สรุปแล้ว Retina Display คือสุดยอดใช่ไหม?

เรื่องของเรื่องมันเกิดตอนที่ผมอ่านข่าวเจอว่า LG ประสบความสำเร็จในการผลิตจอขนาด 5 นิ้วที่มีความละเอียดสูงมากๆ สูงขนาดที่ว่า Pixel Density พุ่งไปอยู่ที่ 440ppi หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มากกว่า Retina Display ของ iPhone 4 และ iPhone 4S ของ Apple ซะอีก (เผลอๆ ละเอียดกว่า iPhone ตัวใหม่ที่กำลังจะมาด้วย) แต่ผมก็บังเกิดคำถามมาในใจว่า ตอนนั้น Steve Jobs บอกว่า ค่า Pixel Density ที่ 326ppi คือสุดยอดที่สุดแล้ว หากละเอียดได้มากขนาดนี้ สายตาของคนเราก็แยกแยะพิกเซลไม่ออกแล้ว หากที่เฮียแกว่านี่เป็นจริง โจทย์ของ LG ก็คือ จะบอกกับผู้ใช้งานยังไงว่าความละเอียดที่เพิ่มขึ้นมานั้นเป็นประโยชน์ และเห็นความแตกต่างได้จริง

ก็ได้เจ้า @nnuuttz ทักมาว่า ไอ้ที่ Steve Jobs บอกนั้น มันเป็น Reality Distortion Field รึเปล่า … จริงๆ ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับ Reality Distortion Field หรอกนะ เพราะอันนั้นมันหมายถึง การหลอกตัวเองว่าสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้นั้น เป็นไปได้ … แต่คำถามนี้มันก็ทำให้ผมฉุกคิดมาได้ว่า แล้วไอ้ Retina Display ที่บอกว่า 326ppi คือสุดยอดแล้ว สำหรับจอ 3.5 นิ้ว มันจริงเท็จแค่ไหน ก็เลยเป็นที่มาที่ผมไปค้นหาคำตอบเอามาเล่าสู่กันอ่านนี่แหละ

 

Retina Display คืออะไร?!?

หลายๆ คนพยายามชี้ว่า Retina Display จริงๆ แล้วมันก็คำทางการตลาดของ Apple เท่านั้นแหละ จริงๆ แล้วจอของ iPhone 4 กะ 4S มันก็แค่จอ High DPI เท่านั้นแหละ พวก Android Smartphone ที่มีหน้าจอขนาด 3.7 นิ้วแล้วความละเอียดหน้าจอ qHD (960×540 พิกเซล) ก็มีความละเอียดแตะๆ Retina Display ที่แถวๆ 300ppi แล้ว หรือ Samsung Galaxy SIII ก็ 306ppi แล้ว แม้จะไม่ใช่ก็ใกล้เคียงละวะ

Steve Job อธิบายว่าที่ให้ใช้ชื่อนี้ก็เพราะ มันคือหน้าจอที่มีความละเอียดสูงที่สุดที่คนที่มีสายตาปกติจะแยกแยะเม็ดพิกเซลไม่ออก … ตอนที่ The new iPad ออกมาพร้อมกับ Retina Dispay แต่มี Pixel Density อยู่ที่ 264ppi เราก็เลยได้คำตอบว่า การเรียกว่า Retina Display นั้น มันไม่ได้เกี่ยวกับค่า Pixel Density แต่เพียงอย่างเดียว แต่มันมีเรื่องของระยะทางเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

ภาพจาก Engadget.com

 

ตอนเปิดตัว The new iPad นั้น ทาง Apple ก็หยิบสมการมาอธิบาย บลาๆๆๆๆ เลย แล้วก็สรุปว่า ด้วยระยะห่างที่คนเราใช้ iPad แล้ว Pixel Density แค่ 264ppi ก็เพียงพอที่ดวงตาจะแยกแยะเม็ดพิกเซลไม่ออกแล้วละครับ โดยทาง Apple ประเมินว่า คนทั่วไปมองจอ iPad ที่ระยะห่างประมาณ 15 นิ้ว

 

ศาสตร์เบื้องหลังของ Retina Display

อย่างที่บอกว่าจริงๆ แล้ว Retina Display ก็คือจอแสดงที่มี Pixel Density มากพอ (หรือก็คือขนาดของพิกเซลเล็กมากพอ) ที้ทำให้เมื่อดวงตาของคนเรามองแล้วไม่สามารถแยกแยะเม็ดพิกเซลได้

ภาพจาก www.tauw.com

แน่นอนว่าปัจจัยที่สำคัญคือขนาดของเม็ดพิกเซลบนหน้าจอแสดงผล แต่ว่าขนาดนั้นมันจะแปรผันไปตามระยะห่างจากดวงตาถึงจอแสดงผลด้วย … ลองจินตนาการถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ หากเรามองใกล้ๆ จะรู้สึกว่าคฤหาสน์นี้มันใหญ่มากๆ แต่หากเราค่อยๆ ถอยห่างไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้สึกว่ามันค่อยๆ เล็กลงในสายตาของเรา (ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราก็รู้ดีว่าขนาดของคฤหาสน์มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร) … ฉันใดก็ฉันนั้น นี่คือปัจจัยที่ทำให้ Apple บอกว่า เพราะผู้ใช้งาน iPad ใช้งานที่ระยะประมาณ 16 นิ้ว ก็เลยทำให้หน้าจอไม่จำเป็นต้องละเอียดมากเหมือน iPhone นั่นเอง และเป็นที่มาของสมการข้างล่างนี่แหละครับ

เมื่อระยะห่างระหว่างดวงตาถึงวัตถุยิ่งมาก มุม a ซึ่งเป็นมุมที่ดวงตาต้องใช้เพื่อมองเห็นวัตถุก็ยิ่งแคบลง นั่นหมายความว่าขนาดของพิกเซลก็ไม่จำเป็นต้องให้เล็กจนมากเกินไปนั่นเอง เพราะการรับรู้ของเราจะมองว่าพิกเซลนั้นมีขนาดเล็กอยู่แล้ว

 

แล้วจอของแต่ละเครื่องใกล้เคียง Retina Display แค่ไหน?

ขนาดหน้าจอต่างกัน ความละเอียดหน้าจอต่างกัน ระยะมองหน้าจอแตกต่างกัน ทำให้ตอบยากว่าอุปกรณ์ตัวไหนบ้างที่เข้าข่าย Retina Display ของ Apple บ้าง ก็บังเอิญให้ว่าบทความ Retina display Macs, iPads, and HiDPI: Doing the Mathเขามีคำนวณเอาไว้ให้แล้ว ก็เลยขอเอามาฝากเลยแล้วกันตามตารางด้านล่างนี่ (ตัวเลขมากกว่า 100% จึงจะนับว่าเป็น Retina Display)

จะเห็นว่าถ้าจัดตามเกณฑ์ของ Apple แล้ว ASUS Transformer Prime ก็นับว่าเป็น Retina Display ด้วยเหมือนกันนะเนี่ย

 

เหนือ Retina Display ยังมี True Retina Display

ว่าแต่เคยได้ยินเรื่อง True Retina Display ไหมครับ? ในบทความ The new iPad Technology Shoot-Out ของ Dr. Raymond M. Soneira ซึ่งเป็น President ของ DisplayMate Technologies Corporation เขาได้เขียนถึงไว้ … โดยได้ชี้ประเด็นว่า Apple นั้นอ้างอิงคำจำกัดความของ Retina Display นั้น/ปตกอยู่ที่สายตาของคนปกติคือค่าเฉลี่ย 20/20 (ภาษาอังกฤษเรียก Visual Acuity)

งงเข้าไปใหญ่ … 20/20 คืออะไร … เคยไปวัดสายตาไหมครับ? เขาจะให้เราอ่านข้อความบน Snellen Chart แบบในรูปด้านล่าง เพื่อวัดคร่าวๆ ว่าสายตาของเราประมาณเท่าไหร่

Snellen Chart (ภาพจาก Wikipedia.org)

แล้วไอ้ตัวเลข 20/20 นี่หาายความว่ายังไง? มันเป็นหน่วยวัดประสิทธิภาพของสายตาครับ ใช้ระยะเป็นฟุตเป็นตัวตั้ง แล้วตัวหารคือขนาดของระยะห่างของเส้นที่ใช้ลากเป็นตัวอักษร มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ดังนั้นสายตาที่ระดับ 20/20 ก็คือ สามารถแยกแยะตัวอักษรที่มีระยะห่างของเส้น 20 มม. ได้จากระยะ 20 ฟุต นั่นเอง

ปัญหาก็คือ คนเราก็จะมีพวกที่มีความพิเศษอยู่ อหมือนพวกที่เก่งด้่นแยกแยะเสียงดนตรี ที่บางคนเรียกว่าพวกหูทองทั้งหลาย … ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่มีสายตาระดับ 20/10 หรือพูดง่ายๆ ดีกว่าคนทั่วไปสองเท่าก็มีอยู่เช่นกัน ดังนั้น ระดับ True Retina Display ก็คือระดับที่ขนาดพวกตาเทพแบบนั้นยังไม่สามารถแยกแยะเม็ดพิกเซลได้ หรือก็คือต้องมี Pixel Density มากกว่า 573ppi หากมองที่ระยะ 12 นิ้ว หรือ 458ppi หากมองที่ระยะ 15 นิ้ว

และนี่คือประเด็นที่ LG สามารถหยิบยกมาพูดถึงเกี่ยวกับประโยชน์ที่จะได้จากการที่มีจอที่มี Pixel Density นี่แหละครับ แต่ก็อีกเช่นเคย โดยปกติแล้วดวงตาของคนเราจะไม่ใช่ระดับ 20/20 เสมอไป บ่อยครั้งจะต่ำกว่านั้นด้วย ดังนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่ True Retina Display ก็ตามนั่นเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

[Update #1 04/06/2012] อัพเดตแถมให้ เผื่อใครอยากรู้ว่า Smartphone/Tablet หรือแม้แต่ PC/Notebook ที่ตัวเองใช้อยู่นั้นมี Pixel Density เท่าไหร่ มีเว็บที่คำนวณให้เสร็จสรรพอยู่ที่ http://pixeldensitycalculator.com/ ครับ … ขอบคุณ @nerdkmutt ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

5 Responses

  1. Paul Lin says:

    ร้านแว่น จะตัดแว่นให้เราได้สายตาปกติที่ประมาณ 20/20

  2. POP says:

    มันเป็นแบบนี้นี่เอง ถ้างั้น iPad1 สำหรับผมก็เป็น Retina แล้วล่ะ ^^

  3. lulable says:

    ได้ความรู้ขึ้นเยอะเลยครับ ขอบคุณมากครับท่าน

  4. อ้วน says:

    สุดยอดครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: