กาฝากอาสา ไขปริศนาหน้าจอ Smartphone/Tablet ตอนที่ 4

 

ผมว่าซีรี่ส์การไขปริศนาหน้าจอ Smartphone/Tablet มันชักจะยาวเกินไปหน่อยแล้ว ผมว่าถึงเวลาที่ควรจะปิดฉากมันลงได้ซะทีแล้ว (แล้วจะได้รีวิวพวก Smartphone/Tablet ต่อบ้าง) ในตอนสุดท้าย (ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะเขียน) ผมจะขอพูดถึงเทคโนโลยีจอแสดงผลที่ใกล้จะได้เอามาใช้กับ Smartphone/Tablet และกับบางตัวที่เราคงต้องภาวนาว่าจะได้นำมาใช้กับ Smartphone/Tablet ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ว่ามันมีอะไรบ้าง … บอกได้เลยว่ามันน่าสนใจ และผมก็อยากให้มันมาทันในช่วงชีวิตของผมนี่ ฮาฮา

IGZO (Indium Gallium Zinc Oxide) จาก Sharp

เทคโนโลยีนี้มาทันในช่วงชีวิตผมแน่ๆ …​ ไม่สิ จริงๆ ต้องพูดว่า มันมาทันได้เห็นปีนี้แน่ๆ เพราะแรกเริ่มเดิมที เจ้านี่ถูกวางไว้ให้เป็นเทคโนโลยีจอแสดงผลสำหรับ The new iPad ของ Apple ครับ แต่เพราะว่าผลิตไม่ทันก็เลยทำให้ Apple ต้องเลือกใช้เทคโนโลยี IPS LCD แบบเดิมๆ ไปพลางๆ ก่อน

เทคโนโลยี IGZO (ตัวอย่างหน้าจอดูจากภาพด้านล่าง … Credit: katu.com) นี่เป็นการใช้ออกไซด์ของสารกึ่งตัวนำแบบใหม่ คือ IGZO (Indium Gallium Zinc Oxide) ซึ่งวัสดุชนิดนี้ทำให้ผู้ผลิตสามารถทำจอแสดงผลที่มีความละเอียดสูงมากๆ ได้ ในขณะที่สิ้นเปลืองพลังงานน้อย และยังเป็นหน้าจอแบบสัมผัสที่มีประสิทธิภาพสูงด้วย

ตัวจอแสดงผลต้นแบบที่ทาง Sharp และ Semiconductor Energy Laboratory ร่วมกันพัฒนาขึ้นมานั้น ขนาดหน้าจอ  4.9 นิ้วก็มีความละเอียดสูง 720×1280 พิกเซล (HD 720) แล้ว ส่วนหน้าจอ ขนาด 6.1 นิ้วก็มีความละเอียดสูงมากถึง 2560×1600 พิกเซล (เหนือกว่า Retina Display ที่ Apple ใช้กับ The new iPad อีก) … ล่าสุด Sharp ก็เปิดตัวจอโทรทัศน์ขนาด 32 นิ้ว ที่ใช้เทคโนโลยี IGZO แล้วด้วย

 

เดือนมีนาคม 2012 Sharp เปิดตัวจอ 32 นิ้ว ที่ใช้เทคโนโลยี IGZO

 

แม้ว่าจะพลาดในการเปิดตัวกับ iPad แต่ก็มีข่าวลือว่า Apple TV (ที่เป็นโทรทัศน์เลย ไม่ใช่แค่กล่องเล็กๆ สี่เหลี่ยมสีดำๆ) กับ MacBook ตัวใหม่ที่กำลังจะออกมา น่าจะใช้จอแสดงผลที่ใช้เทคโนโลยี IGZO จาก Sharp นี่แหละครับ …​ เอ้า! รอดูกันต่อไป คิดว่าคงอีกไม่นานแล้วแหละ

 

จอแสดงผลแบบยืดหยุ่น (Flexible Display)

ข้อจำกัดที่สำคัญอย่างหนึ่งของจอแสดงผล ที่ส่งผลต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็คือ การที่มันต้องเป็นหน้าจอแบนๆ บางๆ ไม่สามารถบิดงอได้นี่แหละครับ และนี่ก็คือเหตุปัจจัยแห่งความไม่แข็งแรงด้วย ผู้ผลิตก็เลยพยายามมองหาวิธีต่างๆ ที่จะทำให้หน้าจอแสดงผลมันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ก็คือ Organic EL (Organic Electroluminescent) ครับ

หลักการทำงานของ Organic Electroluminescent ก็คือการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับสารอินทรีย์ ซึ่งเมื่อสารอินทรีย์นี้ได้รับพลังงาน ก็จะแผ่โฟตอนออกมา ข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือ หน้าจอมีความบางมาก ให้สีสันสวยเป็นธรรมชาติในขณะที่ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และที่สำคัญก็คือ สามารถออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและบิดงอได้ … ดูตัวอย่างวิดีโอตัวต้นแบบของจอ Organic EL จาก Sony ได้ครับ (Credit: diginfo.tv)

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=ra4O__FYQ-E[/tube]

 

ความพยายามในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้มีมานานแล้ว แต่ว่ามันมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความละเอียดของหน้าจอ ซึ่งในยุคแรกๆ ของเทคโนโลยีนี้ยังค่อนข้างต่ำอยู่ แต่ในปัจจุบันก็พอจะแก้ไขเรื่องความละเอียดได้แล้วครับ ดูได้จากตัวอย่างของจอแสดงผลของ Sharp ที่เปิดตัวไปพร้อมๆ กับจอ IGZO เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่แหละ จอ Organic EL ขนาด 3.4 นิ้ว ความละเอียด qHD (540×960 พิกเซล) และ 13.5 นิ้ว ความละเอียด 3840×2160 พิกเซล (326ppi) … ดูภาพตัวอย่าง Organic EL จาก Sharp ได้ด้านล่างนี่ครับ (Credit: Legitreviews.com)

 

Organic EL จาก Sharp

 

อย่างไรก็ดี จุดสำคัญที่จอแสดงผลแบบ Organic EL จะได้ถูกนำมาใช้ในก็คงเป็นเรื่องของราคานี่แหละครับ เพราะขนาดโทรทัศน์จอ 55 นิ้ว ที่ Sony กับ Panasonic จับมือกันจะทำนั้น สนนราคาก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ 9,600 เหรียญสหรัฐ หรือ สามแสนกว่าบาท (คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ 31.5 บาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งถือว่าแพงเอาการเลย เมื่อเทียบกับ LED TV ขนาดเดียวกันในปัจจุบัน (ต่อให้เลือกรุ่นที่แพงที่สุดมาก็ตามเหอะ)

 

Touchscreen แบบที่มีปุ่มกดนูนออกมาเองได้

จอสัมผัสนั้นใช้งานสะดวกมาก ผู้ผลิตอุปกรณ์และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ สามารถทำอะไรต่อมิอะไรบนหน้าจอสัมผัสได้มากกว่าเดิมมากๆ แต่ว่าเมื่อใช้ไปนานๆ ผู้ใช้งานก็ยังรู้สึกว่า ความจำเป็นสำหรับปุ่มกดแบบเดิมๆ ที่เรียกว่า Physical Button นั้นยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะในเรื่องของการพิมพ์และการเล่นเกม …​ แม้ว่าเกมบนอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสพวกนี้จะถูกออกแบบใหม่ให้รองรับการเล่นบนหน้าจอสัมผัสได้ดีขึ้น แต่หลายๆ เกม เช่น Street Fighter IV, Marvel vs Capcom 2 อะไรพวกนี้ ถ้ามีปุ่มกดจริงๆ ยังไงๆ มันก็สนุกกว่าครับ

 

เกมอย่าง Marvel vs Capcom 2 บน iOS ถ้ามีปุ่มจริงๆ จะสนุกกว่านี้ (ขอบคุณท่านแม่ที่มาเป็นนางแบบใหม่ ... เฉพาะมือ)

 

แน่นอนว่าผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมหลายรายก็พยายามที่จะทำอุปกรณ์เสริมเพื่อชดเชยปุ่มกดจริงๆ ที่ขาดไป แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง (เช่น iOS ไม่ยอมให้ App ต่างๆ ไปก้าวก่ายกันเอง) มันก็ทำให้อุปกรณ์เสริมพวกนี้แจ้งเกิดได้ยาก

เลยเกิดแนวคิดขึ้นมาใหม่ โดย Tactus Technology ที่พัฒนาจอแสดงผลที่สามารถนูนขึ้นมาเป็นปุ่มกดได้เองเมื่อต้องการใช้งาน และปุ่มจะยุบไปเมื่อไม่ได้ต้องการใช้งาน กลายเป็นจอสัมผัสแบบปกติเฉยๆ … เมพไหมล่ะ

 

เทคโนโลยีของ Tactus Technology นั้น สร้างปุ่มนูนๆ จริงๆ บนหน้าจอสัมผัสได้

 

ความลับเบื้องหลังของเทคโนโลยีของ Tactus Technology น่ะเหรอ? มันคือ Micro Channel จำนวนมากที่แอบซ่อนอยู่ในหน้าจอ ซึ่งจะทำหน้าที่ปั๊มเอาของเหลวเข้าไปในหน้าจอ เแล้วเอาของเหลวพวกนั้นเก็บไว้ในกระเปาะที่สามารถใส่ของเหลวเข้าไปหรือถ่ายของเหลวออกมาเพื่อให้ได้ปุ่มที่นูนขึ้นมาตามต้องการ … สามารถเลือกปรับความสูงปุ่มได้ถึงระดับหลายมิลลิเมตรด้วย และที่สำคัญ การเพิ่มชั้นปุ่มของ Tactus เข้าไป จะไม่ทำให้หน้าจอหนาขึ้นมากจนเห็นได้ชัดแต่อย่างใด

ดูวิดีโอจาก Tactus Technology เพื่อดูการทำงานของหน้าจอสัมผัสแบบนี้ได้จากคลิปด้านล่างเลย

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=t4eh-Cn3Pzk[/tube]

 

จนถึงตอนนี้เราจะยังไม่ได้เห็นการนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม ตอนนี้ Tactus Technology ก็กำลังไล่ล่าหาพันธมิตรอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่ามันต้องมีแน่ๆ ตอนนี้ผู้ผลิตอาจจะกำลังมองความเป็นไปได้ของการออกแบบ เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับ Smartphone/Tablet ของตน จากเทคโนโลยีของ Tactus อยู่ล่ะครับ … และนอกเหนือจากแค่ Smartphone/Tablet แล้ว ทาง Tactus เองก็เชื่อว่ายังมีอีกหลายๆ วงการที่น่าจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ด้วย

 

ความเป็นไปได้ของการนำเทคโนโลยีของ Tactus ไปใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ

 

เอาล่ะ ก็คงคร่าวๆ ราวๆ นี้ละนะครับ … จริงๆ มันมีอะไรมากกว่านี้อีกเยอะ แต่ผมไม่อาจจะนำมานำเสนอในนี้ได้หมด (ถ้าเอามานำเสนอทั้งหมด ผมว่าเอาไปเขียนเป็นหนังสือซักเล่มเลยน่าจะดีกว่า ฮาฮา) … ขอตัวตัดจบซีรี่ส์ไขปริศนาหน้าจอ Smartphone/Tablet เอาไว้แต่เพียงเท่านี้ก็แล้วกันนะครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: