กาแล็กซี่แห่งใหม่จาก Samsung รีวิว Galaxy SIII แบบเต็มๆ ตอนที่ 2

งวดนี้ใครที่ติดตามข่าวสารการไปเยือนถึงถิ่น Samsung ที่กรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ของเหล่าบล็อกเกอร์นานาชีวิตผ่านทาง Twitter ก็คงจะได้เห็นว่างวดนี้ Samsung Galaxy SIII นั้นผิดแผกไปจากเดิมตรงที่ Samsung ใส่ใจในเรื่องของการดีไซน์มากขึ้น ใส่ใจต่อประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้งานมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การเลือกวัสดุมาใช้ ซึ่งไม่ใช่แค่พลาสติกทั่วๆ ไปแล้ว แต่เป็นโพลีคาร์บอเนต แถมเคลือบ Hyper Glaze อีกด้วย และหน้าจอก็เป็น Gorilla Glass เวอร์ชันใหม่ล่าสุดอีกต่างหาก … หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ ก็ยังใส่ใจเลยครับ ดูตัวอย่างจาก @ohnut7 หนึ่งในผู้ที่ได้ไปเยือน Samsung เขาทวีตไว้เกี่ยวกับเสียงน้ำที่เป็นเอฟเฟ็กต์ตอนปลดล็อกหน้าจอก็ได้ครับ

 

ขนาดแค่เสียงเอฟเฟ็กต์ตอน Unlock Screen นะ

 

ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจอะไรเลยที่ทาง Samsung เขาจะขอย้ำกับทางบล็อกเกอร์ให้เน้นเขียนถึงประสบการณ์ในการใช้งาน มากกว่าการพูดถึงสเปก … แต่ … แหม่ … ตอนแรกที่ผมเขียนมันก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงสเปกนี่นะ เพราะผมเชื่อว่าสุดท้าย ยังไงๆ ผู้ซื้อก็อยากจะรู้สเปกอยู่ดีนั่นแหละ … แต่สำหรับตอนที่ 2 นี้ ขอไปพูดถึงสเปกต่างๆ ที่ Samsung เขาได้พูดถึง และผมได้มีโอกาสสัมผัสไปบางส่วนในงาน Samsung Mobile Unpacked 2012 มาละครับ

 

ได้เวลาเจาะฟีเจอร์ที่ Samsung นำเสนอในงาน Mobile Unpacked 2012 กันแล้ว

 

ซึ่งสิ่งที่ทาง Samsung เน้นย้ำก็คือ ทั้งหมดทั้งสิ้นที่อยากจะพูดถึงก็มีด้วยกัน 7 อย่าง คือ Smart Stay, Smart Alert, S Voice, S Beam, Face Tagging กับ Buddy Group Photo Share, Direct Call และ Double Screen ครับ … มาดูกันโดยละเอียดดีกว่าว่าแต่ละอย่างนั้นมีอะไรกันบ้าง

 

Smart Stay … จะไม่หลับจนกว่าคุณจะหลับ

Samsung บอกกับเราในงาน Samsung Mobile Unpacked 2012 ว่า เจ้า Galaxy SIII นี่จะ waits till you’re asleep หรือแปลว่า “จะรอจนกว่าเราจะหลับ” … คือปกติแล้วเพื่อเป็นการประหยัดแบตเตอรี่ เราก็มักจะตั้งค่า Screen Timeout ให้เยอะๆ เข้าไว้ อย่างผมก็ตั้งไว้ 10 นาที เพื่อเวลาที่ใช้งานอ่านอีบุ๊กหรือดูหนัง มันจะได้ไม่ปิดหน้าจอลงไป แต่ปัญหาก็คือ ถ้าเกิดเราเผลอเปิดหน้าจอทิ้งไว้โดยไม่ปิดหน้าจอ ก็เท่ากับต้องรอตั้ง 10 นาทีกว่าที่มันจะปิดหน้าจอ เปลืองแบตเตอรี่ไปเปล่าๆ

 

ฟีเจอร์ Smart Stay

 

ฟีเจอร์ Smart Stay นี่อาศัยคุณสมบัติ Face Detection หรือระบบจดจำใบหน้าในการพิจารณาว่าผู้ใช้งานยังจ้องมองที่หน้าจออยู่หรือไม่ ถ้ามันตรวจพบว่ามีคนมองหน้าจออยู่ มันก็จะไม่ปิดหน้าจอครับ ดังนั้นจึงทำให้เราสามารถตั้งเวลาปิดหน้าจอไว้สั้นๆ ซัก 15-30 วินาทีได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าเวลาอ่าน e-book หรือดูหนังอยู่แล้วจอจะดับ

พูดแล้วอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด แนะนำให้ดูวิดีโอด้านล่างอธิบายเพิ่มเติมครับ

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=jlt5OKzU14c[/tube]

 

Smart Alert คอยเตือนคุณเพื่อไม่ให้พลาดอะไรสำคัญๆ กับ Direct Call โทรได้ทันทีจากหน้า Contact

แม้จะได้ชื่อว่าโทรศัพท์มือถือ แต่เราก็ไม่ได้ถือมันเอาไว้ตลอดเวลาหรอกครับ เวลาที่วางมือถือเอาไว้แล้วกลับมาหยิบ ก็เลยต้องเปิดหน้าจอคอยดูว่ามีแจ้งเตือนอะไรบ้าง มีใครโทรมารึเปล่า … ระบบเซ็นเซอร์จะตรวจจับได้ว่ามีการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จากนั้นก็จะทำการสั่นเตือนให้เราได้รู้ว่ามีข้อความแจ้งเตือนที่เราพลาดไปตอนที่เราไม่อยู่นะ

 

เปิดใช้ Smart Stay และ Direct Call ได้จาก Settings > Motion

 

นอกจากนี้ก็สามารถเปิดฟีเจอร์ Direct Call ได้จาก Settings > Motion นี่เช่นเดียวกันครับ ฟีเจอร์นี้การทำงานก็คือเวลาที่เราเปิดหน้า Contact อยู่ หรือกำลังจะส่ง SMS แล้วเกิดอยากโทรศัพท์หาแทน ก็สามารถยกหูขึ้นมาโทรหาได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปจิ้มหน้าจอเพื่อกดโทรหาครับ ช่วยอำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาไปได้อีกนิดนึง

 

S Voice … รับฟังและพร้อมปฏิบัติทำความต้องการของคุณ

ต่อไปนี้ผู้ใช้ Samsung  คงไม่ต้องน้อยใจแล้ว เพราะถ้า iPhone มี Siri ละก็ Samsung ก็มี S Voice ครับ (เพียงแต่ในขณะที่ Siri มีใช้กับ iPhone 4S เท่านั้นในตอนนี้ … S Voice ก็มีใช้แค่ใน Galaxy SIII เท่านั้นเช่นกัน)

การเรียกใช้งาน S Voice นั้นทำได้ 2 ทางคือ การแตะที่ไอคอน S Voice ใน App Tray หรือเอามาทำเป็น Shortcut ไว้แตะง่ายๆ บน Home Screen ก็ได้ … แต่วิธีเรียกใช้งานที่ง่ายที่สุดก็คือ การกดปุ่ม Home 2 ครั้งติดๆ กัน … เพียงแต่ว่า S Voice จะไม่ได้ออกแนว Siri ที่เป็นเหมือนผู้ช่วยแสนรู้ แถมจ้อเก่งยังกะ Simsimi (จำกันได้ป่ะ?) แต่กลับจะออกแนว Voice Command มากกว่าครับ คือ สั่งงานด้วยเสียง ให้ทำโน่นทำนี่ได้ เช่น สร้างตารางนัดหมาย, ตั้งนาฬิกาปลุก หรือเปิด App ต่างๆ ได้

ความสามารถในการฟังสำเนียงแบบบ้านๆ อย่างผม S Voice ยังสู้ Siri ไม่ได้ ไม่สามารถจ้อเล่นกับเรา เป็นเพื่อนคุยยามเหงาได้ แต่เห็นทาง Samsung บอกว่า หลังจากพัฒนา 8 ภาษาหลักเรียบร้อยแล้ว จะมีภาษาไทยต่อด้วย (ฮิ้วววว) … จุดเด่นที่ S Voice เหนือ Siri ก็คือ Wake Up Command ซึ่งให้เราอัดเสียงของเราเองเพื่อใช้สั่งให้เครื่องทำงานได้จากหน้า Lock Screen ครับ

รายละเอียด แนะนำให้ดูคลิปรีวิว S Voice ด้านล่างนี่

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=oYNcCn-O7vo[/tube]

 

ส่วนการเปรียบเทียบกับ Siri นั้น ดูคลิปนี้เลยครับพี่น้องครับ

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=gqwigPc58g4[/tube]

 

S Beam ถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเครื่องด้วยความเร็วสูงปรี๊ด

จุดเด่นที่ระบบปฏิบัติการ Android มีเหนือ iOS ก็คือความเป็นระบบเปิดนี่แหละ … เคยไหมล่ะ ที่เวลาไปเจอเพื่อนแล้วเห็นเพื่อนดูหนังหรือฟังเพลงอยู่แล้วนึกแบบว่า “เฮ้ย! อยากได้หนังเรื่องนี้ เพลงอัลบั้มนี้ว่ะ ส่งมาให้หน่อย” … แต่การส่งเพลงหรือส่งหนังมันไม่ได้ง่ายๆ เหมือนกับการส่งไฟล์รูปนะ เพราะขนาดมันผิดกว่ากันเยอะ หนังเนี่ย ถ้าเป็น MP4 แบบ H.264 ยาวซัก 40 นาที จะมีขนาดไฟล์ตกราวๆ 400MB โดยประมาณนะครับ การส่งไฟล์ขนาดนี้ผ่านทาง Bluetooth มันไม่ใช่เล่นๆ เลย

 

ประกบร่างเพื่อรับส่งข้อมูลด้วย S Beam (ตัวสีดำใหญ่ๆ นั่นคือตัว Launch Box ของ SIII ครับ)

 

ด้วยเหตุนี้ Samsung ก็เลยพัฒนาเทคโนโลยี Wi-Fi Direct มาให้ช่วยแชร์ไฟล์กันได้รวดเร็วขึ้น และใช้กันใน Android Smartphone และ Tablet ของ Samsung แต่นั่นก็ยังมีปัญหา เพราะการเริ่มต้นใช้งานก็ดูวุ่นวาย … เมื่อ Google แนะนำ Android Beam ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android Ice Cream Sandwich ซึ่งใช้เทคโนโลยี NFC ในการเชื่อมต่อเพื่อส่งข้อมูล Samsung ก็เลยจับผสมผสานกันซะเลยระหว่าง Android Beam กับ Wi-Fi Direct กลายมาเป็น S Beam นี่แหละ หลักการทำงานของมันก็คือ ใช้ NFC ในการเริ่มต้นการเชื่อมต่อเพื่อรับส่งข้อมูล จากนั้นก็ใช้ Wi-Fi Direct ในการรับส่งข้อมูล … ด้วยวิธีนี้ ทำให้ S Beam สามารถรับส่งข้อมูลได้ง่าย และรวดเร็วมากถึง 300Mbps (37.5MB/s) กันเลยทีเดียว เร็วไม่แพ้ USB 2.0 เลยครับ

 

Face Tagging และ Buddy Group Photo Share

ด้วยคุณสมบัติ Face Detection ที่มากับ Android Ice Cream Sandwich เลยทำให้ Samsung Galaxy SIII มาพร้อมกับคุณสมบัติในการแท็กชื่อคนรู้จักใน Contact List ของเราเข้ากับรูปใน Gallery ได้ด้วย

 

แท็กรูปเพื่อนเสร็จแล้ว สามารถใช้โทรหา ส่งข้อความหรืออีเมล์หา และอื่นๆ ได้

 

การใช้งานก็ไม่ยากเลยครับ แค่เปิด Gallery ขึ้นมาแล้วเปิดรูปเพื่อนของเรา Samsung Galaxy SIII ก็จะตรวจจับใบหน้า แล้วตีกรอบสีเหลืองเอาไว้ แตะที่กรอบแท็กชื่อเพื่อนได้เลย … และเมื่อแท็กเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นเราก็สามารถจะโทรหา จะส่ง SMS/Email หรือแม้แต่โพสต์ข้อความบนบริการ Social Media หาเพื่อนของเราได้ (แต่เราต้องบันทึกที่อยู่ติดต่อไว้ก่อนนะ) จากในรูปเลย … แท็กเสร็จแล้ว รูปอื่นๆ ที่มีหน้าเพื่อนเราคนนี้อยู่ก็จะถูกแท็กโดยอัตโนมัติโดยปริยาย

 

เมื่อแท็กรูปแล้ว รูปเพื่อนรูปอื่นๆ ก็จะถูกแท็กเองโดยอัตโนมัติ

 

แต่มันก็มีข้อจำกัดนะ คือ มันมีโอกาสที่ระบบจะจดจำใบหน้าไม่ได้ในบางที เช่น ใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม หรือสภาพแสงแตกต่างกันออกไป แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราก็แค่แท็กเพิ่มเข้าไปเท่านั้นเองครับ

กล้อง 8 ล้านพิกเซลของ Samsung Galaxy SIII ช่วยให้ Face Detection ทำได้ง่ายขึ้น และแม้ว่าหน้าจะเล็กๆ แต่ก็ยังสามารถตรวจจับใบหน้าเจอได้นะครับ

 

กล้อง 8 ล้านพิกเซล ทำให้ Face Tagging ตรวจจับใบหน้าได้แม้จะเล็ก

 

นอกจากนี้ก็ยงมีคุณสมบัติ Buddy Photo Share ทำให้การแชร์รูปเพื่อนให้เพื่อนๆ ทั้งหลายภายในรูปเป็นไปได้ง่ายๆ ด้วย … แบบว่า ถ้าแท็กเพื่อนเอาไว้ครับ แค่แตะปุ่มแชร์ทีเดียวก็ส่งหาทุกคนได้เลย

 

Buddy Photo Share

Buddy Photo Share แชร์ไฟล์ง่ายๆ ให้เพื่อนได้เลย

 

Double Screen ดูวิดีโอไปท่องเว็บไปก็ได้

การทำงานหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันเป็นเรื่องปกติของคุณเราอ่ะนะ มีงานวิจัยพบว่า การทำงานแบบหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน หรือ Multitasking เนี่ย มันไม่ได้ช่วยเพิ่มผลผลิตของงาน แต่ว่ามันช่วยในเรื่องของอารมณ์ได้ … บางทีเวลาใช้ Android Smartphone ดูหนังอยู่ก็อยากจะเปิด Gmail App ขึ้นมาเช็คเมล์บ้างอะไรบ้างอ่ะ … Samsung Galaxy SIII บอกว่าได้เลย จัดไป

แต่แตะที่ไอคอนเพื่อย่อหน้าจอวิดีโอลง (อยู่ตรงมุมล่างขวามือของหน้าจอ) จากนั้นก็ใช้งานตามปกติต่อได้เลย จะท่องเว็บ จะเปิดรูปดู จะรับส่งอีเมล์ ทำได้หมดเลยครับ ส่วนวิดีโอก็ยังจะเล่นต่อไปตามปกติ ถ้าจะเลิกใช้โหมด Double Screen ก็แค่แตะที่จอวิดีโอเพื่อกลับเข้าสู่ Player อีกครั้งก็เท่านั้นเอง

 

ตอนดูหนังอยู่ จะเห็นไอคอนตรงมุมด้านล่างขวามือเพื่อย่อหน้าจอเล่นหนังลง

ดูหนังไปพร้อมๆ กับการท่องเว็บ หรือทำอย่างอื่นได้หมด ใช้ Android Smartphone ตามปกติได้เลย

 

เขียนมาซะยาวยืด (รูปก็เยอะด้วย) เดี๋ยวไว้ไปต่อกันตอนหน้าอีกที

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

3 Responses

  1. KiLLVeRN says:

    แล้วเรื่องแบตเตอรี่ มันจะอ่อนแอ เหมือน SII รึเปล่าครับ? ไม่เห็นในรีวิวบอกเรื่องนี้เลย

    • kafaak says:

      ใจร้อนจริง ยังรีวิวไม่จบเลย

      ปล.เรื่องแบตเตอรี่ ผมเคยทวีตรีวิวไปแล้ว
      ปล.2 พรุ่งนี้ค่อยอ่านคำตอบเรื่องแบตเตอรี่

Leave a Reply

%d bloggers like this: