กาฝากโกอินเตอร์ ภาค เที่ยวมั่วทัวร์สิงคโปร์

Print Friendly, PDF & Email

01

สวัสดีวันสงกรานต์วันสุดท้าย และขออภัยที่วันนี้บล็อกขึ้นช้ากว่าปกติครับ เพราะผมกลับมาจากสิงคโปร์ด้วยความเพลียแบบสุดๆ เลย เพราะลุยแหลกตลอด 2 วันเต็มๆ … นี่ขนาดวันสุดท้ายผมงดเที่ยว ตื่นสาย และออกจากโรงแรมก็ตรงดิ่งไปที่สนามบินเลยนะเนี่ย วันนี้ยังตื่นซะ 10 โมงเลย สงสัย Jet Lag … ไม่ใช่ล่ะๆ

และเช่นเคย เมื่อออกไปเที่ยวประเทศนอกมา ก็ต้องเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์มาฝากเอาไว้ในบล็อกซะหน่อย ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นบันทึกความทรงจำของตัวเอง อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้แฟนานุแฟนทุกท่าน เผื่อใครยังไม่เคยไป จะได้รู้ว่าจะไปทำอะไรดี อิอิ

ทริปนี้จริงๆ แล้วเกือบไม่ได้ไปครับเพราะผมดันไปยื่นเรื่องขอวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา เลยทำให้พาสปอร์ตของผมไปอยู่ที่สถานทูตจนถึงวันที่จะต้องเดินทางไปสิงคโปร์เลย กว่าจะติดตามกลับมาได้เกือบแย่ ถ้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แนะนำว่าให้อ่านบล็อกตอน “ประสบการณ์การสัมภาษณ์วีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกาของนายกาฝาก” ครับ

ทริปครั้งนี้ผมจองตั๋วของสายการบิน Air Asia เที่ยวบิน FD3509 เดินทางจากประเทศไทยเวลา 18:30 ของวันที่ 12 เมษายน ไปถึงสิงคโปร์ก็ราวๆ 4 ทุ่มเศษๆ ตั้งใจว่าจะไปนอนสนามบินคืนนึง ประหยัดค่าที่พัก อิอิ จองที่พักเป็นโรงแรมระดับประมาณ 2 ดาว ครับ คืนนึงตก 80 เหรียญสิงคโปร์ ก็คูณ 25 ไป ง่ายๆ (จริงๆ 24 บาทกว่า) ก็ตกคืนละ 2 พันบาทครับ … ได้มีโอกาสลองระบบตรวจพาสปอร์ตแบบอัตโนมัติด้วย อิอิ ขั้นตอนก็ง่ายๆ ดี ไม่ยุ่งยาก แค่

  • สอดพาสปอร์ตหน้าที่มีรูปและรายละเอียดของเราเข้าไป คิดซะว่ากำลังอัพเดตสมุดบัญชีธนาคารครับ
  • รอจนเสร็จเรียบร้อย ให้เงยหน้ามองกล้อง ให้เขาแชะซักหน่อย
  • จากนั้น เอานิ้วชี้ไปให้ระบบสแกน
  • สุดท้ายเดินออกมา จะมีเจ้าหน้าที่ประทับตราใบ Immigration เป็นอันจบ

02มาถึงสนามบิน เปลี่ยนแผนนิดหน่อย เพราะเพื่อนของแฟนผมตัดสินใจมารับและให้ไปพักด้วยกันที่บ้านพักของเขาที่แถวๆ สถานี MRT (ที่สิงคโปร์เรียกเต็มยศว่า SMRT ครับ) Clementi ครับ ที่นี่อยู่ไกลจากสนามบินเอาการเลยแหละครับ

รถไฟฟ้าที่สิงคโปร์นี่มีทั้งลอยฟ้าและใต้ดิน แต่ว่าแตกต่างจากของบ้านเรา เพราะว่าแทนที่จะแยกเป็นลอยฟ้าและใต้ดินแบบชัดเจน ที่นี่มันผสมผสานครับ คือ ณ จุดนึงมันอาจจะมุดลงดิน ในขณะที่อีกจุดนึงมันจะโผล่ขึ้นมาลอยฟ้าครับ … อ้อ! เกือบลืมไปอ่ะ แนะนำว่าตอนลงจากสนามบิน ให้หาซื้อบัตร EZ Link ด้วยครับ ง่ายที่สุดคือมองหาจุดขายตั๋วที่สถานี SMRT หรือไม่ก็ไปซื้อที่ 7-Eleven ก็ได้ … มันจะมีค่าบัตร 5 เหรียญสิงคโปร์ … ถ้าซื้อที่จุดขายตั๋วที่สถานี SMRT จะต้องจ่าย 12 เหรียญสิงคโปร์ หักค่าบัตรแล้วก็เหลือใช้ได้ 7 เหรียญครับ แต่ถ้าซื้อที่ 7-Eleven จะต้องจ่าย 10 เหรียญสิงคโปร์ หรือเหลือเงินใช้ 5 เหรียญ … รายละเอียดอ่านเอาจากเว็บไซต์ของ SMRT ได้

03

แต่ใครที่คิดว่าจะเดินทางด้วย SMRT บ่อยๆ มากๆ และถี่ๆ แนะนำให้ใช้บัตร EZ Link แบบ Tourist Pass ครับ อันนี้จะเหมาจ่ายรายวันเลย วันละ 10 เหรียญสิงคโปร์ครับ ไม่มีค่าบัตรด้วย อันนี้ซื้อได้ที่สถานี SMRT ที่ Changi Airport เลย … นอกจากนี้ก็ยังซื้อได้จากสถานีอื่นๆ อีกด้วย (แต่จะไปซื้อจากที่อื่นทำไมอ่ะนะ) รายละเอียด ดูได้จากเว็บไซต์ครับ

แต่โดยส่วนตัว ผมเลือกที่จะเดินทางผสมผสานระหว่าง SMRT กับรถเมล์ครับ เพราะรถเมล์ที่สิงคโปร์นี่ไม่ได้วุ่นวายเหมือนในฮ่องกง และป้ายรถเมล์ก็วางแผนเดินทางง่ายกว่า … นอกจากนี้ ไปเที่ยวมา 3 วันนี่ ไม่เห็นรถติดเลย นอกจากไฟแดงอ่ะ … นั่นเลยทำให้ 3 วันนี่ผมใช้บัตร SMRT ไปแค่ไม่ถึง 20 เหรียญสิงคโปร์เลยครับ

ถ้าเงินในบัตร EZ Link หมด ก็มาเติมเอาได้ที่ตู้ขายตั๋วนี่ เอาบัตรวางไว้ แล้วเลือกเมนูตรงหน้าจอสัมผัสว่า Add Value แล้วก็หยอดเหรียญ หรือ ใส่ธนบัตรเข้าไป แล้วทำตามขั้นตอนก็เรียบร้อย แถมใครมาในเรื่องงาน จำเป็นต้องได้ใบเสร็จ มันก็พิมพ์ให้ได้ด้วยนะ

 

ขนส่งมวลชนหลักๆ ในสิงคโปร์

หลักๆ เลย สำหรับนักท่องเที่ยว ผมเชื่อว่าเราคงใช้อยู่ 3 อย่างคือ รถเมล์ (Public Bus), รถไฟฟ้า (SMRT) และ แท็กซี่ครับ ซึงมีค่าบริการแตกต่างกัน และเวลาในการให้บริการแตกต่างกันออกไปดังนี้

 

รถเมล์

04ให้บริการตั้งแต่ 05:30 จนถึงเที่ยงคืน ค่าโดยสารเริ่มตั้งแต่ 0.73 เหรียญสิงคโปร์ไปจนถึง 3.60 เหรียญสิงคโปร์ คิดค่าโดยสารตามระยะทาง สามารถชำระเงินได้ 2 แบบ คือ จ่ายเป็นเงินสด ซึ่งต้องเตรียมมาให้พอดีนะ เพราะคนขับไม่ทอนเงิน จ่ายเยอะกว่าได้ แต่ที่เหลือติ๊บ

อีกวิธีนึงก็คือการจ่ายด้วยบัตร EZ Link ครับ แตะก่อนขึ้นรถ มันจะเริ่มนับว่าเราขึ้นจากที่ไหน แล้วหักเงินไปตามระยะทางจนถึงสุดสาย … ก่อนจะลงจากรถก็แตะอีกทีนึงเพื่อบอกกับระบบว่าเราลงที่ป้ายไหน มันก็จะคืนเงินกลับเข้ามาในบัตรให้ และคิดเงินไปเฉพาะระยะทางที่เรานั่ง … หมายความว่า ถ้าตอนลงเราลืมแตะบัตรออก เราจะต้องจ่ายเต็มๆ ครับ

 

รถไฟฟ้า (SMRT)

ให้บริการเหมือนรถเมล์ครับ คือ 05:30 ถึงเที่ยงคืน อัตราค่าโดยสารเริ่มที่ 0.73 เหรียญสิงคโปร์ ไปจนถึงแถวๆ 2.30 เหรียญสิงคโปร์ แต่ถ้าเทียบระยะทางที่วิ่งแล้วอยากบอกว่า ค่าเดินทางถูกกว่ารถไฟฟ้าบ้านเราเยอะทีเดียวครับ

 

รถแท็กซี่

ถ้าเกิดเป็นพวกชอบเที่ยวจนดึกดื่นเที่ยงคืน บริการแท็กซี่คืออย่างเดียวที่หลงเหลือครับ อัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 3 เหรียญสิงคโปร์ พูดง่าย กดมิเตอร์ปุ๊บ โดยก่อนเลย 3 เหรียญสิงคโปร์ จากนั้นค่าโดยสารคิดตามระยะทางทุกๆ 1 กิโลเมตร (ดีกว่าที่ฮ่องกง ที่คิดทุกๆ 200 เมตรนะ) แต่ถ้าเรียกหลังเที่ยงคืน จะโดนชาร์จเพิ่มอีกนะจ๊ะ

 

ซิมเน็ตสำหรับมือถือที่สิงคโปร์

เพื่อนของผมที่มาก่อนหน้าเลือกใช้ของ StarHub ครับ ส่วนผมเลือกใช้ Singtel … เนื่องจากเพื่อนของแฟนมารับที่สนามบิน เลยไม่ได้มีโอกาสเดินดูว่าที่สนามบินมีขายไหม แต่ว่าซิมแบบ Pre-paid แบบนี้ หาซื้อได้ตาม 7-Eleven เหมือนของบ้านเราครับ … ของ Singtel เป็นแบบ 18 เหรียญสิงคโปร์ ซื้อมาแล้วก็จะมีเงินในนั้น 18 เหรียญสิงคโปร์เลย สามารถเอาไปใช้สมัครแพ็กเกจก็ได้ เอาไว้โทรก็ได้ ตามสะดวก … เนื่องจากผมเสียไปขนาดนี้แล้ว เลยเลือกสมัครแพ็กเกจ Unlimited 3 วัน 15 เหรียญสิงคโปร์เลย (เพราะไงๆ ก็แลกคืนกลับเป็นเงินไม่ได้นิ) เหลือค่าโทร 3 เหรียญก็พอ ไม่รู้จะโทรหาใคร (ไปมา 3 วันได้โทรหา @DrJoop ที่บังเอิญไปเที่ยวช่วงเดียวกัน และไป Universal Studios เหมือนกันแค่นั้นเอง … ฮามาก อยู่เมืองไทยไม่เคยได้นัดเจอหน้า ไปนัดเจอกันที่สิงคโปร์) อ้อ! ที่นี่โหดนะ จะโทรออกหรือรับสาย ก็เสียเงินหมดครับ

สำหรับใครใช้น้อย แนะนำให้ลองหาซิมของ StarHub ดูอ่ะ เพราะมีแพ็กเกจ 7 เหรียญสิงคโปร์ ใช้ได้ 1GB ในระยะเวลา 7 วัน … แต่ผมไม่รู้ว่าต้องซื้อซิมกี่ตังค์นะ

 

ทีนี่ทำผิด ปรับแบบจัดหนักมาก โทษก็แรง

สังเกตพวกป้ายเตือนให้ดีๆ นะครับ ที่สิงคโปร์นี่กฎระเบียบเข้มงวดมากทีเดียว ถ้าเกิดทำผิดแล้วโดนจับได้ ปรับชนิดหมดเงินเที่ยวเผลอๆ ไม่เหลือเงินอยู่ต่อด้วย … เช่น การบ้วนน้ำลายลงพื้น จับครั้งแรก ปรับ 1,000 เหรียญสิงคโปร์ ถ้ายังทำซ้ำ โดน 2,000 เหรียญสิงคโปร์ แถมโดนบำเพ็ญประโยชน์อีก, ขึ้นรถไฟฟ้า ถ้าดันเอาพวกของเหลวที่เป็นเชื้อเพลิงขึ้นไปด้วย โดน 5,000 เหรียญสิงคโปร์กันเลยทีเดียว ถ้ายาเสพย์ติดโทษประหารกันเลยนะครับ

ส่วนที่เป็นที่รู้กันดี แต่สายการบินไม่ได้แจ้งให้ทราบ (ตอนผมมาด้วย Air Asia) ก็คือ ที่นี่ห้ามเอาหมากฝรั่งเข้ามาครับ คงเพราะกลัวคนกินเสร็จแล้วเอาไปแปะไปป้ายไว้ตามที่ต่างๆ … ถ้าสังเกตที่ 7-Eleven ดีๆ จะเห็นว่าเขาไม่มีขายเลย

 

ผมพักที่ไหน?

05ผมเลือกพักที่ Hotel 81 Star ครับ เป็นหนึ่งในโรงแรมในเครือของ Hotel 81 เป็นโรงแรมระดับ 2 ดาว ไม่เก่ามาก (โรงแรมยิ่งเก่า ห้องยิ่งโทรม ไม่ดีๆ) … โรงแรมนี้อยู่ที่ถนน Geylang 18 ครับ ใครที่คุ้นๆ เรื่องสิงคโปร์คงจะรู้จักย่านนี้ดี เพราะมันเป็นย่านโคมแดงขึ้นชื่อเลย ฮาฮา … ไม่เหมาะสำหรับที่จะพาคนในครอบครัวไปพักนะครับ แต่ที่นี่อยู่ใกล้ๆ สถานี Aljunied ซึ่งห่างจากสนามบินไม่มาก

16จากสถานี Aljunied ไป Hotel 81 Star นั่งรถเมล์สายอะไรก็ได้ ยกเว้นสาย 40 ไปป้ายเดียวเอง ลงปากซอยพอดีเลย หรือถ้าไม่เดือดร้อนอะไร ก็เดินเอาก็ได้ครับ แค่ราวๆ 500 เมตร ไม่ไกล เดินสบายๆ แต่จาก Hotel 81 Star นี่ ถ้าขึ้นรถเมล์มาก็จะอ้อมโลกหน่อย เพราะถนนมันวันเวย์ต้องวนไปอ้อมไกลอยู่ การเดินเอาสะดวกกว่า … ย่านนี้ของกินเพียบ แถม 7-Eleven ก็อยู่ใกล้ๆ สบายๆ

 

อาหารการกิน

06คิดซะว่ากำลังเดินกินอาหารในร้านหรูๆ แล้วกัน เพราะอาหารที่นี่ขั้นต่ำๆ ก็เริ่มต้นที่แถวๆ 2 เหรียญสิงคโปร์แล้วครับ พวกน้ำอัดลมอย่างโค้กกระป๋อง กินตามร้านก็ 1 เหรียญสิงคโปร์ … น้ำแข็งเปล่าโคตรแพงครับ 30-40 เซ็นต์ (ประมาณ 10 บาท … บร๊ะเจ้า) อย่างชุดที่เห็นในรูปซ้ายมือนี่ 13.80 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 345 บาท) ครับ

มีอาหารหลากหลายรูปแบบให้เลือก แตกต่างกันไปตามย่านที่อยู่ด้วยแหละ อย่างของผมเนี่ย แขกมาเลย์ จีนมาเลย์ อยู่กันเยอะ เลยเป็นพวกอาหารจีนๆ หน่อย อย่างข้าวมันไก่ บะหมี่เป็ดย่าง ก๋วยเตี๋ยว แล้วก็จะมีพวกอาหารมาเลย์อย่าง Nasi Lemak และ ตระกูล Nasi อื่นๆ อีกเยอะ

อ้อ! แนะนำว่าเวลาจะซื้อพวกน้ำดื่ม พวกนม อะไรพวกเนี้ย ให้ซื้อจากร้านขายของชำนะครับ ถูกกว่าไปซื้อที่ 7-Eleven เอาการ เช่นพวกน้ำอัดลมที่ 7-Eleven ขาย 1.80 เหรียญสหรัฐนะ (ร้านขายของชำขาย 1 เหรียญเอง)

 

เอาล่ะ 2 วันนี้ผมไปที่ไหนมาบ้าง?

ผมวางแผนเที่ยวแค่ 2 วัน คือ 13 เม.ย. และ 14 เม.ย. ครับ ซึ่งมันเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไป ที่อยากจะไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในสิงคโปร์ แบบที่ไม่ต้องตื่นเช้ามาก และไม่ต้องนอนดึกจนเกินไป โดยแผนการของผมเป็นแบบนี้ครับ

 

วันที่ 13 เม.ย.

วันนี้ทั้งวันยกให้กับ Universal Studios เลย ที่นี่เริ่มให้บริการตั้งแต่ 10:00 ไปจนถึง 19:00 ครับ สถานที่อยู่ที่ Sentosa Island ครับ ผมนั่ง SMRTสาย East West (สีเขียว) จาก Aljunied มาลงที่ Outram Park แล้วต่อสาย North East (สีม่วง) ไปที่ HabourFront ครับ จากนั้นขึ้น Monorail (หรือเรียกว่า Sentosa Express ดีล่ะ) ไป 1 สถานี ไปลงที่ WaterFront ครับ ก็จะเป็น Universal Studios แล้ว

แนะนำว่าซื้อบัตรเข้าจากเว็บไซต์ Universal Studios ก่อนเลยครับ เลือกตัวเลือกเป็น Attractions แล้วเลือกว่าจะไปที่ Universal Studios ครับ สนนราคาต่อหัว ตอนที่ผมไป เป็นแบบนี้ … สังเกตดีๆ จะมีราคาโปรโมชั่นด้วย เช่น ผมเลือกซื้อบัตรด้วย MasterCard ก็จะมี Voucher มูลค่า 6 เหรียญสิงโปร์ให้ 2 ใบ ใบนึงเอาไว้ซื้ออาหารและเครื่องดื่ม อีกใบเอาไว้ช้อปครับ … ใบที่เอาไว้ซื้ออาหารและเครื่องดื่มสามารถเอามารวมมูลค่าเพื่อชำระได้ แต่ใบเพื่อช้อปนี่จะต้องใช้แต่ 1 Transaction พูดง่ายๆ ใบนึงไว้ซื้อของชิ้นนึง เอามารวมมูลค่าไม่ได้ … ใครที่จะไปที่นี่ แนะนำให้เช็คราคาให้ดีๆ ก่อน

 

11

 

มันมีคำว่า Express Pass มูลค่า 30 เหรียญสิงคโปร์ด้วย อันนี้เป็นค่าเข้าสำหรับช่องทางพิเศษ เวลาที่เราจะไปเข้าดูกิจกรรม หรือ ขึ้นเครื่องเล่นต่างๆ ครับ จะทำให้เราไม่ต้องต่อคิวยาว (เวลาเข้าคิวอ่ะ ข้างนอกเหมือนจะสั้นๆ นะ แต่ข้างในคิวอย่างยาวโคตร)

ใครอยากไปดูปลาก็เพิ่ม Maritime Experimental Museum & Aquarium ด้วยก็ได้นะ สนนราคาค่าเข้าไม่แพงเท่าไหร่ครับ แต่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Typhoon Theatre กับ Museum ครับ … ตรงนี้ไม่รู้จะแนะนำยังไง เพราะไม่ได้ไปเที่ยว อิอิ (มัวแต่ไป Universal Studios)

 

12

เอ้า! ชักภาพมาฝากกันหน่อย … บอกก่อนว่าที่ Universal Studios มันมีช่วงที่เรียกว่า Non-peak, Peak และ Super Peak ครับ ค่าเข้าจะแตกต่างกันพอสมควรเลย เวลามาเที่ยว วางแผนเที่ยววันที่เป็น Non-peak (หมายถึงวันธรรมดา ไม่ใช่หน้าเทศกาลของประเทศสิงคโปร์) จะดีที่สุด

 

07080910

 

13เครื่องเล่นที่แนะนำแบบพลาดไม่ได้เลยคือ Transformer Ride ครับ แนะนำให้ไปเช้าๆ ตั้งแต่เปิดให้บริการ แล้วตรงดิ่งไปที่นี่ก่อนเลย เพราะคิวรอยาวมากมาย … มันเป็นการฉายภาพยนตร์แบบ 4D แบบที่เหมือนเราไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เหมือนจริงมากๆ … ส่วนเครื่องเล่นอื่นๆ แนะนำให้เล่นกันตามสะดวก แล้วปิดท้ายวัน ตอนบ่ายสามหรือห้าโมงเย็นก็ได้ ไปดูการแสดงสตั๊นท์ที่ Water World ครับ ถ้าอยากมีส่วนร่วมสุดๆ แนะนำให้ไปอยู่ใน Soak Zone ครับ อันนี้จะโดนเล่นจนเปียกชุ่มเลยแหละ … ใครอยากเปียกน้อยหน่อยมานั่ง Splash Zone ส่วนใครไม่อยากเปียก (บู่ๆๆๆ) ไปนั่งหลังๆ นู่น … ผมเลือกเปียกน้อยแต่พองาม เพราะมีทั้งมือถือกับกล้องไปด้วย เลยนั่งแถว Splash Zone

มีสถานที่ให้ถ่ายรูปเยอะแยะ มีอะไรให้ดูเยอะแยะ แต่ Universal Studios ไม่ได้ใหญ่โตมากมายครับ ถ้าจะเดินแบบจริงๆ เลย ไม่ถึงวันก็หมดแล้ว แต่ว่าถ้าจะดูโชว์ไปด้วย แล้วกะว่าต้องดูให้ครบๆ ควรจ่ายอีก 30 เหรียญสิงคโปร์เป็นค่า Express Line ดีกว่าครับ เพราะไม่งั้นคุณจะเสียเวลาทั้งหมดไปกับการรอคิว (ผมไม่ได้เสียค่า Express Line เพราะไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเล่นเครื่องเล่นครบทุกโซน)

ตกค่ำๆ มีการแสดงที่ Sentosa Beach คือ Song of the Sea ก็เป็นการแสดงแสงสีเสียง ละม้ายกับ Symphony of Light ที่ฮ่องกงครับ ต่างกันที่มันมีการเก็บค่าเข้า (ถ้าจำไม่ผิด 10 เหรียญสิงคโปร์) และมันใช้การพ่นน้ำมาเป็นม่านน้ำเพื่อเป็นฉากสำหรับยิงเลเซอร์

 

14

ภาพจาก trekearth.com

 

วันที่ 14 เม.ย.

วันนี้วางแผนไปหลายที่ เลยต้องเตรียมตัวหน่อย แนะนำให้ออกแต่เช้าเลยครับ เริ่มต้นไปที่ Fountain of Wealth ก่อน ไปเช้าๆ คนน้อยๆ จะได้ไปขอพรสะดวกๆ … นั่ง SMRT สาย Circle Line มาลงที่ Promenade แล้วเดินมาที่ Suntec City Mall เพื่อเดินมาที่ Fountain of Wealth ครับ ลงมาที่ชั้นใต้ดิน มุ่งหน้ามาที่ Fountain Terrace … ที่นี่เขาว่าเป็นน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

15

 

เราจะมาที่นี่ 2 รอบ คือ ตอนเช้า มาขอพร อิอิ เขาว่าให้เดินมาสัมผัสกับน้ำพุปุดๆ ที่นี่ แล้วเดินวนขวา 3 รอบพร้อมอธิษฐานในใจ … เมื่อเรียบร้อยแล้ว ก็เดินจากที่นี่ไปที่ Singapore Flyer ได้ อยู่ใกล้ๆ ครับ เรากำลังจะขึ้นไปชมวิวกันแล้ว

 

171819

 

ค่าขึ้น Singapore Flyer นี่อยู่ที่หัวละ 25.90 เหรียญสิงคโปร์ ไม่ถือว่าแรงมากจนเกินไปนัก 1 รอบจะกินเวลา 30 นาทีโดยประมาณ แต่ใครมากับแฟน อยากมีบรรยากาศดีๆ แนะนำจัดเต็มเป็นมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำที่นี่เลย ตกคู่ละ 249 เหรียญสิงคโปร์ (สำหรับมื้อกลางวัน) หรือ 269 เหรียญสิงคโปร์ (สำหรับมื้อค่ำ) ราคานี้ยังไม่รวมภาษีสินค้าและบริการ (GST: Goods and Service Tax) 7% และ Service Charge 10% นะครับพี่น้อง … สรุป หัวละ 2 พันกว่าบาทอ่ะ … จ่ายแล้วจะได้เข้าแบบเลนพิเศษ และมีอาหารจัดเต็ม 3 คอร์ส (มื้อกลางวัน) หรือ 4 คอร์ส (มื้อค่ำ) และได้นั่ง Singapore Flyer เต็มๆ 2 รอบ (ประมาณ 1 ชั่วโมง)

ใครฟิตจัดสุดๆ สามารถจ่าย 2,999 เหรียญสิงคโปร์ (แน่นอน ไม่รวมภาษี 7% กะ Service Charge 10%) ฉลองงานแต่งแบบเต็มๆ ที่นี่ได้เลย พร้อมแขกอีกรวม 26 คน … รวมๆ แล้วประมาณ 8.8 หมื่นบาท จริงๆ ถือว่าไม่แพงนะครับ เพราะราคานี้รวมค่าของชำร่วยแจกในงาน, เมนูมาตรฐานอย่างเค้กงานแต่ง อะไรพวกนี้, มีการ์ดเชิญให้อีก แล้วยังได้ Voucher เอาไว้ขึ้น Singapre Flyer อีกรอบสำหรับ 2 ท่าน (จะขึ้นทำไมบ่อยๆ วะ) … และถ้ายอมควัก 3,999 เหรียญสิงคโปร์ ก็ได้พักโรงแรม The Ritz-Carlton, Millenia อีกคืน … รายละเอียด (เผื่อใครสนใจ) ก็อ่านที่เว็บเขาแล้วกัน แต่ที่แน่ๆ ถ้าจัดแบบนี้ คงต้องให้แขกออกค่าตั๋วเครื่องบินกันเอง อิอิ

20จบจากที่นี่ สามารถเดินต่อมาที่ Merlion Park ได้นะครับ เดินชิลๆ ราวๆ 1 กิโลเมตร ไม่ไกลมากอ่ะ หรือขี้เกียจเดิน ก็นั่ง SMRT สายสีส้ม (Circle Line) จาก Promenade ไปที่ Dhoby Ghaut แล้วต่อสายสีแดง (North South Line) มาที่ Raffles Place ก็จะเดินนิดเดียวครับ เดินทางทางโรงแรม Fulton อ่ะ

มาถึงสิงคโปร์แล้ว ไม่ได้ถ่ายรูปคู่กับ Merlion ก็เหมือนมาไม่ถึงสิงคโปร์นะครับ … ผมไปช่วงจังหวะฝนตกพอดี กว่าจะรอฝนหยุดตกเพื่อถ่ายรูปได้นี่ก็กินเวลานิดนึงนะเนี่ย

21จบจากที่นี่แล้ว กลับไปที่สถานี Raffles Place แล้วสามารถนั่งสายสีแดงต่อไปที่ Orchard ได้ครับ สำหรับคนที่อยากไปช้อปๆๆๆ ให้กระจาย ที่นี่เป็นย่านช้อปปิ้งที่คนไทยไปกันเยอะมาก ชนิดที่เรียกว่า Thai is all around คนไทยอยู่รอบตัวเราเลยทีเดียว … แนะนำเดินให้ทั่วๆ นะครับ … อ้อ! ใครคิดจะมาที่ Food Republic เพื่อไปหาของทาน ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะปิดให้บริการจนถึงเดือนมิถุนายน 2555 นี้ครับผม (ผมผิดหวังไปแล้วเหมือนกัน)

จากตรงนี้ ถ้าใครสนใจจะดูห้างไอทีของที่สิงคโปร์ ใกล้ๆ ที่สถานี City Hall (นั่งสายสีแดงย้อนกลับมาหน่อย) ก็มีห้าง Funan DigitaLife Mall ครับ ที่นี่จะเหมือนกับห้างไอทีของบ้านเรา แต่ก็จะมี Gadget บางอย่างที่เมืองไทยไม่มีขายนะ ลองไปหาเลือกดูตามสะดวก … ใครที่เก็บท้องเอาไว้ ไม่กินที่ Orchard เพราะคิดว่าแพงไป ก็แวะมาที่ Food Court ของที่นี่ได้ ราคาไม่แพงมาก และมีตัวเลือกที่หลากหลายเอาการทีเดียว

ปิดท้ายของวัน สามารถย้อนกลับไปที่ Raffles Place เพื่อเดินกลับไป Suntec City Mall ไปดูการแสดงแสงสีเสียงที่ Fountain of Wealth ก็ได้ครับ … ที่นี่ตอนกลางคืนก็จัดไฟสวยดี น่าถ่ายรูป แต่การแสดงไม่ได้มีอะไรมากหรอกนะ ก็คือการยิงน้ำพุเป็นม่านน้ำ แล้วก็ใช้เลเซอร์ไปยิงสร้างภาพต่างๆ คล้ายๆ กับ Song of the Sea นั่นแหละ … ถ้าใครไปดูที่นั่นมาแล้ว ที่นี่ก็ไม่มีอะไรหรอก แถมการแสดงก็สั้นๆ ไม่นานมาก

 

222324

 

และถ้าจะปิดท้ายวันจริงๆ ไปที่ห้างมุสตาฟา เป็นห้างสรรพสินค้าที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงก็ได้ ไปช้อปกันให้กระจายอีก (แต่ผมไม่ได้ไปครับ)

งวดนี้ไปแบบนักท่องเที่ยวมากไปหน่อย … ถ้ามีโอกาส งวดหน้าจะไปลุยแบบชาวบ้านๆ บ้าง ไปดูวิถีชีวิตของคนสิงคโปร์ที่นั่น ไม่ไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวที่ทัวร์มักจะพาไป … แต่สำหรับงวดนี้ คงจบแต่เพียงเท่านี้ครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

3 Responses

  1. pimmygals says:

    พี่กาฝาก

    ยังของเค้าก็ไม่ได้ขึ้น Singapore Flyer นะตอนไปอ่ะ Song of Sea ก็ไม่ได้ดู แต่เค้าไปเจอฝนแค่วันไป USS อ่ะ

  2. pat1614 says:

    จะไปเดือนพ.คนี้คะ ค่าห้องคืนเท่าไหร่ค่ะไปทั้งหมด4คน พ่อแม่ลูก เที่ยวไปกินไปเอาแบบถูกสุดๆๆ ช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ ไม่มีไกด์เิอาแผนที่ถางไป6คืนต้องหาห้องถูกๆๆ

    • kafaak says:

      ผมก็ไม่ได้ไปพักที่ถูกมากๆ หรอกนะครับ แต่ผมเลือกไปพักที่ Hotel 81 อ่ะครับ แต่อยู่ในย่านเกลัง ที่เป็นย่านโคมแดงชื่อดัง … ม่านรูดนั่นแหละ เลยอาจไม่เหมาะสำหรับครอบครัวเท่าไหร่ ลองไปหา Hotel 81 ที่ย่านอื่นดูครับ จองผ่าน agoda.co.th ก็ได้ครับ สนนราคาคืนนึงน่าจะ ห้อง 2 คน 140 เหรียญสิงคโปร์ อะไรประมาณนั้นครับ

      แต่ถ้าต้องการถูกสุดๆ จริงๆ อาจต้องไปหาระดับ Guest house ครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: