บทความน่าอ่าน: From Distraction to Engagement

01

ผมทวีตไปก่อนหน้านี้แล้วว่านี่คือบทความที่ผมอยากเขียนมากๆ และต้องเขียนให้ได้ เป็นบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร EDUCAUSE Quarterly Volume 32 Number 4 ในปี 2009 ก็ราวๆ 3 ปีมาแล้ว แต่ในแง่ของการนำไปใช้ ผมว่าในแนวคิดของบทความนี้ มันยังมีอะไรที่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้อยู่ … บทความนี้เขียนโดย Berlin Fang มีชื่อว่า From Distraction to Engagement: Wireless Devices in the Classroom ซึ่งผมคิดว่าสำหรับผู้ที่มีอาชีพครูบาอาจารย์น่าจะได้อ่าน และนำไปประยุกต์ใช้กันจริงๆ ครับ

ว่าแล้ว เราก็เริ่มกันเลยดีกว่า …

——————— พื้นที่โฆษณา ———————

ช่วงนี้ @AdeccoThailand มีตำแหน่งงานน่าสนใจมานำเสนอครับ คือ Area Sales Manager, Retail Manager และ Product Consultant ครับ แต่ด้วยข้อตกลงกับลูกค้า จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นบริษัทอะไรที่กำลังหาพนักงาน แต่บอกได้คำเดียวว่าเป็นบริษัทด้านไอทีชั้นนำของโลกทีเดียว ถ้าได้ไปทำงานที่นี่บอกตรงๆ ว่า เมพสุดๆ ครับ … ใครที่คิดว่าผ่าน Qualification ละก็ ลองสมัครเล๊ยยยยย!!

———————————————————-

 

เพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ ผมแนะนำให้ไปอ่านบทความต้นฉบับนะครับ (เป็นภาษาอังกฤษ) แต่สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านแนวคิดคร่าวๆ เพื่อประกอบการทำความเข้าใจเนื้อหาต้นฉบับ (ผมว่ามันจะช่วยให้อ่านง่ายขึ้น) ก็สามารถอ่านบล็อกที่ผมกำลังจะเขียนต่อไปนี้ได้

ออกตัวนิดนึงก่อน: เนื่องจากบทความนี้ถูกเขียนมานานมากแล้ว ก่อนสมัยที่จะมีอุปกรณ์แท็บเล็ตซะอีก (iPad เปิดตัวในปี 2011) ดังนั้น ผมจึงขอปรับเนื้อหาบางส่วนให้อัพเดตครอบคลุมประเด็นเรื่องอุปกรณ์จำพวกแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนด้วยครับ

 

02ทำไมผมถึงคิดว่าบทความนี้น่าสนใจ?!?

ถ้าได้อ่านย่อหน้าแรกของบทความ อันเป็นการเกริ่นนำถึงความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา จะเห็นได้ว่าบทความนี้ไม่ได้จำกัดวงแค่การนำพวกแท็บเล็ตเข้ามาใช้ในสถานศึกษาเท่านั้น แต่เขาพูดในภาพรวมถึงปัญหาในชั้นเรียน อันเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เด็กนักเรียนสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ไร้สายได้มากขึ้น … สมัยนี้การที่เด็กนักเรียนในหลายๆ โรงเรียนพกพาโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน ถือเป็นเรื่องปกติแล้ว … ปัญหาในชั้นเรียนที่ว่าคืออะไร? ก็พวกเสียงโทรศัพท์ดังเข้ามาระหว่างเรียน, การแชท, การใช้อุปกรณ์พวกนี้ในการช่วยโกงการสอบ ฯลฯ นี่ยังไม่นับที่ว่า อุปกรณ์เหล่านี้ อาจกลายมาเป็นกำแพงกั้นระหว่างครูบาอาจารย์กับลูกศิษย์ และเด็กนักเรียนที่กำลังง่วนอยู่กับการแชท การโพสต์ Facebook ก็อาจจะไปรบกวนเด็กคนอื่นๆ ที่เขาตั้งใจเรียนด้วย

 

03วิธีการแก้ปัญหาแบบดั้งเดิม

เมื่อทุกอย่างถูกมองว่าเป็นปัญหา การดำเนินการแก้ไขส่วนใหญ่ก็มักจะลงเอยด้วยการตัดต้นตอของปัญหา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ออกมาตรการอะไรบางอย่างมาเพื่อจำกัดการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในชั้นเรียน อาทิ

 

ไม่ให้ใช้กันไปเลย

วิธีนี้เหมือนกำปั้นทุบดินครับ ในเมื่ออุปกรณ์พวกนี้มันไปเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กจากชั้นเรียนนัก ก็ไม่ให้ใช้มันไปเลย คือห้ามไม่ให้เอามาใช้ หรือเข้ามาในห้องเรียนแล้งต้องปิดทิ้งให้หมด แต่ในความเป็นจริงมันก็ทำได้ลำบากในสมัยนี้ เพราะมันจะมีข้ออ้างตามมาเยอะแยะ เช่น ในกรณีของโทรศัพท์มือถือนั้นผู้ปกครองหรือเด็กก็อาจอ้างว่าต้องเปิดไว้ เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน เป็นต้น (ซึ่งมันก็ฟังขึ้นนะ) แถมยิ่งเมื่อองค์ความรู้หลายๆ อย่างมันอยู่บนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น  ก็เลยมีการอ้างว่าจำเป็นต้องใช้เพื่อสืบค้นข้อมูลที่จำเป็นต่อชั้นเรียนด้วยเหมือนกัน

 

04ปิดไม่ให้ใช้ WiFi ไปซะเลย

ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าบทความเขาเขียนมาตั้งแต่ปี 2009 แล้ว สมัยนั้น Mobile Internet ยังไม่ได้รวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายแพงเอาการอยู่ ดังนั้นการปิด WiFi ไม่ให้ใช้ ก็เท่ากับว่าแม้จะมีอุปกรณ์ไร้สาย มันก็เข้าอินเทอร์เน็ตไม่ได้และเด็กๆ ก็จะไปท่องเว็บ ปันความสนใจตนออกจากชั้นเรียนได้น้อยลง … แต่ในปี 2012 แบบนี้ ไม่มี WiFi เด็กๆ ก็ต่อผ่าน Mobile Internet ได้สบายๆ อยู่แล้ว วิธีการนี้ก็เลยไม่ค่อยมีประสิทธิผลมาก อีกทั้งข้ออ้างเดิมๆ ที่ว่าจำเป็นต้องเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อสืบค้นข้อมูลก็ยังอาจทำให้ไม่สามารถดำเนินการมาตรการนี้ได้เท่าที่ควร

 

อุปกรณ์ที่อาจนำมาซึ่งการเบี่ยงเบนความสนใจ จริงๆ แล้วอาจเป็นโอกาส

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง 1 ที่ชี้ให้เห็นว่าระดับการใช้ Laptop มีความสัมพันธ์เชิงลบกับการวัดผลทางการศึกษาหลายๆ ด้าน (นั่นหมายความว่า ยิ่งใช้ Laptop เยอะขึ้น การวัดผลทางการศึกษาหลายๆ ด้านนั้นก็จะได้คะแนนน้อยลง) มีรายงานว่าในภาพที่เหมือนกับว่าเด็กนักเรียนกำลังจดโน้ตบน Laptop ของตนอยู่นั้น จริงๆ แล้วพวกเขาอาจกำลังทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนเลย เช่น รับ-ส่งอีเมล์ หรือท่องเว็บ 2

แต่คำถามมันมีอยู่ว่า อุปกรณ์ไร้สายพวกนี้คือตัวการใช่หรือไม่? หรือบางที การเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้นอาจมาจากการที่คุณครูไม่สามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียนในชั้นไว้ได้รึเปล่า?!? เพราะในทางกลับกันนั้น อุปกรณ์ไร้สายเหล่านี้ก็ช่วยให้เขาถึงแหล่งข้อมูลดีๆ อย่าง iTuneU, Academic Earth, YouTube EDU ฯลฯ ได้

Berlin Fang ก็เลยนำเสนอเฟรมเวิร์กของ Yrjö Engeström ชื่อ “Extended activity theory” ตามรูปด้านล่าง โดยชี้ว่าจริงๆ แล้ว ในการทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน เกิด Engagement นั้น ครูบาอาจารย์ควรที่จะโฟกัสไปที่ตัวแปร 3 ตัวคือ เครื่องมือ (Tool), กฎกติกามารยาท (Rule) และ การแบ่งงานทำ (Division of Labor)

 

image

 

กลั่นกรองการใช้งาน (Tool)

เป็นส่วนหนึ่งของการใช้วิธีการดั้งเดิมในการควบคุมการใช้อุปกรณ์ไร้สาย เพียงแต่จะไม่ได้ไปสุดโต่งเหมือนกับการห้ามใช้ หรือ ปิดไม่ให้ใช้ แต่จะออกแนวให้ใช้ได้โดยผ่านการกลั่นกรอง เช่น ในการสอบก็อาจจะให้ใช้ Laptop ได้ แต่มีโปรแกรมเข้ามาล็อกไม่ให้ใช้แอปพลิเคชั่นบางตัว หรือให้เข้าถึงเว็บไซต์เฉพาะบางแห่งได้ เป็นต้น

 

ให้ครูทำหน้าที่สอน ส่วนทีมไอทีทำหน้าที่หาโซลูชั่น (Division of Labor)

หมายถึง ให้มีความร่วมมือกันระหว่างครูและทีมไอที ให้ครูโฟกัสไปที่กระบวนการสอน ในขณะที่ทีมไอทีก็หาโซลูชั่นในการช่วยครูควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ไร้สายในชั้นเรียนตามความเหมาะสม เช่น ปิดกั้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตอื่นๆ เหลือไว้แต่อีเมล์ หรือ ปิดอีเมล์แต่ให้ใช้อินเทอร์เน็ตอื่นๆ ได้

ความเห็นส่วนตัว

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมในสถานศึกษา ทีมไอทีอาจนำซอฟต์แวร์เข้ามาสนับสนุน เช่น Dyknow หรือ Netsupport School เพื่อให้คุณครูสามารถตรวจสอบการใช้งานอุปกรณ์ของนักเรียนในชั้นได้

สัญญากันระหว่างครูและนักเรียน (Rule)

แทนที่จะห้ามไปซะทุกอย่าง จนเด็กๆ เกิดความรู้สึกที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า Psychological Reactance หรือ การต่อต้านทางจิตใจ (แปลเป็นไทยง่ายๆ คือ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ) คุณครูก็อาจยอมให้มีการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ได้ ภายใต้เงื่อนไข และกฎกติกามารยาทต่างๆ โดยระบุชัดเจนถึงพฤติกรรมที่ OK และ ไม่ OK ให้ชัดเจน … เหมือนอารมณ์เข้าโรงหนัง ที่เขาก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้คุณเอาโทรศัพท์มือถือเข้า เพียงแต่ออกกติกาว่าควรจะต้องปิดเสียงให้เรียบร้อยก่อน เป็นต้น นั่นไง

 

05สร้างบรรทัดฐานทางสังคม (Community)

บางครั้งการออกกฎกติกาเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ แต่อาจต้องโฟกัสไปที่การสร้างบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) ของการใช้อุปกรณ์ไร้สายเหล่านี้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้วย อาจให้มีการปฐมนิเทศน์กับนักเรียนก่อน เพื่อให้ทราบถึงกฎกติกามารยาท และแน่นอน ต้องมีการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และมีการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมอย่างนั้นอย่างสม่ำเสมอ และมีการเสริมแรงพฤติกรรม

บรรทัดฐานทางสังคมจะเป็นตัวช่วยควบคุมให้นักเรียนอยู่ในกฎกติกาได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการควบคุมโดยคุณครูตามปกติ เพราะการควบคุมตามปกตินั้นจะทำได้เฉพาะในช่วงเวลาที่คุณครูอยู่กำกับ แต่บรรทัดฐานทางสังคม จะเป็นเรื่องของการกำกับกันเองระหว่างนักเรียนด้วยกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นทั้งในขณะที่คุณครูอยู่และในกรณีที่คุณครูไม่อยู่ด้วย

 

ใช้เครื่องมือหลายๆ อย่าง ในการเรียนการสอน (Object)

ลองปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนแบบเดิมๆ ที่เป็นคุณครูมาเขียนบนกระดาน แล้วอ่านให้ฟังทั้งคาบ เป็นการใช้สื่อต่างๆ ในการประกอบการเรียนการสอนบ้าง อาจสลับเปิดวิดีโอให้ดู แล้วให้ไปค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองบ้าง จากนั้นอาจให้มีการทำแบบทดสอบท้ายคาบบ้าง

 

06ให้นักเรียนมีส่วนร่วม (Subject)

คำว่า “นักเรียน” หมายถึง “ผู้ที่เรียนรู้” แต่บ่อยครั้งที่เรากลับได้เห็น “นักเรียน” ในฐานะ “ผู้ที่ถูกสอน” ซะมากกว่า (สมัยผมเป็นเด็กนักเรียนผมก็ผ่านช่วงนี้มาก่อน) ซึ่งการเรียนการสอนแบบนี้มันน่าเบื่อ และง่ายต่อการที่จะถูกเบี่ยงเบนความสนใจไป

คุณครูก็จำเป็นต้องการวิธีการ หรือ อุปกรณ์เสริม ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนในชั้นให้มากขึ้น

พวกผู้ผลิตอุปกรณ์การศึกษาก็พยายามผลิตสื่อการเรียนการสอนที่จะเข้ามาช่วยในส่วนนี้ ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์จำพวก Smartboard หรือกระดานอัจฉริยะ ที่เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง ใช้เป็นทั้งกระดานดำ เป็นจอฉายภาพโปรเจ็คเตอร์ และบางยี่ห้อสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ กลายเป็นเหมือนหน้าจอสัมผัส (Touch Surface) ขนาดใหญ่ได้อีกด้วย … แต่สำหรับสถานศึกษาที่มีงบประมาณจำกัด ก็อาจจะใช้เทคนิคง่ายๆ และอุปกรณ์เท่าที่มีอยู่ในการให้เด็กนักเรียนได้มีส่วนร่วม เช่น การจับกลุ่มอภิปรายและให้นำเสนอหน้าชั้นเรียน เป็นต้น

 

ก็เอาคร่าวๆ เท่านี้ละครับ ส่วนใครที่อยากอ่านแบบเต็มๆ ก็อย่างที่บอกไปในตอนต้นแล้ว ว่าไปอ่านได้จากบทความฉบับเต็มๆ คือ From Distraction to Engagement: Wireless Devices in the Classroom ครับ

 

Footnotes

1. Carrie B. Fried, “In-class Laptop Use and Its Effects on Student Learning”, Computers & Education, vol. 50, no. 3 (April 2008), pp. 906–914.

2. Michael J. Bugeja, “Distractions in the Wireless Classroom,” Chronicle of Higher Education, vol. 53, no. 21 (January 26, 2007), pp. C1–C4.

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

Leave a Reply

%d bloggers like this: