กาฝากหนีเที่ยวอเมริกา ตอนที่ 2 คำแนะนำสำหรับการเดินทาง

Print Friendly, PDF & Email

 

บอกตรงๆ ว่ามาสหรัฐอเมริกานี่ไม่เหมือนกับการไปประเทศอื่นๆ เลยจริงๆ ให้ตายเหอะ ดังนั้นเลยอยากขอเขียนคำแนะนำจากประสบการณ์ตรงที่เผชิญมาให้ได้อ่านกัน หลายๆ ท่านอาจจะรู้แล้ว และอาจมีเทคนิคอื่นๆ ในการเตรียมตัว แต่สำหรับผม ผมก็มีมุมมองและวิธีการของผมที่อยากจะแชร์เช่นกัน หุหุ … มันเริ่มตั้งแต่การเตรียมตั้งแต่เรื่องแพ็กของยันไปจนถึงการทำตัวอยู่ที่นี่เลย … เตรียมตัวมาไม่ดี เผลอๆ เขาจะไม่ให้เข้าประเทศ หรือโดนปรับ หรือโดนทิ้งของ (แบบที่ผมเจอมาแล้ว) ดังนั้น ลองอ่านๆ กันหน่อยก็แล้วกันน่า อิอิ … ตอนที่กำลังเขียนอยู่นี่ กำลังนั่งรอเวลาไปร่วมงาน Welcome Party ของบริษัทที่ทำซอฟต์แวร์ให้ที่โรงเรียนน่ะ เลยเขียนแบบชิลๆ ก็แล้วกัน เรื่องประสบการณ์กาฝากในสหรัฐ เดี๋ยวค่อยอ่านต่อตอนที่ 3 นะ

 

การสำแดงของที่ต้องผ่านศุลกากรสหรัฐ

ที่ผมเห็นว่าแตกต่างอย่างชัดเจนตอนเข้าสหรัฐก็คือ นอกเหนือจากต้องกรอกแบบฟอร์ม (ถ้าจำชื่อไม่ผิด) I-94 ที่เป็นใบผ่านเข้าเมืองของสหรัฐแล้ว ยังต้องกรอกแบบฟอร์มของ CBP (Customs and Border Protection) ด้วยนะครับ ในนี้มันมีช่วงนึงที่ให้เราระบุเลยว่ามีของต้องสำแดงอะไรเข้ามาบ้างไหม เช่น อาหาร, เนื้อสัตว์, สัตว์, ดิน, ตัวอย่างเชื้อโรค, ตัวอย่างเซลล์ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยเลยที่เอาของกินติดตัวไปด้วย … ทางเลือกสำหรับเราก็คือ กรอกตามจริง แล้วสบายใจว่าไม่ต้องกลัวโดนปรับแน่ๆ กับ กรอกตามจริงแต่ไม่หมด อาจมีแอบๆ ซุกๆ ไว้บ้าง ซึ่งถ้าโดน ก็โดนลงโทษตามระเบียบ ส่วนใหญ่ก็คือทิ้งของ หรือ ปรับ + ทิ้งของ

 

แบบฟอร์มศุลกากรที่ต้องกรอก

 

ผมเลือกที่จะระบุตามจริงครับ … ซึ่งตรงนี้แหละสำคัญ เพราะหากระบุแล้ว ก็จะต้องบอกด้วยว่า

  • ของที่เอาเข้ามานั้น จะมีหลงเหลืออยู่ในสหรัฐคิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ … อันนี้ไม่ต้องห่วงมาก ก็บอกไปคร่าวๆ ก็ได้ (ตรงนี้ที่เขาให้บอกเพราะเขาจะได้คำนวณภาษีได้ หากมันเกิน … ปกติเขายกเว้นให้ ในกรณีมูลค่ารวมไม่ถึง $100 … ทีนี้คุณคงรู้แล้วนะว่าควรประมาณมูลค่าเท่าไหร่ถึงไม่โดนภาษี หุหุ)
  • ของที่นำเข้ามานั้น มีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างมีมูลค่าเท่าไหร่บ้าง (อันนี้ให้กรอกด้านหลังของแบบฟอร์ม)

พวกอาหารเนี่ย เขาจะไม่ให้เอาแพ็กเกจที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสหรัฐเลยครับ ดังนั้นมันต้องบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นแบบ Air-tight คือ ไม่มีอากาศเข้า ซึ่งเป็นพวกอาหารกระป๋องเนี่ย OK เลย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถ้าเป็นห่อแบบแบรนด์มาม่า ไวไว ยำยำ อะไรนี่ก็ OK แต่หมูหยองบรรจุในกล่องสูญญากาศบ้านๆ อย่างที่เราใช้ที่บ้านแบบนี้ไม่ได้ และไม่โดนทิ้งแค่หมูหยองนะ มันทิ้งทั้งกล่อง (ผมโดนมาแล้ว)

 

การเตรียมตัวบินแบบต่อเนื่อง ป้องกัน Jet Lag

บอกไว้ก่อนว่าวิธีนี้อาจจะไม่ได้ผลสำหรับหลายๆ คน แต่สำหรับผมเนี่ย ได้ผลชะงักเลยแหละ … เจ้านายผมตอนนี้เจออาการ Jet Lag อยู่ เมื่อกี้ก็บ่นๆ ให้ฟัง ว่าตอนนอนที่โรงแรมในบอสตันก็ตื่นมาตีสาม … ตอนนี้ต้องหม่ำยานอนหลับช่วยอยู่ … ส่วนผม ตอนนี้ยังชิลๆ สบายๆ เลย อิอิ

วิธีการของผมคือ เตรียมตัวปรับเวลาแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่อยู่บนเครื่องบิน … โดยผมคำนวณแบบนี้

  • ผมเริ่มบิน 05:45 ดังนั้น ผมเลือกที่จะนอนตั้งแต่ 20:00 ของวันก่อนหน้า เพื่อตื่นตอน 24:00 (ได้นอน 4 ชั่วโมง … ใครใคร่จะนอนนานกว่านั้นก็ได้นะ) จากนั้นไปนั่งถ่างตารอที่สนามบิน
  • เครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปนาริตะ ใช้เวลา 5 ชั่วโมงเศษๆ ไปถึงที่นั่นตามเวลาญี่ปุ่น (บวกจากไทยไป 2 ชั่วโมง) ก็บ่ายโมงพอดี แต่ถ้าเป็นที่นิวยอร์กมันก็จะแถวๆ เที่ยงคืนกว่าๆ เกือบตีหนึ่ง … ณ จุดนี้จะยังไม่นอน เพราะถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงประมาณเวลาที่ผมนอนเป็นปกติ
  • พอขึ้นเครื่องที่นาริตะเพื่อมานิวยอร์กปุ๊บ พยายามหลับปั๊บเลย เพราะว่าช่วงเวลาที่เครื่องออกนี้คือราวๆ ตีหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเวลานอนปกติของผม หรือเลทสุด ต้องหลับภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากเครื่องออก (นั่นคือราวๆ ตีสามของนิวยอร์ก)
  • จากนั้นตื่นราวๆ 4-6 ชั่วโมงให้หลัง เท่านี้ก็เท่ากับปรับเวลานอนของตัวเองให้เข้ากับเวลาที่นิวยอร์กเรียบร้อยแล้ว … เฮ

 

ต้องไม่ลืมตรวจสอบสภาพกระเป๋าหลังลงจากเครื่อง ถ้าพังเคลมเลยอย่าปล่อยไว้

อย่าไว้ใจการดูแลกระเป๋าของสายการบินครับ หลายๆ สายการบินเลื่องชื่อด้านดูแลกระเป๋าห่วยอยู่แล้ว และผมเองก็เจอกับตัวครับ ดังนั้น เมื่อรับกระเป๋าจากสายพานแล้ว กรุณาตรวจเช็คโดยรอบเลยว่ามีอะไรพังเสียหายหรือไม่ หากพบว่ามีอะไรพังเสียหาย ติดต่อหาเจ้าหน้าที่เลยว่าจะไปเคลมได้ที่ไหน เพราะหากปล่อยทิ้งไว้เขาจะมองว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานแล้ว และไม่สามารถระบุตัวผู้ทำเสียหายได้ เราก็จะเคลมไม่ได้นะครับ

 

ที่ผมเล่าให้ฟังไงว่าผมได้กระเป๋าใบใหม่เพราะ Delta Air ทำของผมพัง

 

ทีนี้จะใช้เวลาในการเคลมเร็วช้าแค่ไหน น่าจะอยู่ที่สายการบินล่ะครับ สายการบินอื่นเป็นยังไงไม่รู้ แต่ Delta Air ที่บอสตัน ผมรอคิวราวๆ 5 นาที (คนก่อนหน้าผมเรื่องเยอะ) แต่ใช้เวลา 30 วินาทีในการที่พนักงานไปหยิบกระเป๋าใบใหม่มาให้เลือก มี 3 แบบเลย เหอๆ ผมใช้เวลาคิดอยู่ 5 วินาที ก็เลือกได้อ่ะ … ผมว่า Delta Air มีเรื่องแบบนี้บ่อย เลยเตรียมเผื่อไว้พร้อมละมั้ง -_-”

 

แบงก์ร้อยดอลล่าห์ใหญ่โคตรๆ

ความผิดพลาดสำคัญที่สุดของผมคือ ประมาท คิดว่าจะสามารถหาร้านค้าที่ผมเข้าไปซื้อของแล้วแตกแบงก์ย่อยได้ แต่ปรากฏว่าของในสนามบินก็แพงเกิ๊น จนไม่อยากซื้อ แล้วก็ดันคิดว่าตู้ขายตั๋วอัตโนมัติของ T จะรับแบงก์ร้อยดอลล่าห์ แต่ปรากฏว่ามันรับสูงสุด $20 เท่านั้น ผลคือ ต้องไปคุยกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานี จนเขายอมให้ผมขึ้นฟรี (ก๊าก)

เวลาที่เอาไปซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ พนักงานก็ไม่อยากรับแบงก์นี้นะครับ (อย่าลืม $100 นี่ประมาณ 3,100 บาท ถือว่าใหญ่เอาการ) แม้ว่าพวกเขาจะมีเงินทอนก็เหอะ เพราะแบงก์นี้มันโดนทำปลอมเยอะมาก … โดยพื้นฐานเขาก็เลือกจะดูลายน้ำครับ แต่ถ้าเกิดเราทำตัวน่ามีพิรุธจริงๆ บอกได้เลย เขาคงไม่รับแบงก์จากเราอ่ะ

 

วิธีดูแบงก์ปลอมของคนที่นี่ พื้นฐานก็ไม่ต่างจากบ้านเรา ดูลายน้ำ

 

เหรียญเศษเงินที่นี่ต้องเรียกว่า Size Does Not Matter จริงๆ

ประเทศไทยเรา เหรียญยิ่งมีมูลค่าขนาดยิ่งใหญ่ขึ้น ดูได้จาก 25 สตางค์ เรื่อยไปยัน 10 บาท (ต้องเน้นเหรียญูรุ่นใหม่นะ) แต่ที่อเมริกานี่ดูๆ แล้วมันไม่ใช่อ่ะ … พอดีผมไม่มีเหรียญ 1 ดอลล่าห์ให้ดู (มีแต่แบงก์) และเหรียญ 50 เซ็นต์ก็ไม่เห็น ไม่รู้มีรึเปล่า แถมวิธีเรียกเหรียญก็มีแปลกๆ อยู่ด้วย เช่น ไม่เรียก 10 เซ็นต์ หรือ 25 เซ็นต์ เป็นต้น ดูจากรูปด้านล่างนี่ จากซ้ายไปขวานะ 1 เซ็นต์, 5 เซ็นต์, 1 ไดม์ (เท่ากับ 10 เซ็นต์ นั่นแหละ) และ 1/4 ดอลล่าห์ (ก็ 25 เซ็นต์นั่นแหละ) … ดังนั้นก่อนจะใช้ทำอะไร ก็ลองควักออกมาเรียงและนับให้ดีๆ ก่อน เพราะไอ้ครั้นจะไม่ใช้เลย เดี๋ยวตอนกลับประเทศก็เหลือบานเบอะอ่ะ (ที่นี่ราคามีเศษเยอะ ขอบอก)

 

ตัวอย่างบางส่วนของเหรียญเงินสหรัฐ

 

เงินทิปที่นี่ ไม่ใช่แค่มารยาท แต่เหมือนเป็นหน้าที่

ยังไม่เคยโดนกะตัว แต่ @nuthmania บอกว่า บางทีมีด่าด้วยนะ ถ้าไม่ให้ทิป เหอๆ … บางคนบอกผมว่า มันเป็นมารยาทที่ต้องให้ทิปงานบริการทุกอย่าง (ร้านอาหาร, แท็กซี่ ฯลฯ) แต่ผมว่ามันเหมือนเป็นหน้าที่มากกว่านะ เพราะผู้ให้บริการทุกคน “คาดหวัง” ว่าผู้ใช้บริการอย่างเราๆ จะให้ทิปเขาอ่ะ …. มิน่า เลยไม่แปลกใจว่าพวก Smartphone จะมี App ประมาณ คำนวณค่าทิปให้ด้วย … จากปากคำของ @nuthmania บอกว่าราคามาตรฐานของทิปอยู่ที่ 15% ครับ หรือคำนวณง่ายๆ ทุกๆ $7 ก็ต้องทิป $1 ครับ (210 บาท ทิป 30 บาท … หนักเอาเรื่องนะ)

 

รถที่นี่ขับพวงมาลัยซ้าย ทุกอย่างตรงกันข้ามกับประเทศไทยนะจ๊ะ

เนื่องจากที่นี่ขับพวงมาลัยซ้าย ดังนั้นรถยนต์จะขับชิดขวาครับ ต้องระวัง อย่าเดินข้ามถนนตามนิสัยคนไทย มองรถผิดทิศทางล่ะ … และดีที่สุดคือข้ามถนนตรงทางข้าม มันไม่ได้เป็นทางม้าลายแบบบ้านเราซะ 100% นะ … มันมีหลากหลายรูปแบบ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ตรงต้นถนนของแต่ละช่วง (ไม่ต้องห่วง บ้านเมืองเขามีผังเมืองดี มีแบ่งเป็นบล็อกๆ ชัดเจน ดังนั้นทางม้าลายมีอยู่ทั่วไป)

 

ทางมาลายที่บอสตันบางทีก็เป็นแบบนี้

 

ที่ว่าตรงข้ามกับเมืองไทยอีกอย่างก็คือ คนที่นี่ค่อนข้างขับรถมีมารยาทมากเลย (หมายถึงในบอสตันนะ ที่นิวยอร์กกับดีซี ขอไปดูด้วยตาตัวเองก่อน) แม้จะเห็นเรารอข้ามถนนคนเดียว เขาก็จอดรอให้เราข้ามเมื่อเห็นว่าเรามายืนรอที่ทางข้ามแล้ว … ถ้าเป็นเมืองไทยน่ะเรอะ ฝันไปเหอะ … ทางม้าลายที่นี่ศักดิ์สิทธิ์พอๆ กะที่อังกฤษครับ

 

ปลั๊กไฟที่นี่เหมือนบ้านเรา แต่ไฟเขาใช้ 110V นะจ๊ะ

ถ้าจะมาแค่ในประเทศสหรัฐเท่านั้น ไม่ต้องห่วงเลย ปลั๊กที่นี่คล้ายๆ บ้านเราครับ แต่เป็นหัวแบนนะ มีสายดินด้วย … ดังนั้นไม่ต้องห่วงอะไรมาก แต่ถ้าใครเป็นปลั๊กหัวกลม ก็หาตัวแปลงติดตัวไปด้วย … แต่ปกติผมจะพกรางไฟไปทั้งยวงครับ เลือกเอาแบบที่รองรับหัวปลั๊กได้ทุกแบบไป เพราะที่เหลือก็แค่เตรียมหัวแปลงไปอันเดียวสำหรับรางไฟ ที่สำคัญ เวลาไปโรงแรมที่มันงกปลั๊กไฟมากๆ เราจะได้สามารถชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์ต่างๆ ได้เยอะ (มือถือ โน้ตบุ๊ก ฯลฯ)

 

หัวปลั๊กที่อเมริกา คล้ายๆ บ้านเรา เพียงแต่ใส่หัวกลมไม่ได้

 

แต่ที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่างคือ ไฟฟ้าที่นี่เป็นแบบ 110V ครับ บ้านเราเป็นแบบ 220V ดังนั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปจะใช้ไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่พวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ Wall Charger ต่างๆ จะสามารถใช้กับไฟ 110V ได้ แต่เพื่อความมั่นใจ คุณควรดูเลข Input ของอุปกรณ์ให้ดีๆ ครับ ถ้ามันเขียนว่า AC 100-240V อะไรทำนองนี้ (บางอันจะเขียน 100-250V) ก็ถือว่า OK แล้วครับ สามารถใช้ได้

 

ดู Input Voltage ให้ดีๆ ว่า OK ไหม

 

ทั้งหมดก็ประมาณนี้แหละครับที่อยากจะเอามาแชร์สู่กันอ่าน … เชื่อว่าจริงๆ แล้ว หลายๆ ท่านก็รู้อยู่แล้วเรื่องพวกนี้ แต่ผมเขียนเผื่ออีกหลายๆ ท่านที่ไม่เคยทราบมาก่อนครับ เวลาไปแล้วจะได้ไม่พลาด

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. ฺBe_Boyz says:

    ติดตามอ่านต่อเนื่องครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: