กาฝากหนีเที่ยวอเมริกา ตอนที่ 1 บุกบอสตัน

Print Friendly, PDF & Email

 

เอาเป็นว่าด้วยเหตุการณ์พาไป เลยทำให้ผมได้มาหนีเที่ยวสหรัฐอเมริกาครับ แลกด้วยการมาทำงาน 4 วันก่อน จากนั้นก็หนีเที่ยวได้ 6 วัน อิอิ … แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้การนั่งเครื่องยาวๆ ตั้งยี่สิบกว่าชั่วโมงต้องสูญไปเปล่าๆ ผมก็เลยขอเขียนเป็นบล็อกมาให้ได้อ่านกันครับ … โดยจะค่อยๆ ทยอยๆ ให้ได้อ่านกันทีละวันๆ เช่นเคย ไม่รู้ว่าจะเขียนต่อเนื่องได้กี่วัน ฮาฮา … อ้อ! ที่สำคัญก็คือ มันไม่ใช่บล็อกนำเที่ยวนะครับ แต่จะมีข้อคิดสำหรับคนที่จะมาเที่ยว ว่าต้องเตรียมตัวอะไร ระวังอะไรบ้าง .. แต่ไอ้ครั้นจะไปเที่ยวที่ไหนเนี่ย ตัวใครตัวมัน … กำหนดการเดินทางมาอเมริกาของผมคือ 16-26 มิถุนายน แล้วจะกลับถึงเมืองไทยกลางดึกวันที่ 28 ฮะ จากนั้นก็ต้องไปลุยทำงานต่อเลย หวังว่าผมจะไม่เจอ Jet Lag นะ เหอๆ

บินไฟล์ทเช้ามืด แอบมาถึงสนามบินเร็วก็ผ่าน ตม. เร็วมาก

ตามกำหนดการบิน ผมมากับสายการบิน Delta Air ครับ เครื่องออก 05:40 แต่เพราะ @piscess02 บอกว่าเครื่องอาจเจอดีเลย์เพราะสุวรรณภูมิปิดรันเวย์ซ่อม ผมเลยจัดเต็มมาถึงสนามบิน 01:45 ซะงั้น เคาน์เตอร์ยังไม่เปิดให้บริการเลย 555 เห็นฝรั่งมันเอาเครื่องเล่น DVD Philips มากางนอนดูหนังระหว่างรอ ส่วนผมก็ใช้ The new iPad อ่าน 3×3 Eye ไปพลางๆ … กว่าเคาน์เตอร์จะเปิดก็ตีสองกว่าๆ แต่ก็ดีครับ ได้เช็คอินเป็นคนแรกๆ เลย

เพราะไฟล์ทนี้ไปอเมริกา พนักงานเลยใส่ใจกับผู้โดยสารเป็นพิเศษ การเช็คอินนี่โดนสอบถามเยอะมากที่สุดเท่าที่ผมเคยบินมา (ซึ่งก็ไม่ได้กี่ประเทศเล๊ย 555) ตอนไปอังกฤษยังไม่เข้มงวดขนาดนี้เลยฮะพี่น้อง … ผ่าน ตม. มาได้ด้วยสถิติใหม่ นาทีครึ่ง เพราะไม่มีคนเลย การสแกนกระเป๋ารวดเร็วและเนียนมาก แต่มันทำให้ผมนึกได้ว่า ลืมเอาเข็มขัดมา เวรล่ะๆ ดีนะ กางเกงยีนส์ส่วนใหญ่มันคับหมดแล้ว (เพราะผมอ้วนขึ้น) เลยไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดตูด

 

ทางไป Gate G5 วังเวงมากๆ ดูรูปเอาเอง

 

อยากบอกว่า สุวรรณภูมิตอนเช้ามืดขนาดนี้วังเวงไม่แพ้ Airport Link ครับ ดูรูปด้านล่างได้ ทางไป Gate G5 ของผม เหอๆ … เห็น @vow_vow บอกว่าเป็น VIP Gate ด้วยนะ … แต่กว่าจะขึ้นเครื่องได้อ่ะ เจ้าหน้าที่ก็มากางโต๊ะเพื่อขอค้นตัวกับตรวจสัมภาระอีกรอบ เอิ่ม เหมือนไม่ไว้ใจ ตม. ที่ทั้งค้นตัวและสแกนกระเป๋า … คงกลัวว่าผู้โดยสารจะไปกินสเต็กมาแล้วแอบขโมยมีดมาใช้ล่ะมั้ง 555 … กว่าจะตรวจของเสร็จก็กินเวลารอคิวเป็นครึ่งชั่วโมงอ่ะ ถ้าไปต่อแถวเป็นคนกลางๆ แต่สะดวกตรงตอนเดินเข้าเครื่องเนี่ยไม่ต้องเบียดไม่ต้องรอใครเลย อิอิ

 

เอาล่ะ ออกบินได้ … บินไปเสียวตกเครื่องไป กับกิตติศัพท์ Delta Air

ผมได้ยินกิตติศัพท์เรื่องสายการบิน Delta Air จากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ผมทุกคนที่ได้คุยด้วยว่าดีเลย์แหลก อาหารน้อย แถมบินระยะไกลก็ไม่มี Personal Display (จอส่วนตัวที่เอาไว้ดูหนัง เล่นเกม ฟังเพลง อะไรทำนองนี้) ก็ชวนให้หวั่นๆ อยู่เหมือนกันแฮะ แต่เหมือนโชคจะเข้าข้าง เพราะเครื่องออก 05:40 ตามเวลาเป๊ะๆ เลยอ่ะ … เครื่องที่นั่งคือ Airbus 330

อาหารบนเครื่องก็ถือว่าไม่เลวแล้วก็ไม่ได้เป็นแบบที่ใครต่อใครขู่ผมครับ บินยาว 5.5 ชั่วโมงรวดถึงสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่นเลย ตามกำหนดเขาว่าต้องถึง 14:20 เวลาประเทศญี่ปุ่น (ใช้เวลาบิน 6.5 ชั่วโมง) แต่ผมแลนดิ้งเวลา 13:30 ครับ มาเร็วกว่ากำหนด 1 ชั่วโมง … ก็ดีครับ เพราะถ้าเป็นไปตามกำหนด เห็น @panraphee บอกว่า 50 นาทีนี่แทบไม่มีเวลาทำอะไรเลย ต้องวิ่งลูกเดียว (ขณะที่ผมพิมพ์ท่อนนี้อยู่ ผมกำลังค่อยๆ เดินออกจากเครื่อง ณ เวลา 13:39 คนเยอะมาก)

 

ถึงญี่ปุ่นแล้ว เร็วกว่าเวลาในตารางเดินทาง 1 ชั่วโมง

 

มาดู Gate ที่จะต้องใช้ต่อเครื่องที่นาริตะ

 

อุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียสครับ แต่ไม่หยิบเสื้อกันหนาวออกมาใส่ตอนนี้หรอก เพราะไม่ได้ออกจากสนามบินอยู่แล้ว … เดินทางมาถึง Gate 23 นี่ยังไม่ถึง 14:00 (เวลาญี่ปุ่น … เวลาไทยให้หักออก 2 ชั่วโมง) เลย เหลือเวลาสบายๆ เพราะ Boarding 14:20

 

ที่สนามบินนาริตะมี WiFi ให้ใช้ฟรี ลงทะเบียนด้วย E-mail address ของเรา

 

ที่นี่มี WiFi ฟรีให้ใช้ครับ ไม่ขออะไรมาก แค่ขอ Email Address ของเราในการลงทะเบียนเท่านั้นเอง ก่อนอื่นก็เปิดหา Access Point ชื่อ narita-airport-free-wifi แล้วทำการเชื่อมต่อ จากนั้นก็เปิดเว็บอะไรก็ได้ซักเว็บ แล้วมันจะ Redirect เราไปที่หน้าลงทะเบียนเองแหละใช้เวลลงทะเบียนไม่เกิน 5 นาทีครับก็พร้อมแล้ว … เชื่อมต่อเสร็จ ใช้เล่นเว็บ, Foursquare, หรือแม้แต่ SkypeOut กลับมาไทยได้สบายๆ ครับ … ถ้าเชื่อมต่อติด ในหน้าลงทะเบียนมันจะบอกให้ด้วยว่า WiFi ฟรี มีให้ใช้ที่ไหนบ้าง

ถ้าเวลาเหลือเฟือมาก ใครอยากจะไปช้อปปิ้ง Duty Free ไปพลางๆ ระหว่างรอก็ได้ แต่ผมว่าช้อปขากลับดีกว่า พกของเข้าอเมริกาเยอะก็มากเรื่องมากความอ่ะ (ขณะนี้ 14:22 เวลาญี่ปุ่น กำลังรอขึ้นเครื่อง) … มาคนเดียวแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะยืนรออยู่ที่ Gate อยู่แล้ว อย่าหวังว่าจะเดินไปทวีตไปครับ เพราะต้องคอยฟังประกาศเป็นระยะๆ นะ

 

ญี่ปุ่นนี่เจ้าแห่งตู้หยอดเหรียญอยู่แล้ว ตรง Gate มีตู้หยอดเหรียญซื้อไอติมด้วย

 

14:48 เวลาญี่ปุ่น ขึ้นเครื่องมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เวลาออกอ่ะนะ ณ จุดนี้ผมต้องเตรียมตัวนอน เพราะปรับนาฬิการ่างกายให้สอดคล้องกับเวลาปลายทางครับ ( นิวยอร์กตอนนี้ 01:50 เป็นเวลาที่ใครต่อใครควรจะหลับแล้ว) … ช่วยป้าชาวญี่ปุ่นเอาของขึ้น Compartment แล้วค่อยมาเขียนบล็อกต่อ อิอิ … คนญี่ปุ่นน่ารักครับ มีคนช่วยก็ขอบคุณ และโค้งแบบเต็มๆ จริงใจมาก 🙂

 

เมนูอาหารก็น่ากินดีนะ (มื้อใหญ่) อีกมื้อก่อนจะถึงนิวยอร์กจะเป็นมื้อเล็ก

 

เหลือบไปเห็นกระดาษรายการอาหารที่วางไว้บนเก้าอี้ ก็มีให้เลือกดีนี่นา … ภาพลักษณ์ไม่ดีๆ ของ Delta Air ที่ได้ฟังจากคนอื่นมานี่แทบไม่เหลือแล้ว (แต่ยังเหลือบทพิสูจน์ตอนต่อเครื่องจากนิวยอร์กไปบอสตัน และตอนขากลับอีก อิอิ)

 

ใครว่า Delta Air ไม่มี Personal Display ล่ะเนี่ย เที่ยวบินที่ไปอเมริกานี่ จอ Touchscreen ด้วยนะ

 

และเช่นเคย มี Personal Display นะครับ อิอิ เครื่องที่นั่งคือ 747-800 แถมมีพอร์ต USB ให้ด้วย คงเอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่อ่ะ (ก็บินกันครึ่งวันกว่านี่นะ) รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เอาสายชาร์จ iPad ติดตัวมาด้วยแฮะ อันนี้ถ้าแบตหมดคงต้องไปชาร์จที่โรงแรมในบอสตันล่ะ … แต่ก็ยังดี เดี๋ยวชาร์จ Samsung Galaxy Note เลย จะได้แบตเต็มๆ ตอนไปถึงบอสตัน … แต่ลองชาร์จดู ชาร์จไม่เข้าอ่ะดิเซ็งแมว

เครื่องกำลังจะออกแล้ว ต้องหยุดเขียนบล็อกชั่วคราว เดี๋ยวค่อยมาเขียนต่อตอนถึงนิวยอร์ก (ตอนนั้นน่าจะมีเวลาเขียนระหว่างรอ Transit เต็มๆ 3 ชั่วโมง) … ขณะนี้เวลา 15:00 ตามเวลาญี่ปุ่น … เครื่องจะถึงนิวยอร์กตอน 15:00 เหมือนกัน แต่เป็นตามเวลานิวยอร์กนะ เหอๆ (เหมือนบินโดยไม่เสียเวลาใช่มะล่ะ … แต่เดี๋ยวโดนทวงเวลาคืนตอนบินกลับมาไทยอ่ะ)

19:04 ตามเวลาญี่ปุ่น (ไทย 17:04 นิวยอร์ก 06:04) ยังนอนไม่หลับ … ชิบเป๋งแล้ว กรณีนี้เหลือทางเลือกเดียวคือ แหกขี้ตาต่อไปอีกราวๆ 11 ชั่วโมงกว่าจะถึงบอสตันกว่่าจะถึงโรงแรม แล้วนอนรวดเดียวเลย แง่งๆ … เดี๋ยวถึงนิวยอร์กก็รู้ เหอๆ … สรุปว่าดูหนังยาวจนเหลือเวลาบินอยู่ราวๆ 4 ชั่วโมง ถึงได้ตื่นมา

 

ถึงนิวยอร์กแล้ว นั่งเงกกันพอสมควร เพราะเที่ยวต่อไปอีก 4 ชั่วโมง

 

13:53 ตามเวลานิวยอร์ก นอนไปสามชั่วโมงเห็นจะได้ … ก่อนเข้าสหรัฐก็ต้องกรอกใบ ตม. ของที่นี่ก่อน ตอบตามความจริงครับ เขาจะถามว่าเราเอาอะไรมาบ้าง … อย่างกรณีผมเนี่ย เอาหมูหยองมาก็ต้องกรอกไปครับว่ามี Food ติดมาด้วย เหอๆ

14:18 แตะพื้นดินนอเมริกา เจ้าหน้าที่บอกว่าใน ตม. ห้ามใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ เลย … โห โหดมาก

15:42 ผ่านทุกกระบวนการ … สูญเสียหมูหยองที่แม่ฝากมาให้ @wiriyapa ไป เพราะศุลกากรบอกปนเปื้อน นอกจากนี้กล่องสูญญากาศของแม่ก็โดนหางเลขไปด้วย เพราะเขาว่าปนเปื้อน (เพราะบรรจุหมูหยองมา) คุยกะ ตม. เขาว่า ต้องบรรจุกระป๋องหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็น Commercial และ Air Tight เท่านั้น

Burger King ที่สนามบิน JF Kenedy ราคาพอๆ กะของไทย เอ๊ะ เผลอๆ ถูกกว่านิดหน่อย เริ่มต้น $8 โดยประมาณ

 

ที่นิวยอร์กก็ใช่น้อยหน้าญี่ปุ่น Best Buy มาตั้งตู้ขายอุปกรณ์ไอที (หูฟัง, GPS, กล้องดิจิตอล) กันผ่านตู้อัตโนมัติเลย

 

ใครจำเป็นต้องใช้มือถือโดยไว มี SIM สำหรับโทรขาย แต่ในสนามบิน โปรแพงเอาการ ค่าบริการ Data ผมคำนวณแล้ว พอๆ กะ Roaming จากไทยมายทีเดียว (คิด MB ละ 49c อ่ะ) ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า … แต่ใครไม่มีมือถือ มีแบบใช้แล้วทิ้งขายด้วยนะ

ลองเข้าห้องน้ำในส่วน Transit ที่สนามบิน JFK ดู สะอาดพอประมาณ เบาใจได้หากเกิดต้องการถ่ายเบาหรือถ่ายหนัก แต่สำหรับคุณผู้หญิง ด้วยข้อจำกัดทางเพศ ผมจึงไม่อาจรีวิวครับ

 

มี iPad และบริการอินเทอร์เน็ตฟรี พร้อมจุดชาร์จแบตเตอรี่ให้ด้วยที่สนามบิน JFK

 

มานั่งรอที่เกต 20 ครับ เที่ยวบิน DL882 มุ่งหน้าบอสตัน เวลาเหลือเฟือมาก เพราะเครื่องออก 06:45 (แปลกใจอยู่ เพราะตั๋วบอกเครื่องออก 06:05 และ Gate 23 เหอๆ) ที่นี่มี iPad ให้เล่นรอกันคนละเครื่อง แต่มันยึดติดไว้กะโต๊ะ และให้ใช้แค่แนวตั้งนะ แต่ถ้าใครพกอุปกรณ์มาเอง เอาสายชาร์จมาเสียบก็ได้ มีทั้งปลั๊กและ USB แต่เท่าที่ลอง USB ไม่เวิร์กอ่ะ

ข้อควรระวัง คือ หากมันทิ้งช่วงนานขนาดนี้ ควรตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้เพื่อเตือน เพราะว่าเรามักจะหาอะไรมาทำเพลินๆ ระหว่างรอจนเพลินเกิน อาจลืมขึ้นเครื่องได้ (โดยเฉพาะหากไปคนเดียว) เพราะมาในถิ่นที่เขาไม่ประกาศภาษาไทยแบบนี้ เวลาเราทำอะไรเพลินๆ ละก็ มักจะไม่ได้ตั้งใจฟังว่าเขาประกาศอะไร

 

เอาล่ะ ถึงบอสตันซะที ต้องสำรวจสภาพกระเป๋าให้ดี และหาเส้นทางไปโรงแรมให้พร้อม

 

สนามบิน Logan International ที่บอสตัน ตอนทุ่มนึงนะเนี่ย ยังกะห้าโมงเย็น

 

เครื่อง Airbus A319 แตะพื้น 19:50 แต่ดูจากภาพดิ บรรยากาศนี่ห้าโมงเย็นชัดๆ เลยอ่ะ … ตอนมาถึงไม่มีอะไรมากแล้วครับ เพราะว่า ตม. ตรวจไปหมดตั้งแต่นิวยอร์กแล้ว ดังนั้นแค่มารับกระเป๋าก็พร้อมไปได้เลย … ผมแนะนำให้สำรวจสภาพกระเป๋าก่อน เพราะของผม กระเป๋า Samsonite พังครับ ตัวจับที่ดึงยาวขึ้นมาไว้ลาก โดนกระทำชำเราจนหักงอ ไม่สามารถใช้งานได้ … เดินไปหา Baggage Service ของ Delta เลย ไปเคลมๆ

 

(ซ้าย) กระเป๋า Samsonite ที่พัง (ขวา) กระเป๋าที่เขาเปลี่ยนมาให้ เลยกลายเป็นไอ้บ้าหอบฟาง มีสองใบ

 

พนักงานไม่ถามอะไรเลยครับ ตอบมาเลย “I can change it for you sir. There are 3 types you can choose.” แค่ดูสภาพของเสร็จ ไม่ถามอะไรต่อเลย เปลี่ยนให้ดื้อๆ เลย (แต่ของที่เอามาเปลี่ยนให้ ไม่ได้มีราคาเท่ากับของที่เราพังหรอกนะ) ก็เลือกมาใบนึงแล้วก็เดินทางต่อ

ออกจากอาคารมา อ๊ะ เราอยู่ Terminal E ครับ โรงแรม Harborside Inn ที่ผมพักอยู่ตรงสถานี T (ที่นี่เรียก MBTA Subway ว่า T สั้นๆ) ชื่อ Aquarium ซึ่งอยู่ถัดจากสถานี Airport ไป 2 สถานีเอง แต่จาก Terminal E ต้องนั่ง Airport Shuttle สาย 22 หรือไม่ก็ 55 ไปครับ สาย 22 นี่วันเสาร์หมดตอน 20:00 เลยหมดสิทธิ์ขึ้นเลย ต้องเลือกสาย 55 ซึ่งวันเสาร์มีถึงตีหนึ่ง … มันไปวนๆๆ พักใหญ่ๆ ให้เราใจหวิวๆ (มาคนเดียว ฝรั่งเต็มรถ) แล้วก็ถึง Airport Blue Line Station ครับ

 

Airport Shuttle มีหลายสายมาก ต้องดูให้ดีครับว่าสายไหนไปไหน

 

ค่ารถไฟไปสถานี Aquarium นี่ $2 เท่านั้น แต่ความชิบหายมาเยือน เมื่อตัวผมมี $300 แต่เป็นแบงก์ $100 ล้วนๆ … ทำไงดี สำเนียงอังกฤษของพนักงาน T ฟังยากมาก คุยกับมันแทบไม่รู้เรื่อง (หรืออีกนัยหนึ่ง ผมห่วยเองมากกว่า … แต่ไม่นะ คุยมาตลอดทางรู้เรื่องหมด ยกเว้นไอ้คนที่ T นี่แหละ) สุดท้ายพึ่งพาไม้ตายสูงสุด ขอตังค์ฝรั่งที่มากดตังค์ซื้อตั๋วเลย ก๊ากๆ … แต่ฝรั่งมันไม่ได้มีน้ำใจมากเหมือนคนไทยอ่ะ ก็เลยอด … แต่สรุปว่า พนักงานมันรำคาญ มันเปิดให้เราขึ้นฟรีเลยครับ (ประหยัดไป $2 แล้ว อิอิ) … ตอนแรกไม่รู้ว่าฟรีหรอก ก็นึกว่ามันจะให้มาจ่ายตรงทางออก แต่พอมาถึงทางออก มันไม่มีคนเลยอ่ะ ตอนแรกก็คิดในใจ เอาแล้วไง จะออกยังไงวะ … อ่อ ขอออกมันไม่ต้องเสียบบัตรอะไร มันเดินออกได้เลย

 

สถานี T สายสีน้ำเงิน Airport

 

มาเสียค่าโง่อีกตอนออกจากสถานี T ตรง Aquarium อ่ะ เพราะว่าจริงๆ แล้วพอขึ้นมาปุ๊บ โรงแรมจะอยู่ตรงนั้นเลย แต่ด้วยความที่ยังไม่มี SIM Card ก็เลยเช็คไม่ได้ 100% ว่าโรงแรมอยู่ไหน (คือทำ Favorite ไว้ แต่เพราะต่อเน็ตไม่ได้ เลยไม่เห็นบน Google Maps แงๆ) เดินหลงไปอยู่ 20 นาที เดินไปคนละทิศเลย แล้วเอะใจ เลยเดินกลับมา ปรากฏว่า อยู่ตรงทางขึ้นลงสถานี T นั่นแหละ ฮ่วย

คำแนะนำของผมก็คือ สำรวจเส้นทางเดินทางไปโรงแรมให้ดีกว่าที่ผมทำ และหากคิดจะทำแบบที่ผมทำ คือ ทำ Favorite ไว้บน Google Maps ก็จงหาเส้นทางให้เรียบร้อย (และหากเป็นไปได้ เซฟสกรีนหน้าจอส่วนของแผนที่มาด้วย) เพราะที่สนามบินยังมี WiFi ให้ใช้อยู่ แต่พอออกมาแล้วมันไม่เหลืออะไรเลยนะเออ (ยกเว้นคุณจะมี SIM Card พร้อมเน็ตรอไว้แล้ว … ซึ่งเป็นไปได้ยากอ่ะนะ)

แล้วการเดินทางมาอเมริกาก็เอวังด้วยประการฉะนี้แล … ตอนหน้ามาคุยกันเรื่องทั่วๆ ไปที่ควรรู้ก่อนมาเที่ยวบ้าง

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

6 Responses

  1. อ่านแล้วมันส์ดีครับ ชอบๆ ขอให้สนุกและจะติดตามอ่านนะครับ 🙂

  2. ฺBe_Boyz says:

    สนุกดีครับ อ่านเพลินเลย ขอบคุณครับ

  3. พิม says:

    อยากรู้ว่าตอนลงที่นิวยอร์ก ต้อองรอรับกระเป๋าไหมค่ะ เพราะต้อง Trainsit ต่อไปบอสตันอ่าค่ะ

    • kafaak says:

      ต้องรอรับกระเป๋า เพื่อสแกน แล้ว Transit เครื่องอีกทีครับ

  4. jummai says:

    เวลาเขียนผิดเปล่าค่ะ เวลาญึ่ปุ่น = เวลาไทย + 2 นะคะ

    • @kafaak says:

      อาจจะมีจุดที่พลาด รบกวนขอถามหน่อยครับ ว่าตรงไหนที่ผมพลาดไป จะได้แก้อ่ะครับ พอดีผมเจอแต่จุดที่ผมเขียนว่า “อุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียสครับ แต่ไม่หยิบเสื้อกันหนาวออกมาใส่ตอนนี้หรอก เพราะไม่ได้ออกจากสนามบินอยู่แล้ว … เดินทางมาถึง Gate 23 นี่ยังไม่ถึง 14:00 (เวลาญี่ปุ่น … เวลาไทยให้หักออก 2 ชั่วโมง) เลย เหลือเวลาสบายๆ เพราะ Boarding 14:20” ซึ่งผมให้หักเวลาญี่ปุ่นออก 2 ชั่วโมงจะได้เวลาไทยอ่ะครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: