรื่องภาษา และการแปล เดี๋ยวผมจะเขียนบล็อกอีกตอนที่จะพูดถึงเรื่องนี้ด้วย เหอๆ
เรียนรู้เรื่องการใช้รูปภาพ
เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็ใช้ High-speed Internet กันหมดแล้ว ทำให้บางทีเราลืมไปว่าขนาดของไฟล์รูปมันขนาดเท่าไหร่กันแน่ … สำหรับผู้ชมอาจไม่มีผลมากนัก หากใช้ High-speed Internet แต่สำหรับบล็อกเกอร์ที่ใช้บริการโฮสต์ฟรี หรือ เสียเงินเช่าโฮสต์ มันมีผลอย่างคาดไม่ถึงทีเดียวนะ เพราะโฮสต์ฟรีเขาก็จะจำกัดเนื้อที่ที่ให้เราใช้อัพโหลดรูปได้ ในขณะที่โฮสต์เสียเงินส่วนใหญ่ก็จำกัดปริมาณข้อมูลที่วิ่ง เช่น เดือนนึงๆ อาจจะจำกัดที่ 40GB นั่นหมายความว่าหากรูปภาพของเรามีขนาด 300KB แล้ววันนึงๆ มีคนเข้ามาดูเว็บเรา 2,000 ครั้ง ก็หมายความว่า วันนึงมีข้อมูลที่วิ่งเฉพาะรูปเดียวนี้ 300KB x 2000 = 600,000KB หรือ 600MB แล้ว เดือนนึงก็คูณอีก 30 เป็น 1.8GB ครับ หากมีรูปขนาดนี้ซัก 20 รูปก็ 36GB เฉียดๆ ขีดจำกัดเลยทีเดียว
ดังนั้นก็เลือกใช้ File Format ของรูปให้เหมาะสมจึงสำคัญมากทีเดียว
- ไฟล์นามสกุล GIF นั้นจะเหมาะกับภาพพวก Clip Art ที่จำนวนสีไม่เยอะ เพราะไฟล์จำพวกนี้จะรองรับสีสูงสุด 256 สี ครับ … ถ้าเป็นพวกนี้ละก็ ขนาดไฟล์จะเล็กมาก
- ไฟล์นามสกุล PNG นั้นเหมาะสำหรับพวกที่มีสีสันเยอะๆ และเป็นภาพแบบ Original Size คือ ไม่เคยถูกย่อส่วนมาก่อน ถ้าเป็นแบบนี้ละก็ ขนาดของไฟล์จะไม่ใหญ่มากเกินไปนัก แต่หากเป็นภาพที่ถูกย่อยส่วนลงมา ขนาดไฟล์จะค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว
- ไฟล์นามสกุล JPG เป็นอะไรที่ผมแนะนำให้บล็อกเกอร์ใช้มากที่สุดแล้ว แต่ไฟล์ประเภทนี้เขาเรียก Lossy ครับ คือโอกาสที่ภาพจะสูญเสียคุณภาพเยอะมาก เพราะมันจะถูกบีบอัดค่อนข้างสูง แต่ข้อดีคือเราเลือกได้ว่าจะให้คุณภาพของภาพเป็นเท่าไหร่ ตั้งแต่ 1 ยัน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยมากผมจะเซฟที่ 70%-80% ซึ่งจะยังให้รายละเอียดภาพค่อนข้างครบอยู่ ในขณะที่ขนาดของไฟล์เล็กลงมาอย่างมาก
ดูตัวอย่างด้านล่างนี่ เป็นขนาดของไฟล์ภาพที่ผม Capture มาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นหน้าเว็บ it24hrs ของ @panraphee ครับ ถ้าเป็น PNG จะขนาดไฟล์ 300KB เลยทีเดียว แต่พอเซฟเป็น JPG ที่คุณภาพ 80% ปุ๊บ ขนาดไฟล์เหลือ 80.3KB เอง เล็กลงเกือบ 4 เท่า
แต่ก็อย่างที่ผมบอกอ่ะนะ … ต้องระวังเรื่องการสูญเสียรายละเอียดของรูปครับ … ดูตัวอย่างจากภาพด้านล่างได้ … ซ้ายมือคือคุณภาพระดับ 80% ซึ่งรายละเอียดต่างๆ ก็ยังอยู่ดี สามารถดูได้ชัดเจน แต่ขวามือคือภาพเดียวกัน แต่เซฟเป็น JPG ที่คุณภาพ 20% ถ้าเราขยายภาพดูแบบเต็มๆ จะเห็นว่าภาพมันแตกเละเทะเลยครับ ดังนั้นเราต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมด้วยนะ อย่าเน้นแต่ขนาดของรูปเป็นสำคัญ
บล็อกเกอร์ก็ต้องกินต้องใช้ แต่แหล่งรายได้อาจไม่ได้มาจากการเขียนบล็อกโดยตรง
อย่าคิดว่ารายได้ของบล็อกเกอร์จะมาจากการโฆษณาเสมอไปครับ … จริงๆ แล้วการโฆษณา หากไม่บริหารจัดการให้ดี อาจทำให้ความน่าเชื่อถือในฐานะบล็อกเกอร์ลดลงด้วยซ้ำ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้ว โฆษณาที่มาจาก Google AdSense เลยมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบล็อกเกอร์น้อยกว่า (เพราะผู้อ่านจะทราบดีว่าบล็อกเกอร์ไม่สามารถควบคุมการแสดงผลของโฆษณาได้ ดังนั้นจึงเท่ากับว่าไม่ได้อวยแบรนด์ใดเป็นพิเศษ)
แต่ผมอยากให้มองรายได้ทางเลือกอื่นจากการเป็นบล็อกเกอร์บ้างครับ เช่น บางแบรนด์เขาอาจมีขาย Gadget ในราคาพิเศษสำหรับบล็อกเกอร์ หลายๆ คนก็เลือกที่จะซื้อแล้วเอามาขายต่อทำกำไร (อันนี้มีจริงๆ นะ) หรือ การผันตัวไปเป็นนักเขียนให้นิตยสารต่างๆ หรือการรับเขียนบทความแบบ Advertorial (คือการเขียนบล็อกแบบอวยให้กับแบรนด์ แต่บทความมักจะเขียนประกาศชัดเจนว่าเป็น Advertorial เลย เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ และความน่าเชื่อถือในฐานะบล็อกเกอร์ก็จะยังคงอยู่) เป็นต้น … บล็อกเกอร์ในแต่ละสายก็มีหนทางสำหรับรายได้ที่แตกต่างกันออกไปครับ แต่ว่าต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้าง เปิดโอกาสให้ตนเองเสมอครับ
นี่คือคร่าวๆ ครับ สำหรับคำแนะนำของผม แก่ผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นบล็อกเกอร์




















ตอนนี้มี software ที่ทำงานได้เทียบเท่า windows live writer บน MacOS บ้างมั๊ยครับ
[...] [...]
อวย = อวยพรอวยชัยและเชียร์เบียร์? ^^
ขอบคุณในสาระดีๆครับ
ผมอยากให้เขียนเรื่องการใช้ภาพในการประกอบบทความด้วยนะครับ ลิขสิทธ์ต่างๆของภาพ ส่วนใหญ่แล้ว blogger ชาวไทยยังหาภาพจาก google ซึ่งเสี่ยงต่อการละเมิดอย่างมากครับ ยกตัวอย่างภาพด้านบนสุดที่มีมือยื่นออกมาจาก laptop ผมค่อนข้างมั่นใจว่าภาพนี้เป็นภาพที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้า ดังนั้น ถึงแม้ว่าเราจะเห็นตามเว็บหรือค้นหาเจอ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถนำมาใช้ได้ฟรีๆ เว็บไซท์เหล่านั้นอาจจะซื้อลิขสิทธิ์มาเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ก๊อปมา (โดยเฉพาะต่างประเทศ) เช่นเว็บสนุกดอทคอม ภาพที่ประกอบบทความต่างๆเค้าก็ต้องซื้อมา เช่นกัน ด้วยความเคารพนะครับ ที่ผมคอมเม้นท์ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อจะบอกว่าภาพด้านบนนั้นผิดหรือถูกลิขสิทธิ์ เพียงแต่อยากจะให้คนไทยให้ความสำคัญในเรื่องลิขสิทธิ์ของภาพที่นำมาใช้ด้วยครับ เหมือนที่ blogger ก็ให้ความสำคัญกับการให้เครดิต หรือขออณุญาตการใช้บทความเช่นกัน ขอบคุณครับ ^^
จริงๆ เรื่องนี้ตอบง่ายครับ หลักๆ คือเอาเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์มาพูด (เหมือนบล็อกที่ผมเขียนถึงว่าลล็อกเกอร์บางคนอาจกำลังละเมิดลิขสิทธิ์อยู่นั่นแหละครับ) … ปัญหาหลักคือ รูปบางรูปเนี่ย ถูกนำมาใช้ไปมาจนหาแหล่งต้นทางไม่เจอแล้วจริงๆ เหอๆ เรื่องนี้จึงยังเทาๆ อยู่ครับ
ปกติแล้ว ในกรณีของบล็อกเกอร์ ผมจึงแนะนำให้ 1) เขียน Credit URL เว็บที่ไปเอารูปมา หากทำได้ (แต่รูปบนผมลืม URL ไปแล้ว 555) และ 2) ให้ก็อปปี้รูปมาวางไว้บนโฮสต์ของเรา ไม่ใช่ทำ
ไปที่เว็บเจ้าของรูป เพราะนั่นจะกลายเป็นสร้าง Load ให้เซิร์ฟเวอร์เขา
เรื่องต้นทางของรูปเป็นไปได้ยากครับ เนื่องจากแต่ละที่ก็ซื้อรูปมา จึงไม่มีการมาใส่ลายน้ำหรือ ต้องใส่เครดิตให้รูปครับ
ทีนี้เราก็ไปก๊อปมาซึ่งอย่างที่บอกเว็บต่างประเทศหาต้นทางได้ยากแน่ๆ เพราะเค้าซื้อมา
ไม่ใช่ลักษณะขอบทความไปใช้แล้วจึงให้เครดิตครับ
ซึ่งถ้าเป็นอย่่างนั้นความคิดผมก็คือไม่ควรใช้นะครับรูปที่บอกว่ามันเป็นสีเทา เพราะถึงจะหาต้นทางได้เราก็ไม่สามารถขอมาใช้ได้
เพราะเค้าทำเพื่อขาย นอกจากจะไปขอมาใช้ตรงๆ
ทางออกสำหรับกรณีที่ผมอยากจะเสนอคือ หารูปที่เค้าให้ใช้ฟรีครับ จะดีที่สุด ถ้าไม่อยากเสียต้นทุนในการซื้อรูปเพิ่มเติม
ซึ่งในประเทศไทยผมก็เข้าใจว่ามันไม่คุ้มที่จะลงทุนตรงนั้นถ้าไม่ใช่เว็บไซท์ใหญ่มากๆ
แต่ก็ไม่เห็นควรว่าจะนำมาเป็นเหตุผลในการใช้รูปสีเทาต่อไปครับ
แหล่งรวมรูปภาพเพื่อการค้านะครับ : freedigitalphotos.net / 123RF.com / fotolia.com / dreamstime.com /
shutterstock.com / istockphoto.com / photodune.net เว็บเหล่านี้จะมีภาพฟรีให้โหลดอยู่ด้วยครับ(อาจจะไม่ทุกเว็บ)
ซึ่งส่วนมากขนาดของรูปที่โหลดฟรีได้จะใหญ่พอมาใส่ blog ครับ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ … บางครั้งต้องไปใช้รูปสีเทาจริงๆ เพราะมันไม่มีอันไหนที่ประกอบบล็อกได้ครับ แต่พยายามใส่ URL เครดิตให้มากที่สุด … มันดีกว่าหาภาพประกอบบล็อกไม่ได้เลย