ความจริง 8 ประการเกี่ยวกับ Location-based Apps ตอนที่ 1

Print Friendly, PDF & Email

locationbasedmapวันนี้ไล่อ่านอีเมล์ที่ค้างคาไว้ใน Inbox หลายฉบับ ก็ไปป๊ะเข้ากับบทความน่าสนใจของ Computerworld ชื่อ “8 realities about location-based apps” หรือชื่อภาษาไทยก็คือหัวข้อของบล็อกของผมตอนนี้นั่นแหละครับ … ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ เพราะเดี๋ยวนี้ App จำพวกนี้เริ่มได้รับความนิยมขึ้นอย่างมากในประเทศไทยครับ อีกทั้งพวก Social Media เดิมๆ ก็เพิ่มคุณสมบัติเกี่ยวกับ Location-based เข้ามากันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Google+, Facebook, Twitter ฯลฯ ดังนั้นเราก็ควรจะมาทำความเข้าใจถึงความจริงเกี่ยวกับ Location-based Apps ต่างๆ เอาไว้บ้างก็ดีนะครับ … แต่ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า เช่น เคย ผมอาศัยการเรียบเรียงความจากบทความต้นฉบับของ Computerworld เพิ่มด้วยความเห็นของผมเข้าไป … ดังนั้นหากใครต้องการอ่านต้นฉบับจริงๆ ก็แวะไปอ่านจากลิงก์เอาแล้วกันครับ

——————— พื้นที่โฆษณา ———————

ช่วงนี้ @AdeccoThailand มีตำแหน่งงานน่าสนใจมานำเสนอครับ คือ Area Sales Manager, Retail Manager และ Product Consultant ครับ แต่ด้วยข้อตกลงกับลูกค้า จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นบริษัทอะไรที่กำลังหาพนักงาน แต่บอกได้คำเดียวว่าเป็นบริษัทด้านไอทีชั้นนำของโลกทีเดียว ถ้าได้ไปทำงานที่นี่บอกตรงๆ ว่า เมพสุดๆ ครับ … ใครที่คิดว่าผ่าน Qualification ละก็ ลองสมัครเล๊ยยยยย!!

———————————————————-

 

ความจริงที่ 1: พวกนักข่มขืนคงชอบ Apps พวกนี้มากกว่าสามีในอนาคต

SC20120327-212753ผมเคยแซวๆ นะว่า Apps พวกนี้ทำให้ความเป็นส่วนตัวเราลดลง พวกผู้ชายคงไม่ชอบให้แฟนรู้ว่ามี Apps ประเภทนี้อยู่ ลองนึกถึง Google Latitude เป็นตัวอย่างก็ได้ครับ เชื่อมโยงกับ Google Maps เปิดปุ๊บรู้หมดไปอยู่ตรงไหนของแผนที่ … บรรดาแฟนและสามีนักเที่ยวคงไม่ชอบที่จะให้ แฟน/ภรรยา ติดตามตัวด้วยวิธีนี้แน่ๆ

แต่ที่ร้ายกว่านั้น ลองดูพฤติกรรมของคนบน Social Media กันบ้าง มีจำนวนไม่น้อยที่มีการใช้งานแบบไม่ค่อยจะถูกต้องนัก กล่าวคือ

  • ชอบแข่งขันกันด้วยจำนวนเพื่อน ดังนั้นจึงรับ Add Friend ทุกกรณี ใครขอมาเป็นรับหมด
  • เมื่อแนวคิดของ Social Media คือการแชร์ พวกเลยแชร์ทุกอย่างที่ขวางหน้า แล้วชอบโพสต์สิ่งที่เป็นพฤติกรรมที่ทำจนเคยชิน กินข้าวที่ไหน กลับบ้านทางไหน บ้านอยู่ที่ไหน ใครเป็น Friend ละรู้หมด

ผลก็คือ พวกมิจฉาชีพทั้งหลาย ต่างก็สามารถแอบมาล้วงความลับของเราได้หมด บางคนเวลาไปเที่ยวก็ชอบโพสต์ว่ามาเที่ยวทั้งครอบครัว (เท่ากับบ้านไม่มีใครอยู่) พวกโจรก็คิดในใจสิ หวานตูล่ะ บ้านไม่มีคนอยู่ แถมเคยเช็คอินไว้แล้วว่าบ้านอยู่แถวไหน เปิด Google Maps เห็นทางหนีทีไล่หมด

ขนาดทหารสหรัฐยังติดพวก Social Media หนักขนาดเผลอโพสต์รูปเฮลิคอปเตอร์ใหม่ที่เพิ่งมาถึงอิรัก แต่ดันเผลอแนบ Geotag เข้าไปด้วย เลยเท่ากับบอกพิกัดให้ฝ่ายตรงข้าม แล้วซัดปืนครกเข้ามาสอยเฮลิคอปเตอร์ใหม่พวกนี้ซะเหี้ยน

 

ความจริงที่ 2: คิดเอาไว้เสมอนะว่าอินเทอร์เน็ตคือพื้นที่สาธารณะ

privacy_beliefผมเชื่อว่าทุกคนคงทราบดีว่าโลกอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่พอมาถึงส่วนที่เป็น Social Media เพราะว่ามันมีคุณสมบัติจำพวก Direct Message, Private Message และการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เราก็เลยพาลคิดว่า บน Social Media นั้น ยังมีพื้นที่บางส่วนที่เป็น “ส่วนตัว” อยู่บ้าง แต่ความจริงแล้วมันเป็นเช่นนั้นซะที่ไหนล่ะ

คุณจะเอาอะไรมารับประกันว่า ข้อความที่คุณส่งถึงเพื่อนๆ ทั้งหลายของคุณ จะไม่ถูกนำไปส่งต่ออีก เพราะการส่งต่อข้อมูลพวกนี้มันทำได้ง่ายมาก เพียงแค่คลิกแชร์ หรือไม่ก็ Ctrl + C และ Ctrl + V (Copy & Paste) เท่านั้นเอง … บางทียังอาจโดนจับภาพหน้าจอเอามาโพสต์ซ้ำก็ได้ด้วย ดูตัวอย่างจากรูปซ้ายมือนี่ก็ได้ ที่ผมไปจับภาพหน้าจอโพสต์ของ @yokekung ที่มีการจำกัดผู้รับ (จึงมีคำว่า Limited ต่อท้ายโพสต์) … กรณีแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น ลองนึกถึงพวกภาพหลุด คลิปหลุดต่างๆ ที่มันแพร่กระจายทางอีเมล์เมื่อก่อนนี้ได้ ไอ้เจ้าตัวคนที่โดนหลุดก็แค่อาจส่งหาเพื่อนแบ่งกันดู แต่ไอ้พวกเพื่อนตัวดีมันก็แอบส่งให้เพื่อนคนอื่นๆ แบ่งกันดูอีก สุดท้ายได้ดูกันทั้งประเทศ

 

ความจริงที่ 3: เพื่อนในแวดวงของคุณอาจใหญ่กว่า มีจำนวนมากกว่าที่คุณคาด

สืบเนื่องจากข้อ 2 … เรามักจะนึกว่าจำนวนของเพื่อนของเรามีน้อย ไม่กี่สิบกี่ร้อยคน ดังนั้นโพสต์อะไรไปก็ไม่น่าจะมีปัญหามาก แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นที่ไหนล่ะ เพราะเพื่อนของเราก็ยังมีเพื่อนของเขาอีก และเพื่อนของเขาก็ยังมีเพื่อนของเขาต่อๆ กันไปอีก ดังนั้นแม้ว่าเราจะกำหนดเอาไว้ว่า ให้เฉพาะเพื่อนของเราได้อ่านข้อความ แต่เพื่อนของเราก็อาจแชร์ไปที่เพื่อนของเขา และเพื่อนของเขาก็แชร์ต่อๆ กันไปอีกเรื่อยๆ เป็นทอดๆ จนอาจมองได้ว่า มันแทบจะไม่มีขีดจำกัดของกลุ่มเพื่อนของเราเลยต่างหากล่ะ

 

กำลังเขียนเพลินๆ แต่เวลาหมดแล้ว ต้องรีบไปทำงานอื่นต่อแล้วรีบนอน ดังนั้นขอเก็บไว้ต่อตอนหน้านะครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: