กฎหมายแรงงานน่ารู้ อย่าให้นายจ้างเอาเปรียบ ตอนที่ 2

07

แหม่! อยากบอกว่าคนให้ความสนใจอ่านซีรี่ส์ กฎหมายแรงงานน่ารู้ ของผมเยอะเอาการทีเดียว แล้วจะรอช้าอยู่ไย รีบเขียนตอนที่ 2 โดยไวในทันที

เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงจะประสบปัญหาแบบเดียวกับทั้งน้องหวาน และน้องพิกกี้บัฟ ที่ผมพูดถึงไปในตอนแรกไม่มากก็น้อยละสินะ มีคุยกับผมหลายคนเลยครับว่าที่ผ่านมาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านายจ้างเอาเปรียบได้ซะขนาดนี้ … ขอออกตัวก่อนว่า ตอนที่ 2 นี้อาจจะไม่ยาวเท่าตอนแรก เพราะว่าผมมีเวลาเขียนค่อนข้างน้อยครับ (ณ ตอนนี้ 4 ทุ่มแล้ว) แต่จะพยายามให้ได้เนื้อหามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

——————— พื้นที่โฆษณา ———————

ช่วงนี้ @AdeccoThailand มีตำแหน่งงานน่าสนใจมานำเสนอครับ คือ Area Sales Manager, Retail Manager และ Product Consultant ครับ แต่ด้วยข้อตกลงกับลูกค้า จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นบริษัทอะไรที่กำลังหาพนักงาน แต่บอกได้คำเดียวว่าเป็นบริษัทด้านไอทีชั้นนำของโลกทีเดียว ถ้าได้ไปทำงานที่นี่บอกตรงๆ ว่า เมพสุดๆ ครับ … ใครที่คิดว่าผ่าน Qualification ละก็ ลองสมัครเล๊ยยยยย!!

———————————————————-

 

Q: ช่วงนี้งานเร่ง ต้องบังคับทำ OT กันทุกคนนะ

overtimeA: มาตรา 24 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ระบุไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานเว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป” ดังนั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว เจ้านายไม่มีสิทธิที่จะมาบังคับเราทำ OT ครับ … ที่ผมบอกว่า โดยส่วนใหญ่ ก็เพราะว่าใน วรรค 2 ของมาตรา 24 ยังระบุเพิ่มไว้ว่า “ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น” เช่น ในกรณีของโรงงานหลอมแก้ว ที่หากหยุดทำงานแล้วเกิดเตาไฟดับ แก้วที่หลอมแข็งตัวเสียหายเป็นสิบล้านบาท แบบนี้ก็ถือว่าให้ทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น เป็นต้น

เคยมีกรณีของโรงงาน ที่พยายามบังคับให้พนักงานมาทำงานในช่วงวันหยุดยาวๆ อย่าง สงกรานต์หรือปีใหม่ ที่พนักงานมักจะหยุดเพื่อกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด แบบนี้ก็ทำไม่ได้นะครับ เพราะ มาตรา 25 เขาก็ “ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด” แต่ก็เช่นเคย เขา “เว้นแต่ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น”

มีกรณีหนึ่งค่อนข้าง Sensitive มากๆ คือ กรณีที่จะทำ OT ต้องเขียนใบขออนุมัติจากหัวหน้า แล้วเผอิญมีงานที่ทำในชั่วโมงทำงานปกติไม่เสร็จเรียบร้อย ก็เลยต้องอยู่ต่อทำให้เสร็จ และไม่ได้ OT ด้วย เพราะถือเป็นความรับผิดชอบของพนักงาน … มองในแง่หนึ่ง หากพนักงานแกล้งอู้เพื่อจะได้ทำ OT เอาค่าแรง 1.5 เท่า แบบนี้บริษัทก็ลำบาก แต่หากมองอีกแง่ หากบริษัทจงใจให้งานทำเยอะๆ จนเสร็จไม่ทันในเวลาปกติ แล้วมาให้ทำ OT กันฟรีๆ (หรือที่ผมเรียกว่า โอฟรี) แบบนี้ก็ไม่ไหวเช่นกัน … แต่การพิจารณาประเด็นนี้ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป

Q: ถ้าเงินเดือนไม่ถึง 20,000 คิด OT 1.5 เท่าของค่าแรง แต่ถ้าเกิน 20,000 คิดที่ 130 บาท/ชั่วโมง

paymentA: กฎหมายระบุชัดแล้วในมาตรา 61 ว่าค่าล่วงเวลานั้นอัตราต้องไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำ … ดังนั้น หากจะให้ OT ที่ 130 บาท/ชั่วโมง ในกรณีเงินเดือนเกิน 20,000 บาท มันจะยังถูกกฎหมายตราบเท่าที่พนักงานเงินเดือนไม่เกิน 20,800 บาท ครับ แต่ถ้ามากกว่านั้น ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเลย

กรณีแบบนี้ผมเจอบ่อยมาก โดยเฉพาะในงานที่จะต้องมี OT เยอะๆ เช่น งานโรงงาน ผมเคยเจอโรงงานที่กำหนดค่าล่วงเวลาตายตัว 50 บาท/ชั่วโมง โดยไม่สนจเลยว่าเป็นตำแหน่งงานไหน เงินเดือนเท่าไหร่ โดยอาศัยว่า หากยอมรับที่ค่าล่วงเวลาเท่านี้ได้ จะให้ทำ OT ได้ไม่จำกัด จากที่ปกติกำหนดไว้ที่ 3 ชั่วโมง/วัน ซึ่งตรงนี้จริงๆ ก็ส่อเค้าว่าจะมีปัญหาอีก เพราะว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้ชั่วโมงทำงานล่วงเวลา (รวมชั่วโมงทำงานในวันหยุด) ต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง ดังนั้น หากให้ทำเกินกว่านั้น ก็จะกลายเป็นผิดกฎหมายครับ

 

Q: หัวหน้างาน และผู้จัดการ ไม่มีสิทธิได้ OT

A: คำถามนี้เด็ดมาก แต่คำตอบนี่อาจทำให้สับสนได้ … จริงๆ แล้วกฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาแก่ลูกจ้าง แต่ทว่า มาตรา 65 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551) กลับมีการยกเว้นไว้อยู่ดังนี้

มาตรา 65 ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่หรือซึ่งนายจ้างให้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 แต่ลูกจ้างซึ่ง นายจ้างให้ทำงานตาม (3) (4) (5) (6) (7) (8) หรือ (9) มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับ อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
(1) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือ
การเลิกจ้าง
(2) งานเร่ขายหรือชักชวนซื้อสินค้าซึ่งนายจ้างได้จ่ายค่านายหน้าจากการขายสินค้าให้แก่
ลูกจ้าง
(3) งานขบวนการจัดงานรถไฟ ซึ่งได้แก่งานที่ทำบนขบวนรถและงานอำนวยความสะดวก
แก่การเดินรถ
(4) งานเปิดปิดประตูน้ำหรือประตูระบายน้ำ
(5) งานอ่านระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำ
(6) งานดับเพลิงหรืองานป้องกันอันตรายสาธารณะ
(7) งานที่มีลักษณะหรือสภาพต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ และโดยลักษณะหรือสภาพ
ของงานไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้
(๘) งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันมิใช่หน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง
(๙) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ทั้งนี้ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง

Keyword ของกรณีนี้อยู่ที่ข้อ (1) ครับ คือ หากลูกจ้างมีอำนาจหน้าที่ในการทำแทนนายจ้างในกรณีการให้บำเหน็จ ลดค่าจ้าง หรือ เลิกจ้าง ก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 (พูดง่ายๆ อด OT) ดังนั้นส่วนใหญ่แล้ว พวกผู้จัดการระดับกลางมักจะเข้าข่ายนี้ เพราะพวกนี้สามารถแจ้งไปยังฝ่ายบุคคลให้เลิกจ้างลูกน้องได้ หรือเวลาปรับเงินเดือน ก็เป็นคนกำหนด (นั่นคือ กระทำการแทนนายจ้างนั่นเอง) แต่สำหรับหัวหน้างานนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ได้มีอำนาจในระดับนั้นครับ ฉะนั้นหากดูๆ แล้ว เราไม่ได้มีอำนาจอะไรขนาดนั้น นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาครับ

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าเกิดนายจ้างใจดี ให้ OT แบบไม่สนใจว่าตำแหน่งอะไร มีอำนาจแค่ไหน แบบนี้กฎหมายก็เห็นชอบด้วยนะ เพราะถือว่าเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง

ผมเคยอ่านเจอในเว็บไซต์หลายแห่ง สรุปมาตรา 65 (1) ไว้เป็น “ลูกจ้างที่มีตำแหน่งผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หัวหน้า” ซึ่งมองในมุมหนึ่งถือว่าพอใช้แทนกันได้ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ คนที่อยู่ในตำแหน่งระดับนี้มักจะมีอำนาจในการกระทำแทนนายจ้างในกรณีที่กฎหมายระบุไว้ แต่เกิดมีบางบริษัทไม่ได้ให้อำนาจเหล่านี้ในตำแหน่งหัวหน้า หรือ ผู้จัดการล่ะ?!? มันก็จะมิชอบด้วยกฎหมายทันทีเช่นกันนะครับ … ดังนั้นยึดกฎหมายเป็นหลักครับ อย่าไปยึดที่เว็บเขาตีความแล้วเปลี่ยนเนื้อหากฎหมายแบบนี้

 

ในตอนหน้า เดี๋ยวจะขอพูดถึงเรื่องการเลิกจ้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่น้องพิกกี้บัฟโดนมาเต็มๆ … ประเด็นเลิกจ้างนี่เด็ดครับ ไว้อดใจรออ่านกันนะครับ

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

297 Responses

  1. sanako says:

    สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกว่าถูกนายจ้างเอาเปรียบ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันทำงานกับบริษัทต่างชาติค่ะ ดิฉันทำงานได้9เดือนแล้ว ตอนเข้ามาทำงานแรกๆ สวัสดิการทุกอย่างดีหมด ถึงแม้เงินเดือนจะน้อยถ้าเทียบกับอายุงานและสายงานที่ทำ ดิฉันทำงานออกแบบ computer graphic design ค่ะ แต่มาช่วงหลังๆนี้ บริษัทได้ปรับลดค่างานที่ทำลงไปเกือบครึ่ง ไม่มีค่า starndat งานให้จากที่แต่ก่อนมีให้เดือนละ 2000 ต่อเดือนแต่ทุกวันนี้ไม่มี ถ้าช่วงไหนที่ไม่มีงานเข้ามา พวกพนักงานก็จะไม่ได้ค่างานเลยได้แต่เงินเดือนไป ซึ่งเงินเดือนที่นี่ต่ำมาก และแต่ก่อนทำโอที มีค่าแรงโอที แต่ทุกวันนี้เป็นทำโอทีไม่จ่ายเงินแต่จ่ายเป็นชั่วโมงฟรีที่จะได้ (ชม.ฟรีก็คือถ้าทำสะสม ชม.แล้วก็ให้พนักงานเลิกหยุดได้ถ้าช่วงไหนที่ไม่มีงาน)ฟังดูเหมือนจะดีแต่ความรู้สึกของดิฉันคือมันไม่ยุติธรรมกับพนักงานเลยค่ะ และทุกคนที่นั่นก็รู้สึกเหมือนกันแต่เราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะทางบริษัทยื่นนโยบายว่าต้องการลดพนักงานในช่วงนี้ ประมาณว่าถ้าใครไม่พอใจกับนโยบายนี้ของบริษัทก็ให้ลาออก โดยที่ทางบริษัทจะได้ไม่ต้องมาเสียเงินจ้างพวกเราออก การทำโอทีก็ต้องถามความสมัครใจของพนักงานก่อนใช่ไหมคะ แต่ที่นี่ไม่ถามความสมัครใจเลยค่ะ เดินมาบอกว่าวันนี้ต้องทำโอทีต่ออีก 3ชม.นะ พอเราปฏิเสธบอกว่าติดธุระเขาก็จะไม่พอใจหาว่าเราไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งปกติแล้วโอทีได้ค่าแรงก็ไม่มีคนอยากทำอยู่แล้ว แต่นี่เหมือนทำโอทีฟรี เงินก็ไม่ได้เหนื่อยก็เหนื่อย วันนึงๆเราต้องนั่งทำงานให้เขา11-12ชม.ต่อวันรวมกับการทำโอที ตอนที่เขาออกนโยบายใหม่นี้มา ไม่มีใครพอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทางบริษัทหาว่าทางพนักงานยื้องานไว้ทำโอที โดยที่เขาไม่มาดูเลยว่างานที่ทำมันยากมาก ไม่มีใครอยากยื้องานไว้ทำโอทีเลยค่ะ เพราะเลิกงานเขาก็อยากกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวกัน และถ้างานไม่เสร็จใน ชม.งานก็ต้องทำให้เสร็จโดยไม่มีค่าโอที เราก็ต้องทำให้จนเสร็จทั้งที่นอกเหนือจากเวลางานแล้ว และทางบริษัทเองก็ไม่ค่อยปล่อยให้ทำโอที นานๆจะให้ทำที เดือนนึงๆ แค่2-3ครั้งต่อเดือน แต่ทุกวันนี้พอเป็นโอฟรีทางบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าโอที เขาบังคับให้เราทำโอที วันเว้นวันวันละ3ชม.ซึ่งไม่ถามความสมัครใจทุกคนต้องทำโอถ้ามีคำสั่งให้ทำ ดิฉันรับไม่ได้มากๆกับนโยบายนี้ ทุกคนมาทำงานหางาน ไม่ได้มาทำงานเอาวันหยุด ถ้าจะรักสบายกันขนานดนั้น เขาคงไม่มานั่งทำงานกันเป็นบ้าเป็นหลังกันหรอกใช่ไหมค่ะ แล้วที่บอกว่าทำโอทีสะสม ชม.ครบ 7ชม.จะได้หยุด1วันแต่พอทำจริงๆแล้วไม่เป็นแบบนั้น พอวันไหนไม่มีงานอย่างถ้าพรุ่งนี้ไม่มีงานช่วงเช่า เขาเดินมาบอกเราว่าให้เข้าทำงานช่วงบ่ายแทน ซึ่งมันก็เท่ากับว่าเราได้ตื่นสายแค่1-2ชม.แค่นั้นเอง มันไม่มีความหมายเลยกับการทำงานแลกกับโอทีฟรี ตอนนี้ดิฉันเครียดมาก ไม่อยากทำงานเลยค่ะ รู้สึกเบื่อกับความไม่ยุติธรรมของที่นี่ ดิฉันจะทำยังไงดีคะ จากที่ดิฉันเล่ามามีทางที่จะช่วยพนักงานได้รึป่าวคะ ยังจะพอมีทางออกทางกฎหมายแรงงานที่พอจะช่วยพวกเราได้บ้างไหมคะ
    +++ยังรอคำตอบนะคะ+++
    ด้วยความเคารพ

    • kafaak says:

      ต้องขอแยกเป็นประเด็นนะครับ

      1. เรื่องค่า Standard 2,000 บาท/เดือน เป็นสวัสดิการ ซึ่งบริษัทจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับ … แต่ถ้าเกิดว่ามีกำหนดไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน (ที่เราเซ็นกันตอนเข้าทำงาน) ละก็ อยู่ๆ จะมาไม่จ่ายไม่ได้ครับ
      2. กรณีของค่างานที่ถูกปรับลดก็เช่นกัน ถ้าเกิดเรากลับไปเช็คสัญญาจ้างแรงงานของเรา แล้วมันถูกระบุเอาไว้ละก็ บริษัทก็ไม่มีสิทธิปรับลดเช่นกัน … ดูดีๆ แล้วกันนะครับ
      3. การทำโอที จะต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่านั้น จะมาคืนเป็นชั่วโมงให้หยุดแทนไม่ได้ครับ (แน่นอนว่าหลายๆ บริษัทใช้วิธีแลกเปลี่ยนแบบนี้ ซึ่งหากลูกจ้างเห็นว่าเป็นประโยชน์กว่าได้เงิน ก็อาจตกลงกันได้) … ที่คุณรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมนั้นแน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะว่าค่าโอทีมันต้องได้ 1.5 เท่าของค่าแรงอ่ะ แต่หยุดฟรีน่ะ บริษัทจ่ายแค่ค่าแรงปกติ (ในฐานะพนักงานรายเดือน หยุดงานก็ยังได้ค่าแรง)
      4. คุณเข้าใจถูกแล้วที่ว่าโอทีต้องได้รับความสมัครใจจากพนักงานครับ จะมาบังคับทำไม่ได้ (แต่กฎหมายมีข้อยกเว้น กรณีที่หากไม่ทำแล้วจะเกิดผลกระทบร้ายแรง เสียหายมากๆ ต่อบริษัท) แต่แน่นอน เป็นสิทธิ์ของบริษัทที่อาจพิจารณาว่าคุณไม่ทำโอทีเท่ากับไม่ทุ่มเทให้บริษัท และปรับเงินน้อยลงหรือไม่ปรับ หรือไม่ให้โบนัส เพราะนั่นอยู่ในดุลพินิจของบริษัทครับ
      5. เป็นเรื่องปกติ (และเป็นสันดานเสียของนายจ้างบางคน) ที่พยายามจะกดดันให้พนักงานลาออกไปเอง เพราะทำแบบนั้นก็จะไม่ต้องเสียเงินชดเชยและค่าต๊กใจ

      กรณีแบบนี้ สามารถรายงานให้แรงงานจังหวัดทราบได้ ฟ้องนายจ้างได้ (แต่ต้องเก็บหลักฐานให้เยอะๆ ก่อน จะอัดภาพ อัดเสียง การที่นายจ้างบังคับทำโอทีก็ได้) และที่สำคัญควรมีพยานเยอะๆ … แต่ปัญหาใหญ่อีกอย่างก็คือ ส่วนใหญ่ลูกจ้างเสียเปรียบ เพราะว่าถ้าฟ้องร้องแล้วยังทำงานกับนายจ้างเดิม ก็อาจเป็นปัญหาอีก (จริงๆ กฎหมายสามารถคุ้มครองเราได้ แต่ก็แค่ในระดับหนึ่ง) ส่วนใหญ่สุดท้ายเลยทำได้แค่ลาออกไป

      แต่อยากให้ลองไปปรึกษากับทางแรงงานจังหวัด เรื่องการตั้งสหภาพแรงงานครับ (ถ้าบริษัทมีพนักงานเยอะ และทุกคนเหลืออดกับเรื่องนี้) จะได้มีอำนาจต่อรองกับนายจ้างบ้าง แต่การตั้งสหภาพแรงงานนี่ก็ไม่ใช่ง่ายๆ นะ เพราะว่ามันก็มีรายละเอียดยิบย่อยอีกเยอะเลยแหละครับ

    • ton says:

      ที่หอพักผมมีเด็กขายของชำ ถูกนายจ้างยึดบัตรประชาชนไว้ครับ เนื่องจาก
      มีแก๊งป้ายยาสวมรอยทำเป็นเจ้าของหอให้มาเอาตังค์แล้วให้เค้าเซ็นต์เอกสาร
      หลังจากนั้นทำอะไรไม่ค่อยรู้สึกตัวมีตังเท่าไหร่ก็ต้องให้เค้าหมดทั้งเงินเก็บตัวเองที่อยู่ในห้องด้วย รวมแล้ว26600บาทพอรู้สึกตัวก็โทรบอกเจ้าของ ซ้ำร้ายเจ้าของหอขู่ว่าจะแจ้งความจับถ้าไม่เอาเงินที่ถูก ฉกไปมาคืนให้ครบ แถมยึดบัตรประชาชนไว้ ส่วนตัวเด็กหอเองก็ไปแจ้งความที่ สภอ.เมืองชลบุรี แต่ตำรวจกับเจ้าของหอ ขู่ให้หาเงินมาใช้นี้ก่อนมิเช่นนั้นจะเอาไปขังคุก เป็นที่หน้าเวทนา ยิ่งหนัก เพราะตัวก็เป็นโรคอ้วนเดินก็แทบไม่ไหวแถมต้องทำงานตั้งแต่8.00-21.00โดยไม่มีวันหยุดเลยเงินเดือน9000 บาทผมไม่รู้จะช่วยยังไงก็เลยรับซื้อของใช้ส่วนตัวให้เงินไป3000บาท ที่เหลือแล้วแต่เวรแต่กรรม
      ชั่งหน้าเศร้าจริงๆ ครับสังคมผู้มีอันจะกิน

    • thanate says:

      ผม เริ่มเข้าทำงานบริษัท KCU Service จำกัด ในวันที่ 22 ตุลาคม 2555
      และทางบริษัท มีการเก็บเงินค่าประกันตนเอง (บริษัท KCU ใชคำว่าเงินสะสม)เป็นจำนวน 5,000 บาท โดยหักจากเงินเดือน 500 บาทจนครบ
      และต้นปี 2557 ทางบริษัท KCU Service จำกัด ได้มีนโยบายให้เพิ่มเงินประกันตนเองเป็น 10,000 บาท
      จึงเรียกเก็บเพิ่ม อีก 5,000 บาทโดยหักจากเงินเดือน เดือนละ 1,000 บาท ซึ่งผมได้แจ้งลาออกล่วงหน้า 30 วัน
      ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 โดยรวมโดนหักค่าประกัน 7,000 บาท ซึ่ง ตามระเบียบบริษัทจะคืนเงินประกันเป็น 2 เท่าเมื่อ
      พนักงานมีอายุงานเกิน 1 ปี ภายใน 30 วันหลังจากลาออก คิดเป็นเงิน 14,000 บาท
      ทางบริษัท KCU Service จำกัด ได้คืนเงินมาแค่ 6,000 บาท โดยแจ้งว่าเงินที่ขาดอีก 8,000 จะคืนเพิ่มเติมให้
      แต่เวลาล่วงเลยไปกว่า 2 เดือนหลังจากลากออก ผมยังไม่ได้รับเงินส่วนที่เหลือคืน โทรไปติดต่อกับฝ่ายบุคคลก็ได้คำตอบ
      มาว่ากำลังดำเนินการแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเมื่อไร ซึ่งผมติดต่อไปหลายครั้งแต่ก็ได้ตำตอบเดิม จากฝ่ายบุคคล ได้ไม่คืบหน้า
      แต่อย่างได

      • kafaak says:

        รวบรวมหลักฐานว่าได้มีการจ่ายค่าประกัน แล้วไปฟ้องเพื่อบังคับคดีเลยครับ

  2. อตินุช says:

    ตออนี้ดิฉันรู้สึกสับสนมากอยากลาออกก็อยากแต่ก็จะทนดูว่าพวกเขาจะกดดันอะไรเราอีก
    เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อเดือนก่อนดิฉันได้ไปผ่าตัดมดลูกและต้องหยุดพักฟื้นเป็นเวลา 1 เดือน พอกลับมาทำงานทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเขาให้ภรรยาของเขามาทำงานแทนฉันและให้ควบคุมฉันทุกอย่างออกคำสั่งให้ฉันทำฉันก็ทำตามไม่มีข้อโต้แย้งแต่คำสั่งที่สังมาให้ฉันทำกลับทำให้กรรมการบริษัทอีก 2 คน ไม่พอใจในการทำงานของดิฉันเพิ่มงานเพิ่มหน้าที่ในการทำงานแต่ดิฉันก็ทนนะค่ะเพราะไม่อยากตกงานแต่ทุกวันนี้แทบจะทนไม่ไหวแล้วถ้าวันไหนดิฉันหยุดไปหาหมอเขาจะมารื้อค้นเอกสารและอีเมล์บริษัทและโทรตามเรื่องการเบิกจ่ายของทุกคนที่มาเบิกกับดิฉันทำเหมือนกับว่าดิฉันไม่ซ่ือไปยักยอกเงินเขามาดิฉันทำงานโดยซื่อตรงมาตลอดเอกสารมีให้ตรวจสอบไม่มีตกหล่นอย่างนี้มีกฎหมายอะไรไหมค่ะที่ดิฉันจะลาออกไปโดยได้ค่าชดเชยหรือค่าปลอบขวัญบ้างทำงานให้ใจเขาไปเต็มๆแต่ผลตอบรับกลับมาเป็นความไม่ไว้วางใจค่ะ

    • kafaak says:

      ย้ำก่อนครับว่าถ้าคิดอยากจะได้ค่าชดเชยหรือค่าปลอบขวัญ ห้ามลาออกเด็ดขาดครับ เพราะถ้าทำแบบนั้น ไม่มีกฎหมายข้อใดที่จะไปบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยใดๆ ให้คุณเลยครับ … ต้องให้เขาเลิกจ้างเอง (และต้องไม่ใช่ไล่ออกด้วย … แต่ถ้าจะไล่ออก ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ เพราะการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชยนั้น กฎหมายระบุไว้ชัดว่ากรณีใดบ้างที่นายจ้างทำได้)

      การที่นายจ้างมักกดดันเพื่อหาเรื่องให้พนักงานลาออกไปเอง เป็นทุกที่ครับ อันนี้น่าเป็นห่วงจริงๆ เพราะลูกจ้างไม่มีอะไรช่วยเลยครับ กฎหมายก็ไม่ได้ช่วยอะไรตรงนี้เท่าไหร่

  3. ลูกจ้าง 12 says:

    สวัสดีครับคุณกาฝาก
    ผมมีเรื่องอยากปรึกษา คือผมทำสัญญากับบริษัทไทยไว้ว่าให้ยืมตัวเรา (seconment) ไปทำงานให้กับบริษัทในต่างประเทศ (ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน) โดยบริษัทไทยจะเป็นผู้จ่ายส่วนต่าง ของเงินเดือนบวกค่าเบี้ยเลี้ยง หักด้วยส่วนที่เราได้รับจากบริษัทในต่างประเทศ แต่ในสัญญาระบุไว้ว่าเมื่อครบกำหนดผมต้องกลับมาทำงานให้กับบริษัทไทยอย่างน้อยอีก 2 ปี ถ้าลาออกก่อนกำหนด ต้องจ่ายคืนส่วนที่บริษัทไทยจ่ายให้ทั้งหมดในระหว่างที่ผมทำงานอยู่ในต่างประเทศ ขอทราบว่าสัญญานี้เป็นธรรมหรือไม่ครับ และหากผมต้องการจะลาออกควรทำอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

    ขอบพระคุณอย่างสูง

  4. Gigs says:

    สวัสดีคะ

    มีเรื่องสอบถาม มีการเซ็นสัญญากับบริษัทหนึ่งว่าถ้าจะลาออกจะต้องแจ้ล่วงหน้า 2 เดือนตอนนี้ได้ลาออกจากบริษัทดังกล่าวแล้ว แต่แจ้งล่วงหน้าแค่ 1 เดือน แต่จะมีครึ่งเดือนที่ยังไม่ได้รับเงินเดือน(แจ้งลาออก วันที่ 15 ของเดือน)
    เมื่อวันก่อนทางบริษัทเก่าแจ้งว่าจะไม่จ่ายเงินเดือนอีกครึ่งเดือนให้ จะมีทางเรียกร้องอะไรได้บ้างคะ

    • kafaak says:

      ขออภัยที่ตอบช้านะครับ
      ปัญหางวดนี้ซับซ้อนครับ ต้องแยกออกเป็น 2 คำถามย่อยก่อน คือ
      1. คุณทำสัญญากับบริษัทไว้ว่าถ้าจะลาออก ต้องแจ้งล่วงหน้า 2 เดือน แต่คุณแจ้งล่วงหน้าแค่เดือนเดียว … แบบนี้ทำได้ไหม?
      2. คุณแจ้งล่วงหน้าแค่เดือนเดียว บริษัทจึงไม่จ่ายเงินเดือนอีกครึ่งเดือน (ที่ผมเข้าใจว่าคุณได้ทำงานในครึ่งเดือนนั้น) ให้ … แบบนี้ทำได้ไหม?

      คำตอบของผมเป็นแบบนี้ครับ
      1. ถ้ากำหนดในสัญญาว่าแจ้งล่วงหน้า 2 เดือน ก็คือต้องแจ้งล่วงหน้าสองเดือน (กฎหมายแค่แนะนำว่า หากไม่ระบุเป็นอื่น ก็ให้ถือว่าอย่างน้อย 1 รอบการจ่ายเงินเดือนก็น่าจะพอ) ดังนั้นหากคุณไม่แจ้งล่วงหน้าตามที่สัญญา บริษัทก็มีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการที่คุณแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าในสัญญาได้
      2. อย่างไรก็ดี บริษัทไม่มีสิทธิ์ไม่จ่ายเงินเดือน หากคุณได้ไปทำงานจริง … เมื่อทำงานต้องได้เงินครับ … ดังนั้นถ้าจะฟ้องร้องเอาก็น่าจะทำได้อยู่ แต่ขอให้ระลึกไว้ว่า หากบริษัทพิสูจน์ได้ว่าการที่คุณบอกล่วงหน้าน้อยกว่า 2 เดือน ทำให้บริษัทเสียหาย เขาก็สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายคุณตามจริงได้เช่นกัน (ซึ่งอาจจะเยอะกว่าเงินเดือน) เช่น ค่าเสียหายจากการที่ขาดบุคลากรทำงาน ค่าเสียหายจากการที่ผลผลิตต่ำกว่ากำหนดเพราะบุคลากรไม่พอ ฯลฯ

  5. oats says:

    อยากรบกวนสอบถามค่ะ คือทางบริษัทคิดค่าจ้างให้ทุกวุฒิเป็นรายวัน ๆ ละ 345 บาท คิดโอที ชม.ละ 35 บาท ซึ่งอยากทราบว่าผิดกฏหมายการคิดโอทีหรือไม่ สวัสดิการก็ไม่มีให้แม้แต่ค่าน้ำมัน ค่าข้าว ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่มีเลยค่ะ รบกวนตอบกลับที่เมลล์ด้วย

    ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      ไม่ขอตอบกลับทางเมล์นะครับ … คนอื่นๆ ที่เขาอ่านจะได้อ่านคำตอบด้วย … และ ผมจะได้ไม่ต้องทำงาน 2 รอบ
      กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนแล้วครับ OT ในการทำงานปกติต้องคิดที่ 1.5 เท่าของค่าแรงปกติ ดังนั้นค่าแรง 345 บาทต่อวัน ถ้าเกิดทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เท่ากับมีค่าแรงชั่วโมงละ 43.125 บาท ดังนั้น คิดโอทีให้ชั่วโมงละ 35 บาท ย่อมผิดกฎหมายแรงงาน (ไม่มีกฎหมายการคิดโอทีนะครับ มีแต่ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน) ถ้าจะคิดให้ถูกต้อง ต้องคิดที่ 1.5 x 43.125 = 64.69 บาทครับ

      ส่วนเรื่องสวัสดิการ ค่าน้ำมัน ค่าข้าว ค่ารักษาพยาบาล อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายเข้าไปควบคุมครับ

  6. Chumpen says:

    ที่ทำงานผมมีการทำงานเป็นกะแต่ก่อนมี 3 กะ (ก่อนที่ผมจะเข้างานซะอีก)แต่ตอนนี้มี 2 กะ กะกลางวันและกลางคืน กะกลางวันทำงาน 8 ชม.(8.00น.-17.00น.) กะกลางคืนทำงาน 15 ชม.(17.00น.-8.00น.)โดยให้ค่าแรง 300 บาท/วัน และ ให้เป็นเงินค่าทำกลางคืน 1600 บาท/เดือน(ไม่คิดเป็น OT ครับ) และเป็นอย่างนี้มานานมากแล้วครับ คนที่ทำงานมาก่อนเขาไม่มีใครว่าอะไรกันเพราะ(มีแต่บ่นกันภายในกลุ่มเท่านั้น)1.กลัวต้องตกงาน 2.เพราะได้ทิปจากลูกค้า(จึงพออยู่ได้ แต่ตอนนี้ได้น้อยไม่เหมือนแต่ก่อน)และแถมยังหักเงินมาสาย 50 บาท/ตรั้งอีก โดยไม่ถามเหตุผลเลย
    ผมจะทำอย่างไรได้บ้างครับ ช้วยแนะนำหน่อยครับ
    ขอบคุณมากครับ

    • kafaak says:

      ก่อนอื่น ต้องบอกแบบนี้ก่อน … เวลาทำงานปกติคือ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เกินกว่านั้นคือล่วงเวลาสถานเดียว (กฎหมายกำหนด) และวันนึงทำงาน 8 ชั่วโมง เกินกว่านั้นก็คือล่วงเวลาเช่นกัน

      ดังนั้น ทำงานค่าแรง 300 บาท/วัน เท่ากับ OT คือที่เหลืออีก 7 ชั่วโมง ก็ต้องคิด 393.75 บาท/วัน ดังนั้น เดือนนึง สมมติทำงาน 20 วัน ต้องได้ค่าล่วงเวลา 7875 บาท/เดือน จะจ่ายแค่ 1600 บาท ไม่ได้ ไม่คิด OT ไม่ได้ ผิดกฎหมายแรงงานครับ

      เรื่องหักเงินกรณีมากสาย … ปกติไม่ค่อยเจอบริษัทไหนเขาทำ เพราะกฎหมายง่ายๆ ชัดเจน มาทำงานก็ได้เงิน ไม่มาก็ไม่ได้เงิน (ในกรณีของลูกจ้างรายวัน) ถ้ามาสาย 5-10 นาที ก็หักค่าจ้างได้ตามเวลา 5-10 นาทีที่มาสาย จะมาคิดเรตเดียว 50 บาทไม่ได้ (แต่ถ้าสายเป็น 2 ชั่วโมง ซึ่งค่าแรงเราเยอะกว่า แต่เขาหักเราแค่ 50 บาท แบบนี้ ถือว่าเขาใจดี)

      แต่ในภาพรวม คงต้องฟ้องเจ้าหน้าที่แรงงานในเขตที่คุณอยู่ให้เข้ามาตรวจสอบ … ทุกคนต้องพร้อมใจกันแสดงหลักฐานครับ (กรณีนี้ถ้าผิดจริง นายจ้างจ่ายอานมาก เพราะถ้าเขาให้แค่เดือนละ 1600 บาท เท่ากับติดค่าล่วงเวลาพนักงานเดือนนึงๆ ร่วม 6000 บาท มีลูกจ้างซัก 10 คน ก็เหมือนติดค่าล่วงเวลาเดือนละ 6 หมื่น ทำแบบนี้มาซัก 5 ปี ก็คูณไปครับ หลายล้านอยู่ และสามารถคิดดอกเบี้ย (ถ้าจำไม่ผิด ร้อยละ 7 นับจากวันที่ไม่จ่าย) ได้อีก … แต่ต้องฟ้องร้องนะครับ … เกรงแต่ทุกคนจะไม่กล้าน่ะสิครับ

  7. phon says:

    ขอสอบถามค่ะ

    ในกรณีที่เรายังทำงานอยู่แต่ทางบริษัทได้รับสมัครงานในตำแหน่งของเราออกทางเวปไซด์ไปแล้ว โดยไม่ได้แจ้งอะไรให้เราทราบเลย เราจะตอบโต้หรือป้องกันตัวเองยังไงได้บ้าง มันเหมือนกับว่า เค้าพยายามจะบีบเราออกค่ะ

  8. kpts says:

    บริษัทจากเดิมหยุดวันอาทิตย์ 1 วัน/ สัปดาห์
    ต่อมาประกาศหยุดเสาร์ – อาทิตย์ดดยจ่ายค่าแรง 50 % ของค่าจ่างต่อวัน

    • kafaak says:

      คำถามคือ?!? ทำได้ไหมเหรอครับ?

      • Dispirited says:

        โดนเอาเปรียบค่ะบริษัทเป็นบริษัทของต่างชาติค่ะมาเปิดที่เมืองใน
        ดิฉันทำงานได้ยังไม่ถึงเดือนเลยค่ะที่นี้มีคนเข้าออกบ่อยมากเพราะ
        นายจ้างหน้าเลือดมากให้เงินเดือน 12000 มีค่าข้าวให้ 900 ทำงาน
        ทำงานตั้งแต่ 08:00 ถึงห้าโมงแล้วไม่ยอมให้กลับอยากให้อยู่ต่อถึง
        19:00น แต่ไม่ให้โอทีนะค่ะทำทุกเสาร์หยุดแค่วันอาทิตย์วันเดียว สวัดิการอะไรก็ไม่มีวันอย่างวันมาฆบูชาที่ผ่านมาก็ไม่ได้หยุดมาทำงานปกติแต่ไม่ได้สองแรงนะ ชื่อ บ.ดรีมวิวค่ะ อยู่ที่40/1ตำบลหนองไม้แดง อ.เมือง จ. ชลบุรี
        อยากให้ช่วยมาตรวจสอบหน่อย

        • kafaak says:

          1. ผมไม่ใช่หน่วยงานที่รับแจ้งเรื่องพวกนี้ครับ … แนะนำว่าให้ไปแจ้งสำนักงานแรงงานจังหวัดครับผม … โพสต์ในนี้ ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกครับ
          2. เรื่องเงินเดือน + ค่าข้าว ผมว่านั่นก็เป็นสวัสดิการระดับหนึ่งแล้วนะครับ
          3. เรื่องอยู่ต่อ แต่ไม่ให้โอที แบบนี้ไม่ได้ครับ อันนี้ฟ้องได้ (แต่ก็ต้องฟ้องสำนักงานแรงงานจังหวัดไปนะครับ ไม่ใช่ฟ้องผม)
          4. เรื่องหยุดวันอาทิตย์วันเดียว กฎหมายไม่ห้าม เพราะกฎหมายระบุว่าทำงานสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 48 ชั่วโมง (วันละ 8 ชั่วโมง 6 วัน ก็ 48 ชั่วโมง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด) ของแบบนี้ มันต้องระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานอยู่แล้ว หากคุณไม่ชอบ ก็ไม่ควรมาทำงานแต่แรกครับ (ผมเคยอยู่ในโรงงานมาก่อน ผมก็เคยทำงาน จันทร์-เสาร์ อยู่แล้ว)
          5. วันหยุดประจำปีของบริษัท กฎหมายกำหนด 13 วัน ครับ นายจ้างกำหนดได้ … ซึ่งการกำหนดอาจจะไม่มีวันมาฆบูชาก็ได้ครับ กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามอะไร ถ้าเกิดนายจ้างของคุณไม่ได้กำหนดวันมาฆบูชาเป็นวันหยุด ก็ต้องมาทำงานปกติครับ และได้เงินตามปกติ ไม่มีค่าล่วงเวลาในวันหยุดแต่อย่างใด เพราะมันไม่ใช่วันหยุดของบริษัทของคุณ

          อยากให้ทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายแรงงาน และสิทธิของลูกจ้างให้ดีๆ ด้วยนะครับ

  9. laem says:

    เงินเดือน 15000 บาท มีเบี้ยต่างจังหวัด 2000 บาท ต่อมาบริษัทรวม 2 ตัวนี้เป็นฐานเงินเดือน 17000 บาท
    ผ่านไป 1 ปี พนักงานอยากจะให้มีเบี้ยต่างจังหวัด 2000 บาท เหมือนเดิม (แต่ไม่ยอมลดเงินเดือน 17000 บาท)
    พนักงานจะฟ้องร้องบริษัทได้หรือไม่

    • kafaak says:

      เบี้ยต่างจังหวัด เป็นสิทธิ์ของนายจ้าง จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ครับ เป็นสวัสดิการที่กฎหมายไม่ได้กำหนด ดังนั้น จะฟ้องร้องได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ว่า ในสัญญาจ้างงานมีการระบุไว้ชัดไหมว่าจะมีเบี้ยนี้อยู่ด้วยไหม (เป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขการจ้างงาน) ถ้ามีก็ฟ้องร้องได้ (แต่ก็ในกรณีที่ตอนที่รวมสองตัวนี้เป็นฐานเงินเดือน เขาไม่ได้มีการไปปรับสัญญาจ้างงานแล้วให้เราเซ็นนะครับ)

  10. K . NOO says:

    สวัสดีค่ะ รบกวนปรึกษาคุณ Kafaak

    เนื่องจากเป็นดิฉัน เป็น หัวหน้างาน เวลาเข้างานปกติของบริษัท 09.00-18.00น
    ซึ่งในแผนกดิฉัน ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ พนักงานจะมีการทำ O.T ถึง 20.00 น ทุกวัน
    โดย ดิฉันที่เป็นหัว หน้า จะต้องทำหน้าที่ปิดประตูบริษัทด้วย เพราะ หัวหน้าเท่านั้นที่จะถือกุญแจบริษัทได้
    และ บริษัท ก็แจ้งว่า มีแต่ แผนก ดิฉัน ที่กลับ บ้าน ดึก เพราะต้องให้พนักงาน ทำ OT.กัน

    จึงมอบหมายหน้าที่ปิดประตู บริษัท ให้ กับ ทางดิฉัน
    ดังนั้น เท่ากับ ว่า เกือบทุกวัน ดิฉัน ต้องกลับบ้าน เวลา 20.00 น โดยไม่มี OT.แต่อย่างใด
    ซึ่ง บริษัทใช้ เหตุ ผลที่ว่า เป็นหน้าที่ ที่ ดิฉัน ต้องควบคุม การ ทำ งาน ของพนักงานถึง20.00น อยู่แล้ว
    แค่ รบกวน ให้ ปิดประตูแค่ นั้น

    ไม่ทราบว่า บริษัททำถูก กฏหมาย แรงงาน ไหม ค่ะ แล้ว ดิฉัน มีสิทธิ์เรียกร้อง อะไรได้บ้างไหม
    เนื่องจาก ดิฉัน ต้อง กลับบ้าน ดึก โดย ไม่มีค่าชดเชย อะไร ให้ เลย มา 3-4 ปีแล้ว รบกวนปรึกษา ด้วยค่ะ

    • kafaak says:

      การจะให้เราอยู่ OT บริษัทต้องขอให้เราทำ เราจะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าเราทำ เราก็ต้องได้ OT ครับ
      ปัญหาคือ … กฎหมายมีข้อยกเว้นเรื่องการจ่าย OT ว่าหากเป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนนายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องจ่าย OT ซึ่งปกติบริษัททั่วไป จะเหมาเอาว่าตำแหน่งผู้จัดการขึ้นไป ไม่มีการจ่าย OT แต่จะได้สิทธิอื่นแทน เช่น จำนวนวันพักร้อนไม่จำกัด แต่ต้องให้ผู้บริหารระดับสูงพิจารณา …​ (แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด คือ ต้องไม่น้อยกว่า 6 วันต่อปีนะครับ)

      ทีนี้ คุณบอกว่าคุณเป็นหัวหน้างาน …​ถ้าไม่มีสิทธิกระทำการแทนนายจ้าง เช่น การพิจารณาปรับเงินเดือน การพิจารณารับคน การพิจารณาไล่ออก … แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนายจ้าง จะมาอ้างว่าเป็น “หน้าที่” ไม่ได้ครับ OT ก็คือ OT อยู่วันยังค่ำ ปัญหามันจะอยู่ตรงนี้ครับ … หากคุณต้องอยู่ถึง 2 ทุ่ม เพราะแค่ว่าต้องอยู่ปิดประตู แบบนี้ควรจะต้องพิจารณาเรื่องระเบียบการถือกุญแจบริษัทซะใหม่ (อาจต้องให้แม่บ้าน หรือ รปภ รับผิดชอบแทน … แบบที่หลายๆ บริษัททำกัน) แต่หากคุณอยู่ถึง 2 ทุ่ม เพราะต้องรับผิดชอบในฐานะหัวหน้างาน ต้องอยู่ดูแลการทำงานของลูกน้อง และก็ถือโอกาสอยู่ปิดประตูด้วยเลย แบบนี้ต้องได้ OT ครับ ถ้าไม่ให้ ก็จะถือว่าผิดกฎหมายแรงงานครับ ฟ้องร้องบริษัทได้เลย

      แต่ก่อนจะฟ้องร้อง อยากแนะนำว่าให้ปรึกษาแผนกทรัพยากรบุคคล คุยกับผู้จัดการ เพื่ออธิบายเหตุผลด้านกฎหมายก่อน หากเรื่องถึงการฟ้องร้อง ต้องขอบอกก่อนนะครับว่า มันอาจจะมีผลกระทบด้านความรู้สึกได้ ทั้งตัวเรา และตัวนายจ้าง … ส่วนใหญ่ ถ้าเรื่องไปถึงขั้นนั้นแล้ว อาจต้องเตรียมใจว่า ฟ้องชนะ (หากมีหลักฐาน สามารถบังคับให้จ่ายย้อนหลังได้ด้วย และคิดดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 7 ต่อปี) หรือ แพ้ ก็อาจจะต้องเตรียมหางานใหม่ (ถ้าบริษัทดี ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าบริษัทสันดานไม่ดี ก็อาจจะหาเรื่องกลั่นแกล้งเรา เราอาจจะอยู่ไม่ได้)

  11. mon says:

    ดิฉันเป็นพนักงานฝ่าบุคคลของบริษัท ค่ะ บริษัทเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัย เปิดใหม่ค่ะ พอดีว่าเทคโอเวอร์มาจากบริษัทเก่าค่ะ มีคำถามว่าพนักงานของเราต้องทำงาน รักษาความปลอดภัยสถานที่ ตลอด 24 ชม.ค่ะ แต่พนักงานจะต้องทำงาน 2 กะค่ะ กะกลางวันและกลางคืนค่ะ ให้ค่าแรง 300 บาท/วัน โอทีวันละ 3 ชม เท่ากับ 150 บาท รวมแล้ว 1 กะจะได้ 450 บาทค่ะ แต่เนื่องจากพนักงานย้ายมาจากบริษัทเก่าหักประกันสังคม จากยอด 300 บาทค่ะ ต่อมามีพนักงานมาทักว่าบริษัทเราเป็นงานรักษาความปลอดภัยค่าจ้างที่จ่ายถือเป็นอัตราเหมารายวันดังนั้นต้องคิดจาก 450 บาทค่ะ ตอนนี้งงค่ะไม่รู้จะคิดจากอะไร และไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาอย่างเพราะพนักงานเคยชินกับระบบเดิมค่ะ

    รบกวนตอบคำถามด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      คิดแบบนี้ครับ

      1. ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง + OT 3 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมง (รวมเป็นกะละ 12 ชั่วโมง)
      2. ระหว่างเวลาทำงานปกติ ก่อนเข้า OT ควรกำหนดเวลาพักให้พนักงาน 20 นาที … (พรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 27 วรรค 4)
      3. ค่าแรง 8 ชั่วโมง 300 บาท ฉะนั้นชั่วโมงละ 37.5 บาท โอทีต้องคิดจาก 1.5 เท่าของค่าแรง ฉะนั้นคือ 56.25 บาท … การที่คุณให้ 3 ชั่วโมง 150 บาท ถือว่าผิดกฎหมายนะครับ
      4. เวลาหักประกันสังคม จะต้องหักจากเงินค่าตอบแทนการทำงานในวันเวลาปกติ ดังนั้น พวกเงินค่าตำแหน่ง เงินสวัสดิการต่างๆ รวมถึง OT ไม่เอามาคำนวณหักประกันสังคมครับ

  12. Auto says:

    ผมอยากทราบว่า พนักงานpart-time สามารถทำงานสองที่ได้ไหมครับ คือร้านหนึ่งเป็นร้านเสื้อผ้า อีกร้านหนึ่งเป็นร้านอาหารครับ

    • kafaak says:

      กฎหมายไม่มีข้อใดห้ามคนทำงานมากกว่า 1 ที่ครับ เพียงแต่ต้องบริหารเวลาให้ได้ เพื่อไม่ให้ไปทับซ้อนกันครับ หากการทำงานอีกแห่งไปขัดต่อสัญญา (บางบริษัทจะมีระบุไว้เลยว่า ห้ามทำงานในธุรกิจเดียวกัน อะไรแบบนี้) ก็ทำไม่ได้

  13. donat says:

    สวัสดีคร่ะ คุณกาฝาก
    อยากสอบถามการคิดโอที่คร่ะ
    – คือเรื่องมีอยู่ว่า เมือปีที่ผ่านมาดิฉัน มีฐานเงินเดือน 10000 บาท/เดือน ได้ทำงานล่วงเวลาวันละ
    4 ช.ม ตลอด ทางบริษัทก็คิด เงินเดือน/30 *1.5 เป็น เป็นปกติดีคร่ะ
    – แต่ในช่วงปีใหม่ทีผ่านมามีการปรับเงินเดือนเป็น 12000 บาท/เดือน แต่ทางบริษัทกลับคิดโอทีเป็น
    เงินเดือน/30*1ก็จะได้ชั่วโมงโอทีที่ทำ เวลาทำงานช่วงวันจันทร์-ศุกร์และเสาร์-อาทิตย์
    ทำงานตั้งแต่(08.00-20.00)ของทุกวัน พักตอนเที่ยง+เย็นครึ่งชั่วโมง
    ทางบริษัทอ้างว่าเหตุที่ต้อง*1% เพราะฐานเงินเดือนเกิน 12000/เดือน อย่างงี้ถือว่าเราถูกเอาเปรียบไหมคร่ะ แล้วควรทำอย่างไรต่อไปดีคร่ะ ช่วยแนะทำหน่อยคร่ะ ขอบคุณคร่ะ

    • kafaak says:

      คำตอบง่ายๆ นะครับ เงินค่าทำงานล่วงเวลาจะต้องคิดที่ 1.5 เท่าของเงินเดือนเท่านั้น อันนี้กฎหมายกำหนดไว้ครับ ใช้สูตรอื่นได้ถ้าเกิดคำนวณแล้วได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
      จะมาอ้างว่าฐานเงินเดือนเกินเท่านั้นเท่านี้ ถึงได้แค่คูณ 1 เฉยๆ ไม่ได้ครับ ผิดกฎหมายทันที (กรณีเดียวที่กฎหมายบอกว่าไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาคือ ลูกจ้างมีตำแหน่งระดับสามารถกระทำการแทนนายจ้างได้ เช่น ปรับเงินเดือน ปรับโบนัส รับคน ไล่ออก … ส่วนใหญ่ก็ระดับผู้จัดการนู่น)

      ที่นี้ถามว่าทำอะไรได้ … ก่อนอื่น เตรียมใจหางานใหม่ หากจะทำ เพราะสิ่งที่คุณกำลังจะทำ นายจ้างคุณอาจจะไม่ชอบแน่นอน …

      – คุณควรไปร้องเรียนผู้จัดการก่อน และควรเป็นฝ่ายบุคคล ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันผิดกฎหมาย ยกมาตรา 61 พรบ.คุ้มครองแรงงานให้ทราบเลยครับ เชื่อว่าฝ่ายบุคคลทุกคนในประเทศนี้ต้องรู้จัก … ถ้าต้องการเอกสาร ดาวน์โหลด พรบ.คุ้มครองแรงงาน พิมพ์ไปเลย พิมพ์หน้า 14 พอ
      – ถ้าไม่คืบหน้า (และโดยเฉพาะ หากเริ่มโดนกลั่นแกล้ง …​ อย่างที่บอก นายจ้างคุณอาจจะไม่ชอบ) ต้องฟ้องร้องครับ ร้องเรียนไปยังสำนักงานแรงงานเขต/จังหวัด ที่บริษัทคุณตั้งอยู่
      – สามารถบังคับคดี ให้จากนี้ไป นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าล่วงเวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้ และสามารถบังคับจ่ายย้อนหลังให้การทำงานล่วงเวลาของคุณได้ด้วย และฟ้องเผื่อคนอื่นๆ ในบริษัทไปเลย (ที่แนะนำให้ฟ้องเผื่อไปเลย เพราะตัวเลขจะได้หนักๆ นายจ้างจะได้เข็ดหลาบ … แบบนี้เขาเรียก Class Suit Action ครับ คุณเป็นตัวแทนฟ้องแทนคนอื่นๆ ในบริษัทที่โดนนายจ้างกระทำอย่างไม่เป็นธรรมเหมือนๆ กัน)
      – ต้องจบ ต้องเผื่อฟ้องศาล ห้ามนายจ้างกระทำการใดๆ ที่เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อบีบให้คุณออก เช่น ห้ามไล่คุณออกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรตามกฎหมาย และต้องระวังเรื่องนายจ้างแกล้งด้วยการไม่เพิ่มเงินเดือน หรือ ให้โบนัส (พวกนี้หากไม่เป็นธรรม ก็ฟ้องร้องกันได้) แต่ที่ต้องระวังที่สุดคือ การมองหน้ากันไม่ติดครับ … ฉะนั้น ถึงเป็นสาเหตุที่ผมแนะนำให้มองหาที่ทำงานใหม่เอาไว้ด้วย

  14. gapom says:

    ผมยังงงอยู่นะครับ ผมมีปัญหาไม่รู้จะคิดโอทีอย่างไร คือทำงานวันหยุดมากกว่า 24 ชม จะต้องคิดโอทีอย่างไรครับ
    00.00น-08.00น ได้ 2 เท่าใช่หรือเปล่า?
    08.00น-17.00น ได้ 3 เท่าใช่หรือเปล่า?
    17.00น-24.00น ได้ 3 เทาหรือกลับมาได้ 2 เท่า หรือได้แค่ 1.5 ครับ

    จะคิดโอทีอย่างไรครับ ถ้าคนๆๆนั้นเริ่มงานตั้งแต่ เวลา 00.00 น และไปเสร็จสิ้นที่ 24.00 น ครับ และเป็นวันหยุดด้วยครับ รบกวนด้วยครับผม

    • kafaak says:

      เอิ่ม … จริงๆ แล้ว ไม่ควรเกิดการควบกะขนาดนี้เกิดขึ้นนะครับ เพราะถ้าทำงานเสี่ยงกับอันตราย มันจะเกิดอุบัติเหตุเอาได้นะครับ

      อย่าไปนับเป็นเท่าครับ ทำเอางง … ให้คิดแบบนี้

      ค่าทำงานในวันหยุด (รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์)
      – พนักงานรายเดือน ได้ 1 แรง (หากปกติวันหยุดก็ยังได้เงิน)
      – พนักงานรายวัน ได้ 2 แรง (เพราะปกติวันหยุดจะไม่ได้เงิน)

      ค่าทำงานล่วงเวลา
      – จะพนักงานรายวันหรือรายเดือน ก็คือ 1.5 เท่าของค่าแรงในวันนั้น (ฉะนั้น หากเป็นวันหยุด พนักงานรายวันจึงได้ 2 x 1.5 เป็น 3 เท่า อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจกัน … แต่จริงๆ โอทีวันหยุดไม่ใช่ 3 เท่านะครับ ก็คือ 1.5 เท่าเหมือนเดิม เพียงแต่ค่าแรงวันนั้นมัน 2 เท่าของปกติ เนื่องจากเป็นพนักงานรายวัน)

      ทีนี้เมื่อไหร่จะคิดเป็น OT? เมื่อมันอยู่นอกเวลาทำงานปกติ … ฉะนั้น คุณต้องพิจารณาต่อว่า ปกติบริษัทของคุณทำงานกี่โมงถึงกี่โมง เช่น 08:00 – 17:00 แสดงว่า นอกเหนือจากนี้ ถือเป็น OT ครับ … (แต่หากไม่ได้ระบุแน่ชัดว่ากี่โมงถึงกี่โมง แต่กำหนดไว้ว่า วันนึงทำงาน 8 ชั่วโมง แบบนี้ OT จะนับตั้งแต่หลังจาก 8 ชั่วโมงไป)

      ผมไม่สามารถตอบคำถามคุณได้ เพราะคุณไม่ให้รายละเอียดผม … ต้องบอกผมก่อนว่า บริษัทคุณ ทำงานกี่โมงถึงกี่โมง เป็นชั่วโมงทำงานตามปกติครับ

  15. Rutfarnyo says:

    สวัสดีครับ ผมอยากจะปรึกษาเรื่องของ OT ครับผม เรื่องมีอยู่ว่าผมทำงานในตำแหน่ง programmer ซึ่งบางครั้งการทำงานไม่สามารถทำงานให้เสร็จภายในเวลางานได้ อันเนื่องจากปัจจัยหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรืองานที่เร่งด่วน จึงมีการทำงานล่วงเวลา แต่มันติดอยู่ที่ว่า บริษัท…….. บอกว่า คนที่เงินเดือนเกิน 20,000 บาทไม่สามารถรับเเงิน OT ได้ แต่ในสัญญาจ้างไม่ได้ระบุข้อนี้ เพียงออกมาเป็นการแจ้งออกมาตามหลัง อย่างนี้เราสามารถฟ้องร้องได้ไหมครับ เพราะว่าผมทำงานเกินเวลาค่อนค่างเยอะ เลยคิดว่ามันไม่แฟร์กับผมครับ ยังไงขอคำแนะนำด้วยครับ

    • kafaak says:

      การที่จ่ายหรือไม่จ่าย OT อยู่ที่ 2 ปัจจัยครับ

      ปัจจัยแรก … พรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 65 บอกว่า

      ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่หรือซึ่งนายจ้างให้ ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตาม มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตาม มาตรา 63 แต่ลูกจ้าง ซึ่งนายจ้างให้ทำงานตาม (2) (3) (4) (5) (6) (7) หรือ (8) มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงใน วันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
      (1) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับ กรณีการจ้าง การให้บำเหน็จการลดค่าจ้าง หรือการเลิกจ้าง
      (2) งานขบวนการจัดงานรถไฟ ซึ่งได้แก่งานที่ทำบน ขบวนรถและงานอำนวยความสะดวกแก่การเดินรถ
      (3) งานเปิดปิดประตูน้ำหรือประตูระบายน้ำ
      (4) งานอ่านระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำ
      (5) งานดับเพลิงหรืองานป้องกันอันตรายสาธารณะ
      (6) งานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องออกไปทำงานนอกสถาน ที่ และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่ แน่นอนได้
      (7) งานอยู่เวรเฝ้ายามดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันมิใช่หน้า ที่การทำงานตามปกติของลูกจ้าง
      (8) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

      งานโปรแกรมเมอร์ไม่อยู่ในขอบข่ายยกเว้นตามมาตรา 65 นี้ และกติกาที่ว่า เงินเดือนมากกว่า 20,000 บาท ก็ไม่เกี่ยวเช่นกัน (ตามมาตร 65 นี้ หากตำแหน่งงานของคุณไม่เข้าข่าย ต่อให้เงินเดือนสามล้าน ก็ต้องจ่าย OT ครับ) ดังนั้น นายจ้างคุณทำผิดกฎหมายแรงงานครับ ฟ้องร้องได้เลย

      ปัจจัยที่สอง … ระเบียบข้อบังคับเรื่อง OT ของบริษัทคุณเป็นอย่างไร … ถ้านายจ้างไม่ได้ขอให้คุณทำ OT แต่คุณมาทำเอง อันนี้นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่าย OT ครับ แต่ถ้านายจ้างขอให้เราอยู่ทำ OT (ซึ่งเราจะอยู่ทำหรือไม่ทำก็ได้) นายจ้างต้องจ่าย OT ครับ

      ทีนี้เผื่อมีคำถามว่า แล้วหากนายจ้างไม่ขอ แต่แกมบังคับว่าให้ทำโอฟรี เพราะไม่งั้นจะมีผลต่อการปรับเงินเดือน การปรับโบนัส หรือโดนลงโทษอื่นๆ จะทำยังไง? คำตอบผมมี 2 แบบ
      1. ถ้าโดนกระทำไม่เป็นธรรม โดนกลั่นแกล้ง ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน ฟ้องร้องว่าโดนกระทำไม่เป็นธรรมได้
      2. ถ้าคุณโดนกระทำขนาดนั้น แสดงว่านายจ้างสันดานเสียครับ อย่าไปอยู่ทำงานกับเขาเพื่อให้เขารวยเลย ลาออกไปหาที่อื่นทำดีกว่า

  16. Kakashi says:

    ขอปรึกษาครับ ผมเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง
    แต่หัวหน้ามาสร้างกฎเกณฑ์ว่าถ้าทำอะไรผิดจะหักเงินครั้งละ 100 บาท
    เขามีสิทธิ์ที่จะทำรึเปล่าครับ

    • kafaak says:

      กฎหมายไม่อนุญาตให้นายจ้างหักค่าจ้างพนักงานครับ … สามารถทำได้แค่กรณียกเว้น ซึ่งไม่ใช่การลงโทษแน่ๆ

      • Kakashi says:

        อันนี้รวมถึงว่าต่อให้ไม่หักจากเงินเดือน ก็ไม่มีสิทธิ์เรียกเก็บภายนอกใช่ไหมครับ

        • kafaak says:

          บางบริษัทอาจเล่นแง่ … หักเงินเดือนไม่ได้ ก็เรียกเก็บต่างหากเลย
          แต่กรณีนั้นก็ถือว่าผิดกฎหมายแรงงานครับ ถ้าเกิดเจอแบบนี้ ก็คือปฏิบัติไม่เป็นธรรมกับลูกจ้าง ก็ร้องเรียนที่สำนักงานแรงงาน หรือจะฟ้องต่อศาลแรงงานก็ได้ครับ

  17. kei says:

    ดิฉันเป็นพนักงานพาสทามมีสิทธ์ได้2แรงในวันหยุดตามประเพณีไหมค่ะ

    • kafaak says:

      แม้จะเป็นลูกจ้างพาร์ทไทม์ ก็ยังถือว่าได้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานนะครับ เพียงแต่เพราะเป็นพาร์ทไทม์ เวลาทำงานจึงอาจจะแตกต่างไปจากลูกค้าประจำ นั่นคือ พวกจำนวนวันหยุดอาจจะไม่เท่ากับพวกลูกจ้างประจำ แต่ว่าในวันที่เป็นวันหยุดของคุณ แน่นอนว่านายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดตามที่กฎหมายกำหนดครับ (2 แรง หากปกติวันหยุดคุณไม่ได้เงินค่าจ้าง หรือ 1 แรง หากปกติวันหยุดคุณก็ยังคงได้เงินค่าจ้าง)

      เผื่อมีคำถามเพิ่มเติม เอกสารต่อไปนี้น่าจะช่วยให้ข้อมูลได้อีกเยอะ
      http://sumasen.com/manual_th/pdf/7-7.pdf

      ขอบคุณ: @tanaiwirat ที่ช่วยให้คำปรึกษา

  18. วิลเลี่ยม says:

    สวัสดีครับ คือผมอยากขอปรึกษาหน่อยน่ะครับ คือ เรื่องมีอยู่ว่า ผมได้เข้าไปทำงานที่ บริษัท(ร้านห้างหุ้นส่วนจำกัดเเห่งหนึ่ง) ตอนที่ผมได้เข้าไปสมัครงานนั้น (พอดีมีคนรู้จักเเละเเนะนำให้) ผมเข้าไปทำงานที่นั่น โดยที่ไม่ต้องกรอกใบสมัครงาน ไม่ได้ให้เอกสาร ไม่ต้องทำสัญญาว่าจ้าง เเละ นายจ้างก็ไม่ได้ขอมา(ซึ่งเปรียบเสมือน ผมไม่มีตัวตนในร้านเเห่งนั้น มีก็เเค่คำพูดว่า ทำงานกี่ชั่วโมง …11 ช.ม ครึ่งต่อวัน 8.00 ถึง 19.20 พัก 2 ชั่วโมง เเละให้เงินเดือนเท่าไหร่ … เงินเดือนเป็นรายวัน วันล่ะ 250 ตอนนี้ขึ้นเเล้ว 300 บาท ต่อวัน ไม่มีวันหยุดราชการ ร้านเปิดทุกวัน หยุด 4 วัน/เดือน เเต่วันที่หยุดก็ไม่ได้เงิน ตั้งเเต่ช่วงสมัครงานเข้าไปใหม่ ทดลองงาน 3 เดือน ได้ค่าจ้าง 250/วัน หยุดไม่ได้เงิน พอผ่านช่วงทดลองงาน ก็ได้เหมือนเดิม จนทำถึงเดือนที่ 7 เเละ 8 ขึ้นให้ 300/วัน หยุดไม่ได้เงิน เเต่ปัญหามันมีอยู่ว่า ในช่วงเดือนที่ 9 นั้น ผมเกิดมีปัญหาเร่งด่วนเเละจำเป็นมากๆ ซึ่งผมต้องไปต่างจังหวัด หรือว่าไปอยู่เลย (ผมไม่คิดที่จะออกงานกลางคันเเต่อย่างไร เเต่มันเป็นปัญหาที่ถ้าผมไปทำงาน ผมจะต้องไม่สบายใจเเละก็ต้องต้องทำให้ทางร้านเดือดร้อนเเน่นอน ซึ่งการลาออกเป็นวิธีที่ดีที่สุด ผมได้คุยผ่้านโทรศัพท์กับนายจ้าง เเละบอกเหตุผลที่ต้องออกออกไป ที่ต้องบอกผ่านโทรศัพท์(ซึ่งจริงเป็นเรื่องไม่สมควร)เพราะผมมาไกลมากเเล้ว เเละอยากที่จะให้นายจ้างรับรู้ เเต่นายจ้าง ได้ตอบกลับมาว่า ให้เราต้องยื่นเอกสาร ต่างเกี่ยวกับการทำงาน เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน วุฒิการศึกษา นายจ้างบอกมาว่า ได้นำชื่อผมเเจ้งเข้าไปกับกรมเเรงงานเเล้ว ถ้าผมไม่ยื่นเอกสารที่เค้าร้องขอ ถือว่ามีความผิดกฏหมายทางอาญา ตำรวจสามารถจับผมเข้าคุกได้ (มันคือเรื่องอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เคยทำให้ร้านเดือดร้อน ไม่เคยเป็นหนี้กับร้าน ทำงานมาตลอด ทำได้หยุดไม่ได้ ) ผมคนไทยเเละสัญชาติไทย ทางร้านรู้เเละเห็นมาก่อนเเต่ทำไมผมขอลาออกด้วยเรื่องที่จำเป็นทางนายจ้างถึงใช้อำนาจสิทธิ์อย่างนี้ เพราะอะไร…ครับ ผมจึงมีข้อสงสัยรบกวนช่วยให้ผมได้เข้าใจกระจ่าง ด้วยน่ะครับ

    1.การทำงานของผมที่กล่าวมาตามเเรงงานกฏหมาย ถูกต้องหรือผิดอย่างไรครับ

    2.ในการเเจ้งชื่อเข้าไปกับกรมเเรงงาน โดยนายจ้าง บอกว่ายื่นไปเเล้ว เเละถ้าไม่ยื่นเอกสารต่างๆให้กับนายจ้าง ผมในฐานะลูกจ้าง ถือว่ามีความผิดกฏหมายอาญา ถูกหรือผิด อย่างไรครับ

    ช่วยให้ผมได้เข้าใจด้วยน่ะครับ ขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยครับ

    • kafaak says:

      เรื่องนี้ใหญ่เลย ผมเลยต้องขอปรึกษาทนายครับ (@tanaiwirat) ได้คำตอบมาฝากแบบนี้ครับ

      1. การทำงานที่ผ่านมา ถือว่าถูกต้องแล้ว … เพราะมีทั้งการแสดงเจตนา และมีพฤติกรรมแล้วด้วย หลักฐานคือเงินเดือนที่จ่ายทุกๆ เดือน และงานที่คุณได้ทำลงไปนั่นแหละ
      2. ในการเเจ้งชื่อเข้าไปกับกรมเเรงงาน โดยนายจ้าง บอกว่ายื่นไปเเล้ว เเละถ้าไม่ยื่นเอกสารต่างๆ ให้กับนายจ้าง ผมในฐานะลูกจ้าง ถือว่ามีความผิด แต่นายจ้างไม่ได้มีหน้าที่ยื่นชื่อไปที่กรมแรงงานแต่อย่างใด กรณีนี้จึงอาจจะมั่ว

  19. ลูกจ้างเหมา says:

    สวัสดีค่ะ ขอสอบถามในเรื่องการได้รับเงินเดือน
    ดิฉันเป็นลูกจ้างเหมาบริการของหน่วยงานราชการ แห่งหนึ่ง เกี่ยวกับการได้รับเงินเดือน ได้ช้าทุกเดือน บางเดือนก็ไม่ได้ ต้องล่วงไปหาเดือนที่ 3 ที่ 4 จึงจะได้ก็มี
    ดิฉันขอถามว่า เป็นอย่างนี้ เราจะสามารถทำอะไรได้หรือไม่คะ

    • kafaak says:

      กรณีของลูกจ้างรัฐ หรือ ลูกจ้างเหมาบริการของรัฐ (ก็คือหน่วยราชการนั่นแหละ) พรบ.คุ้มครองแรงงาน จะไม่ครอบคลุมครับ ดังนั้นต้องพิจารณาจากข้อกำหนดในสัญญาเป็นหลัก แต่หากได้เงินช้ากว่าที่ระบุในสัญญา ก็สามารถฟ้องศาลได้ครับ (เพราะถือว่าคู่สัญญาทำผิดข้อกำหนดในสัญญา) แต่การจะไปถึงจุดนั้น ก็พึงตระหนักหน่อยนะครับ ว่าเรื่องมันแรง อาจต้องพิจารณาเตรียมหางานใหม่ด้วย

  20. นุ says:

    สวัสดีครับ
    ผมเป็นพนักงานประจำบริษัท.. รบกวนเรียนถามดังนี้ครับ:-
    1. ทำงานวันหยุดนักขัตฤกษ์ ได้ 1 แรง (เขาบอกเราได้อยู่แล้ว 1 แรง)
    2. ทำงานกะดึกวันเสาร์ แต่งานไม่เสร็จต้องทำ โอที ต่อเช้าอาทิตย์อีก 4 ชม. ได้ 1.5 แรง
    กรณีแบบนี้ เขาทำถูกต้อง หรือผิด กม. ประการใดหรือไม่ครับ?
    ขอขอบพระคุณครับ

    • kafaak says:

      ถ้าเป็นพนักงานรายเดือน ที่ปกติได้ค่าแรงครบ 30 วัน ทั้งๆ ที่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ การมาทำงานในวันหยุด จะได้ค่าแรงอีก 1 แรง ถูกต้องแล้วครับ

      ในกรณีของคุณ การทำ OT ไม่ว่าจะวันธรรมดาหรือวันหยุด ก็ได้ 1.5 แรงอยู่แล้วครับ (เพราะเป็นพนักงานรายเดือน ที่ได้ค่าแรง แม้จะไม่มาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์)

  21. offskp says:

    สำหรับผมเจอปัญหานี้ครับคุญพี่กาฝาก

    ตอนผมเข้าทำงาน ก็ให้ทดลองงาน120 วัน ซึงผมก็เข้าใจ ที่ถ้าผมไม่ผ่านงาน ก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
    ตอนที่ผมเข้า เค้าบอกว่า วันพักร้อน หรือผักผ่อนประจำปีที่พี่บอกมา กำหนด 6 วันต่อปี เมืออายุงานครบ 1ปี
    โอที 1.5 คิดตามด่าจ่างของผมวันละ 300 บาท ก็ประมาญ 60 บาทไม่แน่จัยว่าถูกไหมครับ
    ตอนผมเข้างานทางโรงงานระบุ เงินค่าจ้างผม 8000 บาท ก็คือผมคิดดูแล้ว ว่าค่าจ้างวันละ 300 26วัน ไม่รวมวันอาทิตร แบบนี้ผมถูกเอาเปรียบหรือเปล่า ปกติ โรงงานอื่นก็ได้ค่าจ้างในวันหยุดวันอาทิตรกันหมด ตอนสิ้นเดือนก็ถูกหักค่าประกันสังคมตามทั่วไป300กว่าบาท วันอาทิตรมันได้เงินไหมครับ หรือโรงงานไม่จ่ายก็ได้

    พอผมทำงานไปก็ถูกกำหนดให้ หากไม่สบายต้องยืนใบรับรอง ทุกครั้งซึงผมก็ลาเพียง 1วัน และเอาใบรับรองให้ ล่าสุดผมไม่ได้แจ้งหัวหน้างานให้ทราบ แต่อีกวันผมเอาใบรับรองให้จาโรงพยาบาทของรัฐ ทางโรงงานไม่ อนุมัตเงินผมบอกว่าผมไม่แจ้งหัวหน้างานล่วงหน้า …. ตกลงผมต้องแจ้งป่วยล่วงหน้าใช่ไหมครับ

    ล่าสุด ทางโรงงานบอกว่ายกเลิกวันหยุดพักผ่อนประจำปี คือไม่มีแล้ว… วันหยุดของโรงงานกำหนดเพียงสิ้นปี สงกาน และวันพ่อเท่านั้นเอง…มีข้อไหนที่ขาดไปไหมครับ

    ปัญหาล่าสุดที่พบคือ ให้ทำโอทีแลกวันหยุด โดยที่ผมไม่ได้เห็นชอบด้วยเลยเพราะเงินเดือนผมน้อยอยู่แล้วแค่ 8000 บาท อยากได้เพิม .. เค้ากำหนดให้ทำโอทีวันละ2 ชม แลกขอหยุดได้ 1วัน หากหัวหน้างานไม่อนุมัตก็หยุดไม่ได้ หากผมสะสมไปเรือยๆแล้วไม่ให้ผมหยุดละครับ หากผมหยุดไปแล้วไม่จ่ายเงินผมอะผมจะทำไง …. เพราะมีตัวอย่างของแผนกอื่นที่ให้ืทำไปแล้ว กว่า 1เดือน แต่กำหนดให้หยุดที่ทำโอทีแลกไปแค่ไม่เกิน 2 วัน แล้วผมจะทำโอทีไปเพือ………

    ในวันหยุดวันอาทิตรก่อนหน้านี้ทางโรงงานจ่ายค่าแรง 2 เท่า คือ600 ในวันอาทิตร ตอนนี้บังคับให้ทำงานวันอาทิตรโดยผมไม่ยืนยอม บอกว่าหากผมไม่ทำจะให้ใบเตือนผม และจ่ายค่าแรงตามวันปกติ 300 บาท …

    บอกว่าทางโรงงานเห็นชอบแบบนี้ใครไม่ทำตามก็ให้ออกไป บอกว่าพวกผมทำงานไม่ได้ตามออเดอร์ แล้วออเดอร์มันก็เพิมขึ้นตลอด ไม่เคยลดลง เป้า น้อยก็มากขึ้นเรือยๆ คือพี่เข้าใจไหมว่าแขนผมไม่ได้เพิมขึ้นเรือยๆจะได้ทำได้ตามที่เค้าต้องการ ผิดที่ผมเหรอ..เนียน T^T ถ้าผมไม่เห็นชอบผมไม่ทำงานเค้าก็หาว่าผมไม่ทำ แล้วหาเรืองว่าผมทำงานไม่ดีไล่ผมออกได้ใช่ไหม บอกว่าผมทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายของเค้าแล้วไล่ผมออกได้ ใช่ไหมครับโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ ….บอกว่าผมผิดที่ทำงานไม่ดี ในความคิดของเค้า…. แบบ ถ้าผมทำงานได้วันละ50ชิ้น เค้าบอกผมต้องทำได้วันละ100000ชิ้นหากผมทำไม่ได้ไล่ผมออกได้ใช่ไหม…. (บ้างครั้งผมก็อยากบอกเค้าว่า มึงไม่มาทำดูเองละไอฟาย…)แต่ก็ได้แต่คิดในจัย

    • kafaak says:

      ก่อนอื่น คุณต้องบอกก่อนครับ คุณเป็นพนักงานรายวัน หรือ พนักงานรายเดือน
      ถ้าเป็นรายวัน ที่ปกติวันหยุดไม่ได้เงินค่าแรง การที่ได้ 300 บาท/วัน x 26 วัน (เพราะหยุดวันอาทิตย์) ก็ถูกต้องแล้ว
      ถ้าเป็นรายเดือน ที่ปกติวันหยุดก็ได้เงินค่าแรง การที่ได้แค่เดือนละ 8000 บาท ถือว่าไม่ถูกต้อง … คุณต้องได้ 9000 บาท (จึงเรียกว่า 300 บาท/วัน)
      อย่าเทียบกับโรงงานอื่นครับ (แต่ถ้าคุณคิดว่าที่อื่นให้สวัสดิการดีกว่า ก็ไปทำที่อื่นดีกว่าครับ)

      เรื่องไม่สบาย ตามกฎหมาย นายจ้างมาเรียกใบรับรองแพทย์จากคุณไม่ได้ หากไม่ได้หยุดเกิน 2 วัน … แต่นายจ้างก็มีสิทธิ์ให้แพทย์ตรวจร่างกายของคุณได้ (เพื่อให้ชัวร์ว่าไม่ได้ป่วยการเมือง แต่ปกติไม่ทำกันหรอกครับ มักจะใช้เรื่องการเชื่อใจมากกว่า … เว้นแต่มีพฤติกรรมป่วยบ่อยมาก)

      กฎหมายกำหนด วันหยุดพักผ่อนประจำปี (พักร้อน) ไม่ต่ำกว่า 6 วันต่อปี ไม่มีไม่ได้
      กฎหมายกำหนด วันหยุดตามประเพณีประจำปี ปีหนึ่งๆ รวมวันแรงงานแห่งชาติแล้วต้องไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี น้อยกว่านี้ก็ไม่ได้

      ทำ OT แลกวันหยุด กฎหมายก็ไม่ให้ทำครับ หยุดก็คือหยุด OT ก็คือ OT ไม่เกี่ยวกัน … ดังนั้นก็ไม่ถูกกฎหมายอีกนั่นแหละ
      กฎหมายบอกว่า ถ้าจะให้พนักงานทำ OT ต้องขอครับ ลูกจ้างจะไม่ทำก็ไม่ผิดอีก จะมาบังคับแล้วขู่ว่าถ้าไม่ทำจะให้ใบเตือนไม่ได้ เพราะลูกจ้างไม่ได้ทำอะไรผิด (การไม่ทำ OT ไม่ใช่ความผิด)

      การเพิ่มเป้าการผลิต โรงงานสามารถทำได้ แต่ก็หมายถึง ต้องเตรียมทรัพยากรให้เหมาะสมด้วย ไม่ใช่เพิ่มแต่เป้า แต่ไม่เพิ่มเครื่องมือ อุปกรณ์ ไม่พัฒนาทักษะ ไม่เพิ่มกำลังพล ถ้ามันเป็นแบบนั้น การกำหนดเป้าแบบเวอร์เกิน ก็เป็นคำสั่งไม่เป็นธรรมอีก

      คำแนะนำนะครับ
      1) ลองร้องเรียนไปยังกรมสวัสดิการแรงงานก่อนครับ ให้มาตรวจสอบ เพราะเท่าที่ดู เรื่องสวัสดิการของโรงงานคุณผิดกฎหมายมาก
      2) ถ้าเขาหาเรื่องไล่คุณออก อย่ายอมง่ายๆ นะครับ ตราบใดที่ไม่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการ (เป็นลายลักษณ์อักษร) จงไปทำงานตามปกติ แม้เขาจะไม่ให้เข้าไปทำงานก็ตาม … ถ้ามีลายลักษณ์อักษรแล้ว ดูเลยว่าเหตุผลคืออะไร หากฟังไม่ขึ้นฟ้องร้องเลยครับ เลิกจ้างไม่เป็นธรรม (แนะนำว่าเอามาถามผมอีกทีก่อนก็ดี) ได้ค่าเสียหาย ค่าตกใจ ค่าชดเชย อีก
      3) ลาออกครับ อย่าไปทนทำให้คนพวกนี้รวย (แต่กรณีนี้คุณจะไม่ได้เงินชดเชยใดๆ แต่คุณจะได้ไปเริ่มต้นใหม่เร็วๆ หน่อย และไม่ต้องไปอยู่ทำให้นายจ้างแบบนี้รวยครับ)

  22. Montri says:

    ผมทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งคับ ผมเป็นช่างซ่อมบำรุงคับ ผมทำงานมาได้เกือบปีละคับ ตอนนี้ผมค่าแรง 10500 บาท/เดือน แต่มีอยู่ว่าเขาให้วันทำงานผม 18 วัน ต่อเดือน นอกนั้นเป็นวันหยุดแล้วแต่ว่าเดือนไหนมีวันหยุดเพิ่มก็จะบวกวันหยุดเข้าไป แต่ว่าหนึ่งวันผมทำงาน 12 ชั่วโมง มันมีปัญหาอยู่ว่า ผมต้องมาทำงานมากว่า 18 วัน บวกกับวันหยุด แต่ค่าแรงที่เขาให้ เขาคิดเป็นค่าแรงเหมาจ่ายให้ผม 550 บาท ต่อที่ OT = 12 ชั่วโมง ค่าแรงเหมาจ่ายผมเข้าใจคำนี้คับ ว่าคือเหมาจ่าย แต่อยู่ๆๆมา เขาบอกว่าไม่ให้ทำโอทีเหมาจ่ายแล้ว ให้ทำเป็นชั่วโมง แต่เขาจ่าผมด้วยการ เอา 550 หาร 12 มันใช้เหรอคับผมว่ามันรู้สึกโดนเอาเปรียบคับ ค่าแรง คูณ1.5ก็ไม่ได้ แถมเอาค่าแรงที่เคยเหมาจ่ายมาหารเป็นชั่วโมงอีก มันผิดกฎหมายหรือป่าวคับ วันนี้หลังจากทำงานมาแล้ว 12 ชั่วโมง แล้วก็ต้องมาทำ OT อีก 6 ชั่วโมง ได้ OT แค่ 275 บาทเองคับ มันผิดถูกยังไงช่วยอธิบายด้วยนะคับ ข้องใจเรื่องค่าแรงคับ ขอบคุณคับ

    • kafaak says:

      ตั้งแต่ให้แบบเหมาจ่ายก็ผิดแล้วครับ
      กฎหมายกำหนดแล้ว OT คือ 1.5 เท่าของค่าแรง (วันหยุดเป็น 3 เท่า)
      ฉะนั้น คุณต้องคำนวณเลยครับว่าแต่ละชั่วโมงคุณได้ค่าแรงเท่าไหร่

      คุณทำงาน 18 วัน แต่ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ก็เป็น 216 ชั่วโมง … ถ้าเดือนนึงมี 4 สัปดาห์ นี่เท่ากับคุณทำงานสัปดาห์ละ 45 ชั่วโมง ถือว่าน้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดอยู่ (ปกติกำหนดไว้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง/วัน) … ฉะนั้น ตรงนี้ยังไม่น่าจะผิดอะไร

      มองแบบนี้ ค่าแรงคุณตกชั่วโมงละ 10500/216 = 48.61 บาท เมื่อเป็นโอที ก็ต้องเป็น 48.16×1.5 = 72.24 บาท/ชั่วโมง ถ้าทำ OT 12 ชั่วโมง ก็ต้องได้ 866.88 บาทครับ … อัตราเดิมจึงผิดกฎหมายอยู่แล้ว ต่อให้มาหารเป็นรายชั่วโมงก็ผิดครับ

      กรณีแบบนี้ ให้ฟ้องครับ

  23. Montri says:

    ถามต่อนะคับว่า
    ผมดูเหมือนว่ามันมีบางอย่างเขาข้อกฎหมายข้อที่ 65 (8)
    คือว่า ในการทำงานในหนึ่งอาทิตย์ผมจะมีทำโอที อยู่เวรดึกเพื่อคอยดูงานที่มันฉุกเฉิน อยู่ 1 วัน ซึ่งเป็นโอทีเสริมคับ แล้วตอนเช้าก็ทำงานต่อ ซึ่งเป็นเวรเสริมนอกเหนือจาก 18 วันที่กำหนดให้
    อันนี้มันเขาข่ายข้อกฎหมายข้อที่ 65 (8) ป่าวคับ
    อีกกรณีหนึ่ง ผมไม่ได้มีเวรดึก แต่มีงานเร่งที่ต้องทำต่อ แล้วก็ได้ค่าแรงในอัตรา เหมาจ่าย 550 ต่อ โอทีคับ แต่ก็ทำกี่ชั่วโมงก็ หาร เหมือนเดิมคับ
    อีกกรณีหนึ่งคับ เป็นวันหยุดของผม แต่ต้องมาขึ้นโอทีเสริม กลางวัน 12 ชั่วโมงเหมือนกัน แต่ก็ได้ค่าแรงในอัตรา 550 ต่อ โอที เหมือนเดิมคับ ช่วยอธิบายทีคับ จะได้มีข้อมูลไว้ตอบเขาคับ แต่รู้สึกว่าทำงานเยอะมาก แต่เดือนๆก็ได้ค่าแรง เท่าจับกังคับ

    • kafaak says:

      กลับไปเช็คกฎหมายมาแล้ว (ผมเองก็ไม่ใช่นักกฎหมาย ก็อาจจะหลุดรอดสายตาไปบ้าง)
      กรณีของคุณคงเข้าข่ายพิเศษอย่างที่กฎหมายว่าจริงๆ แต่แม้จะเป็นแบบนั้น นายจ้างก็ต้องจ่ายคุณเท่ากับค่าแรงปกติครับ นั่นคือ ชั่วโมงละ 48.61 บาท ครับ จะมาเอา 550/12 เหลือชั่วโมงละ 45.83 บาทไม่ได้ แบบนี้ก็ผิด ม.65 อยู่ดี

  24. Montri says:

    ต่อคับ แล้วเขาอ้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างละคับ ว่าตอนจ้าง ได้ ระบุไว้ว่า เหมาจ่ายเป็นโอที 12 ชั่วโมง ต่อ 1โอที เขาจะอ่างเราได้ป่าวคับ อันนี้พูดถึงโอทีคับ

    • kafaak says:

      สัญญาจ้าง อันนี้กฎหมายมีเว้นช่องไว้ให้ตกลงจ่ายได้
      แต่ลองไปปรึกษาผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานกว่าผมดูครับ แต่ความเห็นของผม สัญญานี้ออกแนวไม่เป็นธรรมไปหน่อย เพราะค่าล่วงเวลาที่ตกลงจ่าย มันถูกกว่าค่าแรงต่อชั่วโมงที่คุณพึงได้ไปหน่อย

  25. เจต says:

    สวัสดีครับ ผมมีเรื่องรบกวนสอบถามครับ ผมมีธุระจำเป็นที่จะต้องหยุดงาน ซึ่งผมมีทั้งวันหยุดนักขัติฤกษ์ และวันหยุดพักร้อน แต่ถูกกลั่นแกล้งไม่ให้หยุดงาน จริงๆแล้วต้นเหตุมาจาก ผมกับหัวหน้างาน ตัวผู้จัดการ ไม่ค่อยลงลงรอยกัน เนื่องมาจากผมเรียกร้องสิทธิ์ในการเปลี่ยนรอบการทำงาน ซึ่งผมก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากกรณีนี้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็มีเรื่องกระทบกระทั่งกันเรื่อยมา จนมาถึงกรณีนี้ ผมจะต้องทำอย่างไรถ้า ไม่ได้รับการอนุมัติให้ลาครับ

    • kafaak says:

      กรณีของคุณ แนะนำว่าให้ร้องเรียนไปยังฝ่ายบริหาร (ตัวเบ้งๆ กว่า ผจก. ของคุณ) ครับ ว่าได้รับการปฏิบัติไม่เป็นธรรม

      อย่างไรก็ดี เรื่องการลาหยุดโดยอาศัยวันหยุดพักร้อน เป็นดุลพินิจของนายจ้างว่าจะให้หยุดหรือไม่นะครับ เขามีสิทธิที่จะไม่อนุมัติ (แต่หากเขาเลือกที่จะปฏิเสธตลอด จนคุณหมดสิทธิใช้ และสะสมไปต่อไม่ได้ นายจ้างก็ผิดครับ เพราะกฎหมายกำหนดว่าต้องมีให้คุณใช้ 6 วันต่อปี เป็นอย่างน้อย)

      แต่คำแนะนำของผมอีกอันคือ หากโดนกลั่นแกล้งกันขนาดนี้ ลองมองหาที่ทำงานใหม่ดีกว่าครับ

      • เจต says:

        รบกวนถามต่ออีกนะครับ กรณีของผมใหญ่กว่าผู้จัดการก็คือเจ้าของโรงแรม (ผมทำงานเกีายวกับโรงแรมครับ ) ซึ่งผลที่ออกมาในเรื่องก่อนหน้านี้ก็ไม่ต่างกันครับ ( เขาพวกเดียวกัน ) ซึ่งถ้าเป็นคนฝ่ายพวกเขามักจะได้สิทธิพิเศษอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการมาสาย การขาดงาน การลา มักจะได้รับการช่วยเหลืออยู่ตลอด ต่างจากผมมักจะถูกกลั่นแกล้งสาระพัด เช่นเรื่องการจะย้ายสถานที่ทำงาน ( เขามีกิจการหลายที่) ถ้าลาออกจะเข้าทางเขาทันที เพราะเขาต้องการแบบนั้น การมองหางานใหม่ผมคิดอยู่ตลอดเวลา และไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ปัญหาคือจะออกอย่างไรโดยที่เราจะไม่เสียสิทธิที่เราควรได้ กลับมาที่เรื่องของการลานะครับ คือก่อนหน้านี้ช่วงที่ไม่มีแขกเขาก็ให้พนักงานที่มีวันหยุดเหลือเยอะ สามารถหยุดได้ ซึ่งผมก็ใช้สิทธิ์นั้นไม่ต่ำกว่า6วันแน่นอนครับ แต่มากรณีตอนนี้ผมมีความจำเป็นที่จะต้องหยุดจริงๆ ( ผมเข้าใจว่าเขาจะใช้โอกาสนี้ในการบีบบังคับให้ผมออกให้ได้) ผมควรทำอย่างไรดีครับ?? จะว่าไปโรงแรมที่ผมทำงานนี่มีอะไรแปลกๆหลายอย่างนะครับ เช่น เข้างานหักเงินประกันการทำงานทุกตำแหน่งๆละ3000 ส่วนตำแหน่งที่เกี่ยวกับเงินจะเยอะกว่านี้ ไม่มีค่าservice ไม่มีอะไรเลยมีแต่เงินเดือนล้วนๆ9000บาท ทำโอทีก็ไม่ได้เงินแต่จะได้เป็นวันหยุดแทน เช่นเดียวกับทำงานในวันหยุดก็จะได้วันหยุดเพิ่ม แบบนี้ถือว่าปกติไหมครับ??

        • kafaak says:

          ต้องขอยืนยันคำเดิมนะครับ ลาออกน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
          แน่นอนว่ามันจะต้องเสียผลประโยชน์ไปบ้าง แต่ผมว่าหักล้างกันแล้ว การหมกตัวอยู่ที่นั่น เสียทั้งสุขภาพจิต และ เสียโอกาสในการทำงานที่อื่นไปเปล่าๆ
          ที่สำคัญ “จะไปทำให้คนแบบนี้รวยทำไม”

          ส่วนเรื่องที่คุณสงสัยนั้น
          – เรื่องของการทำโอที กรณีของโรงแรมนั้น กฎหมายเขามีการยกเว้นให้สามารถให้ลูกจ้างทำ OT ได้เท่าที่จำเป็น … แต่ก็ต้องจ่าย OT นะครับ การหยุดชดเชยไม่สามารถทำได้
          – การหักเงินประกัน สามารถทำได้เฉพาะกรณีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรักษาทรัพย์สินของนายจ้าง … ฉะนั้น ตำแหน่งเกี่ยวกับเงิน ก็เก็บเงินประกันได้ แต่ตำแหน่งอื่นๆ ต้องพิจารณาไปกรณีๆ ไปครับ ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง หักไม่ได้ครับผิดกฎหมาย

  26. nong says:

    ดิฉันทำงานกะกลางคืนอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่ง(เป็นรัฐวิสาหกิจ) ปกติจะมีค่ากะกลางคืนให้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน (เงินเดือนประมาณ 20,000 บาท) แต่มีข่าวว่าปีงบประมาณหน้าคือเริ่มเดือนตุลาคมนี้จะไม่มีการให้ค่ากะกลางคืนแล้ว ซึ่งเป็นการบอกกะทันหันมาก (เพิ่งบอกวันนี้) ดิฉันและพนักงานคนอื่นๆตั้งตัวไม่ทันเพราะต้องผ่อนรถผ่อนบ้านด้วย ซึ่งที่อยู่ได้ทุกวันนี้เพราะมีค่ากะกลางคืน ซึ่งมันอาจจะไม่คุ้มกับสุขภาพที่ผิดปกติในการสับเปลี่ยนเวลา แต่ก็ยอมเพราะมีภาระเยอะคะ ซึ่งเค้าได้ให้เหตุผลว่าโรงงานเอกชนเค้าไม่มีค่ากะกลางคืนให้ แต่ดิฉันได้ถามเพื่อนๆเค้าก็บอกว่ามีให้นะ ดิฉันอยู่กะกลางกลางคืนมาตลอดเป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้วคะ เหตุการณ์นี้ดิฉันจะสามารถร้องเรียนอย่างไรได้บ้างคะ ดิฉันไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายเลยคะ ไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ ขอบคุณมากคะ

    • kafaak says:

      กรณีนี้มันอยู่ที่ว่า “ค่ากะกลางคืน” เป็นสภาพการจ้างงานหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เราก็ฟ้องร้องได้ครับ เพราะการเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน ไม่สามารถทำได้จากนายจ้างฝ่ายเดียว ลูกจ้างต้องยินยอมด้วย

      แต่หาก “ค่ากะกลางคืน” เป็นแค่สวัสดิการที่นายจ้างมีให้ การยกเลิกการให้ค่ากะกลางคืน ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ครับ

  27. nong says:

    ขอถามต่ออีกนิดคะ การให้ค่ากะกลางคืน เป็นกฎหมายที่ต้องให้หรือไม่คะ เวลาทำงาน 20.00-7.30น.

    • kafaak says:

      การให้ค่ากะกลางคืนไม่ใช่กฎหมายครับ อาจเป็นสภาพการจ้างงาน หรือสวัสดิการของนายจ้างก็ได้

  28. Ka#o says:

    ผมทำงานอยู่ที่หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งครับ เวลาทำงานกลางวัน8.00-16.00 กลางคืน 20.00-4.00 ตอนแรกมีการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ 40% ของเงินเดือนสำหรับคนเข้างานกลางคืนครับ แต่ตอนนี้จะยกเลิกการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษนี้อยากสอบถามว่าผมจะเรียกร้องอะไรได้ไหมครับ มีกฎหมายมาตราไหนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมครับ แล้วผมเรียกร้องกับกรมแรงงานได้หรือป่าวครับ

  29. nong says:

    สภาพการจ้างงาน หมายความว่าอย่างไรคะ

    • kafaak says:

      หมายถึงสิ่งที่ระบุในสัญญาครับ ทำงานต้องเซ็นสัญญา สัญญาจะระบุว่าเงินเดือนเท่าไหร่ ทำงานวันไหนถึงวันไหน กี่โมงถึงกี่โมง อะไรแบบนี้ ทุกอย่างที่อยู่ในสัญญา หากผิดไป สามารถฟ้องร้องได้ แต่อันไหนไม่อยู่ในสัญญา ฟ้องร้องยากมาก (หรืออาจไม่ได้เลย)

  30. ข้องใจ says:

    เนื่องจาก เรา ลาป่วย 1 วัน ลากิจ 1 วัน บริษัทไม่มี กฎหมายระเบียบให้อ่าน ให้เซ็นต์ เลย เค้าหัก เงิน เรา สองวัน เราบอกว่าหักไม่ได้ เค้าบอกว่า ถ้าไม่มีใบรับรองแพทย์ ก้อ หักเงิน เราไม่รู้จะทำยังไง พอจะมีทางออกมั้ยค่ะ

    • kafaak says:

      ตามกฎหมาย เราสามารถลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริงและนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างใน 30 วันแรกที่ป่วยครับ … ไม่สามารถหักได้ หากคุณลาป่วย และหากไม่ได้ลาเกิน 2 วัน ก็ไม่จำเป็นต้องให้ใบรับรองแพทย์แก่นายจ้างครับ … กรณีนี้หากนายจ้างจะหักเงิน ต้องพิสูจน์ครับ ว่าเราไม่ได้ป่วยจริง จึงจะถือเป็นขาดงานได้ … หากนายจ้างดื้อดึงจะหัก ก็แจ้งเจ้าหน้าที่สวัสดิการแรงงาน หรือร้องเรียนไปยังแรงงานจังหวัด หรือสำนักงานเขตที่บริษัทตั้งอยู่ครับ

      แต่ลากิจนั้น นายจ้างมีสิทธิที่จะหักเงินครับ (อยู่ที่กฎของบริษัทเรื่องลากิจ) เข้าข่าย no work, no pay แต่หากนายจ้างมีกฎให้ลูกจ้างลาได้ ก็ต้องดูว่าเราลาถูกต้องไหม เขาอนุมัติไหม

      • ข้องใจ says:

        เค้า บอกว่า ลาป่วย 1 วัน ต้อง มีใบรับรองแพทย์ เค้า เอา หนังสือกฎหมาย เป็น ภาษาจีนมาให้อ่าน ซึ่งเราอ่านไม่ ออก ไม่มี อะไรแจ้งให้ทราบ ว่า ต้องลา กี่วัน ลา กิจ หักเงินไม่เป็นไร แต่ ลาป่วย หักเงิน มันไม่น่าจะถูกต้อง กฎของ บริษัทไม่มีเลยค่ะ
        พูดแบบ ปาก ต่อปาก มีแต่ภาษาจีน แล้วเค้าให้คนไทยที่ทำงาน ด้วยกันแปลให้ฟัง ซึ่ง คนไทยก้อเห็นด้วยกับเค้า คนไทย ไม่รุ้กฎหมาย ทำงาน แค่ แปลให้นายจ้างฟัง ส่วนพวกเราไม่สามารถพูดจีน ได้ เหมือนพวกเรา โดน เอาเปรียบค่ะ

        • kafaak says:

          ผมว่าเคสนี้ฟ้องไปเลยดีไหมครับ ให้เจ้าหน้าที่แรงงานมาเคลียร์ เพราะนายจ้างเข้าใจผิดอย่างมาก
          บริษัทสัญชาติอะไรก็แล้วแต่ ถ้าอยู่ในไทยก็ต้องใช้กฎหมายไทยครับ เอาหนังสือกฎหมายภาษาจีนมาจะได้อะไรเนี่ย

          ให้อ่านฉบับนี้ครับ http://www.labour.go.th/th%20/webimage/images/law/doc/labour_protection_2541_new.pdf
          อ่านหน้า 9 ตรงมาตรา 32 ครับ

          • ข้องใจ says:

            หนังสือจีนแต่เป็นกฎหมายไทย แต่ ไม่มีใครอ่านออก นายจ้างอ่านออกอยู่คนเดียว ตอนนี้ยังทำงานอยุ่ ถ้าได้งานใหม่เมื่อไหร่จะฟ้องเลยค่ะ หรือว่าสามารถฟ้อง ได้ เพราะถ้าเราลาออกไป ก็ไม่มีใครแจ้งฟ้อง เค้าก็สามารถทำกับคนใหม่ได้อีก

          • kafaak says:

            ไปปรึกษากับแรงงานเขตหน่อยก็ดีครับ ของพวกนี้การฟ้องมีอายุความ เดี๋ยวจะพลาด

          • ข้องใจ says:

            พอดีได้งาน ใหม่แล้วค่ะ วันนี้วันสุดท้าย บอกเค้าแล้ว
            เค้าบอกว่าจะจ่าย แต่เค้าไม่จ่าย แถมยังหักเงินเราวันลาป่วย
            แล้วบอกให้ขอใบรับรองแพทย์ ซึ่งใบรับรองแพทย์ ถ้าเค้าจะให้เราต้องจ่ายเงินจริง และ ตรวจ จริง เลย หาใบรับรองแพทย์ไม่ได้เค้าก้อหัก เงินเหมือนเดิม ถ้าเป็นแบบนี้ต้องทำยังไงดีค่ะ

          • kafaak says:

            กฎหมายระบุแล้วครับ ลาป่วยนายจ้างต้องจ่ายตามจริงเป็นเวลา 30 วันต่อปี
            ถ้าป่วยไม่เกิน 3 วันก็ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ก็ได้ หากนายจ้างไม่เชื่อใจ ก็สามารถหาแพทย์แผนปัจจุบันมาตรวจซ้ำได้ครับ ถ้าป่วยการเมือง จึงไม่จ่ายค่าจ้างเพราะถือว่าขาดงาน
            แต่หากไม่ใช่แบบนั้น (เช่น ผ่านไปนานแล้ว เพิ่งคิดจะมาหัก) ไม่สามารถหักเงินได้ครับ

            กรณีของคุณ เป็นวันสุดท้ายแบบนี้ วันที่เคยลาป่วย ก็คือป่วยครับ นายจ้างไม่ติดใจตามเรื่องป่วยจริงไม่ป่วยจริง ก็ไม่ทันแล้ว … ถ้าเขาจะหักเงิน อย่ายอม ถ้าเขาไม่ยอมจ่ายค่าแรงเพราะเขาไม่ให้หักเงินเดือน ฟ้องศาลเลยครับ ชนะใส และยังเรียกดอกเบี้ยได้อีก เพราะนายจ้างจ่ายเงินไม่ตรงเวลา

          • ข้องใจ says:

            ตอนเดือนแรกที่มาทำงาน
            เริ่มทำงานวันที่
            3/06/13 เงินเดือน จ่าย วันที่ 15 /07/13
            เค้านับแค่ 27 วัน จ่ายของเดือน มิถุนายน

            ทำงานของวันที่ 15/07/13-12/08/13 จ่ายเงินเดือนที่วัน
            12/08/13 ของเดือน กรกฎาคม

            แล้วเดือน นี้ เค้าจะจ่าย ตั้งแต่ 12/08/13- 30/08/13 = 18
            วัน ปกติเค้าต้องจ่าย วันที่ 12/09/13 จ่ายของเดือน สิงหาคม
            แบบนี้ผิดมั้ย ค่ะ รบกวน หน่อยค่ะ เค้าเอาเปรียบ พนักงานมากๆ

  31. KOLEY says:

    สอบถาม กรณีของดิฉันทำงานล่วงเวลาไม่ได้ OT แต่ถ้าทำเกินหกชั่วโมงขึ้นไปจะคิด OT ให้เต็มวัน แต่ทำจริงๆก็ไม่ถึงหกชั่วโมง อย่างนี้ดิฉันจะทำยังไงได้บ้างค่ะ เพราะว่าทำสองสามชั่วโมงก็ไม่คิดให้ แถมยังใช้ทำงานวันหยุดแบบไม่เกรงใจแล้วให้เหตุผลว่างานไมาเสร็จ แล้วเราทำงานไม่เต็มที่ค่ะ

    • kafaak says:

      ถ้าคุณไม่ใช่ลูกจ้างที่สามารถทำการแทนนายจ้างได้ (ส่วนใหญ่เป็นพวกระดับผู้จัดการขึ้นไป) ยังไงก็ต้องได้ OT ครับ (ยกเว้นทำงานในอาชีพที่กฎหมายยกเว้น)
      ส่วนเรื่องการให้ทำงานในวันหยุด ถ้าไม่จ่ายค่าทำงานในวันหยุด ก็ผิดกฎหมายครับ … การจะบอกว่าเป็นเพราะเราทำงานไม่เต็มที่ งานไม่เสร็จ กรณีนี้หากนายจ้างจะให้ทำงานในวันหยุด ก็ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดอยู่ดี จากนั้นจึงอาจลงโทษเราทีหลังครับ จะมาให้ทำงานวันหยุดแบบไม่จ่ายเงินไม่ได้

      คำแนะนำคือ แจ้งสำนักงานแรงงานครับ ร้องเรียนเลย แต่กรณีนี้ทำใจนิดนึงว่าอาจต้องเตรียมใจออกจากงาน หางานใหม่เลย (ผมว่าอย่าไปทำให้นายจ้างนิสัยเอาเปรียบแบบนี้รวยเลยครับ)

  32. ข้องใจ says:

    ถ้านายจ้าง ปฎิบัติ มานานแล้ว คือ ถ้ามาสายเกิน สามครั้งจะหักเงิน จากเงินเืดือน หนึ่งวัน
    แบบนี้ถูก หรือ ผิด กฎหมาย ค่ะ

    • kafaak says:

      กฎหมายมีกำหนดไว้ ว่านายจ้างหักเงินค่าจ้างลูกจ้างได้ในกรณีใดบ้าง
      แต่การหักเงินกรณีมาสาย ไม่ได้ถูกระบุไว้ในกฎหมาย ดังนั้น การกระทำเช่นนี้ ผิดกฎหมายครับ
      นายจ้างทำได้แค่ ตักเตือนด้วยวาจา ตักเตือนเป็นหนังสือ พักงาน และ ไล่ออก (ลงโทษจากเบาไปหาหนัก ตามระเบียบข้อบังคับบริษัท) และ ให้มีผลกับการปรับค่าจ้างและโบนัส … ทำได้แค่นี้จริงๆ

      • ข้องใจ says:

        แต่พนักงานหลายๆ คน ก้อโดนหักมาแล้วเงินเดือนแถบไม่เหลือเลย
        ไม่มีสวัสดิการให้ด้วย แบบนี้พอมีวิธี แก้ยังไงบ้างค่ะ

        • kafaak says:

          สวัสดิการเป็นเรื่องที่นายจ้างกำหนด ดังนั้นอาจทำอะไรไม่ได้ ยกเว้นบางอย่างที่กฎหมายระบุขั้นต่ำไว้ (เช่น วันหยุดประจำปี ฯลฯ)
          แต่เรื่องโดนหักพวกนี้ ให้ส่งเรื่องไปที่สำนักงานแรงงานจังหวัด/เขต เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบได้ครับ (ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อตัวเองให้นายจ้างเคือง)

          • ข้องใจ says:

            ขอบคุณมากค่ะ ถ้าอยุ่เขตสุขุมวิท 31 คลองเตยเหนือ วัฒนา ให้ส่งเรื่องไปแรงงานเขตไหนค่ะ แล้วจะดำเนินการอย่างไร

          • kafaak says:

            กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่8
            เขตคลองเตย บางนา ประเวศ พระโขนง วัฒนาสวนหลวง
            สำนักงานเขตประเวศ ชั้น 6 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงประเวศ เขตประเวศ กทม. 10250
            โทรศัพท์ 0 2328 8155, 0 2328 7672
            โทรสาร 0 2328 7969
            อีเมล์ :spr8@labour.mail.go.th

  33. ข้องใจ says:

    ถ้านายจ้างหักเงินสำรองเลี้ยงชีพ 3 % ทุกเดือนถ้าอยู่ไม่ครบสัญญา ก้อต้องหัก ฟรี และไม่ได้เงินกลับ
    แบบนี้ผิดหรือไม่ ค่ะ

    • kafaak says:

      เงินสำรองเลี้ยงชีพ หมายถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ?!? หัก 3% ทำได้ หากลูกจ้างยินยอม แต่ถ้าลาออก ต้องคืนครับ ไม่คืนผิดกฎหมาย (เงินลูกจ้างเน้อ ไม่ใช่เงินนายจ้าง)

  34. ลูกจ้างค่ะ says:

    ขอปรึกษาค่ะ
    เรื่องมีอยู่ว่าดิฉันเป็นลูกจ้างบริษัทขายรถยนต์แห่งนึงในต่างจังหวัดและได้ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าทีมทะเบียนประกันภัย ดิฉันทำงานมาได้ 10 เดือน เงินเดือน+เงินค่าตำแหน่งรวม 9800 บาท และมีการหักเงินประกันงานเดือนละ 400 บาท ต่อมาดิฉันโดนใส่ร้ายว่าทำงานผิดพลาดและโดนบริษัทไล่ออก ทางบริษัทให้ดิฉันเขียนใบลาออกเองอ้างว่าเพื่อไม่ให้เสียประวัฒิการทำงาน ดิฉันก้อยอมเซ็นใบลาออกและออกจากงานเมื่อวันที่ 28 ส.ค.56 โดยที่ดิฉันไม่ได้รับทั้งเงินเดือนของเดือนนั้นและเงินประกันงานคืน โดยบริษัทอ้างว่าเพราะดิฉันทำงานพลาดเลยไม่สามารถคืนให้ได้ และให้ดิฉันเข้าไปรับทราบและดูถึงงานที่ผิดพลาด พอดิฉันตรวจดูในหนังสือที่ทำมาให้อ่านนั้นปรากฏว่ามีงานที่ดิฉันทำพลาดและได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งหมด และได้ให้ฝ่ายบุคคลหักเงินเดือนในส่วนที่ผิดพลาดนั้นไปแล้วและทำให้เงินเดือนที่ดิฉันควรจะได้รับเหลืออยู่ที่ประมาณ 3000 + เงินประกันงานอีก 3000 บาท และแจ้งให้ดิฉันทราบว่าประมาณกลางเดือนกันยา ดิฉันจะได้รับเงินทั้งหมด และพอถึงกำหนดก้อยังไม่มีการติดต่อว่าให้เข้าไปรับเงินทั้งหมด ดิฉันเลยสอบถามกลับไปที่บริษัทว่าทำไมยังไม่ได้รับเงินเดือนอีก ทางฝ่ายบุคคลจึงแจ้งว่าทางบริษัทเกรงว่าจะมีข้อผิดพลาดอีกเลยขอระงับเงินในส่วนนี้เอาไว้ ดิฉันเลยถามแบบตรงๆไปเลยว่า สรุปจะไม่ให้เงินจำนวนนี้ไช่หรือไม่และได้รับคำตอบว่าใช่ ดิฉันก้อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงได้บอกกับฝ่ายบุคคลไปว่างั้นขอให้จบทุกเรื่องอย่าได้มีเรื่องมาถึงดิฉันอีกแล้วกัน แต่พอผ่านไปประมาณ 2 อาทิตย์ทางบริษัทได้โทรเข้ามาแจ้งให้ดิฉันทราบว่าดิฉันรับเงินจากลูกค้ามาแล้วแต่ไม่ทำการแจ้งความคุ้มครองให้ลูกค้า บริษัทจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแจ้งความดำเนินคดีกับดิฉันในข้อหากระทำงานในหน้าที่ผิดพลาด แต่ปรากฏว่าทางตำรวจไม่รับแจ้งในเรื่องนี้เพราะจากการตรวจสอบแล้วดิฉันไม่ได้ยักยอกเงินบริษัทมาแต่เป็นการที่ดิฉันทำงานผิดพลาดให้ทางบริษัทจัดการเอาเองว่าจะทำอย่างไรกับดิฉันแล้วเรื่องนี้ก็เงียบไปจนเมื่อวันที่ 10 ก.ย.56 ทางบริษัทได้แจ้งให้ดิฉันเข้าไปเซ็นหนังสือยอมรับผิดชอบในกรณีที่ลูกค้าที่ดิฉันทำผิดพลาดนั้นเข้ามาเคลมกับบริษัทให้ดิฉันเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และได้แจ้งให้ดิฉันทราบด้วยว่าดิฉันมีงานที่ผิดพลาดแบบนี้อีกเยอะมาก พอดิฉันสอบถามกลับไปว่ามีเคสไหนบ้างกลับตอบดิฉันไม่ได้และไม่มีเอกสารมาให้ดู แต่ได้ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นงานที่ดิฉันทำและดิฉันต้องรับผิดชอบเพราะทางบริษัทได้ทำการเช็คแล้วทั้งหมด แต่เงินที่ลูกค้าจ่ายมานั้นเข้าบริษัททั้งหมดเพราะเวลาลูกค้าเข้ามาชำระฝ่ายบัญชีจะเป็นผู้เก็บและออกใบเสร็จให้ลูกค้าเองทั้งหมด และถ้าดิฉันไม่เข้าไปเซ็นหนังสือก็จะทำการส่งฟ้องดิฉัน
    ดังนั้น ดิฉันเลยอยากจะขอคำปรึกษาว่าดิฉันควรจะทำอย่างไร และถ้าดิฉันไม่ยอมเซ็นบริษัทสามารถที่จะฟ้องร้องดิฉันได้จริงหรือไม่ เพราะถ้าดิฉันเซ็นในความรู้สึกของดิฉันเหมือนกับว่าดิฉันตกเป็นแพะรับปาบในสิ่งที่ดิฉันไม่ได้กระทำ
    ขอขอบพระคุณอย่าสูงยิ่งที่สละเวลามาตอบคำถามให้ดิฉันคะ

    • kafaak says:

      หากบริษัทมีหลักฐานในการเอาผิดคุณจริงๆ ก็สามารถฟ้องได้ครับ … แต่ฟ้องแล้วชนะหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กัน เพราะเมื่อบริษัทจะกล่าวหาคุณ เขาก็ต้องมีหลักฐานในการกล่าวหา (การดำเนินคดีแบบนี้ จะถือว่าคุณเป็นฝ่ายถูกไว้ก่อน จนกว่าบริษัทจะพิสูจน์ได้ว่าคุณผิดจริง)​

      หากคุณคิดว่าคุณไม่ใช่คนทำแน่นอน อย่าเซ็นรับเด็ดขาด เพราะหากเซ็นไปแล้ว ก็เท่ากับว่าคุณรับผิดไปโดยปริยาย … ให้รวบรวมหาหลักฐานพร้อมสู้คดีเมื่อบริษัทส่งฟ้องมาครับ และเตรียมฟ้องกลับอันเนื่องจากทำให้คุณเสียหาย และเสียเวลา … พูดง่ายๆ ฟ้องเรียกค่าเสียหายให้สาสมด้วย แนะนำปรึกษาทนายเลยครับ ลองไปที่ http://www.tanaiwirat.com ได้ครับ

  35. Mayavadee says:

    สวัสดีค๊ะ หนูขอปรึกษาหน่อยนะค๊ะ เนื่องจากตอนนี้หนูทำงานอยู่ในรีสอร์ทแห่งหนึ่งค๊ะ ตอนเซ็นสัญญาว่าจ้าง ในสัญญาได้ระบุ ระยะทดลองงาน 120 วัน ซึ้งตอนนี้ได้ผ่านมาเกรือบจะสองอาทิตย์แล้วค๊ะ แต่นายจ้างยังไม่ได้ให้เซ็นเอกสารผ่านงาน และในสัญญาระบุว่าถ้าผ่านทดลองงานจะปรับฐานเงินเดือน และถ้าตอนนี้ทางนายจ้างแจ้งว่าไม่ผ่านงาน หรือไม่ปรับเงินเดือนตามสัญญา เราสามารถฟ้องร้องได้ไหมค๊ะ

    รบกวนขอความคิดเห็นด้วยหนะค๊ะ
    ขอบคุณมากค๊ะ

    • kafaak says:

      ที่ว่าผ่านไปสองอาทิตย์ หมายถึง พ้น 120 วันไปแล้วสองอาทิตย์?!?
      ต้องบอกก่อนว่า กฎหมายไม่มีคำว่าทดลองงานครับ รับแล้ว คือเป็นลูกจ้างเลย นายจ้างแค่ใช้โอกาส 120 วันแรกที่กฎหมายยอมให้เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมาเป็นช่วงทดลองงาน (ไม่ถูกใจก็เลิกจ้างได้ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย) ฉะนั้น หากพ้น 120 วันไปแล้วหากนายจ้างมองว่าเราไม่ผ่านงาน จะเลิกจ้าง ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายกำหนด

      แต่หากมีระบุในสัญญาว่าผ่านทดลองงานจะปรับฐานเงินเดือน … แต่ยังไม่ปรับซะที ก็ต้องถาม HR เลยครับ ว่ายังไง ถ้าผ่านแล้ว ก็ต้องปรับเงินเดือนตามที่ระบุในสัญญา (เพราะถือว่าเป็นสภาพการจ้างงาน มีผลบังคับใช้) หากไม่ปรับให้ ก็ต้องฟ้องร้องครับ (แต่ทำใจเลยนะ นายจ้างไม่ปลื้มลูกจ้างที่ฟ้องแน่นอน ฉะนั้น ถ้าฟ้องเมื่อไหร่ ก็เท่ากับเตรียมลาออกไว้ด้วยนะครับ)

  36. sssssss says:

    ขอสอบถามรายละเอียด หน่อยค่ะ
    ดิฉันทำงานยุธนาคารสีเขียวแห่งหนึ่ง ซึงอายุงาน ไม่ถึง 3 เดือน เหลืออีกไม่กี่วัน แต่เมื่อวันที่21 ต.ค.56 ที่ผ่าน ตอนเลิกงาน ประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ ผู้ช่วย เรียกไปคุย แล้วบอกว่า คุณไม่ผ่านโปร เนื่องจากหลายอย่างแต่ไม่อธิบาย และในใบไม่ผ่านโปร ดิฉันอ่านคร่าวๆได้ใจความ ว่าทำยอดไม่ถึงเป้า ซึงในตอนแรกที่เข้าทำงานทางผู้การได้บอกและชี้แจงไว้ว่า ทาง BSS1 เน้น บริการ ไม่เน้นการขาย ตอนนนั้นอึ้งมากร้องไห้ พูดไรไม่ออกเลย และผู้ช่วยบอกให้เซนต์ ในใบไม่ผ่านโปร ตอนนนั้นก้เซนต์ไปตั้งๆๆที่ยังงง และสิ้นสุดการทำงาน และได้รับเงินเดือน แค่วันนั้นเท่านั้น กลับบ้านแบบ งง ๆ มาก เพราะทางผู้การไม่ได้เรียกไปคุย ไม่มีการบอกลาวงหน้า เพราะถ้าเกิดดิฉันทำยอดไม่ถึงเป้า ผู้การสมควรที่จะเรียกไปคุย ตักเตือน แต่จากเหตุการณ์นี้ไม่มีเลย และดิฉันได้สอบถามทางพี่ๆเขาได้บอกว่าปกติจะมีการเรียกไปคุย ตักเตือน เจรจา กันก่อน และที่สำคัญเงินที่เราจะได้จากการไม่ผ่านโปร เราต้องได้รับเงินทดแทน3เดือน ไม่ทราบว่ากรณีแบบนี้เราสามารถร้องเรียนคัยได้บ้าง

    • kafaak says:

      ต้องมองแบบนี้นะครับ นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างเราได้ เหมือนที่เราก็มีสิทธิ์ลาออก ดังนั้นหากเหตุผลสมควร นายจ้างก็มีสิทธิ์เลิกจ้างได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องทำตามที่กฎหมายกำหนด คือ

      1. บอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง หากไม่บอกล่วงหน้า ก็ต้องจ่ายค่าตกใจเป็นค่าจ้างจำนวน 30 วัน
      2. จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายกำหนด หากทำงานเกิน 120 วันแล้ว
      3. บอกเหตุผลการเลิกจ้าง และออกหนังสือรับรองการทำงานด้วย

      ดังนั้น ในกรณีนายจ้างก็เลิกจ้างคุณได้ครับ แต่ว่าต้องบอกล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง ไม่งั้นต้องจ่ายค่าตกใจอย่างที่ผมบอก
      กรณีนี้ หากใบที่คุณเซ็นเป็นใบไม่ผ่านโปร ไม่ใช่ใบลาออก คุณก็ฟ้องสำนักงานสวัสดิการแรงงานได้ครับ โดยสามารถเรียกร้องได้ดังนี้

      1. ให้รับกลับเข้าทำงาน หากคุณคิดว่าเหตุผลไม่สมควร (แต่ผมไม่แนะนำตัวเลือกนี้)
      2. ให้นายจ้างจ่ายค่าตกใจ (เขาเรียกอย่างเป็นทางการว่า ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า) ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง (เพราะถูกบอกเลิกกะทันหัน ก็ลองคิดว่าเราจะเสียหายอะไรบ้าง จากการที่ตกงานกะทันหัน) ได้ครับ พร้อมดอกเบี้ยด้วย

      ส่วนเรื่องเงินทดแทน 3 เดือน กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ แต่หากมีการระบุไว้ในสัญญาจ้าง ก็สามารถเรียกร้องได้ด้วยเช่นกันครับ

  37. Nattapol says:

    ปกติทำงานกะละ 12 ชมเช้า-ดึก เปลี่ยนทุก3เดือน คิดชั่วโมงทำงานวันละ10ชม.+ OT2 ชม จำนวน 4 วัน และทำงาน 8 ชม จำนวน 1 วันบริษัทจ่ายเงินค่ากะให้พนักงานทั้งกะเช้าและกะดึก ตั้งแต่เดือนที่แล้วบริษัท ปรับการจ่ายค่ากะเป็น เอามารวมเป็นค่ากะกลางคืนอย่างเดียว แต่มีการปัดเศษ
    1). จากเดิมได้ค่ากะเช้า 120 บาท และดึก 200 (รวม 320 บาท) แต่หลังปรับ เหลือเฉพาะค่ากะดึก 300 บาท อย่างนี้ทำอะไรได้บ้างครับ และการจะปรับค่ากะทำได้เลยหรือไม่ ถ้าพนักงานไม่พอใจควรทำอย่างไรดีครับ
    2). สำหรับกะเช้า มีลูกน้องเสนอว่า อย่างนี้เขียน OT วันละ 4 ชม แทนได้ไหม เหมือนว่าเราเป็นพนักงาน day time ปกติ

    3). เมื่อก่อนบริษัทจ่ายค่ากะทุกวันที่มาทำงาน รวมถึงวันหยุดที่เข้ามาทำงาน แต่อยู่ๆหลังจากปรับค่ากะ กลับไม่จ่ายค่ากะให้คนที่มาทำงานวันหยุด อย่างนี้ทำอย่างไรดีครับ

    4). เมื่อช่วงปี 51 บริษัทมีปัญหาcrisis เลยเพิ่มภาระพนักงานจากเดิมทำงาน 12 ชม 4วัน หยุด 4 วัน แล้วเปลี่ยนเป็นเข้ากะ 5 วัน หยุด 2 วัน แต่ตอนนี้บริษัทมีกำไรปกติแล้ว จะสามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นอย่างเดิมได้หรือไม่ครับ

    • kafaak says:

      1) ถ้าค่ากะถูกระบุไว้ในสัญญาจ้าง การปรับเปลี่ยนทำไม่ได้ หากพนักงานไม่ยินยอม เพราะต้องทำสัญญาจ้างใหม่ เพราะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง (และมันแย่ลงกว่าเดิม)
      2) ปกติแล้ว การทำงาน กฎหมายกำหนดให้ทำงานสัปดาห์นึงไม่เกิน 48 ชั่วโมงอยู่แล้ว ดังนั้นหากคุณทำงานวันละ 10 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน แสดงว่าบริษัทให้ทำงานเกินกฎหมายกำหนดไป 12 ชั่วโมงครับ ยังไงก็ต้องปัดไปเป็น OT อยู่แล้ว ไม่ว่าจะกะเช้าหรือกะดึก (ยกเว้นงานบางประเภท เช่น รปภ)
      3) กรณีนี้ กลับไปอ่านที่ผมตอบในข้อ 1) ครับ
      4) เช่นเดียวกัน กรณีนี้ไปอ่านในข้อ 1) ครับ

  38. โมโหมาก says:

    สวัสดีคะ น้องขอปรึกษาพี่หน่อยนะคะ คือว่า น้องทำงานผิดพลาดเกี่ยวกับการจัดการบุคคล ซึ่งจ่ายเงินเดือนผิดให้แก่คนงานแต่เราก็ยอมรับว่าเราผิดและพร้อมที่จะชดเชยค่าเสียหายให้ทั้งหมด แต่ผู้จัดการคนงานยังด่าไม่เลิก
    กรณีที่1 ผู้จัดการตำแหน่งอื่น มีสิทธิ์มาด่าเราหรือไม่ทั้งๆที่เราไม่ได้เป็นลูกน้องเขา?
    กรณีที่2 ถ้าเขาพูดจาถากถางด่าพ่อล่อแม่ของหนู หนูมีสิทธ์ตอบโต้พูดจากระทบกระแทกด่ากลับ(หรืออาจจะมากกว่านั่น) และยื่นใบลาออกตอนนั้นโดยที่หนูเซ็นลาออกแล้วผู้จัดการHRยังไม่เซ็นให้ หนูมีความผิดมากน้อยขนาดไหนคะ และถ้าหนูลาออก แล้วหนูจะได้รับเงินชดเชยไหมคะ (กรณีมีปัญหากับผู้จัดการฝ่ายอื่น)

    • kafaak says:

      ก่อนอื่นขอแยกประเด็นก่อนนะครับ

      1. เมื่อเรารับผิดแล้ว ชดเชยค่าเสียหายทั้งหมด การลงโทษหมดแล้ว เรื่องควรจะจบครับ ผู้จัดการคนงานไม่ยอมเลิก ถือว่าวุฒิภาวะต่ำมากเมื่อเทียบกับตำแหน่ง
      2. ผู้จัดการตำแหน่งอื่น มาด่าเราได้ไหม … ถ้าด่าแบบมีเหตุผล เช่น เราทำผิดพลาด บกพร่อง เลินเล่ออย่าร้ายแรง ไม่ได้ด่าหยาบคาย รุนแรก … ต้องเรียกว่า ติ หรือ ตำหนิ มากกว่า แบบว่า ติเพื่อก่อ แบบนี้ถือว่า OK ต่อให้ไม่ใช้ลูกน้องของเขา ก็พึงทำได้บ้าง
      3. แต่การที่ถากถาง ด่าพ่อล่อแม่ แบบนี้ เข้าข่ายดูหมิ่น หรือ หมิ่นประมาทได้ สถานเบาร้องเรียนผู้บังคับบัญชา ผู้บริหารของบริษัท ให้ดำเนินการสอบสวนและลงโทษได้ เพราะต่อให้ตำแหน่งสูงกว่า ก็ไม่สมควรทำเช่นนี้ หรือ หากจะแจ้งความดำเนินคดี ก็ย่อมทำได้เช่นกัน
      3. คุณไม่ควรพูดจากระทบกระแทก ด่ากลับ หรือ ทำอะไรมากกว่านั้น เพราะการกระทำเช่นนั้น ก็อาจหมิ่นเหม่เป็นการกระทำผิดกฎหมายได้เช่นกัน … ในกรณีนี้ หากคุณได้ทำไปแล้ว การจะไปฟ้องหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ฯลฯ ก็อาจจะยาก เพราะทำแล้ว อาจโดนฟ้องกลับ เพราะคุณก็ทำแบบนั้นกับเขาเช่นกัน
      4. ใบลาออกเซ็นแล้ว ตามกฎหมายก็คือ บอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน มีผลบังคับเลย ไม่เกี่ยวกับว่าผู้จัดการ HR จะเซ็นหรือไม่เซ็นให้ … บอกล่วงหน้า 1 เดือน (หรือตามระยะเวลาที่บริษัทกำหนดไว้ในสัญญา แต่ไม่จำเป็นต้องเกิน 3 เดือน) ครบเวลาก็เผ่นได้เลย ไม่ต้องไปทำงาน แต่เมื่อลาออกเอง เงินชดเชยย่อมไม่มีครับ

  39. SunZa says:

    กรณีวันหยุดปีใหม่ แล้วบริษัทให้ทำงานล่วงเวลา เราจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้างครับ โอทีและวันลาเพิ่ม หรืออย่างใดอย่างหนึ่งครับ

    • kafaak says:

      ตามกฎหมาย ทำงานวันหยุด ก็ได้ค่าทำงานในวันหยุด และหากมีโอที ก็คือค่าล่วงเวลาในวันหยุดครับ

      บางบริษัทจะใช้วิธีตกลงกับพนักงาน ให้สลับวันหยุดแทน แต่กฎหมายไม่ได้ให้ทำแบบนั้น แต่หากพนักงาน OK ไม่มีการฟ้องร้อง ก็ทำกันไป

  40. Zashiro says:

    ขอปรึกษาหน่อยครับเกี่ยวกับเวลาการทำงานปกติและล่วงเวลา

    เนื่องจากวันทำงานปกติทำงานตั้งแต่ 8.00-17.30 พักกลางวัน 1 ชั่วโมง เท่ากับ 1 วันทำงาน 8ชม.ครึ่ง
    ทำงาน จ-ศ รวมกันแล้ว 42ชม.ครึ่ง
    (บริษัทกำหนดวันทำงาน จ-ศ / เสา-อา เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์)
    แล้วถ้าไปทำงานวันเสาร์ 8.00-17.30 เวลาทำงานรวมกันเกิน 48 ชม.ต่อสัปดาห์ใช่มั้ยครับ
    นายจ้างจ่ายโอทีในเวลาทำงานวันเสาร์ 1 เท่า(ช่วง8.00-17.30)

    อยากสอบถามหน่อยครับว่า นายจ้างจ่ายโอทีในเสาร์ 1 เท่า ถูกต้องแล้วหรือยังครับ

    • kafaak says:

      กรณีของคุณ แสดงว่าวันทำงานปกติก็คือ จันทร์ – ศุกร์ (ซึ่งรวมแล้วทำงานไม่เกิน 48 ชม. ต่อสัปดาห์)
      พอมาวันเสาร์ นายจ้างให้มาทำงาน นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ครับ ก็คือหนึ่งแรง (ในกรณีที่คุณเป็นพนักงานรายเดือน) ถูกต้องแล้วครับ (ช่วง 08:00-17:30 ของวันเสาร์ ไม่ใช่ช่วงโอทีนะครับ แต่เป็นช่วงเวลาทำงานปกติในวันหุยด)

  41. Phakakarn says:

    คือหนูทำงาน Past – time อยู่บริษัทหนึ่งเวลาเข้างานคือ 22.30 – 7.00 แต่ตามสภาพจริงบางวันได้ออก 10 โมง
    เช้าแต่ในใบลงเวลาที่ดูผู้จัดการเขาลงให้แค่ 7.00 เท่านั้น แล้วอีก 3 ชั่วโมงที่หนูทำละ คือหนูทำให้เขาฟรีหรอ
    แล้วบางวันหนูเข้าบ่ายให้หนูไปตั้งแต่ 10 โมง แต่เวลาเข้าจริงๆ คือ 13.30 – 22.30 ที่หนูไปก่อนเวลานี่คือหนูจะได้ค่าแรงมั้ยคะ หนูสงสัยมานานแล้วแต่ไม่กล้าถามเลยอยากให้คุณ กาฝาก รบกวนตอบคำถามนี่ให้ด้วยคะ

    • kafaak says:

      ถ้าเราไปทำงานเอง โดยที่นายจ้างไม่ได้ขอ นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าทำงานล่วงเวลา
      หากนายจ้างให้เราไปทำ นายจ้างมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าทำงานล่วงเวลสครับ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการไปก่อนเวลาทำงาน หรืออยู่ทำงานจนเลยเวลาปกติ ก็ต้องได้ OT ครับ หากไม่จ่าย ให้รีบหาหลักฐานเลย เช่น ในเซ็นชื่อให้ทำล่วงเวลา หรือใบตอกบัตรเข้างาน จะได้ฟ้องร้องเรียกได้

      ถ้านายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าแรง ก็ไม่ต้องไปทำงานล่วงเวลาให้เขาครับ ไปทำทำไม โอฟรี … กฎหมายแรงงานก็ระบุชัดเจนแล้วว่า

      มาตรา ๒๔ ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทํางานล่วงเวลาในวันทํางาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป

      หรือก็คือ หากนายจ้างจะให้เราทำล่วงเวลา ต้องมาขอเราครับ แล้วเราก็ต้องยินยอมทำด้วย จะมาบังคับไม่ได้ … หากนายจ้างบังคับ เราก็ฟ้องร้องได้ครับ เพราะนายจ้างปฏิบัติต่อเราไม่เป็นธรรม … หากเราไม่ทำ แล้วนายจ้างหาเรื่องกลั่นแกล้ง เช่น ลงโทษ เราก็ฟ้องร้องนายจ้างได้อีกเช่นกัน

      แต่คำแนะนำอีกอย่างของผมคือ นายจ้างประเภทนี้ เรียกว่านายจ้างสันดานเอาเปรียบ ทางที่ดี ลาออก แล้วไปหางานที่อื่นที่นายจ้างดีๆ ดีกว่าครับ

  42. mameaw says:

    ผมอยากถามว่า บริษัท นี้ผิดกฏหมายข้อไหน รึป่าว คือ บริษัทน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ นะครับ ตอนนี้ ทางบริษัทได้เปิด หีบอ้อย คือเป็นการทำ OT แบบบังคับ เพราะเป็นงานที่จะทำให้เสียหายร้ายแรงได้ แล้วเวลาทำงานคือ 7.00 – 19.00 ไม่มีเวลาพักเที่ยง แต่คิดค่าโอที ให้ตั้งแต่ 15.00 เป็นต้นไป เพราะครบ 8 ชม.แล้ว นี่คือกะเช้านะครับ อีกเวลาคือ 19.00 – 7.00 รายละเอียดเหมือนกัน คือคิดค่าโอ ให้เมื่อครบ 8 ชม. แล้ว บริษัทนี้จะมี 2 กะ นะครับ เวลาเปลี่ยนกะ กะกลางคือ จะเข้าทำงาน 19.00 – 13.00 น. ของอีกวัน และจะให้มาทำงานในวัน พรุ่งนี้ต่อ โดยที่ กะเช้า ตอนจะเปลี่ยนกะ จะมาทำงาน 13.00-7.00น. ของอีกวัน และตอนเย็นต้องมาทำงานต่อ คือเข้าทำงาน 19.00 น. ต่อ แต่การเปลี่ยนกะ นัั้น เปลี่ยนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ซึ่งเดือนนึง ต้องเปลี่ยน 4 ครั้ง และช่วงเปลี่ยนกะ ต้องทำงาน นานถึง 18 ชม. และวันที่ ออก กะ เวลา 13.00 น. ถึงเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ทางบริษัทก็จะไม่คิดเงินวันนั้นให้ เพราะ ถือว่าไม่ต้องมาทำงานเพราะมาทำงานอีกที 7.00 น.ของอีกวัน แต่ที่สงสัยคือ การเปลี่ยนกะ ที่ทำงานถึง 18 ชม.ถึงเดือนละ 4 ครั้ง มันจะทำให้ร่างกาย พนักงานทรุดโทรม ไปรึป่าว มีกฏหมายที่ว่า เปลี่ยน เดือนละ 2 ครั้งบ้างรึป่าว ผมอยากรู้มากครับ ขอบคุณครับ ที่รบกวน

    • kafaak says:

      อาจจะผิดในบางข้อครับ เช่น จำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลาต่อสัปดาห์เกินที่กฎหมายกำหนด และ การกำหนดให้มีเวลาหยุดพักระหว่างวันและก่อนที่จะเริ่มทำงานล่วงเวลาครับ

  43. Pakavit says:

    อยากทราบว่ากรณีที่พนักงานฝ่ายบัญชีลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าให้บริษัททราบก่อนและไม่มาส่งมอบงานต่อสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับบริษัท แต่กลับติดต่อมาทวงถามค่าจ้าง ทางบริษัทสามารถทำอะไรได้บ้างในกรณีนี้ เพราะพนักงานบัญมีคนเดียวในบริษัทรบกวนตอบด้วยค่ะ

    • kafaak says:

      จ่ายค่าจ้างตามที่ต้องจ่ายครับ เป็นหน้าที่ของนายจ้าง แล้วฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในกรณีที่ลาออกจากงานโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายกำหนด และเรียกค่าเสียหายตามที่เกิดขึ้นจริง (ต้องมีหลักฐานชี้ชัดด้วยนะครับว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการที่พนักงานคนนี้ลาออกจากงานกะทันหัน)

  44. noo says:

    ที่ทำงานผม บอกว่า มีกฎหมายกำหนดให้ทำโอที สัปดาห์ล่ะ 36 ชม จึงบังคับให้ทำโอทีไม่ให้เกินนี้ ผมสงสัยว่ามีกฏหมายนี้จริงหรือป่าวครับ

    • kafaak says:

      พรบ.คุ้มครองแรงงาน ม.26 กำหนดว่าจำนวนชั่วโมงทำงานในวันหยุดและชั่วโมงทำงานล่วงเวลาต้องไม่เกินที่กฎกระทรวงกำหนดไว้

      กฎกระทรวงฉบับที่ 3 พ.ศ.2541 กำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลาตาม ม.24 วรรคหนึ่ง และ ม.25 วรรคสองและสาม แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน จะต้องรวมกันไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

      ฉะนั้น ที่ทำงานของคุณเข้าใจเกือบถูกต้อง 100% แล้วครับ … ที่ยังเข้าใจไม่ถูกก็คือ มันรวมถึงจำนวนชั่วโมงที่ให้คุณมาทำงานวันหยุดด้วยน่ะครับ (การทำงานวันหยุดไม่เรียกโอที แต่เรียกว่าการทำงานในวันหยุดตามภาษากฎหมาย … โอที กฎหมายเรียก ทำงานล่วงเวลา … ทำงานในวันหยุดนอกเวลาทำงานปกติ ก็มีโอทีในวันหยุดอีกต่างหาก)

  45. prasong says:

    พี่ครับผมอยากปรึกษา
    ที่บริษัทเมื่อก่อนให้พักร้อน 14วัน ลากิจ 15 วัน จาดนั้นบริษัทมาเปลี่ยนคือลดลงเหลือ พักร้อนเหลือ 7 วัน ลากิจเหลือ 3 วันไม่หักเงินและสามวันหักเงิน ผมได้สู้ในทางกฎหมาย แต่เขาบอกว่าไม่สน ถึงคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการแรงงานไม่เซนต์ให้เขาก็จะออกกฎระเบียบภายในมาแทน ไม่สนใจด้วย ผมเลยอยากปรึกษาว่าผมจะสู้อย่าไรครับ บริษัทผมไม่มีสหภาพ ผมอยากให้มีองค์กรหรือหน่วยงาน หรือสหภาพเสรี เข้ามาช่วยได้ใหมครับขอคำแนะนำ เพราะเขาไม่สนกฎหมาย แต่จะออกกฎมาใช้ภานในทั้งเรื่องการลาพักร้อนและลากิจครับ ขอคำแนะนำและขอความช่วยเหลือด้วยครับ

    • kafaak says:

      พักร้อนเหลือ 7 วัน ก็ยังไม่ผิดกฎหมายครับ … หากนายจ้างไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน ก็ยากที่จะไปสู้กับเขา เพราะเขาไม่ได้เปลี่ยนสภาพการจ้างครับ เปลี่ยนแค่สวัสดิการ ที่ก็ยังไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด

      ลากิจ … กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างลาได้หากมีเหตุจำเป็น ตามที่ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับของบริษัท นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน … ถ้าไม่ลา ลูกจ้างจะหยุดงานไปเลย (ขาดงาน) ก็ทำได้ นายจ้างก็มีสิทธิ์ไม่จ่ายค่าจ้าง (no work, no pay) และมีสิทธิ์ลงโทษตามระเบียบของบริษัท

      ในเคสแบบนี้ ผมมองว่านายจ้างไม่ได้ทำผิดกฎหมายครับ คงไม่อาจไปแตะต้องอะไรได้ … ลูกจ้างหากไม่พอใจการกระทำของนายจ้าง ก็อาจจะเลือกรวมตัวกัน ตั้งสหภาพขึ้นมาคานอำนาจ หรือ ลาออกไปอยู่ที่อื่นที่มีสวัสดิการดีกว่าครับ

  46. สายชล กรสว่าง says:

    ขอถามดังนี้ครับ กรณีหัวหน้างานเคยให้ทำงานในเวลาพักให้โอที ครึ่งชั่วโมง แต่ตอนนี้ให้เบรคก่อนเวลาพักแล้วใก้มาทำงานโดยไม่ให้อะรัยเลยอยากถามว่าเขาบังคับให้เราทำได้ไหม พร้อมขู่ว่าใครทำไม่ได้ ก็จะย้ายไปลงงานประกอบ ซึ่งผมอยู่ฝ่ายงานช่างครับ อย่างนี้เราต้องทำตามเขาไหมครับ เวลาเบรคปกติ 11.50 – 12.50 แต่เขาให้เราไปเบรค 11.30 แล้วให้มาทำงาน กว่าจะเสร็จก็เกินเวลาเบรคไปแล้วในบางครั้ง เท่ากับว่าเบรคไม่ถึงชั่วโมงเลย

    • kafaak says:

      กฎหมายระบุชัดเจนครับ จะให้ทำ OT ต้องขอเป็นครั้งๆ ไป ฉะนั้นจะให้ทำทุกวัน ก็ต้องขอทุกวันครับ และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา
      ในกรณีนี้ อาจต้องร้องทุกข์ไปยังผู้บริหาร ตามกฎเกณฑ์ที่ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง และเตรียมใจว่าหากต้องสู้กับนายจ้าง อาจหมายถึงหางานใหม่ด้วยนะครับ แต่ผมก็ไม่อยากให้ยอมโอนอ่อนให้นายจ้าง อย่าให้นายจ้างเอาเปรียบครับ

  47. wawaa says:

    อยากถามว่า ถ้า มีการเทคโอเวอร์กิจการ น่ะค่ะ แล้ว เจ้าใหม่ที่เข้ามาบริหาร มีสิทธิ์ ลดเงินเดือนเราได้หรือไม่คะ

    • kafaak says:

      เมื่อมีนายจ้างใหม่เข้ามา เขาก็ต้องรับสิทธิ์ของนายจ้างเดิมไปครับ สัญญาจ้างคงเดิม … ฉะนั้น จะมาลดเงินเดือนไม่ได้ครับ ถ้าจะทำแบบนั้น ก็ต้องทำสัญญาจ้างงานกันใหม่

  48. คนทำงาน says:

    สวัสดีค่ะ ขอปรึกษาคูณ kafaak ดิฉันทำงานมา 5เดือนค่ะ แล้วเดือนที่6 ดิฉันมีธูระเรื่องเรียนที่จะต้องสอบและทำเรื่องจบ1อาทิตย์ จึงลากิจ แต่ลาล่วงหน้าเป็นเดือนๆเลยค่ะ แต่ถึงเวลาโดนหักตัง แบบนี้ถือว่านายจ้างเอาเปรียบไหมคะ

    • kafaak says:

      การลากิจ หักเงินหรือไม่ อยู่ที่นายจ้างระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับครับ
      กฎหมายแค่กำหนดว่า
      1. ลาป่วยได้ตามจริง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแค่ 30 วัน/ปี
      2. นายจ้างต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน/ปี
      3. นายจ้างต้องให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปี (หรือชาวบ้านเรียกว่าพักร้อน) ไม่น้อยกว่า 6 วัน/ปี … ลูกจ้างได้สิทธิ์นี้ทันที แต่นายจ้างกำหนดให้ใช้สิทธิ์ได้หลังทำงานครบ 1 ปีก็ย่อมได้

      ลากิจนายจ้างสามารถระบุเป็น no work, no pay ได้ครับ ฉะนั้น ถ้านายจ้างของคุณกำหนดให้ลากิจได้ แต่ไม่ได้รับเงิน คุณก็ต้องลาแบบ without pay ไม่ได้เอาเปรียบแต่อย่างใดครับ

  49. ผช.ผจก ผู้ลำบาก says:

    สวัสดีครับ รบกวนสอบถามครับ

    เนื่องด้วยบริษัทแห่งหนึ่งว่าจ้างผมมาในระยะประมาณ 4 – 5 ปี แล้ว ปัยหาคือช่วงนี้มีการบีบให้ ลาออก ถึงขนาด พูดตรงๆ ให้ลาออกเลย ซึ่งตัวผมเองอยู่ในตำแหน่ง ผช.ผจก. ซึ่งไม่มี ผจก. ความเดิมมีอยู่ว่า ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งนี้ ก่อนหน้านี้ผมได้เงินเดือน+คอมมิชชั่น เป็นการตกลงระหว่าง ประธานกรรมการบริหาร กับ ผมและเพื่อนร่วมงานอีกท่าน ต่อมามีการคุยด้วยวาจาให้ปรับผมขึ้นตำแหน่ง ผช.ผจก และเมื่อสิ้นเดือนนั้น ก็มีการตัดค่า คอมมิชชั่น ออกทันที โดยยังไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ หรือ ไม่มีเอกสารให้รับทราบในกรณี ตัดค่าคอมมิชชั่นออก และจากนั้นผมก็ยังคงได้รับเงินเดือนเพียงอย่างเดียวมาต่อถึงเดือนถัดมา โดยเข้าเดือนที่ 3 ถึงได้มีหนังสือ ปรับตำแหน่งและเงินเดือนออกมา ( กรณีนี้ผมเสียหายในส่วนที่ผมควรได้ไหมครับ และเอกสารการตกลงจ่ายค่าคอมมิชชั่นก้มี แต่ตอนหักค่าคอมออกกับไม่มีการแจ้งเตือนหรือตกลงกันก่อน ) ต่อมาในตำแหน่ง ผช.ผจก. ใน Job ที่ได้รับมันเริ่มมีการยัดหน้าที่มากขึ้นรวมถึง ขยับขยายผมไปทำในหลายๆๆรูปแบบแต่อยู่ในส่วนงานการขายนะครับ เช่น ออกตลาดลงพื้นที่หาลุกค้ามาให้ หรือ ออกไปจัดบูท เปิดบูทในวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ โดยให้ค่าแรงวันละ 500 บาท เมื่อเป็นเสาร์ – อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดปกติตามตกลงการทำงานนะครับ และในส่วนนี้ บริษัท ฯ ก็มีการหักเงินหากมาสาย คิดเป็น นาที หักตามฐานเงินเดือน ซึ่งโดนหักเงินกันทุกคน แต่เมื่อทำงานล่วงเวลา กลับไม่เคยมีค่า OT ให้ อีกทั้งการปรับเวลาการทำงานซึ่งเดิม เข้างาน 9.00 – 18.00 น. ปรับให้มีการทำงานเป็นรอบคือ 9.00 – 18.00 / 14.30 – 22.30 น. โดยอัตโนมัติ( เป้นไปตามรูปแบบงานครับ และก็มีเพียง ส่วนรอบ 2 คือ 14.30 – 22.30 น. ที่ได้ค่าน้ำมัน 200 บาทต่อวัน ) ซึ่งในขณะนี้มีการสั่งให้ผมต้องออกตลาดอีกครั้งโดยผมไม่ได้เต็มใจ และมีเพียงการบอกกล่าวเท่านั้น โดยผมยังไม่ได้รับทราบเป็นหนังสือ เพิ่ม job จากเดิม ซึ่งหน้าที่เดิมของผม ก็ต้องดูแล ทางด้านยอดขายรวมในส่วนของ MKT และยังให้ช่วยจัดทำสัมมนา และออกบูธ ต่อมาจะเพิ่มให้ทำการออกตลาดนอกพื้นที่อีก โดยรองประธานกรรมการบริหารไม่ชอบผมเท่าไร ( แต่ผมก็เป็น ผช.ผจก ซึ้งไม่มี ผจก. แต่ให้ผ่าน รองประธานแทน )

    แบบนี้ผมทราบได้เลยด้วยความรู้สึกที่ทำงานมานานเป็นการกลั่นแกล้งจากความไม่พอใจของ รองประธาน

    เช่นนี้ผมสามารถทำอย่างไรได้บ้างครับ เพราะยิ่งอยู่ยิ่งรับงานมั่วไปหมดตามเขาจะส่งไป ซึ่งผมเองก้มีภาระต้องดูแลที่บ้าน จะให้ผมไปๆมาๆ ตามใจแบบนี้ มันก้ไม่ใช่ตามที่ตกลงกันตามจ้างงานเช่นกัน หรือ ป่าว

    ขอรบกวนตามข้อกฎหมายครับทำอย่างไรได้บ้าง เพราะผมไม่ได้ทำผิดตามหน้าที่ แต่รู้สึกว่าหน้าที่มันมากเกินจะสามารถทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้

    ขอบคุณล่วงหน้าเลยครับ

    ซึ่งผมทำงานที่บริษัทแห่งนี้มาไม่เคยได้ โบนัส เลยซักปี มีแต่ incentive ที่ไม่มีทางได้และไปถึง

    • kafaak says:

      เอาเรื่องข้อกฎหมายแบบเข้าใจง่ายๆ ก่อนนะครับ

      1. ถ้าคุณมีเอกสารสัญญาตกลงเรื่องค่าคอมมิชชั่น หรือการจ่ายรายได้ใดๆ โดยตกลงทั้งสองฝ่ายแล้ว หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม ก็ฟ้องร้อง ให้บังคับจ่ายได้ พร้อมดอกเบี้ย ถ้าจะทำแบบนี้ ปรึกษาทนายไว้ได้เลยครับ
      2. การตกลงด้วยวาจา มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่คุณต้องหาพยาน หรือ หลักฐานมายืนยันครับ
      3. การจะให้ลูกจ้างทำ OT ต้องขอให้ลูกจ้างทำป็นคราวๆ ไป … แต่หากคุณไม่ทำ เกิดนายจ้างใช้เป็นหัวข้อพิจารณาว่าไม่ค่อยให้ความร่วมมือ แล้วปรับเงินเดือนน้อย หรือไม่มีโบนัส นั่นก็สิทธิของนายจ้างนะครับ
      4. หากคุณมีตำแหน่งระดับ ผช.ผจก. นายจ้างหลายที่ (ส่วนใหญ่เลยแหละ) เขาจะถือว่าคุณอยู่ในตำแหน่งที่ “ทำการหนึ่งการใดแทนนายจ้าง” ได้ (หมายถึง ลงโทษ ให้รางวัล พนักงาน หรือพิจารณารับคนเข้ามาทำงาน อะไรแบบนี้) ตามกฎหมายแล้ว เขาให้คุณทำ OT แล้วคุณตกลงมาทำ นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าแรงใดๆ ฉะนั้นที่เขาให้มา จึงมากกว่าที่กฎหมายกำหนด (มีข้อแม้ว่า ตำแหน่งของคุณต้องเข้าข่าย กระทำการแทนนายจ้างได้นะ แต่ก็อย่างที่บอก ปกตินายจ้างถือว่าระดับ ผจก. ก็เป็นคนจำพวกนี้แล้ว)
      5. การปรับเปลี่ยนเวลาทำงาน หากผิดไปจากสัญญาจ้างแรงงานเดิม ถ้าจะเปลี่ยน ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างครับ อยู่ๆ มาเปลี่ยนเวลาเลยไม่ได้ ต้องทำสัญญาจ้างแรงงานกันใหม่
      6. โบนัส เป็นสิทธิของนายจ้าง เขาให้หรือไม่ให้ก็ได้ครับ

      ถ้าจะสู้ ก็สู้ให้ถึงที่สุด ปรึกษาทนาย ฟ้องร้องเฉพาะส่วนที่โดนเอารัดเอาเปรียบ … แต่จะได้ค่าเสียหายเท่าไหร่ มากน้อยแค่ไหน พิจารณาก่อนว่าคุ้มไหมนะครับ … จบจากเรื่องนี้ เตรียมหางานใหม่ไว้ก่อนได้เลย

      แต่ถ้าไม่สู้ ผมก็ยังอยากให้ลาออก ไปหางานใหม่ดีกว่า เอาที่นายจ้างไม่เอาเปรียบเรา แบบนี้เอาเปรียบเราเกินไปครับ

  50. Rainy says:

    พนักงานตาดำๆ

    ขอรบกวนสอบถามเป็นข้อๆหน่อยนะค่ะ
    1.วันหยุดชดเชย บริษัทสามารถหักเงินได้ไหมค่ะ เช่น วันสงกรานต์ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 13 เมษา ดังนั้นตามปฏิทินก็จะหยุดชดเชยวันพุธที่ 16 เมษา แต่บริษัทของดิฉันบังคับให้ใช้พักร้อนวันที่ 16 เมษา หากใครไม่มีพักร้อนก็ให้หักเป็นเงินแทน
    2.บริษัทสามารถหักเงินโดยคิดจากค่าแรง3เท่าที่ได้จากวันปกติได้ไหมค่ะ (เช่น ทำงานได้วันละ 600×3 สรุปหักวันละ 1,800) จากที่เราลาติดต่อช่วงเทศกาล เช่น วันที่ 12-16เมษา เป็นวันหยุดของบริษัทอยู่แล้ว แต่ถ้าเราจะลาต่อช่วงวันที่ 17-18 เมษาก็จะหักโดยคิดค่าแรง3เท่าของวันทำงานปกติค่ะ ดังนั้นหากลาช่วง2วันนี้จะโดนหักเงิน 3,600บาทค่ะ

    ขอบคุณสำหรับคำตอบล่วงหน้านะค่ะ เพราะอยากจะรู้จริงๆว่าการที่นายจ้างทำแบบนี้ถือว่าผิดต่อหลักกฎหมายไหมค่ะ

    • kafaak says:

      1. กรณีหยุดชดเชย บริษัทจะหยุดหรือไม่ก็ได้ แต่ประเด็นคือ จำนวนวันหยุดตามประเพณีจะต้องไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปีครับ หากน้อยกว่าถือว่าผิดกฎหมาย แต่จะมาบังคับว่าต้องหยุดทุกคน โดยให้ใช้พักร้อน หากใครไม่มีจะหักเงิน แบบนี้ทำไม่ได้ครับ (แต่หากทุกคนมีพักร้อน แล้วนายจ้างบังคับให้หยุด แบบนี้ทำได้ เพราะวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นวันหยุดที่นายจ้างตกลงร่วมกับลูกจ้าง)
      2. ตามกฎหมายแล้ว นายจ้างไม่มีสิทธิ์หักใดๆ ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากลูกจ้างใช้สิทธิ์ลาอย่างพวกพักร้อน หรือ ลาป่วย (แต่กรณีลาพักร้อน นายจ้างมีสิทธิ์ไม่อนุมัติ) อีกกรณีหนึ่งคือลากิจ ซึ่งลูกจ้างมีสิทธิ์ขอลา นายจ้างก็มีสิทธิ์อนุมัติ แต่หากลูกจ้างลา แต่นายจ้างไม่อนุมัติ แต่ลูกจ้างก็ยังจะไม่มาทำงาน ก็ถือว่าเข้าข่ายขาดงาน มีโทษทางวินัย หรือหากขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วันโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างก็เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (แต่นายจ้างต้องสอบสวนก่อน ว่าไม่มีเหตุอันสมควรจริงๆ) นายจ้างมีสิทธิ์ไม่จ่ายค่าแรงของวันที่ไม่มาทำงาน ตามหลัก no work, no pay แต่หักได้แค่ตามค่าแรงวันนั้นจริงๆ หักแบบคูณสอง คูณสาม อะไรนี่ไม่ได้เด็ดขาดครับ

  51. รบกวนหน่อยครับ ตำแหน่ง พนักงานส่งของ (มอเตอร์ไซย์)
    รายเดือน จ-ศ ทำงาน 48 ชม.
    ทำโอที ส – อ
    x1= 8 ชม.
    X3= 2 ชม. เกินกว่านี้ก็ x3 ตลอด
    * โอทีจัดตารามเวร สลับกัน (ใครไม่มา โดนใบเตือน )
    วันที่ 13/4/2014 บริษัท ให้โอทีปรกติ ไม่มีพิเศษอะไรให้ เราสามารถแจ้งไม่ขอทำ เวรได้มั้ยครับ
    วันที่14-15 ได้พิเศษ 500

    • kafaak says:

      ผิดกฎหมายตั้งแต่คำว่า “ใครไม่มา โดนใบเตือน” แล้วครับ กฎหมายระบุไว้ชัด การให้ลูกจ้างทำล่วงเวลานั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นครั้งๆ ไป ยกเว้นแต่จะเป็นงานที่หากขาดช่วงแล้วเกิดความเสียหาย แต่ตำแหน่งพนักงานส่งของของคุณ มันไม่ใช่งานจำพวกนั้นครับ … ฉะนั้นก่อนอื่นบอกได้เลยว่านายจ้างไม่มีสิทธิ์ออกใบเตือนหากไม่มาครับ

      ฉะนั้น คุณสามารถที่จะแจ้วว่าขอไม่ทำได้ครับ

      • Tom says:

        ขอบคุณครับ
        พี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่ทำงานจะได้ขอลากลับบ้านสบายใจไม่กังวล

        • kafaak says:

          ระวังเรื่องเดียว เจ้านายกลั่นแกล้งครับ
          ถ้าเจอออกใบเตือน ให้ฟ้องสำนักงานสวัสดิการแรงงานเลยครับ (แต่นั่นคือเตรียมแตกหักกับนายจ้างด้วย … แต่นายจ้างที่เอาเปรียบแบบนี้ อย่าไปทำให้เขารวยเลย)

  52. Meme says:

    สอบถามหน่อยค่ะ บริษัทที่เราทำงานอยู่ เค้าให้เราทำงานลากยาวมาตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. – 11 เม.ย โดยไม่ให้หยุดเลย แต่ให้เหตุผลว่าจะให้หยุดวันที่ 12เม.ย – 16 เม.ยแทน เราก็อดทนมาทำงานทุกวัน แต่พอมาวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่10 เม.ย ได้มีประกาศใหม่ว่า เราทำยอดขายไม่ดี ห้ามหยุด 12-16 เม.ย แล้วให้ทำงานลากยาวต่อไป ค่าแรงก็ไม่มีการเพิ่มให้ วันหยุดชดเชยทีหลังก็ไม่มี เราเหนื่อยมากเลยทำงานลากยาว ตั้งแต่10โมง-2ทุ่มทุกวันเลย เราจะเรียกร้องอะไรได้บ้างไหมคะ ถ้าไม่ให้เราหยุด ก็เท่ากับว่าเราทำงานลากยาวตั้งแต่วันที่28 มีนา มาเรื่อยๆจนไม่มีวันหยุดเลย เราท้อแท้มากอยากลาออกก็ยังลาไม่ได้ เดี๋ยวเค้าไม่จ่ายเงินเดือนให้เรา

    • kafaak says:

      ถือว่าบริษัททำผิดกฎหมายหลายอย่างเลยครับ
      1. วันหยุดจะมาเลื่อนแล้วชดเชยกันแบบนี้ไม่ได้ครับ แม้จะอ้างว่าเลื่อนวันหยุดตามความเหมาะสม ก็ต้องมีการประกาศล่วงหน้าในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้พนักงานสามารถปรับตัวได้ทัน
      2. เมื่อเปลี่ยนวันหยุดไม่ได้ ก็ต้องให้มาทำงานล่วงเวลา ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องถามความสมัครใจของพนักงาน จะบังคับทำไม่ได้ การที่ยอดขายไม่ดี ไม่ใช่เหตุผลที่นายจ้างจะมาบังคับให้พนักงานทำงาน
      3. การทำงาน กฎหมายกำหนดว่าสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 48 ชั่วโมง แต่เท่าที่ผมนับดู หากคุณต้องทำงาน 10:00 – 20:00 นี่แสดงว่าทำงานวันละ 9 ชั่วโมง ถ้าทำงานแค่จันทร์ถึงศุกร์ ก็ยังอยู่ตามที่กฎหมายกำหนด แต่หากให้มำจันทร์ถึงเสาร์ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะจำนวนชั่วโมงจะเกินทันที ซึ่งถ้าเกินก็ต้องให้เป็นล่วงเวลาไปครับ
      4. แนะนำว่าให้ลาออกครับ อย่ากลัวว่าเขาจะไม่จ่ายเงินเดือน เพราะถ้าไม่ทำก็คือผิดกฎหมาย เราฟ้องเรียกร้องได้ แถมเรียกค่าเสียหายได้อีก และเรียกดอกเบี้ยด้วยเลย

      • Meme says:

        ขอบคุณค่ะ เราจะได้ยื่นใบลาออก เหนื่อยมากค่ะ

  53. katoon says:

    คือตอนนี้ดิฉันทำงานอยู่ที่คลีนิคศัลยกรรม ตอนเข้างานมาใหม่ ตกลงว่าทำงานตั้งแต่ 9.00-18.00 ทำงานหกวันหยุดได้ 1วัน แต่ใน 1อาทิตย์ ต้องมี 1วัน ทำงาน 9.00-21.00 ถือว่าเข้าเวร แต่ไม่ได้ค่าot ต่อมาอีกสองเดือน มีการบังคับให้ทำ ot เพิ่มเติมตั้งแต่ 8.00น-18.00 จากปกติ 9โมง อาทิตละสองถึงสามวันค่ะ ได้ot ชม.ละ 60บาท ซึ่งตรงนี้ใครยอมรับไม่ได้ก็ลาออกได้ แต่อีกไม่กี่เดือนต่อมา จากที่ได้เข้าเวร 9.00-21.00น. มีแค่อาทิตละหนึ่งวัน เริ่ม เปนอาทิตละ สองถึงสามวัน โดยไม่มี ot ให้แต่อย่างใด นอกจากหลังสามทุ่มไปถึงจะได้otชั่่วโมงละ60บาทค่ะ อยากสอบถามว่า แบบนี้มีอะไรเข้าข่าย ในเรื่องกฎหมายบ้างไหมคะ คืออยากทราบไว้เป็นความรู้ค่ะ

    • kafaak says:

      ถือว่าผิดกฎหมายเต็มๆ ตั้งแต่ให้ทำเวรแต่ไม่มี OT แล้วครับ … ถ้าเวลาทำงานปกติคือ 09:00-18:00 แล้วละก็ หากวันไหนอยู่เวร ช่วง 18:00-21:00 ก็ต้องเป็นช่วงโอทีครับผม ต้องจ่ายค่า OT ด้วย และหากมีการเปลี่ยนเรื่องระยะเวลาทำงาน หรือจำนวนวันทำงาน ก็ต้องเซ็นสัญญาจ้างงานกันใหม่ เพราะสภาพการจ้างงานเปลี่ยนไป และ OT มาเหมาชั่วโมงละ 60 บาทไม่ได้ ยกเว้นว่า 60 บาท มันจะมากกว่า 1.5 เท่าของค่าแรงต่อชั่วโมงของคุณ

      ฉะนั้น ถือว่าที่ทำอยู่ผิดกฎหมายเต็มๆ ครับ

  54. nynoke says:

    รบกวนถามครับ ผมทำงานกะอยู่เช่นกะดึกเข้าเข้าห้าทุ่มเลิกเจ็ดโมงเช้าแต่เพื่อนพนักงานกะเช้าไม่มารับกะถ้าผมไม่อยู่ต่อกะทำโอจะได้ใหม นายจ้างบอกว่าจะต้องอยู่ต่อเพราะเป็นงานต่อเนื่องถ้าไม่ทำจะต้องโดนใบเตือนถือว่าละทิ้งหน้าที่ แต่ผมเข้ากะดึกต่อเช้าไปแล้วหนึ่งวัน วันต่อมามีพนักงานขาดอีกผมไม่ทำโอเพราะทำไม่ใหวออกกะไปนายจ้างเรียกพบบอกว่าละทิ้งหน้าที่โดยไม่แจ้ง ผมขอถามว่านายจ้างจะให้ใบเตือนผมได้หรือเปล่าวครับ และผมมีความผิดฐานละทิ้งหน้าที่หรือเปล่าวครับ และผมต้องแจ้งนายจ้างก่อนไม่ทำโอทีต่อหรือเปล่าวครับ รบกวนถามแค่นี้ ขอบคุณครับ

  55. kraisorn says:

    ในกรณีที่มาสมัครงานในตำแหน่งช่างเทคนิค CNC LATHE และMACHINING CENTER แล้วนายจ้างรับเข้ามาทำงานในต่ำแหน่งดังกล่าว แต่พอมาทำงานจริงนายจ้างให้ขับรถส่งของตามจังหวัดต่างๆ แบบนี้ถือว่าผิดกฏหมายแรงงานหรือไม่ครับ

    • kafaak says:

      ถ้าหน้าที่มันแตกต่างกันแบบสุดๆ ไปเลย แบบ ช่างกลึง CNC มากลายเป็นขับรถส่งของตามจังหวัดต่างๆ แบบนี้ ถือว่าผิดสัญญาจ้างครับ ฟ้องกันเลย

  56. ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม says:

    บริษัทเปิดโอทีในวันแรงงานถือว่ามีความผิดมั้ยค่ะ บางทีไม่เปิดกะกลางวันแต่เปิดกะกลางคืน(เข้า 2 ทุ่ม)เป็นมาแบบนี้ทุกปีวันหยุดเทศกาลเปิดตลอด บางทีงานเร่งนายจ้างจ่ายเงินพิเศษเพิ่มเพื่อจูงใจให้พนักงานมาทำ Overtime เคยคัดค้านแต่นายจ้างบอกว่าพนักงานยินยอมทำ

    • kafaak says:

      การให้พนักงานทำล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด ต่อให้เป็นวันแรงงานก็ไม่ผิดกฎหมายครับ เพียงแต่จะมาอ้างว่าเป็นวันทำงานไม่ได้ เพราะกฎหมายระบุชัดว่าวันหยุดตามประเพณีต้องรวมวันแรงงานด้วย แต่การจะให้มาทำงานในวันและเวลาดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นครั้งๆ ไป และต้องจ่ายเงินค่าทำงานล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด และหากพนักงานก็ยังไม่อยากมาทำงานอีก นายจ้างก็อาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นพิเศษเพื่อจูงใจให้พนักงานอยากมาทำงาน

      ฉะนั้นที่นายจ้างคุณทำอยู่ จึงไม่ขัดต่อกฎหมายครับ (ยกเว้น ไม่ยอมจ่ายตามที่กฎหมายระบุไว้เป็นขั้นต่ำ)

  57. salary girl says:

    ดิฉันทำงาน เป็นพนง ประจำ ตำแหน่ง Susport ซึ่งจะมีบางสัปดาห์ที่ดิฉัน ทำงาน 5 วัน(จันทร์-ศุกร์) และบางสัปดาห์ที่ทำงาน (จ-อ) และบางสัปดาห์ (จ-พ) แล้วจะถามว่า สงกรานต์ที่ผ่านมา วันอาทิตย์ที่ 13 ดิฉันต้องทำงาน ดิฉันจะได้รับค่าโอทีไหมค่ะ หรือไม่ได้ แต่ได้เป็นวันหยุด วันพฤหัสแทน

    • kafaak says:

      กรณีแบบนี้ ต้องไปเช็คว่าสัญญาจ้างงานว่าไว้อย่างไร ทำงานสัปดาห์ละกี่วัน อะไรแบบนี้ครับ ผมไม่เห็นสัญญาจ้างจึงไม่อาจตอบได้ชัดเจนครับ

  58. Su says:

    สวัสดีค่ะ…ขอรบกวนถาม…ดิฉันเข้าทำงานที่สนง.บัญชีแห่งหนึ่ง ตอนสัมภาษณ์งาน ทางบริษัทได้บอกว่าทำงาน 8.30 – 17.30 น. แต่บางวันอาจมีทำโอทีบ้าง และทำงานเสาร์เว้นเสาร์ และถ้าวันไหนอยู่ถึง 3 ทุ่ม จะได้ค่ารถเพิ่มอี 100 บาท..ดิฉันจึงได้ตอบตกลงเข้าทำงานที่สนง.บัญชี แห่งนี้และต้องทดลองงาน 120 วัน แต่หลังจากผ่านไป 1 เดือน ดิฉันไม่ได้รับเงินค่าโอทีและค่ารถในวันที่ดิฉันทำงานเลย..แต่หลังจากที่ดิฉันได้เข้าทำงาน รากฎว่าต้องทำโอทีทุกวันจนถึง 3 ทุ่ม และ ต่อจากนั้นเหลือเวลาอีก 9 วัน ที่จะครบทดลองงาน 120 วัน ทางบริษัทก็แจ้งดิฉันว่า “ดิฉันไม่ผ่านทดลองงาน ให้ทำงานถึงวันที่ 31 มี.ค.57 เท่านั้น” พร้อมกับให้ดิฉันเขียนใบลาออก เป็นลายมือของดิฉันเอง(ดิฉันได้เขียนให้)โดยไม่รู้ว่ามันจะทำให้ดิฉันไม่ได้รับค่าบอกเลิกจ้างที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า..และทางบริษัทสัญญาว่าว่าจะจ่ายเงินโอทีให้ทั้งหมด 4 เดือนที่ทำมาภายในสิ้นเดือนเม.ย.57 …และเพื่อความมั่นใจว่าดิฉันจะได้รับเงินโอทีทั้งหมด ดิฉันจึงได้ทำการโทรกลับไปสอบถาม…แต่คำตอบที่ได้รับกลับมากลายเป็นว่า ทางหุ้นส่วนไม่มีนโยบายจ่ายเงินโอทีให้ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงตามที่ทางบริษัทแจ้งไว้ก่อนเข้าทำงาน…ดิฉันจึงสงสัยและรบกวนสอบถามข้อมูล ดังนี้
    1. ดิฉันจะสามารถฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยได้ไหม
    2. ดิฉันจะสามารถฟ้องร้องเพื่อขอรับเงินโอทีและค่ารถที่ดิฉันทำมาทั้งหมดได้หรือไม่
    3. ถ้าจะร้องเรียนจะต้องไปร้องเรียนที่ไหน
    4. เอกสรที่ใช้ในการร้องเรียนมีอะไรบ้าง

    ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      ขอตอบตามนี้นะครับ

      1. ฟ้องเรียกค่าชดเชยการไม่บอกเลิกจ้างล่วงหน้าคงทำได้ยาก เพราะคุณเซ็นใบลาออกไปแล้ว (ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง)
      2. หากมีหลักฐานการที่นายจ้างมาขอให้เราทำโอทีสามารถฟ้องร้องเรียกได้ (พร้อมเรียกดอกเบี้ย 15% ต่อปี) ส่วนค่ารถต้องดูว่ามันอยู่ในระเบียบข้อบังคับ หรือมีสัญญาอะไรบอกเอาไว้หรือไม่ ซึ่งหากมีข้อมูลส่วนนี้ และมีหลักฐานว่าคุณทำโอทีในช่วงเวลาที่ระบุ ก็ฟ้องเรียกได้เช่นกัน
      3. ร้องเรียน ไปที่สำนักงานสวัสดิการแรงงานพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่ครับ
      4. ไปแจ้งร้องเรียนครับ และพกเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะเป็นหลักฐานไปได้ไปทั้งหมดเลย (เช่น สัญญาจ้างงาน และอื่นๆ)

      • Su says:

        ขอบคุณค่ะ..สำหรับคำตอบ และนี่คือข้อมูลเพิ่มเติม ในคำตอบข้อ 2 คือ ดิฉันไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร มีแค่คำพูดของเจ้านายเท่านั้น ทั้งตอนคุยงานหรือตอนเข้าประชุมงาน เจ้านายจะพูดตลอดว่าให้ทำโอทีและถ้าอยู่ทำโอถึง 3 ทุ่ม ก็จะจ่ายค่ารถให้อีก 100 บาท..ส่วนหลักฐานการทำโอทีของดิฉัน ดิฉันได้มีถ่ายสำเนาเก็บไว้ทั้งหมด 4 เดือนที่ทำมาค่ะ …หลักฐานเท่านี้ ดิฉันสาม ารถไปร้องเรียนได้ไหมค่ะ

        ขอบคุณค่ะ

        • kafaak says:

          ถ้ามีหลักฐานเรื่องการทำโอที ก็ไปฟ้องร้องได้ครับ (หลักฐานที่ว่าหมายถึง หลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า นายจ้างมาขอให้เราทำโอทีจริงๆ ส่วนมากจะเป็นพวกเอกสารที่เขาให้เราเซ็นเพื่อยืนยันว่าเราจะมาทำโอทีครับ เพราะนายจ้างเองก็ต้องให้เราเซ็นไว้ เผื่อเราบอกว่าจะมาแล้วเราไม่มา ก็จะได้ลงโทษได้)

          การที่นายจ้างมาบอกภายหลังว่าไม่มีนโยบายไม่จ่ายโอที ผิดกฎหมายเต็มๆ เพราะหากให้ทำโอที ก็ต้องจ่ายครับ

          • Su says:

            ไม่มีเอกสารให้เซ็นต์เพื่อยืนยันการทำโอที มีแต่คำพูดของเจ้านายเท่านั้น…รบกวนถามเพ่ม..คือที่ทำงานอยู่แถวลาดพร้าว จะต้องไปร้องเรียนที่เขตไหนค่ะ…ขอบคุณค่ะ

          • kafaak says:

            ที่อยู่และเบอร์ติดต่อตามเว็บนี้เลย http://personnel.labour.go.th/depart_per.html ดูพื้นที่ 9 ครับ ลาดพร้าว

  59. Min says:

    สวัสดีค่ะ คุณกาฝาก
    ดิฉันมีเรื่องรบกวนสอบถามค่ะ กรฌีนายจ้างค้างค่าคอมมิชชัน เป็นเวลา 4 เดือนแล้ว ตั้งแต่ลาออก ซึ่งดิฉันทำการลาออก อย่างถูกต้องตามกฎ
    นายจ้างก็ยอมรับว่าค้างจริง จะจ่ายแต่ไม่รู้เมื่อไหร่ ในสัญญาจ้างก็มีการเขียนชัดเจน ว่าต้องจ่ายโดยไม่มีเงื่อนไข ดิฉันอยากทราบว่า นอกเหนือจาก การฟ้องร้องให้จ่ายค่าคอมมิชชันที่ค้างนั้น ดิฉันสามารถเรียกร้องค่าชดเชยที่นายจ้าง จ่ายล่าช้าได้หรือไม่คะ

    • kafaak says:

      ฟ้องร้องได้ครับ และสามารถเรียกดอกเบี้ยที่จ่ายล่าช้าได้ 15% ต่อปีครับ
      จะมาอ้างว่า จะจ่ายเมื่อไหร่ไม่รู้ไม่ได้

  60. อยากทราบว่า ถ้าเกิดว่ามีหัวหน้างาน นำลูกน้องเก่ามาจากที่เดียวกับตน เข้ามาทำงานกับตน ในบริษัทใหม่ 4คน แบบนี้เราสามารถ รายงานให้นายใหญ่ทราบได้หรือไม่ เพราะนายใหญ่ อนุญาติ ให้บอกหรือปรึกษาทุกอย่างได้ กรณีแบบนี้ ถือว่า ผิดกฎบริษัทหรือไม่

    • kafaak says:

      ปรึกษาได้ครับ แต่ปัญหาคือ ผมว่าที่เขาทำมันก็ไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใดนะครับ ต้องเช็คว่าจะผิดกฎบริษัทรึเปล่ามากกว่า

  61. Tsuna Sawada says:

    แล้วถ้าค่าแรงไม่ครบละครับ
    พอจะมีสิทได้ คืนไหม หรือต้องนำหลักฐานอะไรบ้าง

    • kafaak says:

      ค่าแรงไม่ครบ เท่ากับนายจ้างจ่ายขาด หากมีหลักฐานว่าจ่ายไม่ครบ (เช่น สลิปเงินเดือนที่จ่ายไม่ครบ หรือ สมุดบัญชีธนาคารที่ได้เงินมาไม่ครบ) ก็ฟ้องร้องได้ครับ

  62. NiL says:

    ขอคำปรึกษาหน่อยค่ะ
    คือดิฉันสมัครงานในดำแหน่งผู้ตรวจคุณภาพสินค้า กับบริษัทต่างชาติบริษัทหนึ่ง ซึ่งตอนสมัคร และรับเข้าทำงานบริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท เพียงแต่ตั้งสำนักงานไว้ จนสามเดือนหลังได้ตั้งบริษัทเรียบร้อยแล้วและให้ดิฉันเซ็นสัญญาฉบับใหม่ บอกว่าให้คิดเป็นช่วงทดลองงานสองเดือน พอปลายเดือนที่สองมีการประเมินและเหมือนผู้จัดการไม่พอใจในผลงานและโยนงานมั่วๆมาให้ทำตลอด ผู้จัดการจึงเสนอให้มีการต่อช่วงทดลองงานไปอีก 1 เดือน และเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบให้ไปเขียนนโบาย ซึ่งก็ร่างสัญญาใหม่อีก 1 เดือนเพื่อต่อช่วงทดลองงาน ตลอดระยะเวลาการทำงานก็ให้ทำหน้าที่นอกเหนือ ขอบเขตของงานที่รับผิดชอบ เช่น ให้ทำงานเอกสารบ้าง ธุรการบ้าง ส่งของบ้าง ดิฉันมีการลาป่วยสี่วันไม่ติดกัน แต่ก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานที่บ้าน ลืมบอกไปค่ะว่าบริษัทมีนโยบายให้หยุดได้ 15 วันอันเนื่องมาจากกิจธุระ พักร้อน ฯลฯ และหยุดอีก 15วันเนื่องจากเทศกาลต่างๆของไทย โดยการหยุดนี้ทำได้ตั้งแต่ปีแรก ที่เป็นพนักงาน ดิฉันหยุดเพื่อลากิจ 1 วัน รวมทั้งสิ้น 5 วัน พอสิ้นเดือนช่วงทดลองงานเดือนที่สามก็ประเมินอีกบอกว่าดิฉันไม่ผ่าน ผลการทดลองงานไม่พึงพอใจ และเสนอให้ดิฉันทำงานเป็น out source คือหากมีโปรเจ็คเข้ามาก็จะเรียกตัวมาและจ่ายเป็นรายครั้ง ดิฉันปฏิเสธที่จะทำงานนี้ต่อและแสดงความจำนงว่าอยากลาออก ทางบริษัทไม่ได้ให้ดิฉันเซ็นใบลาออก แต่พูดราวกับว่า ดิฉันต้องเคลียร์งานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จและจะต้องมาซ่อมแซมแก้ไขหากงานยังไม่เป็นที่พอใจ (งานทำแบบฟอร์มต่างๆ, ทำนโยบายคุณภาพ เป็นต้น)

    อยากสอบถามดังนี้ค่ะ
    1.บริษัทมีสิทธิ์ที่จะหักเงินตอนวันที่ฉันหยุดหรือไม่ค่ะ
    2.หากทางบริษัทจะให้ดิฉันไปแก้แบบฟอร์มต่างๆ ซึ่งเลยช่วงทดลองงานที่ระบุในสัญญาแล้วดิฉันไม่ไป ดิฉันจะมีความผิดรึเปล่าค่ะ
    3.ในระหว่างเป็นพนักงานในบริษัทนี้ ดิฉันได้ทำการฝึกอบรมคอร์สมาตรฐานคุณภาพต่างๆ (คอร์สฟรี) ซึ่งมีเอกสารต่างๆและใบประกาศ ทางบริษัทดึงดันจะเอาเก็บไว้เองทั้งหมด และให้ดิฉันถ่ายสำเนาไป มีทางไหนรึเปล่าค่ะที่ดิฉันจะได้ฉบับบจริง (ใบประกาศไม่ได้ระบุว่าเป็นตัวแทนของบริษัท) แล้วทางบริษัทมีความผิดหรือไม่อย่างไรค่ะ
    4.ทางบริษัทยืดเยื้อว่าจะจ่ายค่าจ้างเดือนที่กำลังจะออกนี้เป็นกลางเดือนหน้า ต่อเมื่อเราแก้งานให้เค้าเสร็จแล้ว เรามีวิธีทำอะไรได้บ้างค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      ขอตอบดังนี้ครับ

      1. การหักเงินในวันหยุดทำได้เฉพาะกรณีลากิจ หากบริษัทมีการระบุไว้ชัดเจนว่า ลากิจจะเป็นการลาโดยไม่รับค่าจ้าง (บางบริษัทให้ลากิจได้และยังได้รับค่าจ้าง ถือเป็นสวัสดิการ)
      2. หากคุณลาออกไปแล้ว โดยแจ้งล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (หรือล่วงหน้าตามที่ระบุในสัญญา แต่ไม่จำเป็นต้องล่วงหน้าเกิน 3 เดือน) และถึงวันที่การลาออกมีผล คุณก็ไม่จำเป็นต้องกลับมาแก้ไขอะไรแล้วครับ ที่เหลือเป็นเรื่องของบริษัทจะต้องหาคนมาทำแทน
      3. เรื่องเอกสารอบรมนั้น เมื่อนายจ้างเป็นคนส่งคุณไปฝึกอบรม ก็มีสิทธิที่จะเก็บเอกสารต่างๆ (ตัวจริง) เอาไว้ครับ เพียงแต่โดยหลักการทั่วไป นายจ้างมักจะเก็บตัวสำเนา ลูกจ้างได้ตัวจริง เพียงแต่จะทำสัญญากันเอาไว้ว่า หากลาออกก่อนเวลา จะลูกจ้างจะต้องชดใช้ค่าเสียหายเรื่องค่าใช้จ่ายการอบรม … แต่กรณีของคุณนี่ ถือว่านายจ้างสามารถทำได้ครับ … แต่หากคุณเป็นคนไปด้วยตนเอง ในเวลาของคุณ นายจ้างไม่มีสิทธิยึดครับ
      4. การจ่ายค่าจ้างไม่สามารถยืดเยื้อได้ ต้องจ่ายตรงตามเวลา จ่ายช้า ฟ้องเลย เรียกดอกเบี้ย 15% ด้วย

  63. pai says:

    อยากสอบถามหน่อยคับ

    ผมอยู่บริษัทยางแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม
    ผมเริ่มงาน 8.00-16.00 คือมีเวลาพักในตัว ทำ OT ถึง 2 ทุ่ม
    และมีเป้าหมายการผลิต แต่ส่วนใหญ่เครื่องจักรมีปัญหาชอบเสีย
    แล้วเขาก็ตัดเป้าหมายการผลิต แต่ตัดงานให้เสร็จเกินเวลา บางครั้งถึง 2 ทุ่มครึ่ง อาทิตย์เกินแบบนี้ถึง 2-3 วัน อย่างงี้จะฟ้องร้องนายจ้างได้หรือเปล่าครับ ว่าทำ OT เกินเวลาแต่ไม่ได้รับค่าจ้างส่วนที่เกิน

    • kafaak says:

      ได้ครับ ถ้านายจ้างให้ทำ OT แต่ไม่จ่าย ก็ฟ้องได้ครับ และเรียกดอกเบี้ย 15% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ค้างจ่าย

  64. Nicha says:

    ขอปรึกษาค่ะ

    เรื่องมีอยู่ว่าหนูทำงาน call center ของบริษัทแห่งหนึ่ง แล้วลาออกยื่นใบลาออกตามกฎของบริษัททุกอย่าง แต่เดือนสุดท้ายมี โอที มีค่ากะที่เราเข้าดึก และยังมีค่าแท็กซี่อีก ลาออกมาสองเดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับค่าโอทีและค่ากะเลย แต่ได้มาบางส่วนคือค่าแท๊กซี่ เคยติดต่อกับหัวหน้างานไม่มีการดำเนินการใดให้เลยค่ะ ถึงจะเป็นเงินไม่มากนัก แต่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย เพราะตอนที่เราทำงานก็ทำอย่างเต็มที่บางวันถึงเวลาพักไม่ให้พัก มีเวลาพักแค่ ช่วงเช้า 15 นาที บ่าย 15 นาที และเข้าห้องน้ำอีก 10 นาที พักเที่ยงอีก 1 ชม ถ้าเกินไปนับเป็นวินาที เรียกเราไปเตือน แต่พอถึงเวลาเงินเดือนออกไม่มีค่าโอที จึงอยากขอคำปรึกษาค่ะ

    • kafaak says:

      กฎหมายแรงงานคุ้มครองลูกจ้างในกรณีที่ได้ค่าแรง หรือ พวกสวัสดิการ ไม่ตรงตามเวลาครับ ถ้าเราไม่ได้ ก็ฟ้องร้องเลยครับ เรียกดอกเบี้ยอีก 15% ต่อปีด้วย แต่เราต้องมีหลักฐานว่านายจ้างค้างจ่ายจริงๆ นะครับ … ตามปกติแล้ว ให้เก็บพวกหลักฐานที่เราทวงค่าพวกนี้ แล้ว “หัวหน้างาน หรือ นายจ้าง” ยอมรับว่าค้างจริงๆ น่ะ

      • Nicha says:

        หลักฐานหรอค่ะ จะหาจากไหนได้บ้างค่ะ เพราะพอยืนใบลาออกมีผล ก็ไม่สามารถเข้าระบบได้เลย เพราะเป็นการล็อคอินเข้าระบบคอมฯ ของบริษัท หรือจะเอาจากใบ statement จาก ธ. กลุ้มเลยทีนี้ ยิ่งไม่รู้เรื่องกฎหมาย

        • kafaak says:

          ก็ตามที่ผมได้บอกไปครับ พวกอีเมล์ที่เราใช้ทวงเงิน ตามที่คุณบอกผมว่าสอบถามไปแล้ว ไม่มีคำตอบ อะไรแบบเนี้ย
          พยายามหาที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่เป็นหลักฐานว่าเขายอมรับว่าเขาติดเงินค่าโน่นนี่นั่นของเราครับ

  65. Moonoy says:

    สวัสดีค่ะ คือปกติแล้วทางบริษัทมีสิทธิให้ลากิจได้ 6วันแต่ดฉันใช้ลากิจไปทั้งหมด 7วันกับอีก5ชั่วโมงเนื่องจากต้องไปสอบ ผ่านไปสองเดือนทางบริษัทได้ทำการหักเงินย้อนหลังในเดือนสาม อยากทำว่าทางบริษัทมีสิทธิหักเงินย้อนหลังได้ไหมค่ะ

    • kafaak says:

      ก็สามารถทำได้นะครับ เพราะปกติแล้วกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ด้วยซ้ำว่า ลากิจแล้วนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง เพียงแต่นายจ้างจำนวนไม่น้อยจะให้มีลากิจแบบได้ค่าจ้าง ถือเป็นสวัสดิการ (จริงๆ แล้วก็ไม่ต่างอะไรจากลาพักร้อนเลย ถ้าทำแบบนี้)

      ฉะนั้นเมื่อใช้จนหมดโควต้า ก็ต้องลาแบบ without pay หรือ ยอมให้นายจ้างงดจ่ายค่าจ้างไปครับ

  66. ต่าย says:

    สอบถามคะ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายผลิต แต่ล่าสุดผู้จัดการฝ่ายผลิตลาออกไป ตอนแรกๆเราก้อช่วยงานระหว่างทางบริษัทหาคนมาแทน แต่ถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 5 เดือนที่เราทำงานแทนผู้จัดการคะ โดยล่าสุด เราก้อมีการแจ้งทาง HR ว่าต้องหาคนมาทำแทนนะคะ เนื่องจากเราไม่ได้จบมาด้านสายงานที่ผู้จัดการทำ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายได้ เค้ากลับแจ้งเราว่า ให้เราทำแทนไปถ้าเราไม่ทำจะให้ใบเตือนเรา เจอปัญหาอย่างนี้ทำอย่างไรดีคะ ดูเอาเปรียบจัง ในความคิดเราผู้ช่วยทำแทนครั้งคราว แต่นี้เค้าให้ทำแทนตลอดไปแล้วล่ะคะ

    • kafaak says:

      แหม เอาเปรียบจริงๆ ให้ทำงานฐานะผู้จัดการ แต่ให้เงินเดือนแค่ระดับผู้ช่วยผู้จัดการ กรณีแบบนี้บริษัทควรจะปรับตำแหน่งให้รู้แล้วรู้รอดไป แล้วส่งคุณไปเรียนรู้เสริมในทักษะที่ขาด เพื่อให้สามารถทำงานแทนผู้จัดการได้นะ … เจอแบบนี้คงต้องเริ่มจากคุยกับทาง HR ครับ ถ้าจะให้เราทำ ก็ต้องคุยกันเรื่องปรับเงินเดือน คุยกันเรื่องการฝึกอบรมเพิ่มเติม เพื่อให้มีความสามารถที่จะทำงานในตำแหน่งนั้นได้ หาก HR คุยไม่รู้เรื่อง ก็ทำเรื่องร้องเรียนกับผู้บริหารเลยครับ แต่หากยังคุยกันไม่รู้เรื่องอีก ผมว่าบริษัทนี้ไม่เหมาะที่จะอยู่ด้วยแล้ว เพราะไม่รู้จักหลักการบริหารบุคลเลย อยู่ไปอนาคตดับเปล่าๆ

      การที่นายจ้างสั่งให้ไปทำงาน แล้วเราไม่ทำ ออกใบเตือนได้ แต่หากสิ่งที่สั่งให้ทำมันไม่เป็นธรรม เช่น ไม่ใช่งานในหน้าที่หลักของเรา คำสั่งนั้นถือว่าไม่เป็นธรรมและหากเราไม่ทำแต่ดันออกใบเตือนหรือลงโทษ เราสามารถร้องเรียนไปยังสำนักงานสวัสดิการแรงงาน หรือจะฟ้องศาลเลยก็ได้ครับ เพราะถือว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แต่กรณีที่ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการ เพราะเรามีตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ อันนี้ผมว่ามันพอทำได้ แต่ไม่ใช่ถาวร หากให้ทำถาวร ก็อย่างที่ผมบอก มันต้องทำแผนปรับตำแหน่งให้เราด้วย

      ปกติแล้วควรจะเป็น เมื่อหาคนนอกมาไม่ได้ ก็จะดันคนในขึ้น ก็คุยกัน ให้ลองปฏิบัติหน้าที่แทนดูก่อนว่าผลงานเป็นอย่างไร จากนั้นก็ปรับตำแหน่ง ปรับเงินเดือนให้เหมาะสมครับ

  67. Tiip says:

    สวัสดีค่ะ
    มีเรื่องรบกวนจะถามนิดนึงค่ะ
    1. ตอนนี้ค่าแรงขั้นต่ำปรับเป็น 300 บาทต่อวันแล้ว ถ้าเราได้ค่าแรงไม่ถึง ผิดกฎหมายมั้ยคะ?

    2. ค่าแรง 300 บาทต่อวันเฉพาะบริษัท หรือกิจการที่จดทะเบียนเท่านั้น หรือบุคคลที่ใช้แรงงานทุกคนคะ?

    • kafaak says:

      หากไม่ได้จ่ายค่าแรงขั้นต่ำ ก็ถือว่าผิดกฎหมายครับ
      ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำนี้ใช้กับทุกกิจการครับ เพราะถ้าจ้างคนมาทำาน จะจดทะเบียนหรือไม่ ก็เข้าข่ายเป็นนายจ้างลูกจ้างครับ

  68. Pim says:

    ดิฉันทำงานรีสอร์ทและวิลล่าค่ะ ซึ่งในส่วนที่ดิฉันทำงานอยู่ในส่วนของวิลล่าซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ ในสัญญาจ้างงานตอนแรกระบุว่าจะให้เงินค่าบริการตามนโยบายของบริษัท ต่อมานายจ้างขอเปลี่ยนแปลงสัญญาโดยอ้างว่าในส่วนที่ดิฉันทำงานไม่ได้ทำเป็นโรงแรมเพราะเจ้าของวิลล่าแต่ละหลังอยู่อาศัยเอง จึงขอเปลี่ยนจากที่เคยเขียนในสัญญาว่าจะให้เงินค่าบริการ เป็นเบี้ยเลี้ยงแทนซึ่งเท่ากับค่าบริการขั้นต่ำที่พนักงานในส่วนโรงแรมได้ คือ 4,000 บาท โดยที่ไม่ปรับขึ้นตามตามปริมาณแขกที่เข้าพักในช่วงไฮซีซั่น เหมือนพนักงานในส่วนโรงแรม ขอเรียนปรึกษาว่าอย่างนี้ถือว่าโดนนายจ้างเอาเปรียบหรือไม่ ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      โดนเอาเปรียบครับ เพราะสัญญาจ้างงานที่เซ็นกันเรียบร้อยแล้ว จะมาแก้ไขโดยลูกจ้างไม่ได้ยินยอมไม่ได้ครับ

  69. Worker says:

    สวัสดีครับ อยากสอบถามเรื่องการฟ้องร้องนายจ้าง
    ในกรณีที่นายจ้างจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงแก่พนักงานสำหรับการไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ล่าช้าครับ

    เนื่องจากในสัญญาจ้างงานไม่มีกำหนดเรื่องการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง
    เเละไม่มีการทำสัญญาเพิ่มเติมในกรณีที่ถูกมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานนอกสถานที่
    มีเเต่คู่มือพนักงานที่บอกว่าพนักงานจะได้เบี้ยเลี้ยงในอัตราเท่านี้/วันสำหรับการไปปฏิบัติงานนอกสถานที่

    อยากทราบว่า

    1. ในกรณีที่นายจ้างค้างจ่ายเบี้ยเลี้ยงมากกว่า 6เดือน เราสามารถฟ้องร้องนายจ้างยังไงได้มั่งครับ มีโอกาสในการชนะคดีกี่เปอร์เซ็นต์ครับ
    2. เอกสารที่มีการระบุว่าอยากให้เรานาย…ไปปฏิบัติงานที่…เป็นเวลา… สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องได้มั้ยครับ
    3. ในกรณีที่เกิดการฟ้องร้อง และนายจ้างไม่สามารถหาเงินมาจ่ายคืนได้ จะมีโอกาสเเค่ไหนครับที่ผมจะไม่ได้เงินค่าเบี้ยเลี้ยงที่นายจ้างค้างจ่าย

    ขอบคุณครับ

  70. ดวงฤทัย says:

    ที่บริษัทประสบภาวะขาดทุน นายจ้างเลยประชุมขอให้พนักงานลดวันทำงาน โดยวันทำงานดังกล่าวที่ลดจะไม่จ่ายค่าจ้างให้ และให้พนักงานลงชื่่อยินยอมว่าจะร่วมช่วยเหลือบริษัทลดค่าใช้จ่ายหรือไม่โดยมีกำหนดเวลา 4 เดือน ซึ่งถ้าครบกำหนดและสถานการณ์ดีขึ้น ก็กลับไปเหมือนเดิม ซึ่งพนักงานลงชื่อก็ได้ ไม่ลงชื่อก็ได้ มีพนักงานกลุ่มที่ดิฉันอยู่ด้วยลอบบี้กันไม่ให้ลงชื่อ ซึ่งผ่านไปพวกเราก็ไม่ลงชื่อ บริษัทก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ทีนี้มาคุยกันอีกว่า ฝ่ายขายกลัวว่านายจ้างจะบีบ เลยสุมหัวกันไม่ยอมขายสินค้า อยากถามว่า พนักงานทำอย่างนั้นแล้วบริษัทจะเอาผิดอะไรได้ไหม แล้วที่บริษัทให้ลงชื่อแบบนั้น ถูกหรือไม่คะ

    • kafaak says:

      การให้ลงชื่อยินยอมนี่ถือเป็นการปรับสภาพการจ้างครับ เป็นสิ่งที่นายจ้างต้องทำเมื่อจะลดวันทำงานลงโดยไม่จ่ายค่าจ้าง (เพราะถือว่าสภาพการจ้างงานเปลี่ยนไปจากเดิม) เมื่อพนักงานยินยอม ก็สามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่หากพนักงานไม่ยินยอม ก็ไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นการที่นายจ้างประชุมชี้แจงเหตุผล และเปิดให้พนักงานลงชื่อหรือไม่ลงชื่อก็ได้ ผมก็ถือว่านายจ้างแฟร์ดีครับ (แต่นั่นหมายความว่านายจ้างก็ยังต้องจ่ายค่าแรงตามเดิม และคุณก็ต้องไปทำงานตามปกตินะ)

      ทีนี้ถามต่อว่า แล้วถ้าฝ่ายขายกลัวนายจ้างจะบีบเลยสุมหัวไม่ขายสินค้า แบบนี้นายจ้างทำอะไรได้ไหม … ผมต้องขอตอบก่อนว่า เมื่อประสบภาวะขาดทุนจริงๆ (ย้ำว่าต้องขาดทุนจริงๆ นะ) และลูกจ้างไม่ช่วยเหลือโดยการยอมปรับสภาพการจ้างตามสมควร นายจ้างทนขาดทุนต่อไม่ไหว ก็จะเกิดการเลิกจ้างขึ้นมา ทีนี้ก็อยู่ที่ว่านายจ้างจะเป็นคนแฟร์ๆ เลิกจ้างแบบจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เรื่องก็จะได้จบง่ายๆ ด้วยดี หรือจะหาเรื่องบีบพนักงานให้ออก เพื่อลดจำนวนพนักงานลง (เป็นการลดต้นทุนทางหนึ่ง) แต่ทีนี้เมื่อฝ่ายขายสุมหัวกันไม่ยอมขายสินค้า ก็จะเกิดผลกระทบ เพราะภาวะขาดทุนจะย่ำแย่ลงไปอีก (ภาวะนี้ ต้องตั้งใจทำงานให้มากขึ้น จะได้กลับมามีกำไร แต่ดันไม่ทำงาน ก็ยิ่งแย่สิครับ) แต่เมื่อตั้งใจจะไม่ทำงาน ส่งผลให้นายจ้างได้รับผลกระทบ ก็อาจเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้นะครับ (แต่ก็ต้องมีการตักเตือน การออกใบเตือนก่อนนะ) ฉะนั้น เตือนฝ่ายขายเอาไว้เถอะครับ

  71. dangyoung_2550@hotmail.com says:

    รบกวนปรึษาหน่อยคะ คือดิฉันลาออกจากที่ทำงานแห่งหนึ่ง เซ๊นใบลาออกเรียบร้อยแต่พอถึงรอบเงินเดือนกลับว่าโดยหักเงินปัยประมาณ3พันกว่าบาท สอบถามกลับปัยดัยความว่าดิฉันได้หยุดเกินปัยในแต่ละรอบเดือนนั้นโดยอ้างว่านับจากต้นปี แต่ดิฉันลาออกกลางปี ดิฉันเลยสงสัยว่าอย่างนี้เขาสามารถย้อนกลับปัยหักเงินเราดัยด้วยรึคะ เพราะ มันเปงเรื่องของเดือนที่ผ่านมานานแล้ว และเขาก้อไม่ดัยแจ้งหัยทราบล่วงหน้าใดๆๆด้วยและพอทางเราขอสลิปเงินเดือนทางบริษก้อไม่ยอมออกหัยโดยบอกว่าเราได้ลาออกไปแล้ว
    รบกวนหน่อยคะ ขอบคุณคะ

    • kafaak says:

      ก่อนอื่น สะกดภาษาไทยให้ถูกๆ ก่อนดีกว่าไหมครับ? ยิ่งเข้าไปทำงานแล้ว ควรจะสะกดภาษาไทยให้ถูกต้องนะครับ จะได้ดูมืออาชีพหน่อย
      ไป, เป็น, ให้, ก็, ได้ ฯลฯ

      โพสต์ใหม่เมื่อสะกดภาษาไทยถูกต้องแล้วนะครับ แล้วผมจะตอบให้ครับ

  72. ao says:

    อยากทราบว่าถ้าทำงานไม่มีวันหยุดเพราะ บริษัทอ้างว่าไม่มีคนทำงานไม่พอ งานต้องรับผิดชอบทำงานส่งลูกค้าไม่ทันบริษัทจะเสียหาย ได้โอที แต่มันเหนื่อยแบบสาหัส แถมขอลาก็ยังไม่ได้หยุด วันลาป่วยลากิจไม่มี ป่วยก็ยังให้เขียนลาพักร้อน จะให้ใช้วันลาพักร้อนก่อนจนหมด ปีนึงให้พักร้อน 7 วัน บางทีลาก็เรียกให้ช่วยไปทำงาน สรุปวันลาโดนตัดไป งานก็ไม่ได้หยุด พอเช็ควันลาเหลือไม่กี่วัน สิ้นปีโบนัสก็ไม่มีให้ ไม่ค่อยทราบเรื่องกฎหมาย อยากให้ช่วยแนะนำว่าต้องทำอย่างไร ในเมื่อยังต้องทำงานอยู่ เพราะยังหางานใหม่ไม่ได้

    • kafaak says:

      ขอตอบเป็นข้อๆ ดังนี้นะครับ
      1. การจะให้ทำงานล่วงเวลาต้องขอเป็นครั้งๆ ไปครับ จะบังคับทำไม่ได้ (ต่อให้ได้โอทีก็ตาม) ลูกจ้างมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธไม่ทำ
      2. เรื่องลากิจไม่มีไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะกฎหมายให้นายจ้างเป็นผู้กำหนด แต่ไม่มีวันลาป่วยไม่ได้ เพราะกฎหมายให้ลาได้เท่าที่ป่วยจริง
      3. การลาป่วยแล้วบังคับให้เขียนเป็นลาพักร้อน เป็นเรื่องผิดกฎหมายครับ
      4. ให้พักร้อน 7 วัน ถือว่ามากกว่ากฎหมาย อันนี้โอเค แต่หากลาแล้วกลับมาเรียกให้ไปช่วยทำงาน เรามีสิทธิปฏิเสธ แต่หากเรายอมรับที่จะทำเราก็ต้องได้ค่าจ้างสำหรับการมาทำงานในวันหยุด

      เมื่อนายจ้างเอาเปรียบเราขนาดนี้ พิจารณามองหางานใหม่ได้เลยครับ

  73. Saturn says:

    สวัสดีครับ ผมรบกวนสอบถามหน่อยครับ
    ผมถูกเลิกจ้างจากบริษัทเก่า มา 1 ปี 7 เดือน ผมได้เข้าทำงานที่บริษัทใหม่ได้สองสัปดาห์แล้ว อยู่ๆ CEO บริษัทเก่า เข้ามาพบ CEO ที่บริษัทใหม่ ขอให้เลิกจ้างผม โดยให้เหตุผลว่าผมเคยเซ็นเอกสารว่าจะไม่ไปทำงานบริษัทอื่นที่เป็นประเภทเดียวกันหลังออกจากงานมาแล้ว ไม่ระบุว่ากี่ปี
    รายละเอียดคือ ผมทำงานที่เก่ามาแล้วเป็นเวลานานเกือบ 5 ปี มีเงินเดือนสูงกว่าคนอื่นๆมากกว่าสองเท่า นายจ้างเก่าจึงเลิกจ้างผมเพื่อลดค่าใช้จ่าย และจ่ายเงินค่าชดเชยให้ในตอนออก ตลอดเวลา 5 ปีบริษัทเก่าไม่เคยมีการขึ้นเงินเดือนให้ผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยให้เหตุผลว่า ธุรกิจไม่ได้กำไร และผมเงินเดือนสูงที่สุดในพนักงานระดับปฏิบัติการแล้ว
    โดยปกติหน้าที่ผมก็จะทำงานเสมือนเป็นหัวหน้าในส่วนคนไทย พูดง่ายๆก็คือเป็นผู้จัดการแผนกดีๆนี่แหละครับ แต่จะมีชาวต่างชาติเป็นผู้จัดการ อนุมัติอีกชั้นหนึ่ง แต่เอกสารรับรอง เอกสารสัญญาจ้างทุกอย่าง ระบุแค่ว่าผมเป็นพนักงานธรรมดาทั่วๆไป ไม่ได้เป็นอาชีพเฉพาะทางอะไร
    และผมได้งานใหม่จะต้องไปประจำอยู่ ต่างจังหวัด ซึ่ง ไม่ได้เป็นเขตพื้นที่เดียวกับบริษัทเก่า เพียงแต่สำนักงานใหญ่ของบริษัทใหม่อยู่ในกทม.เหมือนกันครับ
    อยากทราบว่า
    1. ถ้าผมไม่ได้นำความลับอะไรมาใช้ในงานใหม่นายจ้างเก่าจะชนะมั้ยครับ
    2. กรณีที่ผมออกเพราะถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้ลาออกเอง และออกมานานถึงเกือบ 1 ปี 7 เดือนจะมีผลอะไรต่อการพิจารณาไหมครับ
    3. สถานที่ทำงานผมไปทำอยู่ต่างจังหวัดคนละเขตกับบริษัทเก่า จะมีผลอย่างใดต่อคดีใหม่ครับ หากเขาฟ้องมา

  74. ๋Cha em says:

    สวัสดีค่ะ มีคำถามค่ะ
    ทำงานอยู่ร้านอาหาร ทางร้านทำประกันสังคมให้กับลูกจ้างทุกคน แต่ว่า
    1. วันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งได้ 13 วัน ต่อ ปี ไม่มี ผิดกฏหมายไหม คะ
    2. วันลาป่วย 1 วัน หากไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงให้ดูว่าป่วยจริง จะโดนหัก 1 วัน ถือว่าขาดงาน (เพราะร้านคิดว่าเราอาจหยุดเพราะขี้เกียจก็เป็นได้ แค่ไปขอใบรับรองแพทย์มาว่าเราปวดหัว หมอก็ให้หยุด 1 วัน)(ร้านอาหารส่วนใหญ่จึงให้มีใบแพทย์มารับรอง)
    3. หากมีกฏออกมา แล้วเป็นไปตามข้อกฏหมาย แต่ให้มีการเซ็นรับทราบ ซึ่งพนักงานไม่อยากเซ็น จะทำได้ไหมคะ แล้วจะมีผลอะไรไหม
    4. ทางร้านสามารถปรับลดเงินเดือนพนักงานได้ไหมคะ หากเขาเห็นว่าเราไม่ได้ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย
    5. พนักงานมาสายบ่อย ทางร้านทำการหักเงิน (แต่ไม่นำเข้าร้าน เก็บไว้เป็นกองกลางสิ้นปี เพื่อเลี้ยงพนักงาน ทุกคน เพื่อไม่ให้เป็นการเอาเปรียบแก่พนักงานที่มาทำงาน ตรงเวลา ทำได้ไหมคะ)
    6. ไม่ได้มีวันลาพักร้อนประจำปีให้ ผิดกฏหมายไหมคะ

    ทางร้านที่ทำอยู่เพิ่งเทคโอเวอร์มาใหม่ แต่พนักงานชุดเก่าทั้งหมด ซึ่งพนักงานบางคนทำงานเป็น 10 ปี ถ้าหากจะเริ่มให้วันหยุดประจำปีใหม่เหมือนเขาเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ จะทำได้ไหมคะ

    ขอบคุณมากนะคะ

    • kafaak says:

      ตอบตามนี้นะครับ
      1. กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ วันหยุดตามประเพณีไว้ 13 วันต่อปี กำหนดมาให้เป๊ะแบบนี้ OK (แต่ต้องรวมวันแรงงานแห่งชาติ 1 พค นะครับ)
      2. วันลาป่วย นายจ้างสามารถเรียกใบรับรองแพทย์ได้ หากหยุดเกิน 2 วัน ต่ำกว่านั้น หากนายจ้างกลัวเราจะป่วยการเมือง ก็อาจจะจัดให้มีแพทย์มาตรวจลูกจ้างได้คัรบ จะมาเรียกใบรับรองแพทย์ทุกครั้งที่ป่วยวันเดียว อันนี้เกินไปครับ
      3. กฎระเบียบของบริษัท นายจ้างไม่ต้องให้ลูกจ้างเซ็นรับรู้ ยกเว้นมันจะเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน (เช่น เปลี่ยนเวลาทำงาน เปลี่ยนวันที่เงินเดือนออก) … ถ้าไม่ผิดกฎหมาย ย่อมทำได้
      4. ปรับลดเงินเดือนไม่ได้คัรบ หากทำงานไม่ได้ตามที่ได้รับมอบหมาย ก็อาจจะพิจารณาตักเตือน ลงโทษ และเลิกจ้างครับ
      5. พนักงานมาสาย นายจ้างหักเงินไม่ได้ แต่นายจ้างงดจ่ายค่าจ้างเพราะลูกจ้างไม่มาทำงานได้ แต่ก็ต้องหักตามที่ไม่ได้มาทำงานจริงนะ เช่น มาสาย 10 นาที ก็งดจ่ายค่าจ้าง 10 นาที ห้ามงดจ่ายเกินกว่านั้น … แต่หากลูกจ้างลงมติ โอเค (เพราะยังไงก็เก็บเข้ากองกลางไว้เลี้ยงสิ้นปี) แบบนี้ผิดกฎหมายแต่ก็ทำได้ เพราะไม่มีใครฟ้อง
      6. กฎหมายกำหนดให้ต้องกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี (พักร้อน) ปีละไม่ต่ำกว่า 6 วันครับ

      การที่มีนายจ้างใหม่มาเทคโอเวอร์ นายจ้างใหม่ก็ต้องรับผิดชอบต่อจากนายจ้างเก่า และสิทธิที่พนักงานมีอยู่เดิมก็เป็นไปตามนั้น และอายุงานก็นับต่อเลย ไม่ใช่เริ่มใหม่

  75. payaman says:

    สวัสดีครับ คุณกาฝาก
    ผมทำงานอยู่บ.แห่งหนึ่งมา10ปีแล้วครับ แต่2เดือนมาเดือนมีการเปลี่ยนแปลงในบริษัทคือมีเจ้านายaจากต่างประเทศเข้ามาควบคุมงานพวกผมอีกที แต่เนื่องจากว่าเจ้านายaมีพฤติกรรมกลั่นแกล้ง พูดจาหยาบคาย พูดประมาณว่าทนไม่ได้ก้อลาออกไปบริษัทไม่มีนโยบายจ้างออก สรุปเลยคือเค้าไม่ชอบพวกผมทั้งแผนกครับ เลยทำทุกทางเพื่อกลั่นแกล้ง คืองานของผมต้องไปส่งของแล้วเบิกเคลมค่าน้ำมันกับบริษัททุกวัน เจ้านายaก็ไม่เซ็นอนุมัติแบบดึงเวลา พอไปถามก็บอกว่าแกล้งไม่เซ็น คือมีอีกหลายเหตุการณ์ซึ่งระยะเวลาผ่านมาเกือบ2เดือนแล้วครับ ท้าให้พวกผมไปฟ้องกรมแรงงานเลยเค้าไม่กลัว คือผมอยากถามว่าผมจะทำอะไรได้บ้างครับ

    • kafaak says:

      กรณีแบบนี้ กรมแรงงานอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะเขากลั่นแกล้งในระดับที่เขามีอำนาจกระทำ อาจไม่ได้ทำสิ่งที่ผิดกฎหมายชัดเจน (นั่นคือ ยังให้สวัสดิการพนักงานตามที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำอยู่) อาจจะยกเว้นเรื่องการเคลมค่าน้ำมันครับ แต่ที่เขาไม่กลัวก็เพราะ กรมแรงงานทำได้อย่างมากก็แค่ให้เขาต้องจ่ายเงิน (อาจจะมีค่าปรับนิดหน่อย)

      คำถามจึงอยู่ที่ว่า เขาเป็น “นายใหญ่สุด” หรือเปล่า ถ้าใช่อันนี้มีเลือกแค่ 1) ลาออก อย่าไปอยู่กับมันเลย หรือ 2) รวมตัวกัน ตั้งสหภาพเพื่อสู้กันนายจ้างให้ถึงที่สุด

      แต่หากไม่ใช่ “นายใหญ่ที่สุด” ลองหาทางติดต่อ “นายใหญ่ที่สุด” แล้วร้องเรียนพฤติกรรมครับ

  76. bank says:

    ผมทำงานแผนกเวชระเบียนที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ฐานเงินเดือน10000 บาท ลักษณะงานคือต้องทำ24 ชม แบ่งเป็นสองกะคือ 8:00-20:00 กับ 20:00-8:00 ผมลองคิดคำนวณค่าแรงได้เป็น 10000÷31÷8 จะประมาณ40บาทต่อชั่วโมง แต่ที่ทำงานให้ค่าโอทีชั่วโมงละ35บาท ผมรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบมาก ผมพึ่งเข้ามาทำได้ไม่นานแต่รู้สึกสงสารพี่ๆในแผนกที่ทำมา5-6ปีมาก …… ผมควรทำไงดีครับ พอถามใครเค้าก็บอกว่าเอกชนก็เป็นแบบนี้ทุกที่ละ คือผมว่ามันโกงกันเกินไปอะคับ ค่าล่วงเวลาดันได้น้อยกว่าเวลาทำงานปกติแบบนี้- -”

    • kafaak says:

      กรณีนี้จะมาอ้างว่าเป็นแบบนี้ทุกที่ไม่ได้ครับ ผิดกฎหมาย แจ้งไปยังกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเลยครับ

  77. nipon says:

    บริษัท ได้จ่ายโอทีให้ผิดมามากกว่า 5 ปีแล้วคือพนักงานจะได้รับค่าล่วงเวลาในการมาทำงานในวันหยุดนขัตตฤกษ์ ที่บริษัทกำเนิด 13 วันต่อปี มากกว่ากฏหมายกำหนดอีก 1.0 แรง แต่เมื่อบริษัท เปลี่ยนผู้บริหารและตรวจสอบพบว่ามีการจ่ายโอทีที่ผิดผลาด เลยจะทำการเปลี่ยนแปลง ให้ลดโอทีลงตามที่กฏหมายกำหนด ไม่แน่ใจกรณีนี้ทำได้หรือไม่ครับ เพราะทางผู้บริหารยื่นยันต้องแก้ไขให้ถูกต้องและพนักงานที่บริษัท จ่ายให้ผิดคือพนักงานที่ เป็น Sup contractor ทั้งหมดครับ

  78. kimura says:

    ผมทำงาน 7-11 นะครับ เข้าทำกงานช่วงกลางคืนติดต่อกันเลย 9 วันแต่ผมแจ้งเค้าแล้วว่าคงทำไม่ไหวแต่ผู้จัดการทำเฉย อย่างนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ครับ เพราะผมรู้สึกไม่ไหวเหนื่อยมาก

    • kafaak says:

      กฎหมายให้ทำงานแค่สัปดาห์ละ 48 ชั่วโมงครับ หรือพูดง่ายๆ หากทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ก็คือ 6 วัน ไม่เกินนั้น หากเกิน ทำได้ไหม? คำตอบคือ ได้ แต่ก็ต้องจ่ายเป็น ค่าล่วงเวลา หรือ ค่าทำงานในวันหยุด … ฉะนั้นหากไม่จ่ายมา ก็ผิดกฎหมายครับ … แต่ก็อีกเช่นกัน คุณก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธได้ เพราะกฎหมายก็ระบุว่า หากจะให้ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด นายจ้างต้องขอให้ลูกจ้างทำเป็นคราวๆ ไป ลูกจ้างปฏิเสธก็ได้ครับ (แต่แน่นอน นายจ้างก็มีสิทธิ์นำไปใชิพิจารณาปรับค่าแรง หรือการรับเข้าทำงาน)

      • kimura says:

        ผมเป็นแค่ นักศึักษาฝึกงาน แต่ให้ผมทำงาน 9 วันติดต่อ ให้ค่าตอบแทนจริงครับ แต่ผมบอกไม่ไหว แต่ผู้จัดการ แจ้งถ้าไม่ไหวก็ไม่จบ ผมเลยต้องยอม ช่วยแนะนำจะทำอะไรได้บ้างครับ

  79. ช่วยด้วย says:

    สวัสดีค่ะรบกวนสอบถาม. ดิฉันทำงานในตำแหน่ง. Inspection. มาสองปีตามในสัญญาใบสมัครและจ้างงาน. ยุดีดีจะให้ดิฉันไปทำเป็นผลิตติดถุงพนักงานธรรมดาโดยที่ดิฉันไม่ยินยอม.ฟ้องได้ไหมค่ะ. แล้วดิฉันต้องทำอย่างำรบ้าง. ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

    • kafaak says:

      ถ้าผิดไปจากในสัญญาจ้าง แล้วมันแย่ลง เช่น ตำแหน่งแย่ลง เงินเดือนแย่ลง ฟ้องได้ครับ
      ก็แจ้งเรื่องไปที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเลยครับ ลองเสิร์ชจาก Google ดูได้ว่ามีอยู่ใกล้แถวไหนบ้าง ร้องเรียนไปครับ

  80. หนุ่มแบ้งค์ says:

    พนังงานแบ้งค์ ส่วนใหญ่ ทำงานเกินเวลา เข้างาน8 โมงเลิกงาน 1ทุ่ม โดยไม่มีเวลาพักเที่ยง โดนบังคับไห้หายอดด้วย ควรจะทำอย่างไรครับ ช่วยหน่อยครับ กำลังจะลาออก เพราะไม่ไหวแล้วครับ

    • kafaak says:

      อันดับแรก อ่านกฎระเบียบข้อบังคับของบริษัท แล้วลองร้องทุกข์ไปยังผู้บริหารก่อน (เผื่อสิ่งที่เกิดไม่ได้มาจากนโยบายของผู้บริหาร) แต่หากไม่มีอะไรดีขึ้น ก็ต้องร้องเรียนสวัสดิการแรงงานครับ แต่กรณีแบบนี้ ส่วนใหญ่นายจ้างก็จะไม่ชอบ สุดท้ายก็มักจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ (แต่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังนะ)

  81. man says:

    ผมทำงานอยู่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งทำมา20ปีอยู่ๆฝ่ายบุคคลเอาหนังสือสัญญาว่าจ้างฉบับใหม่มาให้เซ็นอ่านแล้วเหมือนให้เราทดลองงานใหม่ ถ้าไม่ผ่านจะเลิกจ้างผมยังไม่เซ็นฝ่ายบุคคลบอกว่าถ้าไม่เซ็นมีความผิดจะเลิกจ้าง ในกรณีนี้ผมควรทำอย่างไรครับ

    • kafaak says:

      นายจ้างแบบนี้อย่าทำงานด้วยเลยครับ
      ให้เลิกจ้างไปเลย เราได้ค่าชดเชย บอกค่าต๊กใจเพราะไม่บอกกล่าวล่วงหน้า
      เพราะหากนายจ้างใช้เหตุผลนี้ในการเลิกจ้าง มันก็ไม่เป็นธรรมชัดเจนครับ

  82. panida says:

    สวัสดีค่ะ ขอคำปรึกษาหน่อยค่ะคือดิทำงานอยู่บริษัทหนึ่ง เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีพนักงานสามคน ดิฉันทำงานเป็นรายวันวันละ300 ไม่มีสวัสดิการ มีวันหยุดวันอาทิตย์ทำมาได้ 2 ปีเเล้วเมื่อปีใหม่ปีที่เเล้วเขาไห้พนักงานเซ้นใบสัญญา ตัดเงิน2เเรง ถ้าหยุดนอกเหนือวันหยุด ดิดดนตัดทุกเดือนยังไม่สิ้นปีเกือบหมื่นเเล้ว เพราะหยุดงานบ่อย ทำงานรายวันมีสิทธิตัด2เเรงด้วยหรอค่ะ สิ้นปีกี่ไม่มีเงินพิเศษ

    • kafaak says:

      ไม่มีสิทธิตัดสองแรงครับ … หากไม่มาทำงาน นายจ้างสามารถทำได้แค่ ไม่จ่ายค่าจ้างของวันนั้นเท่านั้น ตามแนวคิด No work, no pay ครับ (ไม่ทำงาน ก็ไม่จ่ายเงิน)

  83. หนึ่งเดียว says:

    สวัสดีคะ มีเรื่องรบกวนคะ พอดีแฟนทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งมาได้ปีกว่าแล้วคะ และได้ยื่นใบลา ลาไปบวช 10 วัน พอบวชเสร็จกลับมา โดนหักเงินเดือนไป 10 วัน เท่าที่ลา โดยที่ทางบริษัทไม่ได้แจ้งเลยว่าลาบวชไม่ได้ตอนที่ยื่นใบลา แฟนก็เลยเข้าใจว่าลาบวชได้ แต่พอแฟนทักท้วงกลับบอกว่า บริษัทไม่มีระเบียบให้ลาบวช อยากถามว่ามีมั้ยคะที่บริษัทจะไม่มีระเบียบให้ลาบวช รบกวนด้วคะ

    • kafaak says:

      เนื่องจากลาบวชเป็นเรื่องของผู้ชายซะมากกว่า กฎหมายแรงงานจึงไม่มีการพูดถึงลาบวชครับ ถือเป็นสวัสดิการที่นายจ้างแต่ละคนจะมีให้เอง ฉะนั้นต้องไปดูที่ระเบียบข้อบังคับของบริษัทครับว่ามีไหม มันก็มีทั้งที่ลาได้โดยที่ไม่โดนหักค่าจ้าง และแบบที่ลาได้โดยหักค่าจ้างไปตามหลัก No work, no pay (ไม่ทำงาน ก็ไม่จ่ายเงิน) แต่บางที่ก็ไม่ระบุไว้ชัดเจนเรื่องลาบวช ก็จะให้เข้าข่ายเป็นการลากิจไป (ซึ่งก็มีทั้งที่ลากิจได้โดยไม่โดนหักเงินตามจำนวนวันที่กำหนด และแบบที่ลากิจได้โดยโดนหักเงินตามหลัก No work, no pay) บางคนก็เลือกที่จะใช้วันลาพักร้อนมาควบคู่ไปด้วย

      กลับมาที่ประเด็นของคุณ ก็เป็นเรื่องปกติครับ แสดงว่านายจ้างไม่มีระเบียบการเรื่องลาบวชกำหนดไว้ ฉะนั้นก็จะไปเข้าข่ายการลากิจ ซึ่งก็โดนหักเท่าวันที่ลา ซึ่งก็แฟร์และไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใดครับ ที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอธิบายเรื่องการลาบวชให้ฟังมากกว่าครับ

  84. Tai says:

    สวัสดีค่ะ ดิฉันขอเรียนถามเรื่องการทำโอทีค่ะ
    1. พนักงานที่บริษัทต้องออกติดตั้งสินค้าในเวลา 4 ทุ่ม ถึง ตี1บ้าง ตี2บ้าง ซึ่งเป็นเวลาที่ลูกค้าสะดวกแต่ไม่ได้ไปทุกวันนะคะ ซึ่งเวลางานปกติคือ 9.00 – 18.00 น. นะคะ โดยพนักงานบอกว่าเขาทำงานอื่นตั้งแต่เลิกงานคือ 18.00 น.จนถึง4 ทุ่ม เพื่อรอเวลาที่ต้องออกไปติดตั้งสินค้าค่ะ ออกไปก็มีใบออกนอกสถานที่และให้รปภ.จดเวลาเข้า-ออกค่ะ ซึ่งงานที่ทำในออฟฟิศก็บางทีก็ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับงานที่ต้องออกไปข้างนอกค่ะ ผู้จัดการเลยจะไม่จ่ายโอทีให้ แต่จะให้ชดเชยการทำงานโดยให้หยุดงานในตอนเช้าแล้วมาทำงานตอนบ่ายจนถึงเวลาออกไปนอกสถานที่แทนเฉพาะวันที่มีงานที่ต้องออกไปข้างนอก แบบนี้สามารถทำได้มั้ยค่ะ

    2. บางทีพนักงานจะต้องเดินทางไปชลบุรีหรือระยองเพื่อติดตั้งสินค้าและทำการทดสอบสินค้า จึงต้องออกกันแต่เช้าก่อนเวลาเข้างานเพื่อไปให้ทันนัดลูกค้า ตอน 10.00 น. ค่ะ พนักงานออกเดินทาง 8.00 น. และกลับมาถึงออฟฟิศ 20.30 น. ค่ะ จึงมาขอเบิกโอที 3 ชม. ค่ะ เพราะเขานับ 8.00 น. – 9.00 น. และ18.30 – 20.30 น. เป็นโอทีค่ะ(เวลาเข้างานปกติคือ 9.00 -18.00 น.) ผู้จัดการบอกให้แค่ 2 ชม. หลังจากเวลาเลิกงานค่ะ เพราะตอนเช้าไม่ถือเป็นการทำโอทีเพราะโอทีคือการทำงานที่ต่อเนื่องกันเกินเวลางานปกติค่ะ ถ้าไปทำงานก่อนเวลาแบบนี้ถือว่าเป็นมั้ยค่ะ

    ผู้จัดการบอกไม่ได้จะไม่จ่ายให้นะคะ แต่ให้แบบสมเหตุสมผลค่ะ ดิฉันไม่ค่อยมีประสบการณ์ด้านนี้จึงอยากทราบว่ามันสามารถทำได้มั้ยค่ะ ผิดกฎหมายมั้ยค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      ขอตอบตามแบบนี้นะครับ

      1. กฎหมายกำหนดให้ต้องจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาเป็นเงินครับ แต่กรณีที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันได้ว่าให้ไปหยุดพักชดเชยแทนก็ถือว่าทำได้เช่นกัน (ไม่ถูกกฎหมาย แต่เมื่อไม่มีใครหยิบมาเป็นประเด็นก็ไม่เป็นไร)

      2. ในกรณีของการเดินทางเพื่อไปทำงาน ไม่สามารถนำมาคิดเป็นค่าทำงานล่วงเวลาได้ เพราะถือว่าการทำงานยังไม่เกิดขึ้นครับ (เหมือนกรณีเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้า ก็ไม่สามารถนำมาคิดเป็นค่าทำงานล่วงเวลาได้เช่นกัน) และแน่นอน ระยะเวลาที่ใช้เพื่อเดินทางกลับมา ก็ไม่สามารถนำไปคิดเป็นการทำงานล่วงเวลาได้ด้วย … ฉะนั้น การที่ผู้จัดการให้เบิกโอทีได้ ก็ถือว่าทำมากกว่าที่ควรแล้วครับ (ถือเป็นผลดีต่อลูกจ้าง)

      แต่กรณีขากลับ อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มนิดหน่อย หากออกจากออฟฟิศลูกค้าก่อนเวลาเลิกงาน (คือ เลิกก่อน 18:00 น.) แล้วมาถึงออฟฟิศ​ 20:30 น. แบบนี้ไม่ได้โอทีครับ แต่หากออกจากออฟฟิศลูกค้า 19:00 น. แบบนี้ถือว่าได้โอที 1 ชั่วโมง เพราะว่ามีการทำงานนอกเวลาปกติครับ

  85. aa says:

    ลูกจ้างทะเลาะกับภริยาและทำร้าย นายจ้างว่ากล่าวตักเตือน แต่ลูกจ้างไม่พอใจ นายจ้างจึงไล่ลูกจ้างออก ผิดกฏหมายอะไร

    • kafaak says:

      ใช่คนเดียวกับที่ถามมาใน Facebook Page หรือเปล่าครับ ผมไปตอบไว้ใน Facebook Page ของผมแล้วน่ะ

  86. ลูกจ้างคนจน says:

    อยากทราบว่า ดิฉันทำงานในบริษัทหนึ่ง นายจ้างบอกว่า ใครลาป่วย ไม่ให้ทำโอที ดิฉันได้รายวันเดือนหนึ่ง รายได้อยู่ประมาณ 8000+++ต่อเดือน ไม่พอจุนเจือครอบครัว ต้องอาศัยทำโอที แต่นายจ้างไม่ให้ทำ เป็นเวลา 1 อาทิตย์ แค่นี่ก็ทำให้รายได้ลดหายไปครึ่งหนึ่ง อย่างนี่นายจ้างมีความผิดไหมค่ะ

  87. ปีใหม่ says:

    เรื่องวันหยุดพักผ่อนประจำปี บริษัทกำหนดให้หยุดเดือนที่ 1 ครึ่งวัน เดือนที่ 2 ครึ่งวัน เดือนที่ 3 ครึ่งวัน เดือนที่ 4 ครึ่งวัน เดือนที่ 5 ครึ่งวัน เดือนที่ 6 ครึ่งวัน เดือนที่ 7 ครึ่งวัน เดือนที่ 8 ครึ่งวัน เดือนที่ 9 ครึ่งวัน เดือนที่ 10 ครึ่งวัน เดือนที่ 11 ครึ่งวัน เดือนที่ 12 ครึ่งวัน รวมแล้ว 6 วัน จะสามารรถหยุดเต็มวันได้ในเดือนที่ 2 โดยเดือนที่ 2 ก็ไม่สามารถใช้ได้เกิน1 วัน โดยเป็นการบังคับว่าให้หยุดเดือนละครึ่งวัน หากจะใช้หยุดประจำปีได้ต่อเนื่อง 2 วันก็จะต้องรไม่ใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีไป 3 เดือนจึงจะใช้ในเดือนที่ 4 ได้ 2 วัน แบบนี้ถือว่าบริษัททำถูกแล้วใช่ไหมคะ แต่ทำไมถึงรู้สึกว่านายจ้างเอาเปรี่ยบก็ไม่รู้ เหมือนเป็นการบังคับแต่ถูกกฎหมายใช่ไหมคะ

    • kafaak says:

      ถูกกฎหมายครับ เพราะกฎหมายกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดครับ

  88. ppt says:

    รบกวนสอบถามนิดนึงค่ะ ดิฉันทำงานแลกเปลี่ยนเงินตราต่างปรเทศของธนาคารแห่งหนึ่ง หัวหน้างานได้บังคับให้มาเรียนภาษาเพิ่มตั้งแต่เวลา 16.30-19.30 น. จากนั้นให้เริ่มทำงานต่อเลยคือ 20.00 น. จนถึงเวลา 08.00 น. แต่ช่วงเวลาที่ให้มาเรียนนั้นไม่ได้โอทีนะคะ และไม่ได้อยากมาแต่เรียกง่ายๆว่าถูกบังคับถ้าไม่มาจะไล่ออก อีกประเด็นค่ะ คือหัวหน้างานไม่ให้จับโทรศัพท์ ห้ามเปิดอินเทอร์เน็ต ห้ามดูซีรี่ย์ ห้ามหลับ ห้ามเยอะมากค่ะ หัวหน้าจะนั่งจ้องกล้องวงจรปิดเลยค่ะ ถ้าพบว่าใครเปิดเน็ตดูซีรี่ย์ปุ๊บหรือจับโทรศัพท์จะเรียกให้ขึ้นไปเขียนใบตักเตือน พร้อมเสียงดุด่าปานว่าฆ่าคนตาย และบอกว่าถ้าเขียนครบสามใบจะถูกไล่ออก โทรศัพท์ก็จะถูกริบค่ะ คือที่เล่ามาทั้งหมดนี่อยากถามว่าอย่างนี้มันมีผิดกฏหมายแรงงานข้อไหนบ้างไหมคะ เราจะร้องเรียนอะไรได้บ้างไหมคะ ขอบคุณนะคะ

    • kafaak says:

      เรื่องการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับงาน กฎหมายให้สามารถทำได้ และไม่ต้องจ่ายเป็นโอทีให้พนักงานด้วย เพราะว่าถือว่าตัวลูกจ้างได้ประโยชน์จากการเรียนรู้นั้น และเป็นสิ่งที่ติดตัวไปกับลูกจ้างครับ … เมื่อคุณทำงานด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและหัวหน้างานให้ไปเรียนภาษา จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สมควรครับ ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด

      ส่วนเรื่อง ห้ามจับโทรศัพท์ ห้ามเปิดอินเทอร์เน็ต ห้ามดูซีรี่ส์ ห้ามหลับ ก็เป็นพฤติกรรมที่มิพึงปฏิบัติในการทำงานอยู่แล้ว หัวหน้าจะจ้องกล้องวงจรปิดตลอดเวลา และหากใครฝ่าฝืนก็เรียกไปตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อทำซ้ำในปีเดียวกันครบ 3 ครั้งก็เลิกจ้าง ก็เป็นเหตุผลอันสมควรตามกฎหมาย เลิกจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ครับ ไม่ได้ผิดกฎหมายแรงงานแต่อย่างใด และถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ทำได้ถูกต้องดีแล้วด้วยซ้ำ แต่หากคุณจะหาเรื่องร้องเรียนให้ได้ ก็คงได้แค่ในกรณีที่หัวหน้าดุด่าปานว่าฆ่าคนตาย ซึ่งหากมีการด่าว่าที่เกินเลย เช่น ใช้คำหยาบ หมิ่นประมาท ก็อาจจะร้องเรียนได้ครับ แต่ความเห็นของผม พิจารณาจากสิ่งที่คุณถามมา หัวหน้าของคุณอาจจะตำหนิเยอะแยะ แต่คงไม่เข้าข่ายระดับที่คุณจะร้องเรียนได้ละมั้งครับ

  89. parkraewoo says:

    สวัสดีครับคุณกาฝาก ขอความช่วยเหลือหน่อยครับ

    เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนผม เค้าทำงานที่เซเว่นสาขาหน้าหมู่บ้านมาลีรมย์ 5 หมู่ 7 ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี้ แล้วถูกเอาเปรียบในการทำงาน แต่ไม่กล้าแจ้งหรือประท้วงใดๆเพราะกลัวนายจ้างกดขี่ข่มแหงเพิ่มอีก ผมเลยแจ้งให้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโปรดช่วยด้วยนะครับ

    สิ่งที่คิดว่าเอาเปรียบคือ

    ประเด็นที่ 1

    เซเว่นแห่งนี้นายจ้าง จะจ้างทำงานวันละ 320 บาท
    กะเช้า จะเข้า 7.00 – 16.00 น. , กะบ่าย จะเข้า 13.30 – 22.30 น. , กะค่ำ จะเข้า 22.00 – 7.00 น. มาช้าได้ไม่เกิน 15 นาที อันนี้พอเข้าใจ และโอเค แต่ถ้าสายเกิน 15 นาที ที่นายจ้างให้ เขาจะหักเงิน 150 บาท ซึ่งถ้าสายเกิน 15 นาที มันก็ควรหัก 1 ชั่วโมง ทำงานวันละ 320 บาท 1 ชั่วโมงมันก็ ชั่วโมงละ 40 บาทใช่ไหมครับ…

    ประเด็นที่ 2

    แล้วพอตอนเลิกงาน ผมว่าเขาจัดเวลาเข้างานกับออกงานมันไม่ค่อยโอเคใช่ไหมครับ เพราะ กะที่มาทำต่อมันควรจะมาก่อน กะก่อนหน้าออกงาน ดังนั้น ร้านมันเลย ให้พนักงานทำเกินเวลา แล้วก็ไม่ได้ตังเพิ่ม จริงๆควรได้ OT แต่ไม่ได้

    ประเด็นที่ 3

    บางทีเช่นกะบ่ายเข้างาน 13.30 – 22.30 น. แต่พอเลิกงานจิง บางที ให้กลับ 00.00 น. บ้าง 01.00 น. บ้าง ซึ่งมันก็เกินเวลา ควรจะได้โอที แต่ ไม่ได้ แล้วบอกพนักงานว่าทำงานไม่เสร็จ ( ถ้างานไม่เสร็จ ผมว่ามันควรเป็นหน้าที่ของกะต่อไปใช่ไหมครับ ) จะออกมาเลยก็ไม่ได้เพราะตอนออกงานต้องให้หัวหน้าเซ็นออกงานให้

    ประเด็นที่ 4

    มีอยู่วันหนึ่ง มีพนักงานเกิดมีธุระ มาทำงานไม่ได้ ผู้จัดการเซเว่นหรือเจ้าของร้านเซเว่นนี่แหละ เขาให้พนักงานอีกคนทำงานต่อเลย คือเค้าเข้างาน 13.30 น. – 22.30 น. ทำต่ออีก ก็คือเลิกงาน 7 โมงเช้า เท่ากับวันนั้นเขาทำงาน 13.30 น. – 07.00 น. แล้ว 13.30 น. ของวันนั้นต้องมาทำงานต่อ ( พนักงานคนนี้ตั้งครรถ์อยู่ด้วยนะครับ ) ( พนักงานเค้าก็โอเคนะได้ตัง 2 แรง เท่ากับเค้าได้ 640 บาท ) แต่สุดท้าย เค้ามาทำงานตอน 13.30 น. ต่อไม่ไหว (ผมว่าเค้าตั้งครรถ์ด้วยแหละเลยไม่ค่อยแข็งแรง ) แต่ที่แย่กว่านั้นคือ โดนหักเงิน 640 บาท เพราะเค้ามีกฏว่า มาทำงานได้วันละ 320 บาท แล้วถ้าหยุด 1 วัน ที่ไม่ใช่วันหยุดตัวเองจะโดนหักเงิน 640 บาท ผมว่ามันเกินไปใช่ไหมครับ ถ้าไม่มาทำงานวันไหนก็ควรไม่ได้ค่าจ้างวันนั้น สุดท้ายทั้งเดือน คนๆนี้เขาได้เงินเดือน 2 พันกว่า บาท เพราะเค้าโดนแบบนี้บ่อย จะปฏิเสธก็ไม่ได้ นายจ้างบอกว่าไม่มีคน เหนื่อยทั้งเดือน ได้ตังแค่นี้ผมว่าเค้าใช้ชีวิตอยู่ยากนะครับ ภาระอะไรเค้าอีก

    ประเด็นที่ 5

    การเข้าทำงานที่นี่ ก็คือเอาชุดไปแล้วมาทำงาน ไม่มีการกรอกใบสมัคร ไม่มีข้อมูลพนักงาน ดังนั้นร้านจึงไม่จ่ายประกันสังคม เจ็บป่วยอะไรก็จ่ายเอง ซึ่ง 1 อาทิตย์มี 7 วัน , 1 อาทิตย์ หยุดได้ 1 วัน , ถ้า 1 เดือน มี 30 วัน คือ 4 อาทิตย์ สรุปหยุด 4 วัน ก็ทำงาน 26 วัน = 26 x 320 = 8,320 บาท ( ซึ่งทั้งร้านไม่มีใครได้เงินในราคานี้โดนหักทุกคน ) เค้าจะจ่ายไหวหรอครับ ภาระอย่างอื่นอีก ป่วยกระทันหันก็ไม่ได้เพราะ จะโดนหัก 640 บาท ต้องทำ 2 วันถึงจะเท่าทุน ผมว่านี่มันคือร้าน เซเว่น นะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้

    จริงๆมีหลายประเด็นนะครับ แต่ผมว่าแค่นี้มันก็สุดบรรยายนะครับ

    คำถามคือ เราสามารถทำอะไรกับเจ้าของร้านได้ไหมครับ ประมาณว่าเรียกร้องความเป็นธรรม เพิ่มเงินเดือน หรือทำอะไรที่บริษัทอื่นเค้าทำกันไม่กดขี่พนักงานแบบนี้ครับ จริงๆถ้าจะตัดปัญหา คือ ถ้าทนไม่ไหวพนักงานก็ลาออกไปหางานอื่นทำก็ได้ แต่ ก็รู้กันอยู่ ว่างานหายาก และ ถ้าเราไม่ทำ ร้านเซเว่นแห่งนี้ก็รับสมัครคนอื่นมาทำแล้วก็โดนกดขี่แบบนี้เรื่อยๆครับ

    ขอความเห็นหน่อยครับ หรือ ช่วยจัดหาเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจัดการให้หน่อยครับ ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      หลายประเด็น ยาวจริงๆ … ขอตอบตามนี้นะครับ

      1. มาสาย นายจ้างก็ไม่จ่ายเงินครับ แต่ต้องตามหลัก No work, no pay คือ มาสาย 15 นาที ก็เท่ากับไม่ได้ทำงาน 15 นาที นายจ้างก็จะไม่จ่ายเงินค่าจ้างใน 15 นาทีนั้นได้ (ชาวบ้านเรียกหัก แต่ตามหลักการก็คือ ไม่จ่ายเพราะไม่ได้ทำงานให้นายจ้าง) จะมาหักแบบสาย 15 นาที หัก 1 ชั่วโมงไม่ได้ … ยิ่งแบบว่า สาย 15 นาที หัก 150 บาทนี่ ผิดชัดๆ ครับ
      2. ถูกต้องครับ การจัดตารางเป็นกะแบบนี้ ต้องจัดให้เกยกันเพื่อให้ต่องานกันได้ หรือไม่จัดให้เกยกัน ก็ต้องให้ค่าล่วงเวลาไปครับ ปกติก็อาจจะให้ 30 นาที เพื่อให้ต่องานกันได้ … ยิ่งถ้าให้พนักงานอยู่ แต่ไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้ ก็ผิดครับ … ถ้านายจ้างจะพริ้วว่าไม่ได้บังคับ งั้นพนักงานก็ไม่ต้องอยู่ครับ หุหุ
      3. เรื่อง “ทำงานไม่เสร็จ” เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ตอบยาก … แต่ปกติแล้ว ถ้าจะให้ถูกกฎหมายนายจ้างควรทำแบบนี้ครับ … ถ้าพนักงานทำไม่เสร็จ แล้วจะให้ทำต่อ ก็ต้องจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาไป แต่หากพบว่าพนักงานมีพฤติกรรมทำงานเสร็จล่าช้า ก็จะใช้วิธีไม่ปรับขึ้นค่าแรงประจำปี หรือไม่มีโบนัสให้ หรือจะสอบสวนทางวินัยก็ได้ เพราะมีผลปฏิบัติงานต่ำ อาจจะใช้เป็นเหตุเลิกจ้างได้ (แต่ต้องจ่ายค่าชดเชย)
      4. ใช้งานคนท้องทำงานแบบนั้นก็เสี่ยงผิดกฎหมายแล้ว การเข้างานแบบควงกะจริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกกฎหมายซะทีเดียวนะครับ เพียงแต่ปกตินายจ้างลูกจ้างมักสมยอมกัน (เพราะได้เงินค่าทำงานล่วงเวลาเยอะ) แต่เมื่อให้ควงกะแล้ว กะที่ควงที่สองจะต้องคิดเป็นค่าทำงานล่วงเวลาทั้งหมดนะครับ … ทีนี้หากเกิดไม่สบายมาทำงานไม่ได้ ก็คือลาป่วย นายจ้างก็ไม่มีสิทธิไปหักเงินอีก คือ จะ No work, no pay ก็ไม่ได้ เพราะกฎหมายให้ลูกจ้างลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และนายจ้างต้องจ่ายค่าแรงในกรณีลาป่วย ปีละไม่เกิน 30 วันอีก ฉะนั้นไปหัก 640 บาทนี่ผิดกฎหมายเต็มประตู
      5. อย่าเข้าใจผิดนะครับ แม้จะเรียกว่าร้าน 7-Eleven แต่จริงๆ คือ เจ้าของร้านซื้อแฟรนไชส์มาเปิดกิจการนะครับ ฉะนั้นแต่ละร้านก็จะมีกฎกติกาแตกต่างกันออกไปตามความโหดของเจ้าของร้าน ฉะนั้นจากที่อ่านมาแต่ละประเด็น ผมแนะนำว่าให้ฟ้องเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการแรงงานเขตที่ 7-Eleven ร้านนี้ตั้งอยู่ครับ ให้มาดำเนินการจัดการนายจ้างขี้เอาเปรียบนี้ … แต่ผมคงช่วยจัดหน้าเจ้าหน้าที่มาจัดการไม่ได้นะครับ ผมไม่ใช่หน่วยงานราชการน่อ

  90. serialmama says:

    คือ ที่ทำงาน มี2 กะ คือ
    กะเช้า (D) 08:00น.-16:00น. และกะกลางคืน
    (N)20:00-04:00น.

    ถ้าหากว่า ลูกจ้าง มีความเต็มใจที่จะทำงานควบ2กะ เพื่อที่จะได้ไปหยุดในวันอื่นๆได้ จะสามารถทำได้หรือเปล่าครับ เช่น ผมจะเข้า
    จันทร์ D+N
    อังคาร -หยุด-
    พุธ N
    พฤหัส -หยุด-
    ศุกร์ D+N
    เสาร์-อาทิตย์ -หยุด-

    จะสามารถตกลงกับนายจ้างได้มั้ยครับ

    ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      โดยกฎหมายแล้วถือว่านายจ้างผิด แต่หากลูกจ้างกับนายจ้างตกลงกันได้ ไม่มีใครฟ้องร้องก็ไม่มีปัญหา … แต่ปกติแล้วการควงกะเป็นอะไรที่ผมไม่แนะนำ โดยเฉพาะในกรณีงานที่มีความเสี่ยง เพราะหากสภาพร่างกายไม่พร้อม โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะสูงนะครับ บางทีได้ไม่คุ้มเสีย … สภาพร่างกายไม่พร้อมงานอาจจะไม่มีประสิทธิภาพ นายจ้างก็เสียประโยชน์ ยิ่งเกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงานนายจ้างก็จะเสียหาย

  91. เสาวณีย์ ดูเอี่ยม says:

    ขอสอบถามค่ะ หากพนักงานเข้ามาปฏิบัติงานจนครบกำหนดผ่านทดลองงาน แต่ทางหัวหน้างานยังมิได้ส่งผลการประเมิณ จน วันเวลาล่วงเลยมาหลายเดือนประมาณ 6 เดือน และ มีการปรับเงิน ขอสอบถามว่า กรณี มีการปรับเงินดังกล่าว หัวหน้างานจะต้องให้มีผลตั้งแต่ วันที่ผ่านทดลองงาน หรือ สามารถให้มีผลนับจากวันเซ็นต์เอกสารอนุมัติให้ผ่านทดลองงานแลละวันที่มีการปรับเงินคะ

    • kafaak says:

      พิจารณาจากสัญญาจ้างก่อนว่ามีระบุไหมว่าจะปรับเงินเมื่อไหร่หลังผ่านโปร … ถ้าไม่มี ผลของการปรับค่าจ้างก็คือ เริ่มนับจากประกาศปรับค่าจ้างครับ ส่วนใหญ่จะไม่ให้มีผลย้อนหลัง

  92. laphatrada says:

    พนักงานที่อยู่ในช่วงทดลองงาน (119 วัน) ทำงานล่วงเวลา สามารถรับค่าล่วงเวลานี้ได้รึไหมค่ะ (ค่าจ้างวันละ 300 บาท)

    • kafaak says:

      แม้จะอยู่ในช่วงทดลองงานของนายจ้าง แต่สำหรับกฎหมายแล้ว คุณคือลูกจ้างครับ หากทำงานล่วงเวลา ก็ต้องได้รับค่าจ้างล่วงเวลาครับ

  93. ๋Jory says:

    สวัสดีค่ะ ดิฉันอยากปรึกษาเรื่องคำว่า OT นิดนึงค่ะ ที่บริษัทดิฉันเข้างาน 08.30-17.30 น. แล้วถ้ามีงานเข้ามานายจ้างก็จะบอกให้เราช่วยทำโอทีให้หน่อยแต่ว่าเราได้ค่าโอทีแค่เท่าเดียวปกติ อย่างเช่นนะคะ ได้รายวันวันละ 300 บาท ทำงาน 8 ชั่วโมงก็ตกชั่วโมงละ 37.50 บาท แล้วนายจ้างให้เราทำงานช่วงหลังเวลาเลิกงานปกติ 18.00-23.00 ค่ะ แต่ว่าค่าโอทีก็ได้แค่ชั่วโมงละ 37.50 บาทเท่าเดิม ไม่มีเพิ่ม 1.5 ให้เลย และวันหยุดวันอาทิตย์ก็ให้เรามาทำงานแต่ก็คิดค่าแรงวันละ 300 เหมือนเดิมไม่มีเพิ่มให้ ตามที่ที่อื่นๆ เค้าคิดกัน แบบนี้นายจ้างผิดกฎหมายแรงงานหรือเปล่าและลูกจ้างอย่างดิฉันต้องทำยังไง ช่วยตอบด้วยนะคะ ทำงานมา 2 ปีแล้วก็ยังเป็นแบบนี้

    • kafaak says:

      ผิดกฎหมายแรงงานครับ
      ไปร้องเรียนที่สำนักงานแรงงานเขตที่นายจ้างประกอบการได้ครับ ถ้าเจรจากันไม่รอด ก็ฟ้องศาลเลย แล้วก็เรียกดอกเบี้ย 15% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 2 ปีเลยครับ

  94. Banana says:

    สวัสดีค่ะ อยากทราบว่าดิฉันจะร้องเรียนใครได้บ้างในกรณีที่บริษัทจ่ายค่าแรงจูงใจให้กับพนักงาน 1000บาท นอกเหนือจากเงินเดือน จนบริษัทงดไมีให้ค่าแรงจูงใจกับพนักงานทุกคน ดิฉันเพิ่งทราบว่าดิฉันไม่เคยได้รับเลยสามปีที่ผ่านมา พอติดต่อฝ่ายบุคคลก็อ้างว่าตำแหน่งแรกเข้าไม่มีสิทธิ์รับแต่พอปีต่อมาเปลี่ยนตำแหน่งเป็นนักวิชาการ ก็ยังไม่ได้รับเหมือนเดิม และเค้าบอกว่าไม่มีผลย้อนหลัง ดิฉันต้องแจ้งใครได้ค่ะ

    • kafaak says:

      เรื่องนี้ลองดูระเบียบข้อบังคับของบริษัท แล้วทำเรื่องร้องทุกข์ไปยังผู้บริหารตามระเบียบเลยครับ

  95. Nice says:

    สวัสดีครับ ผมทำงานเป็นพนักงานโรงงาน ได้ค่าจ้างเป็นรายเดือน มีอยู่เดือนหนึ่งผมทำงาน
    27 วัน โดนหักขาดงาน 3 วัน ได้รับค่าจ้าง 27 วัน แต่โรงงานหักประกันสังคมทั้งเดือน
    คือความเข้าใจของผม คือมาทำงานวันไหนก็โดนหักประกันสังคมวันนั้น
    อยากทราบความจริงครับ ขอขอบคุณมากๆครับ

    • kafaak says:

      ไม่ครับ ประกันสังคมพิจารณาจากจำนวนเงินค่าจ้างที่คุณได้ทั้งเดือนครับ คือ 5% แต่ไม่เกิน 750 บาท (5% ของเงินเดือนหมื่นห้า)

      • Nice says:

        ผมยังสับสนอยู่ครับ ช่วยอธิบายให้ผมฟังใหม่ด้วยน่ะครับ หมายความว่าถ้าเราเงินเดือน 15000 ขึ้นไป ก็จะโดนหักเต็มเพดาน
        คือ 750 บาท ถูกมั้ยครับ ถึงแม้ว่าเราจะโดนหักขาดงานในเดือนๆนั้นก็ตาม
        แต่ถ้าเราเงินเดือนไม่ถึง 15000 เราจะโดนหักเต็มมั้ยครับ ตามนี้น่ะครับ
        ถ้าเงินเดิอน 12000 บาท ปกส.หัก 600 บาท ในกรณีรับเงินเต็มเดือน
        แต่ถ้าอีกเดือนรับ 10800 บาท จะโดนหัก ปกส. 540 บาท หรือ 600 บาทครับ ในฐานเงินเดือน 12000 บาท ตลอดมาครับ ขอบคุณครับ

        • kafaak says:

          หมายความว่า การหักประกันสังคมจะคิดที่ 5% ของเงินเดือนเดือนนั้นของเราครับ แต่จะไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน (คือ 5% ของเงินเดือน 15000 บาท) หรือก็คือ เมื่อเงินเดือนมากกว่า 15000 บาท ก็จะโดนหักประกันสังคม 750 อัตราเดียวเลยครับ

          ฉะนั้นถ้าเดือนนี้คุณเงินเดือน 10800 บาท ก็โดนหัก 5% หรือ 540 บาท แต่หากคุณได้เงินเดือน 12000 บาทก็โดน 600 แต่หากโอทีดีหน่อย เดือนนี้ได้ 15000 ก็หัก 750 ครับ

          • Nice says:

            รบกวนอีกรอบน่ะครับ ผมเงินเดือน 12,000 บาท โดนหัก
            ปกส.600 บาท ทุกเดือน สมมุติถ้ารายได้เดือนต่อๆไป
            ได้รับค่าจ้างรวมโอทีด้วยแล้วอยู่ที่ 16,000 บาท ต้องโดน
            หัก ปกส.750 บาท ด้วยเหรอครับ คือความเข้าใจของผม
            คือหัก ปกส.จากเงินเดือนเท่านั้นคือ 600 บาท
            ไม่รวมค่าแรงที่ได้จากการทำโอที (ค่าแรงจากการทำโอทีไม่โดนหัก ปกส.) ผมเข้าใจถูกต้องมั้ยครับ

          • Nice says:

            Nice June 4, 2015 at 12:43 รบกวนอีกรอบน่ะครับ ผมเงินเดือน 12,000 บาท โดนหัก ปกส.600 บาท ทุกเดือน สมมุติถ้ารายได้เดือนต่อๆไป ได้รับค่าจ้างรวมโอทีด้วยแล้วอยู่ที่ 16,000 บาท ต้องโดน หัก ปกส.750 บาท ด้วยเหรอครับ คือความเข้าใจของผม คือหัก ปกส.จากเงินเดือนเท่านั้นคือ 600 บาท ไม่รวมค่าแรงที่ได้จากการทำโอที (ค่าแรงจากการทำโอทีไม่โดนหัก ปกส.) ผมเข้าใจถูกต้องมั้ยครับ

            Read more at: http://www.kafaak.com/2012/02/28/labor-law-you-need-to-know-02/

          • kafaak says:

            ใช่ครับ … ประกันสังคมไม่ได้หักจากเงินเดือน แต่หักจากรายได้ของเราจากนายจ้างรายนั้นๆ ในเดือนนั้นครับ ฉะนั้นมีโอที ก็หักคัรบ

  96. Ananya says:

    ณ ตอนนี้ทำงานอยู่บริษัทแห่งหนึ่งค่ะ แต่ยังไม่พ้นโปร คือเริ่มทำงาน 1 พค. แล้วทีนี้รู้สึกว่างานมันไม่ใช่น่ะค่ะ จึงยื่นใบลาออก วันที่ 17 กค. จะขอออกสิ้นเดือนคือ 29 กค. แต่เค้าให้ออก 17สค. แบบว่าอยากให้ทำตาม นโยบาย บอกล่วงหน้า 30วัน

    แต่ต้องบอกก่อนนะคะ ว่าที่ออกนี่เพราะจะเรียนโทให้จบค่ะ เนื่องจากว่าอยู่ในช่วงทำวิทยานิพนธ์ มันค่อนข้ายาก เพราะงานที่ทำก็ค่อนข้างเยอะ ไม่มีเวลาทำวิทยานิพนธ์เลย อยากจบให้เร็วแล้วจะสมัครสอบราชการน่ะค่ะ

    ที่นี้ก็แจ้งความจำเป็นไปว่าขอออกสิ้นเดือน กค. แต่ไม่ยอม ก็เลยไม่อยากมีปัญหา เลยเขียนวันที่มีผลออกจากงานวันที่ 17 สค. คือ 30วันตามนั้น
    แล้วทีนี้ก็มีความจำเป็นต้องลางาน เค้าก็บอกสิทธิวันลากิจไม่มีแล้ว อย่างนี้ ทำยังไงดี เพราะ ก็จำเป็นต้องลางานจริงๆค่ะ ทั้งๆที่จะออกสิ้นเดือนก็ไม่ให้ออกน่ะค่ะ

    ปล. ยังไม่พ้นโปร จะมีผลอะไรไหมคะ ในการหยุดงานไปเลย

    • kafaak says:

      ถ้าหักดิบแบบนั้นก็เท่ากับว่าจากกันไม่ได้ด้วยดี แถมมีโอกาสที่จะโดนฟ้องร้อง เพราะทำนายจ้างเสียหาย เนื่องจากไม่ได้บอกล่วงหน้าตามที่กำหนดไว้ (ไม่เกี่ยวกับนโยบายนะครับ แต่มันเป็นกฎหมาย ที่กำหนดไว้ว่าต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง) ฉะนั้น ผมแนะนำว่าอยู่ให้ครบที่กำหนดดีกว่าครับ หรือไม่งั้นก็ต้องพูดคุยเจรจากับผู้จัดการ กับผู้บริหาร เพื่อขอความเห็นใจ

  97. ธนพิมพ์ บรู๊ค says:

    สวัสดีค่ะ

    ดิฉันถามแทนเพื่อนค่ะ คือเพื่อนทำงานในบริษัททีวีดิจิตอลแห่งหนึ่งประมาณ2ปีช่วงนึงบริษัทขาดทุนจึงหยุดกิจการทำให้พนักงานตกงานแต่พนักงานเห็นใจจึงไม่ได้เรียกร้องอะไรจนกระทั่งหลังจากนั้นได้มีทุนกลับมาทำใหม่จึงเรียกให้เพื่อนดิฉันกลับมาทำพร้อมให้ชักชวนทีมเดิมกลับมาด้วยแต่ที่กลับมาครั้งนี้ไม่ได้มีการเซ็นสัญญากันเงินเดือนก็จ่ายกันแบบซองบัตรตอกไม่มี แต่งานรายการทีวีรู้กันอยู่แล้วว่าต้องทำงานทำงานต่อเนื่องเพราะบางรายการเป็นการถ่ายทอดสด การที่ทำงานเช่นนี้ก็สามารถยืนยันได้อยู่แล่้วว่าใครมาใครสายใครล่วงเวลาแต่การจ่ายเงินเดือนไม่เคยมีot อ้างว่าไม่มีบัตรตอกแต่มีการหักสายบอกว่าสงสัยว่าไม่เข้าตรงเวลา มันเป็นข้ออ้างที่ฟัง ไม่ขึ้นเลย เพื่อนดิฉันเข้าไปคุยเพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่ทีมงานลูกน้องที่เค้าพามาร่วมชะตากรรม แต่ถูกหมายหัว เวลาผ่านไปสามเดือนมาแจ้งว่าไม่ผ่านโปรขอเลิกจ้าง แต่พอพนักงานบอกว่าจะรวมตัวกันลาออก หากเพื่อนลาออกก็เลยให้เพื่อนดิฉันกลับมาทำงานการเลิกจ้างไม่มีการเตือนหรือแจ้งล่วงหน้าเลย แถมไม่ให้เงินชดเชย และยังมาขอให้อยู่เคลียร์งานให้อีก อยาทราบว่า
    1เพื่อนสามารถฟ้องเรียกค่ะชดเชยได้มั้ยคะ
    2เจ้าของไม่เคยยื่นทำประกันสังคมตั้งแต่เปิดที่แรก จนปิดไปเปิดใหม่ยิ่งไม่มีระบบอะไรเลยแต่อ้างไม่จ่ายOT แถมจะคอยจะหักตังค์ หากมาสาย ฟ้องได้มั้ย
    3งานของเพื่อนจากที่เค้าทำมาแล้วแล้วกลับมาทำใหม่เป็นงานเดิม และไม่ได้เซ็นต์สัญญาจ้างใหม่และก็ไม่มีการลาออกตอนหยุดกิจการจะถือว่าเค้าไม่ผ่านทดลองงานใหม่ได้ด้วยเหรอคะ สงสารเพื่อนค่ะเพราะเค้าทุ่มเทให้งานมากขนาดตอนไฟใหม้สถานีไม่เหลืออะไรพนักงานยังยืนหยัดช่วยทำงานจนทำให้ผ่านวิกฤตมาได้มาวันนี้ มาเลิกจ้างเค้าอ้างว่าเค้าไม่ผ่านโปร มันเอาเปรียบและกดขี่ลูกจ้างเ
    กินไปนะคะ เด็กช่างไฟบางคนตอนโดนลอยแพได้งานใหม่แล้วยังกลับมาช่วยไม่น่าเลย

    • @kafaak says:

      ข้อ 1. และ 2. ตอบได้ไม่ยากเท่าไหร่
      1. หากเป็นการเลิกจ้างแบบไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ก็สามารถเรียกค่าชดเชยแทนการถูกบอกกล่าวล่วงหน้าได้เป็นเงินเท่ากับค่าจ้างที่เหลือนับตั้งแต่วันที่ให้ออกไปจนถึงวันที่จ่ายค่าจ้างวดถัดไป (มาตรา 17 พรบ.คุ้มครองแรงงาน)
      2. เจ้าของไม่ทำประกันสังคม ถือว่าผิดกฎหมาย แจ้งสำหนักงานประกันสังคมหรือแรงงานเขต ให้เขาไปปรับนายจ้าง (แต่คุณเสียประโยชน์ด้านประกันสังคม อันนี้หมดทางช่วย) หากไม่จ่ายโอทีก็หาหลักฐานมาแล้วฟ้องพร้อมเรียกดอกเบี้ย มาสายแล้วหักตังค์ถ้าเขาหักแบบตามจริง (หมายถึงตามจริงเป็นนาทีตามค่าแรงรายชั่วโมง) ก็สามารถทำได้ แต่หากหักเป็นจำนวนเต็ม แบบนี้ผิดกฎหมาย ฟ้องร้อง ขอเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยได้

      แต่กรณีแบบนี้ ต้องฟ้องหลายๆ คน เพื่อให้เป็นเงินจำนวนมากๆ นายจ้างแย่ๆ แบบนี้จะได้กระอักครับ ฟ้องคนเดียว มันไม่คุ้ม

      ที่ยากคือข้อสาม เพราะต้องพิจารณาว่าครั้งแรกที่กิจการหยุดไป เขาเลิกจ้างเราไหม หรือเรายังเป็นลูกจ้างอยู่

      ถ้าเขาเลิกจ้าง … นายจ้างก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยแทนการถูกเลิกจ้าง (ทำงานมาสองปี มีค่าชดเชยแน่ๆ) และหากไม่บอกไม่กล่าวก็ให้ออกเลย ก็ได้ค่าชดเชยแทนการถูกเลิกจ้าง … ถ้าเป็นกรณีนี้นี้ ฟ้องเลย เรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย … แต่ในกรณีนี้เมื่อเราเข้าทำงานใหม่ ก็ถือว่าเป็นเข้าทำงานใหม่ เริ่มทดลองงานกันใหม่ เขาก็ให้เราไม่ผ่านทดลองงานได้ แต่เมื่อบอกก็ต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้างครับ ไม่บอกล่วงหน้า ก็เรียกค่าชดเชยแทนการถูกเลิกจ้างได้

      ถ้าเขาไม่ได้เลิกจ้าง … จะเข้าข่ายเลิกกิจการชั่วคราว นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเป็นเงิน 75% ของค่าจ้าง แบบนี้จะไม่ถือว่าสิ้นสุดสภาพการจ้าง ฉะนั้นจะมาบอกว่าทดลองงานใหม่ไม่ได้ อายุงานก็ต้องถือว่านับต่อด้วย หรือก็คือ หากงวดนี้เขาเลิกจ้างเพื่อนของคุณ เขาก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานครับ

      งานนี้จะยากตรงที่ มางวดสองคุณไม่ได้มีการเซ็นสัญญาอ่ะครับ ฉะนั้นต้องไปพิจารณาให้ได้ว่ารอบแรกที่หยุดกิจการไป มันเป็นการเลิกจ้างหรือหยุดกิจการชั่วคราว (มีการบอกกล่าวเลิกจ้างไหม มีเอกสารเลิกจ้างไหม)

  98. otrathai says:

    มีเรื่องจะปรึกษาค่ะ ดิฉันทำงานกับบริษัทส่งออกทูน่าเป็น เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ทำงานมา 6 ปี 5 เดือน ช่วงหลังๆมานี่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานบ่อย คือตอนที่เข้ามาทำงานแรกๆ บริษัทไม่มีระบบอะไรเลย แม้กระทั้งประวัติพนักงาน ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่เป็นพม่าร้อยละ 80 ตอนเข้าทำงาน ปี 52 มีพนักงาน 700 กว่าคน. มีฝ่ายบุคคล 2 คน ก็พยายามทำงานกัน ทำประวัติใหม่ ทำให้มีระบบระเบียบมากขึ้น ณ ปัจจุบัน มีพนักงาน 1700 คน ก็ยังมี เจ้าหน้าที่แค่ 3 คน. งานหนักมาก เลิกงานที 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม. แต่ไม่ได้โอที ได้แค่เบี้ยเลี้ยง ชม ละ 40 บาท ตอนนี้มีปัญหาว่า เจ้านายต้องการบีบให้ดิฉันกะเพื่อนอีกคยออก โดยไม่อยากจ่ายค่าชดเชย ตอนนี้มีการกล่าวหาว่าทุจริต เก็บเงินพนักงานมาเป็นของตัวเอง เอาเสื้อของโรงงานไปแอบขาย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวหายังไม่มีหลักฐาน และไม่เคยตั้งกรรมการสอบ ไม่มีมูลเหตุของการกล่าวหาใดๆ เหมือนเจ้านายพยายามดิตเครดิตดิฉันกะเพื่อน ทำให้มีความผิด โดยไม่อยากจ่ายค่าชดเชย พอถามเจ้านายว่าหลักฐานที่กล่าวหาทั้งหมดยุไหนแต่ผ่านมาเป็นเดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้า บอกจะให้ทนายมาคุยก็นานมาแล้ว ตอนนี้ก็มาลดงานดิฉันกับเพื่อน จากงานทึ่ทำประจำก็สั่งห้ามทำ รับคนใหม่มากเดัน เพื่อให้ลาออกเอง โดยไม่ยอมจ่าย. ดิฉันอยากทราบว่า ถ้าเป็นแบบนี้ดิฉันมีสิทธิ์ร้องขอให้นายจ้างแสดงหลักฐานการทุจริตที่โดนกล่าวหาได้มั๊ย และถ้านายจ้างไม่มีหลักฐานดิฉันสามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยการเลิกจ้างได้มั๊ย และสามารถฟ้องเรียกร้องโอทียัอนหลักได้มั๊ย ต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง

    • @kafaak says:

      เรื่องเรียกร้องโอทีย้อนหลังสามารถทำได้นะครับ ขอแค่มีหลักฐานการทำงานและหลักฐานว่านายจ้างให้เราทำโอทีนั่นแหละครับ คุณเป็นพนักงาน HR น่าจะหาหลักฐานตรงนี้ได้ไม่ยากละนะ แต่ทีนี้ในส่วนของเรื่องที่ว่านายจ้างพยายามบีบให้คุณออก ก็เข้าข่ายที่เรียกว่าปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมครับ แต่ว่าผมอยากให้ลองปรึกษาทนายอีกประเด็น คือ การหมิ่นประมาท เพราะหากนายจ้างคุณใส่ความขนาดนี้ ต่อหน้าคนอื่นๆ ด้วย หรืออาจจะมีประกาศในบริษัทอะไรแบบนี้ มันก็พอจะฟ้องร้องในฐานะนั้นได้ มันเรียกค่าเสียหายได้มากกว่าเยอะครับ

  99. Nunam says:

    สวัสดีค่ะ ดิฉันทำงานที่ บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่ง ทำงานปกติ จันทร์ – เสาร์ หยุดวันอาทิตย์ 1 วัน ค่ะ แต่ทุกๆปี จะมีการอบรมดับเพลิง ปีล่ะ 1 ครั้ง แต่บริษัท ใช้วันหยุดพนักงาน คือวันอาทิตย์ มาเป็นวันอบรม ซึ่ง พนักงานไม่ได้รับค่าจ้างหรือโอทีเพิ่มแต่อย่างใด มีแค่อาหารกลางวัน เลี้ยงพนักงาน คนล่ะ 1 กล่อง อยากทราบว่า บริษัทผิดไหมค่ะ ???

    • @kafaak says:

      ผิดครับ กรณีนี้เป็นการที่นายจ้างสั่งให้มาทำงาน (คือ มาเข้ารับการอบรม) ฉะนั้นต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดครับ

  100. สายใจ says:

    ที่ทำงานหนู เข้างาน 07.15 น เลิกงาน 17.15 น พักเที่ยงได้ คนละไม่เกิน 45 นาที วันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆไม่หยุด วันพ่อ วันแม่ ยังไม่หยุดเลยค่ะ รู้สึกโดนเอาเปรียบมากค่ะ เงินเดือนก็น้อยนิด อยากรุ้ว่าจะร้องเรียนได้ที่ไหนบ้างคะ ทุกคนที่ทำงานรุ้ค่ะว่าโดนเอาเปรียบแต่ทำไรไม่ได้ กลัวตกงาน ตอบหน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ

    • @kafaak says:

      ร้องเรียนได้ที่สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในท้องที่ที่นายจ้างอยู่เลยครับ

  101. สายใจ says:

    ลืมบอกค่ะ มาสายหักนาทีละ 10 บาทค่ะ โหดมากค่ะ

  102. Vivi says:

    ขอสอบถามนะครับ มีข้อข้องใจมากๆ(***ช่วยตอบคำถามด้วยนะครับ***)

    ผมได้ทำงานอยู่บริษัทฯ แห่งหนึ่ง ได้รับค่าจ้างรายเดือน เดือน ละ 30,000 บาท บริษัทฯ ไม่ได้มีการทำสัญญาว่าจ้างให้เซนต์ แต่มีเป็นเอกสารใบปรับอัตราเงินเดือน ของฝ่ายบุคคล ให้พนักงานเซ็นรับทราบเท่านั้น

    อยู่ๆ บริษัท มาปรับฐานเงินเดือน ของพนักงานทั้งโรงงาน เท่ากันหมด ที่ 10,000 บาท และ รายได้ที่เหลือ 20,000 บาท ให้เป็นค่าตำแหน่ง บริษัททำแบบนี้ อ้่างว่า ต้องการลดจำนวนค่าโอทีของพนักงาน ลง
    คำถาม
    1. ปรับฐานเงินเดือน แบบนี้ บริษัทสามารถทำได้หรือไม่ และผิดกฏหมายหรือเปล่า
    ขอความกระจ่างด้วยนะครับ
    ขอบคุณครับ

    • @kafaak says:

      การทำแบบนั้นไม่สามารถทำได้ครับ เงินเดือนคือเงินเดือน อยู่ๆ จะตัดแบ่งออกมาเป็นค่าตำแหน่งไม่ได้ครับ ทำแบบนี้ผิดกฎหมายชัดเจนครับ … จริงๆ แล้วที่บริษัทควรทำ หากต้องการลดจำนวนค่าโอทีของพนักงานลง คือ การจำกัดจำนวนชั่วโมงในการทำโอทีของพนักงานมากกว่าครับ

  103. tu says:

    รบกวนสอบถามครับ
    ผมทำงานมา 8 ปี ได้รับเงินเริ่มต้นที่ 7500 บาท และได้ปรับเพิ่มประจำปี มาทุกปี จนบัจจุปันอยู่ ที่ 17750 บาท เป็นฐานเงินเดือนอย่างเดียว และในปีนี้บริษัทค่อนข้างมีปัญหาเกี่ยวกับผลกำไร บริษัทจึงมีนโยบายที่ปรับลดพนักงาน บางส่วนถูกจ้างออกไปแล้ว แต่ผมยังไม่โดน แต่บริษัทกำลังจะปรับการจ่ายฐานเงินเดือนให้ใหม่ ซึ่งเงินที่ได้รับยังคงเท่าเดิม แต่ในสลิป บริษัทจะแบ่งระบุจ่ายให้เป็นค่าอย่างอื่นแทน บวกรวมกับรายการเงินเดือนของผม ซึ่งวิตกกังวลว่า ข้อ1วันดีคืนดี บริษัทจ้างผมออก เขาก็จะจ่ายน้อยลงและอ้างว่าฐานเงินเดือนผมได้แค่นี้ที่ระบุในสลิปเงินเดือน
    2.เขาไม่จ้างอออก แต่ใช้วิธีการบีบให้ออก ด้วยวิธีการไม่จ่ายค่ารายการอื่น ที่ถูกแบ่งออกจากฐานเงิน

    ผมเลยอยากสอบถามว่าบริษัทเขาสามารถทำแบบนี้ได้ไหม ที่จะปรับฐานเงินออกแล้วจ่ายเป็นค่าอย่างอื่นแทน ถ้าผมไม่ยอมสามาถทำได้ไหม และผมจะมีวิธีการอย่างไร
    ขอคุณครับ

    • @kafaak says:

      การทำแบบนั้นมีค่าเท่ากับการเปลี่ยนสภาพการจ้่างงานครับ หากลูกจ้างไม่ยินยอม นายจ้่างไม่สามารถทำได้ เพราะถือว่าผิดกฎหมายครับ และคุณก็ไม่ควรจะยอมด้วย เพราะไม่งั้นก็จะเป็นแบบที่คุณว่าครับ เพราะเมื่อฐานเงินเดือนน้อย ตอนที่เขาเลิกจ้่างคุณ เขาก็จ่ายแค่อัตราเงินเดือนสุดท้ายนะครับ

  104. Anurak says:

    ทำไมการทำงานโรงแรมถึงไม่มีOTครับ ถือว่าผิดกดหมายมั้ย

    • @kafaak says:

      ขอทราบตำแหน่งงานด้วยครับ ตามกฎหมายแล้วถ้าคุณมีตำแหน่งสูงระดับตัดสินใจแทนนายจ้างได้ มันก็เข้าข่ายนายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่าย OT ครับ งานอีกประเภทนึงก็คือ รปภ. ครับ
      อีกเรื่องนึงก็คือ ถ้านายจ้างไม่ได้ขอให้คุณทำ OT แต่คุณเลือกที่จะอยู่เกินเวลาเอง (หรือคุณอาจจะเรียกว่า อยู่ OT … แต่จริงๆ มันเรียกแบบนั้นไม่ได้ เพราะว่านายจ้างไม่ได้ขอ) นั่นก็เท่ากับนายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่าย OT เช่นกัน (ซึ่งมันก็มักจะเป็นช่องโหว่ให้นายจ้างเอาเปรียบเช่นกัน เช่น ไม่ได้บอกว่าให้ทำ แต่บอกว่าหากงานไม่เสร็จก็เป็นหน้าที่ที่คุณจะต้องทำ … ซึ่งกรณีแบบนี้ อาจจะต้องไปร้องเรียนสำนักงานคุ้มครองแรงงานเอา ประมาณว่านายจ้างหาทางเลี่ยงบาลี เลี่ยงกฎหมาย หาเรื่องไม่ยอมจ่าย OT)

      ฉะนั้น ก่อนที่จะตอบอะไรได้ ก็ต้องทราบรายละเอียดของงานก่อนครับ

  105. 123 says:

    สวัสดีค่ะ ดิฉันทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งเจ้าของผู้ชายเป็นคนจีนภรรยาเป็นคนไทย พนักงานไม่ถึ
    10คน ลักษณะงานคือนำเข้าและขายส่ง ตอนนี้ทำงานมาจะครบ1ปีแล้วค่ะ ตอนสัมภาษณ์งาน นายจ้างระบุว่า ช่วงแรก ทำงานจ-ศ แต่ต่อไปต้องทำงาน จ-ส วันหยุดของบริษัทคือ วันพ่อ วันแม่ วันแรงงาน สงกรานต์ และตรุษจีนหยุดยาว5-6วัน นอกนั้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ไม่มีหยุด ในส่วนตัวช่วงแรกรู้สึกโอเคมาก เพราะได้หยุด ส-อ ถึงจะไม่ได้หยุดนักขัตฤกษ์ก็ไม่เป็นไร ต่อมาธันวาคม 58 ที่ผ่านมานายจ้างเรียกคุยว่จะต้องทำงานวันเสาร์แล้วนะ เราก็ไม่เป็นไรทำได้ เพราะเคยตกลงกันไว้ตั้งแต่สัมภาษณ์แล้ว ตอนนี้เริ่มทำงานวันเสาร์มาสักพักแล้ว แต่ในส่วนของวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ผ่านมาไม่ได้หยุดเลย วันแรงงานที่ผ่านมาของปี59 ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งวันจันทร์จะต้องหยุดชดเชย แต่นายจ้างให้มาทำงานด้วย โดยให้เหตุผลว่า มาช่วยพี่ไม่ได้หรอ? ทุกคนมาทำงานแต่คนที่มีธุระกลับต้องเขียนใบลา ในส่วนตัวคิดว่า มันไม่ถูกต้อง ไม่แฟร์เลย และในเดือนพฤษภาคม 59นี้ เราไม่มีวันหยุดเลย ตั้งแต่ชดเชยแรงงาน วันฉัตรมงคล วันพืชมงคล และวันนี้วันวิสาขบูชา ดังที่กล่าวมาเราสามารถทำอย่างไรได้บ้างคะ

    • @kafaak says:

      กรณีนี้ต้องเช็ครายละเอียดเพิ่มเติมครับ เพราะกฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องกำหนดให้มีวันหยุดตามประเพณี 13 วัน (รวมวันแรงงานแห่งชาติ) ฉะนั้น หากเขาให้มาครบถ้วน เขาก็ไม่ผิดครับ แต่ในกรณีของวันแรงงานแห่งชาติ หากตรงกับวันอาทิตย์ ก็ต้องชดเชยวันจันทร์แทน หากไม่ให้ชดเชย ก็ต้องมาขอให้คุณทำงานและจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ครับ ซึ่งอันนี้ก็รวมถึงวันหยุดตามประเพณีอื่นๆ ที่เขาให้มาทำเช่นกัน คือ ต้องมาถามว่าคุณจะมาทำงานในวันหยุดได้ไหม ให้คุณยอมรับ และต้องจ่ายค่าชดเชย จึงถูกต้อง หากไม่เป็นไปตามนี้ ร้องเรียนไปที่นายจ้างก่อน ถ้านายจ้างไม่สนใจ ก็ร้องเรียนไปสำนักงานแรงงานในเขตพื้นที่ที่นายจ้างประกอบกิจการอยู่ครับ

  106. kayawasan says:

    รบกวนขอสอบถามหน่อยครับ โรงงานที่ไม่มีกะ แล้วพองานไม่ทัน นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างเข้ากะ แต่ไม่มีค่ากะ มีแต่ค่ารถให้ แล้วอ้างว่าไม่ได้เข้ากะ แต่เป็นเปลี่ยนเวลาทำงานเป็นตอนกลางคืนเฉยๆ แล้วอย่างนี้ผิดกฏหมายไหมครับ แล้วลูกจ้างสามารถร้องเรียนกรมแรงงานได้ไหมครับ แล้วต้องมีหลักฐานอะไรไหมครับ

    • @kafaak says:

      สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณถือเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน (เวลา) ครับ ฉะนั้นต้องได้รับความยินยอมจากคุณ และต้องมีการแก้ไขสัญญาจ้างงานด้วย จะเรียกว่าเข้ากะหรือไม่ก็ไม่ใช่ประเด็นครับ (กฎหมายไม่มีคำว่า “กะ”) ฉะนั้นสามารถฟ้องร้องนายจ้างได้ โดยมีหลักฐานคือสัญญาจ้างงานครับ ร้องเรียนไปยังสำนักงานคุ้มครองแรงงานประจำเขตพื้นที่ที่นายจ้างประกอบกิจการเลย

  107. kitisak says:

    สวัสดีครับ ผมมีปัญหากับนายจ้างมาขอคำปรึกษาหน่อยครับ คือผมถูกนายจ้างบังคับให้เข้าทำโอทีในวันหยุด ซ่ึงได้ค่าแรง1เท่า ผมว่ามันไม่คุ้มกับค่าน้ำมันที่ต้องเดินทางมาทำงาน(ไม่มีค่ารถและรถรับส่ง)และถ้าหากผมไม่เข้า เขาจะให้ผมเขียนไปรายงานความผิดฐานละทิ้งหน้าที่ ครับหน้าที่ของผมคือเปลี่ยนแม่พิมพ์ เป็นโรงงานทำแก้วครับ แม่พิมพ์จะเปลี่ยนตลอด24ชั่วโมงแล้วแต่ว่าจะครบยอดการผลิตตอนไหนแต่แผนกของผมจะเปลี่ยนเฉพาะเวลาทำงานปกติคือ8:00-17:30หรือโอที18:00-23:00หลังจากน้ันทางกะเขาจะทำการเปลี่ยนเอง ปัญหาคือในวันหยุดเขายังจะบังคับให้เข้าทั้งที่ทางกะเองก็สามารถเปลี่ยนเองได้ แล้วถ้าผมไม่เข้าจะมีความผิดไหมครับบริษัทเอาผิดเราได้ม้ัยครับ ขอรบกวนให้ความรู้หน่อยครับ ขอบพระคุณครับ

    • @kafaak says:

      ตามปกติแล้ว การจะให้ลูกจ้างทำล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด นายจ้างจะต้องขอลูกจ้างเป็นกรณีไปครับ จะมาบังคับลูกจ้างทำก็ไม่ได้ (หรือพูดง่ายๆ ลูกจ้างไม่ทำ จะมาลงโทษไม่ได้) แต่ทีนี้มันก็มีกรณียกเว้นคือ หากงานนั้นต้องทำต่อเนื่อง หยุดไม่ได้ หยุดแล้วนายจ้างเสียหาย ก็ขอให้ลูกจ้างทำต่อเนื่องได้ตามสมควร ทีนี้ก็ต้องอยู่ที่ว่าสิ่งที่นายจ้างขอให้คุณทำ มันเข้าข่ายนี้ไหม หากมีพนักงานคนอื่นทำแทนได้ งานไม่เสียหาย หรือไม่จำเป็นต้องทำต่อเนื่องเพระาไม่เสียหาย แบบนี้นายจ้างก็มาบังคับไม่ได้ครับ

  108. ขออณุญาติปรึษาหน่อยนะคับ ผมทำงานกับบริษัท ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2553 จนถึงวันที่ 1มิถุนายน 2559 ระยะเวลา 5ปี 7เดือน

    แต่ที่ผมจะปรึกษาอาคับ คือ

    วันที่ 28 พฤศภาคม 2559 ที่ผ่านมา ได้เข้างานก่อน 8.30 แต่ไม่ได้เข้าแถว ตอนนั้นผมได้เข้าห้องน้ำอยู่ พอเสร็จกิจก็ออกมาเข้าแถวปกติ แต่ตัว ผจก. บอกว่าผมมาสาย ผมเลยบอก ผจก. ว่า ผมไม่สายนะคับ ไม่เชื่อก็เข้าดูสิพี่ (ตัว ผจก. เองคิดว่าผม ให้เค้าไปดูอะไรในห้องน้ำอาคับ) ก็เลยมีปากเสียงก็ช่วงเช้า พอตกตอนเย็นของเดียวกันอาคับ ผมได้ทำความสะอาดพื้น และทิ้งขยะ ในพื้นที่ ที่ผมได้ปฎิบัตเรียบร้อย ผมเลยไปอาบน้ำแล้วใส่ชุดทำงานใหม่พร้อมที่จะกลับบ้าน ในช่วงเวลา 4.30 แต่พอดี ตัวผจก. เห็นผม นั่งเล่นมือถืออยู่ เลยเรียกผมเข้าไปในห้องของ ผจก. สองคน แล้ว ผจก. ได้พูดว่า คุณทำ5ส. หรือยัง ถ่ายรูปส่งไลน์ยัง ผมบอกว่า ผมทำพื้นที่ของผมแล้ว แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปนะ เพราะผมไม่ได้ในกลุ่มบริการ แล้วตัว ผจก. ก็บอกผมอีกว่า คุณอาบน้ำก่อนเวลาทำไม (ซึ่งผมอาบน้ำ แต่เป็นชุดใหม่ไม่ใช่ชุดนอกเครื่องบริษัทแต่อย่างใด) แล้วหลังจากนั้น ตัว ผจก. เอง ก็พูดหยาบคาย กับผม ขึ้นมึงขึ้นกู กับผม เห็นเพราะ เมื่อตอนเช้านั้นแหละคับ ตัว ผจก. บอกว่า กูไม่เอามึงแหละ กูจะแจ้งพี่พงษ์ ให้เอามึงออก กูจะเล่นมึงเรื่องมาสาย ผมก็เลยบอกกับ ผจก. ว่า ทำไมพี่ ไม่พูดดีๆกับผมอ่ะทำไมต้องขึ้นมึงขึ้นกูด้วย แล้วตัว ผจก. ได้ตอบกลับว่าทำไม กูต้องพูดดีกับมึงด้วยละ ในเมื่อมึงไม่ให้เกียรติกูเลย แล้วผมก็ออกจากห้องของ ผจก. คับ

    เช้าวันที่ 29 พฤศภาคม 2559 เวลาประมาณ 9 โมงเศษๆ ตัว ผจก. ก็ได้เรียกผม เข้าไปในห้องอีกครั้ง ผจก. บอกกับผมว่า เอาแบบนี้ คุณเขียนใบลาออกเอง คุณจะไม่เสียประวัตนะ แต่ถ้าทางไล่คุณออก คุณจะเสียประวัตินะ แต่ตัวไม่เขียนใบออกนะคับ พอ ผจก. บอกกับผมแบบนั้น แล้วเค้าก็บอกให้ผมกลับไปทำงานเหมือนเดิม

    วันที่ 30 พฤศภาคม 2559 เพื่อนที่ทำงานเดียวกัน ได้เดินมาบอกว่า พี่ เค้าไล่พี่ออกแล้วนะ ซึ่งเพื่อนที่ให้ดูนั้น คือ เป็นอีเมล ที่ส่งหากันระหว่าง ตัว ผจก. และ ผจก.ฝ่ายที่ชื่อจิรพงษ์ ในเนื้อความได้ระบุดังนี้

    เรื่อง ขออนุมัติคำสั่งให้พนักงานพ้นสภาพ
    เรียน คุณสญชัย ศรีมาจันทร์
    โดยศูนย์บริการนำเรียนเสมอพิจารณาขิอนุมัติคำสั่งพนักงานพ้นสถาพ มีรายชื่อดังนี้
    นายนุชา พันธุ์คุ้มเก่า ตำแหน่งพนักงานช่าง สาขารามอืนทรา
    ซึ่งพิจารณาเห็นควรอนุมัติคำสั่งให้พนักงานพ้นจากสถาพเป็นพนักงานบริษัทพิธานฯ
    ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป
    นำเรียนมาเพื่อโปรดพจารณาอนุมัติ
    ขอแสดงความนับถือ
    จิรพงษ์ ใจเอื้อ
    30/05/2559

    ช้อความที่ไดกล่าวข้างต้นเป็นอีเมลที่ส่งหากัน แล้วกำลังขออนุมัตนายจ้างชื่อ คุณสญชัย ศรีมาจันทร์ ซึ่งไม่ใฃ่หนังสือเลิกจ้างผม แล้วในข้อความไม่ได้ระบุพ้นสถาพด้วยความอะไร ตามกฏหมายแล้วต้องระบุไว้ใช่ป่ะคับ ว่าทำผิดอะไรถึงต้องให้พ้นสถาพการเป็นพนักถูกป่ะคับ

    จน วันที่ 31 พฤศภาคม 2559 เพื่อนที่ทำงานเดียวกัน ได้นำกระดาษมาให้กับผม ตอน 10 โมงเช้า

    จนกระทั่ง วันที่ 1 มิถุนายน 2559 ผมได้เข้างานตามปกติ เข้าร่วมในแถวตามปกติ แต่ตัว ผจก. ได้สั่งให้ รปภ. ให้นำตัวออกผมจากบริษัท และยังบอกผมอีกว่า ถ้าไม่ออกจะตำรวจมาจับออกไป หลังจากนั้นผม ก็ไปเขียน คำร้อง ที่กรมแรงงาน แล้วผมเล่าให้กรมแรงานฟัง ว่าถูกกระทำแบบนี้อาคับ แล้วทางกรมแรง ก็ติดต่อ กับฝ่ายบุลคลทางบริษัทผม ฝ่ายบุลคล ยังไม่ทราบเรื่องที่ผมได้พ้นสภาพการเป็นพนักงานเลยคับ แล้วหลังจากนั้น ทางกรมแรงงานก็ให้ข้อเสนอแก่ทางบริษัท ให้ผมกลับเข้าไปทำงานจะได้สบายทั้งสองฝ่าย แต่ตัวผมปฎิเสธไปคับ

    ปัจจุบัน ตอนนี้อยู่ช่วงสอบสวน ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างอยู่คับ ทางนายจ้าง เค้ามีหลักฐาน ว่าผมสาย และใบเตือน18ฉบับ แต่ใบเตือนนั่นมันผลหรือระยะ1ปีใช่ป่ะคับ ซึ่ง ใบเตือนล่าสุดที่ผมได้ เป็นวันที่ 11 สิงหาคม 2558 แต่ของปี 2559 ยังไม่ได้เลยคับ และทางบริษัทก็ได้มีการหักเงินเรื่องมาสายแล้ว อย่างนี้ ตัว ผจก.เค้าใช้อารม ส่วนตัวมาตัดสินมากกว่าป่ะคับ และอยู่ๆ ให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานเลย แค่ในระยะเวลาแค่ 4วันเองอ่ะคับ แล้วหลังจากที่ไปฟ้องร้องที่กรมแรงงานตอนเย็นของวันที่1มิถุนา นะคับ ผมเข้ามาเก็บของพวกเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่ซื้อมานะคับพร้อมกับยาม พอช่วงประมาณวันที่20กว่าๆของมิถุนา ฝ่ายบุลคลโทรมาว่า มีของสูญหายนะค่ะ ทางบริษัทขอหักเงินค้ำประกัน5000ออกไปส่วยหนึ่งนะค่ะจะยอมยอมมั้ยค่ะ อยากข้อแนะนำอ่ะคับ ผมรู้สึกการไล่ออกแบบนี้ ผมว่ามันเป็นธรรมกับผม ผมจึงขอคำปรึกษาและคำแนะนำจากทนายหน่อยคับ

    • @kafaak says:

      ออกตัวก่อนนะครับ ผมไม่ใช่ทนายครับ ผมแค่พอมีความรู้เรื่องกฎหมายแรงงานครับ ในกรณีที่ต้องการปรึกษาทนายในเรื่องคดีจริงๆ แนะนำว่าปรึกษาทนายจริงๆ ดีกว่านะครับ

      แต่ใช่ครับ เวลาจะไล่ใครออก ก็ต้องมีบอกว่าด้วยเหตุอะไร … การมาสายก็เป็นเหตุให้เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ แต่ก็ต้องเป็นการเกิดขึ้นซ้ำซาก จนได้รับการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว และมีการผิดซ้ำอีก ซึ่งใบเตือนเรื่องเดิมปุ๊บ ก็สามารถพิจารณาเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้เลย และมีอายุ 1 ปีครับ การที่บริษัทหักเงินเรื่องมาสาย ไม่ใช่เรื่องที่จะบอกว่าจะไม่โดนลงโทษเลิกจ้าง (แต่จริงๆ นายจ้างก็ทำผิด ที่หักเงินเพราะมาสาย เพราะกฎหมายเขาไม่อนุญาตให้นายจ้างหักเงินลูกจ้างครับ) ของสูญหาย แล้วจะหักเงินค้ำประกัน ก็ต้องมีการสอบสวนครับ ว่าสูญหายอย่างไร เพราะเราประมาทเลินเล่อหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ๆ จะมาหักก็ได้อีกเช่นกัน

      • แล้วนายจ้างสามารถแจ้งสาเหตุกรเลิกจ้างอ้างขึ้นที่หลังต่อศาลหรือกรมสวัสดีกรและคุ้มครองแรงงนได้มั้ย เพราะในใบที่ผมมาไม่ได้ระบุสาเหตุการออกครั้งนี้อ่ะคับ ซึ่งบอกว่า ขออนุมัติคำสั่งให้พนักงานพ้นสถาพจากเป็นพนักงาน เฉยๆเองคับ

        • @kafaak says:

          ตอนเลิกจ้าง ต้องบอกสาเหตุให้ลูกจ้างทราบครับ จะมาบอกตอนขึ้นศาล แต่ถ้าตอนเลิกจ้างเรามีหลักฐานว่าเขาไม่ได้บอกสาเหตุ มันก็ไม่ใช่อ่ะครับ

  109. ขี้ดื้อ says:

    สวัสดีค่ะ..สอบถามหน่อยค่ะ
    คือเพื่อนหนูทำงานยุร้านอาหารร้านนึง
    ทำงานเป้นพนักงาน พาทไทม์ ช่วงปิดเทอม แล้วจู่ๆก็เจ็บท้องเพราะอาหารเป็นพิษ เลยไปทำงานไม่ได้ในวันทำงานนั้น แต่ไม่ได้แจ้งก่อนว่าจะลา ส่งแค่ข้อความมาบอกทางเมจเสจเจอว่าลา ทางเจ้าของร้านไม่เชื่อว่าป่วยจริง จึงขอดูใบรับรองแพทย์ ทางพนักงานก็พูดปัดไปบอกไม่ได้ขอ จำทางไม่ได้ ไม่มีรถไป ทางเจ้าของร้านจึงถือว่าขาดงาน และมีการทำโทษโดยการหักเงินวันทำงานวันนั้น และวันต่อๆมาพนักงานก็ไม่มาทำงานโดยแจ้งว่าจะรอดูอาการ จะแจ้งเป็นวันๆไป แต่ก็ไม่ได้แจ้งแล้วก็ ส่งข้อความมาขอลาออก กะทันหัน ทางร้านก็จัดหาพนักงานทำแทนไม่ทัน พอต้นเดือนพนักงานก็มารับค่าตอบแทนแต่ไม่พอใจกับค่าตอบแทนที่ได้รับ ทั้งๆที่ทางร้านก้มีกฎของการทำงานติดไว้อย่างชัดเจน พนักงานกับอ้างว่าไม่รู้ ไม่เห็น ทั้งๆที่พนักงานคนอื่นก็รู้หมด แล้วพนักงานก็จะมาอ้างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แล้วมันมีผลไรป่ะคะ

    • ขี้ดื้อ says:

      พูดง่ายๆว่าขอดูหลักฐานก็ไม่ยอมเอามาให้ดู แล้วก็บอกว่าขอหยุดงานดูอาการจะแจ้งเป็นวันๆ แล้วสรุปคือมาบอกว่าลาออกกะทันหัน แล้วก็มาไม่พอใจกับค่าตอบแทนที่ได้รับ ทางร้านมีสิทธิ์ทำอย่างไรบ้างคะ และพนักงานมีสิทธิ์ไรป่าวคะ รบกวนหน่อยค่ะ

      • @kafaak says:

        ตามที่ตอบไปก่อนหน้านะครับ ลาออกกะทันหัน นายจ้างก็ฟ้องค่าเสียหายได้ครับ (เกิดจากการหาคนไม่ทัน งานเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม อะไรแบบนี้)

    • @kafaak says:

      ในกรณีของการป่วยแค่วันเดียว ไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์ครับ หากนายจ้างไม่เชื่อ แล้วต้องการพิสูจน์ อาจเลือกจัดหาแพทย์ให้ตรวจลูกจ้างได้ครับ โดยเฉพาะหากลูกจ้างอ้างว่าป่วยบ่อยๆ ยิ่งควรทำครับ จะได้มีเหตุผลที่จะคุยกับลูกจ้าง ส่วนในกรณีของการขอลาออก หากไม่บอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง​ (ยกเว้นจะระบุเป็นอย่างอื่น แต่ไม่จำเป็นต้องเกิน 3 เดือน)​ แล้วลูกจ้างลาออกกะทันหัน นายจ้างก็สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายเท่าที่เกิดขึ้นจริงได้ (แต่จะคุ้มกับการฟ้องหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง) ส่วนเรื่องของกฎ หากมีติดไว้ ลูกจ้างจะมาอ้างไม่รู้ไม่ได้ครับ เพราะมันก็คือหน้าที่ที่ลูกจ้างต้องทราบ (อารมณ์เดียวกับกฎหมาย กฎหมายมีบอกว่าห้ามขโมย แล้วคนขโมยจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้) ในกรณีที่จะมาอ้างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็คงต้องถามกลับครับว่าอ้างตัวไหน มาตราอะไร

  110. ขี้ดื้อ says:

    ขอบคุณมากๆนะคะ

  111. Milky says:

    สวัสดีคะ อยากจะรบกวนสอบถามหน่อยคะ หนูทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งมาตั้งแต่เดือนมกราคม2559 จนถึงปัจจุบัน หลังจากทำงานได้6เดือน พอต้นเดือนที่7บริษัทมีสัญญว่าจ้างมาให้เซ็น เนื้อหาประมาณว่า ทดลองงาน6เดือน ถ้าหากบริษัทเห็นว่าไม่มีความสามารถพอสามารถให้ออกได้ทันทีโดยบริษัทไม่มีความผิดใดใดทั้งสิ้น ในสัญญาจ้างระบุว่ามีค่าน้ำมันให้ 130ลิตรต่อเดือน แต่หนูยังไม่เคยได้ค่าน้ำมันเลยตั้งแต่ทำงานมาจนจะครบ8เดือนแล้ว ซึ่งสิ้นเดือนที่7 บริษัทมาบอกว่าหนูไม่ผ่านโปร และจะให้สิ้นสุดการเป็นพนักงานในเดือนที่8ทันที และตอนนี้บริษัทได้รับพนักงานใหม่มารอแล้วด้วย

    คำถามที่1 ในกรณีนี้สามารถเรียกร้องอะไรได้ไหมคะ

    คำถามที่2 หากสิ้นเดือนที่8หนูไปเซ็นสัญญาสิ้นสุดการเป็นพนักงาน แล้วค่าน้ำมันที่หนูยังไม่เคยได้หนูจะได้ไหม แล้วถ้าเค้าเลื่อนการจ่ายค่าน้ำมันไปเรื่อยๆ จะทำอย่างไรได้บ้าง
    คำถามที่1

    • @kafaak says:

      คำถามแรก เรียกร้องโลดครับ เพราะกฎหมายกำหนดว่าทำงานครบ 120 วัน นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย สัญญาที่ขัดต่อกฎหมายย่อมโมฆะครับ ฉะนั้นคุณเรียกร้องได้
      คำถามที่สอง สิ่งที่ตกลงในสัญญาว่าจะจ่ายแต่ไม่จ่ายืรวบรวมหลักฐานแล้วเรียกร้องได้เช่นกัน

      ที่แนะนำอีกอย่างคือ อย่าเรียกร้องแค่สิ่งที่ขาด แต่ให้เรียกร้องค่าชดเชยทุกเม็ดทุกหน่วย เช่น บอกไม่ผ่านงานแล้วให้เลิกทำงานเลย นายจ้างก็ทำผิดกฎหมาย ต้องจ่ายค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเวลาเรียกร้อง ให้ระบุเลย จ่ายช้าคิดดอกเบี้ย 15% ต่อปีด้วย

      • Milky says:

        ขอบคุณมากคะ ขอถามอีกนิดนึงคะ แบบนี้เราจะไปฟ้องศาลหรือกรมแรงงาน หรืออะไรคะ

  112. Egry says:

    รบกวนถามนะคะ 1)กรณีที่นายจ้างบังคับให้ไปทำงานต่างประเทศโดยที่เราไม่มีความพร้อมหรือยินยอม เรามีสิทธิ์ปฏิเสธได้ด้วยหนทางใดในแง่สิทธิ์ของผู้ใช้แรงงานบ้าง (กรณีที่สัญญาจ้างงานไม่ได้ระบุถึงหน้าที่ที่ต้องไปทำงานในต่างแดน) 2)หากเราลาศึกษาต่อซึ่งนายจ้างอนุมัติผลแล้ว ทว่านายจ้างเปลี่ยนใจในภายหลัง สามารถกระทำได้หรือไม่

    • @kafaak says:

      ถ้าเป็นการทำงานเพียงชั่วคราว เขาก็มอบหมายได้ครับ แต่หากให้ไปแบบถาวร มันก็เป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน เรามีสิทธิที่จะไม่ยอมรับครับ และในกรณีที่ลาศึกษาต่อ แล้วนายจ้างอนุมัติ ก็ต้องดูที่กฎระเบียบบริษัทครับว่าเป็นอย่างไรครับ แต่ปกติแล้ว กรณีแบบนี้เราก็จะมีการเซ็นสัญญาเพื่ออนุมัติให้ลา การเปลี่ยนแปลงก็ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายครับ

      • Egry says:

        แม้ว่าการเดินทางไปต่างประเทศนั้นจะต้องไปประจำการที่ต่างประเทศถึง 1 ปี และหากไปตามคำสั่งอาจกระทบต่อภาระงานที่คั่งค้างในประเทศ (แม้ชี้แจงเหตุผลแล้ว) ก็สามารถสั่งการให้ไปได้เหรอคะ

        • @kafaak says:

          กรณีนี้ถือว่านานไปครับ นับเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน ฉะนั้นต้องมีการเซ็นสัญญากันใหม่ครับ จะมาสั่งแบบนี้ไม่ได้ เพราะกระทบชีวิตของลูกจ้างครับ

  113. evota says:

    กรณีที่บริษัทจะโยกย้ายพนักงานไปอีกบริษัทในเครือแต่เพิ่มวันทำงาน จากจันทร์ถึงศุกร์ เป็นจันทร์ถึงเสาร์โดยไม่มีการปรับเพิ่มเงินเดือน กรณีนี้สามารถเรียกร้องอะไรได้บ้างคับ

    • @kafaak says:

      เป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างงานครับ ถ้าจะทำก็ต้องเซ็นสัญญากันใหม่ครับ

  114. little says:

    กรณีที่นายจ้างให้ไปทำงานที่อเมริกาเป็นเวลา 1 สัปดาห์
    โดยเลือกเดินทางในวันเสาร์(ตามเวลาไทย)ซึ่งเป็นวันหยุดของพนักงาน
    และวันเดินทางกลับก็กินวันหยุดของวันเสาร์(ตามเวลาไทย)ทั้งวัน โดยเครื่องแลนดิ้งถึงไทยประมาณเที่ยงคืนครึ่งของวันอาทิตย์

    กรณีดังกล่าวพนักงานสามารถเรียกร้องขอวันหยุดชดเชยได้หรือไม่ หากพนักงานอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้รับค่าโอที

    • @kafaak says:

      มันคือช่องโหว่ของกฎหมายครับ เพราะการเดินทางกฎหมายไม่ถือว่าเป็นการทำงาน (เพราะมันไม่ได้งาน) ฉะนั้นจึงไม่สามารถขอค่าแรง โอที หรือขอหยุดชดเชยได้ครับ … แต่ในกรณีนายจ้างใจดี และแฟร์ ก็มักจะคุยกันได้ครับ เช่น กลับมาดึก วันถัดมาก็ขอเข้าสายหรือหยุด อะไรแบบนี้อ่ะครับ

  115. little says:

    มีคำถามเกี่ยวกับวันหยุดที่ต้องได้รับ 6 วัน เมื่อทำงานครบ 1 ปี

    ทางบริษัทมีกฎว่าพนักงานจะได้รับวันหยุดตามรอบการเงินของบริษัท (เริ่มเดือน เมษา)

    เช่น พนักงานเข้าทำงาน 15 มิย 58 พอ 15 มิ ย 59 อายุงานครบ 1 ปีพอดี

    พนักงานได้รับวันลาหยุดแค่ 3 วัน และจะได้รับอีก 3 วันที่เหลือ ตอนเมษายน 60

    การจัดวันหยุดแบบนี้ขัดต่อกฎหมายหรือเปล่าคะ

    • @kafaak says:

      กรณีที่มีการกำหนดวันตัดพักร้อนใหม่ชัดเจน พร้อมๆ กันทุกคนในบริษัท ปกติแล้วบริษัทก็มักจะกำหนดให้จำนวนวันพักร้อนในปีแรกเป็นไปแบบ Pro rate คือ เป็นไปตามสัดส่วนของวันที่เราเริ่มทำงานครับ สมมติว่าตัดทุกวันที่ 1 มกราคมของทุกปี แล้วเกิดเราเข้าปลายเดือนมิถุนายน เราก็จะได้สิทธิของหกเดือนหลังครับ หรือก็คือ ครึ่งนึงของที่ควรได้ทั้งปี

  116. Supy says:

    รบกวนสอบถามค่ะ

    กรณีเป็นพนักงานประจำรายเดือนที่ปกติจะไปทำงานประจำตามไซต์งาน ไม่ได้อยู่ที่สำนักงาน ในสัญญาจ้างระบุเป็นงานโครงการ A แต่ต่อมาบริษัทจะให้พนักงงานกลุ่มนี้ไปช่วยงานของโครงการ B ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจ้างตั้งแต่แรกค่ะ
    ถ้าบริษัทฯ ให้พนักงานทำงานที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง โดยที่มีการพูดคุยและพนักงานยินยอมแล้ว ทางบริษัทฯ จำเป็นต้องทำสัญญาจ้างเพิ่มเติมหรือไม่คะ

    ขอบคุณค่ะ

    • @kafaak says:

      ทางที่ดีที่สุดคือการแก้ไขสัญญาจ้างเพื่อระบุเพิ่มเติม แล้วให้พนักงานเซ็นครับ

  117. nok says:

    รบกวนสอบถามหน่อยนะค่ะ คือเมือก่อนคนงานทำงานเป็นรายวัน เราก็หักประกันสังคมตามจำนวนวันที่ทำงาน แต่มา 2 เดือนหลัง คนงานของรับเหมางานทำเอง แบบนี้เราจะต้องแจ้งทางประกันสังคมหรือเปล่าค่ะ แล้วเราจะหักประกันสังคมของคนงานยังไงค่ะ ขอบคุณค่ะ

    • @kafaak says:

      ไม่เข้าใจความหมายของคำว่า คนงานขอรับเหมางานทำเอง ครับ รบกวนอธิบายเพิ่มเติมครับ

  118. Will be free says:

    ขอรบกวนสอบถามหน่อยครับ ทำงานอยูู่บริษัทจำหน่ายสินค้าไอทีชื่อดัง มีสาขาเกื่อบทั่วประเทศ
    1.สมมุติว่าเงินเดือน15000 O.T=59 บาท(ไม่ว่าจะเงินเดือนเท่าไหร่ก็ตามถึงเงินเดือน 9000 ก็59บาท
    บริษัทมีนโยบายว่า เริ่มทำงานล่วงเวลา18.40 ถ้าทำงานถึง6.00ต้องกลับมาเข้างานก่อนเวลา12.00 ถ้าหลัง18.40 ให้เป็นขาดงาน1วันทำงาน บางครั้งเข้างานวันที่1(วันทีสมุติ)เวลา9.00 เลิกงาน วันที่2(วันสมุติ)เวลา18.40 ซึ่งเป็นงานต่อเนื่อง(จัดบูธสินค้าไอที ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติ(ย่านใกล้ๆกับคลองเตย)) ต้องทำหน้าในการปฎิบัติงานส่วนติดตั้งและยังต้องเป็นผู้ขับรถ และในวันที่3(วันสมุติ) ต้องทำหน้าที่สแตนบายต้องถึงศูนย์ประชุมก่อน 8.00หากสายโดนหักเงินนาทีบะ50ขาดงานหัก3แรง (แต่ถ้าวันธรรมดาหัก1แรง)สรุปผมไปสายถึง12.30(โดยประมาณ)โดนหัก3แรง ในข้อนี้ผมสามารถใช้ข้อกฎหมายพระราชบัญญัติใด หมวดหมูใด มาตราใด ในการเรียกร้องสิทธิจากนายจ้าง แต่มิถึงขั้นละเมิดสิทธินายจ้าง
    2.ฝ่ายบุคคลกระทำการโดยประมาทหรือไตรตรองไว้แล้วก็ตาม ในการคิดช่วงเวลาการทำงานล่วงเวลายกตัวอย่าง วันที่1ทำ 1.50 ช.ม. วันที่2ทำ 1.40ช.ม. วันที่3ทำ 1.30ช.ม. ฝ่ายบุคคลรวมได้4.20แต่ในความเป็นจริงคือ5.00ช.ม.พอไปโตแยงวิธีการคิดเวลากลับโดนด่ากลับมาว่าเรียนแค่ ปวช.อย่ามาทำเป็นอวดรู้ ผมลืมอัดเสียงไว้ หมินประมาทเลยพลาดไป แต่ผมสามารถดำเนิดการแจ้งความเรียกร้องสิทธิของผมได้หรือไม่ หลักฐานการจ่ายเงินใบรับรองโอทีผมเก็บย้อนหลังประมาณ8เดือน มีกฎหมายหรือพระราชบัญญัติใดคุ้มครองบ้าง ลักษณะการทำงานออกไปในแนวเอื้อประโยชน์แกนายจ้างเพื่อเอารัดเอาเปรียบลูกสามารถฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ครับ
    3.บันไดหนีไฟของอาคารสำนักงานถูกวางสิ่งของและเอกสารของฝ่ายบุคคลจนบันไดเหลือทางหนีไฟเพียง30เซนติเมตรสามารถใช้พระราชบัญญัติใดบังคับใช้ได้บ้าง
    4.อาคารหรือคลังสินค้าต้องตั้งอยู่ห่างกำแพงไม่น้อยกว่า4หรือ6เมตรผมไม่แน่ใจจำไม่ค่อยได้ แต่อาคารที่ว่าดังกล่าวห่างเพียง2เมตรแต่ไม่เกิน3เมตรในบางจุด แบบนี้มีพระราชบัญญัติใดบางที่สามารถบังคับใช้ให้เกิดการรื้อถอนหรือปรับปรุ่งให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน ระบบดับเพลิงสปริงเกอร์เป็นแบบไม่มีถังสำรอง ต้องรอน้ำจากภายนอกเท่านั้น
    5.ลักษณการทำงานเสี่ยงภัยเช่นที่สูง ไม่มีอุปกรณ์นิรภัยให้ทำเรื่องเบิกแต่ถูกปฎิเสธ จำต้องซื้อกันเอง
    6.การจัดเลี้ยงสัมนาในบริษัทแต่เชิญผู้มีสิทธิเข้าเป็นบุคคลภายนอกเท่านั้น ต้นทุ่นในการจัดเลี้ยงผมไปพบอยู่ในกล่องเอกสารขอลดหย่อนภาษี ในหมวดจัดเลี้ยงสัมมนาเพื่อพัฒนาบุคลากรแบบนี้เข้าค่ายหลบเลี้ยงภาษีหรือไม่
    7.ก่อนช่วงปิดงบภาษีจะมีการสั่งของเข้ามาค่อนข้างมากเหมือนจะเป็นการทำให้รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเหลือน้อยที่สุดเพื่อจ่ายภาษีน้อยลงอันผิดหรือไม่(ขอนุญาติให้เมลลวง)

    • @kafaak says:

      1. ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า นายจ้างจะกำหนด OT ให้มากกว่ากฎหมายกำหนดได้ แต่น้อยกว่ากฎหมายกำหนดไม่ได้ (เพราะกฎหมายเป็นตัวกำหนด “ขั้นต่ำ”) ฉะนั้น การกำหนด OT แบบ Flat rate สามารถทำได้ แต่ต้องพิจารณาว่า Flat rate ที่ว่า มันมากกว่ากฎหมายกำหนดไหม … 59 บาท/ชั่วโมง ยังน้อยกว่า รายได้ต่อชั่วโมงปกติของเงินเดือน 15,000 บาทครับ ฉะนั้นย่อมผิดกฎหมายครับ … ส่วนเรื่องหักเงิน ผมไม่แน่ใจสถานการณ์ครับ ผมอ่านแล้วงง แต่ในแง่กฎหมาย จะเรียกว่าหักแรงไม่ได้ครับ ทำได้แค่ถ้าไม่มาทำงานก็ไม่จ่ายค่าจ้าง (หลักการ No work. No pay.) แต่ในกรณีที่จะเอาผิดว่ามาสาย จะหักเงินลงโทษไม่ได้ ต้องทำเป็นว่ากล่าวตักเตือน ออกใบเตือน พักงาน เลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ไล่ตามจากเบาไปหนักตามระเบียบบริษัท

      2. หลักฐานที่คุณต้องมีในกรณีนี้คือ ใบโอทีครับว่าคุณทำ 5 ชั่วโมง ไม่ใช่ 4.20 ชั่วโมง การจ่ายไม่ครบก็ผิดกฎหมายแรงงานอยู่แล้ว แต่ว่าการเริ่มต้น ต้องร้องเรียนไปยังนายจ้างก่อนครับ หากนายจ้างไม่สอบสวน และทำให้ถูกต้อง ค่อยร้องเรียนสวัสดิการแรงงาน

      3. ในส่วนของบันไดหนีไฟ เป็นเรื่องของความปลอดภัยครับ มีกฎกระทรวงเรื่องนี้ระบุไว้อยู่ คลิกอ่านที่นี่ ทีนี้ผมว่ามันอยู่ที่ว่าออฟฟิศของคุณเป็นโรงงานหรือเปล่า ถ้าใช่ ปกติต้องมี เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) อยู่ ต้องแจ้งให้เขาทราบเพื่อแก้ไข (เพราะหากเกิดเหตุขึ้นแล้วมีอุบัติเหตุ บาดเจ็บ ตาย เพราะเหตุผลนี้ จป. นี่เตรียมเข้าคุกนะครับ)

      4. ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องของ พรบ.ควบคุมอาคาร ครับ ใช้ลิงก์ด้านบนที่ผมให้ ไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมครับ

      5. กรณีแบบนี้ ให้แจ้ง จป. ของโรงงานนะครับ หน้าที่เขา

      6. เข้าข่ายหลบเลี่ยงภาษีสิครับ แต่แบบนี้คืออะไรที่โรงงานทำบ่อยครับ จัดเลี้ยงโรงแรม พาไปเที่ยว แล้วก็ไปเขียนว่าเป็นพัฒนาบุคคลากร เพื่อเอาไปหักลดหย่อนภาษี … แอบส่งบัตรสนเท่ห์ไปแจ้งสรรพากรสิครับ ถ้ามีหลักฐาน 🙂

      7. อันนี้ก็เป็น “เทคนิค” ในการ “บริหารภาษี” ครับ มันทำนองเดียวกับที่เราๆ ท่านๆ ซื้อกองทุนช่วงปลายปี เพื่อจะได้ถือครองจำนวนปีให้น้อยสุดนั่นแหละครับ … ถามว่าผิดกฎหมายไหม … มันคือ ช่องโหว่ของกฎหมายครับ

  119. Prem says:

    สวัสดีคะ คือว่า มีเรื่องจะขอคำแนะนำคะ
    แฟนของดิฉันทำงานเป็นลูกจ้างรายวันให้กับบริษัทหนึ่งที่แหลมฉบัง แต่ไม่ได้เป็นพนักงานโดยตรง คือเป็นพนักงานของบริษัทจัดหางานอีกที หรือเรียกง่ายๆคือเป็นพนักงานซัพ ประเด็นคือ เมื่อต้นปี แฟนของดิฉันขาดงาน (ยอมรับว่าเป็นการขาดงาน) 2 ครั้ง ซึ่งดิฉันและแฟนก็จำไม่ได้แล้วว่าขาดวันไหนบ้าง จากนั้น สิ้นมีจะมีการให้โบนัสกับนพักงาน ประกฏว่าผู้ดูแลซัพของแฟนดิฉันนำใบเตือนมาให้แฟนดิฉัน 2 ใบพร้อมกับแจ้งว่าแฟนดิฉันจะโดนหักเงินโบนัสทั้งหมด 8580 บาท แยกได้ดังนี้
    1. ขาดงานวันละ 660 บาท x 2 วัน = 1320
    2. เตือนวาจา 660 บาท
    3. เตือนลายลักอักษร 3300 บาท x 2 วัน = 6600 บาท

    อยากทราบว่า ใบเตือน สามารถนำมาคิดหักเป็นเงินได้ด้วยหรอคะ และแบบนี้เข้าข่ายผิดกฏหมายหรือไม่คะ เพราะดูเหมือนเค้าจะเอาเปรียบอย่างมากเลยคะ รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าคะ

    • @kafaak says:

      โบนัส เป็นเงินที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างต้องจ่าย ฉะนั้นการจะให้มากหรือน้อย หรือจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เป็นสิทธิของนายจ้างเต็มๆ ครับ การจะนำใบเตือนมาใช้ ย่อมสามารถทำได้ และไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด และจากที่คุณแจ้งมา แฟนของคุณก็ขาดงานจริงๆ ซึ่งเป็นการทำให้นายจ้างเสียหาย (เพราะสูญเสียกำลังพลในการทำงาน) และมีการตักเตือนด้วยวาจา ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร นายจ้างก็ย่อมพิจารณาหักโบนัสออกได้ครับ และจะหักเท่าไหร่ก็เป็นสิทธิของนายจ้างเช่นกัน

  120. Pla says:

    สวัสดีค่ะ อยากขอคำแนะนำในการคิดเงินจากการทำงานค่ะ คือดิฉันทำงานเป็นพี่เลี้ยง ทำงานวันละ 12 ชม. และมีวันหยุดทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 1 วัน แต่โดยปกติในการทำงาน ดิฉันทำงานวันละ 14-16 ชม. ทำทุกวันไม่มีวันหยุด อันนี้ไม่ได้โดนบังคับนะคะ แต่เลือกที่จะทำเอง แล้วต้องคิดค่าแรงกับโอทีในวันหยุด และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ยังงัยคะ แล้ววันหยุดชดเชยต้องรวมด้วยหรือเปล่า เพราะเจ้านายเป็นต่างชาติ แล้วถ้าสัญญาจ้างประมานนี้ต้องคิดยังงัยคะ
    If the Employee works more than the normal working hours on the regular work day, the Employee shall be paid extra for overtime by the Employer at the rate of 1.5 times per hour (not less than the minimum rate set by the local labour law). If the Employee works on holidays, the Employee shall be paid extra for overtime by the Employer at the rate of 1.5 times per hour/day (not less than the minimum rate set by the local labour law). พอดีอันนี้คือการทำงานรายเดือนครั้งแรกค่ะ เลยไม่รู้ว่าต้องคิดยังงัย รบกวนด้วยนะคะ
    ขอบคุณมากค่ะ

  121. สวัสดีค่ะดิฉันทำงานเป็นแม่บ้านที่อาพาเม้นเห่งหนึ่งมีมีแม่บ้านสองคนรวมดิฉันช่วงเวลาทำงา
    ต้องมาก่อน 07.00 เเละเลิกงาน 17.00
    ซึ้งเกินเวลา1ชั่วโมงไม่มีประกันสังคมและวันหยุด
    นักขัตฤกษ์ไม่มีหนึ่งเดือหยุดใด้แค่สองวัน
    อยากถามว่ามีวิธิแก้ไขอย่างไรบ้างคะนายจ้าง
    ผิดหรือปล่าวคะขอบคุณคะ

    • @kafaak says:

      ตามกฎหมายแล้ว นายจ้างที่มีลูกจ้างมากกว่า 1 คนขึ้นไป ต้องทำเรื่องประกันสังคมให้ ไม่งั้นมีความผิด หากไม่ทำตามกฎหมายก็มีโทษจำคุกหรือปรับครับ นอกจากนี้ก็กำหนดให้ทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นั่นหมายความว่าคุณต้องได้วันหยุดอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ และต้องมีวันหยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน (รวมวันแรงงาน) และวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีก 6 วันต่อปี หากไม่ปฏิบัติตามนี้ก็คือผิดกฎหมายครับ วิธีแก้ไขคือ ก่อนอื่นแนะนำให้พูดคุยกับนายจ้าง เอาเรื่องข้อกำหนดด้านกฎหมายนี้ไปคุยกันให้เขารู้ก่อนว่าเขากำลังทำผิดอยู่ แล้วให้เขาปรับให้ถูกต้อง แต่หากไม่ทำ ก็ให้แจ้งร้องเรียนไปยังสำนักงานสวัสดิการแรงงานประจำท้องที่ครับ และหากตกลงกันไม่ได้ก็ฟ้องเลยครับ แล้วเรียกเงินย้อนหลังด้วย เพราะนายจ้างติดค้างเราไว้น่าจะเยอะ ทั้งโอที (จากที่ให้ทำงานเกินเวลา) และค่าจ้างในวันหยุด (เพราะให้วันหยุดไม่ครบตามกฎหมาย)

      อย่างไรก็ดี การร้องเรียนกับนายจ้างแบบนี้ มักจบลงด้วยการที่ทำงานร่วมกันต่อไปไม่ได้ ฉะนั้นต้องเตรียมใจเรื่องหางานที่ใหม่ด้วยนะครับ (แต่ถ้าให้ผมแนะนำ นายจ้างที่เอาเปรียบขนาดนี้ ก็อย่าไปทำงานให้เขาเลยดีกว่าครับ)

  122. Supachai says:

    สวัสดีครับทำงานบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นตัวแทนประจำต่างจังหวัดไม่มีออฟฟิศประจำ ซึ่งนานๆที จะมีให้ไปอบรมที่สำนักงานใหญ่ที่ กรุงเทพซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ไม่เกิน3-4วัน ซึ่งก้อไปทุกครั้ง ล่าสุดถูกบริษัทสั่งให้ไปทำงานเป็นเวลา 1เดือน แต่พนักงานส่วนมากไม่สะดวกไป และได้ทำเมล์แจ้งกลับว่าพวกเราไม่สามารถไปได้ เนื่องจากมีภาระหน้าที่ครอบครัวที่ต้องดูแล หากเราไปนานขนาดนั้นมีผลกระทบกับพวกเราอย่างมาก และงานที่บริษัทต้องการให้ทำ พวกเราสามาทำได้โดยไม่ต้องเดินทางไปกทม แต่ยังไงบริษัทก้อไม่ยอม หากพวกเรารู้ว่าต้องไปอยู่เป็นเดือนแบบนี้ พวกเราคงไม่ทำงานที่นี่แน่นอน ตอนสัมภาษณ์ได้ถามแล้ว ทางบริษัทก้อแจ้งว่ามีให้ไปประชุมบ้าง แต่ไม่นาน แต่วันนี้กลับมาดูสัญญาซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ นายจ้างมีสิทธิ์โยกย้ายพนักงานให้ไปทำงานต่างสาขาได้ ซึ่งเราก้อพลาดที่เซ็นต์สัญญา เพราะคิดว่าคงแค่อบรมต่างสาขาไม่กี่วัน เรารับได้ แต่ถ้าเป็นเดือน คงไม่ไหวจริงๆครับ สุดท้ายบริษัทส่งเมล์มาแจ้งว่า หากวันจันทร์นี้ไม่มา บริษัทจะฟ้องให้ถึงที่สุด เพราะทำให้บริษัทเสียหาย ขัดคำสั่งของบริษัท ถ้าเค้าฟ้องพวกเราจะได้รับผลกระทบอะไรบ้างครับ และถ้าเราขอลาออกโดยส่งเมล์แจ้งวันนี้ซึ่งเป็นวันอาทิตย์และเป็นวันหยุด จะมีผลเลยมั๊ยคะครับ คือลาออกเลย ไม่ไปทำแล้ว คือไม่อยากให้เค้าชิงฟ้องเราก่อน ถ้าเราลาออกก่อน เค้าจะยังมีสิทธิ์ฟ้อง
    เรามั๊ยครับ ขอคำแนะนำด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

    • @kafaak says:

      เมื่อเซ็นสัญญาไปแล้ว มันย่อมเป็นไปตามนั้นครับ อันนี้คงต้องเก็บไว้เป็นบทเรียนว่าถ้าเจอสัญญาภาษาอังกฤษ ต้องขอฉบับภาษาไทยไว้ด้วยครับ (ตามกฎหมายไทย เราถือสัญญาฉบับภาษาท้องถิ่นเป็นหลัก) ทีนี้มาดูที่ประเด็นของคุณต่อครับ ถ้าคุณไม่อยากไปก็ทำได้แค่ลาออก แต่การลาออกมันจะไม่มีผลในทันที ต้องย้อนกลับไปดูสัญญาอีกรอบครับ ว่าเขาให้คุณต้องบอกล่วงหน้านานแค่ไหน ต้องทำตามนั้น (แต่ไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าเกิน 3 เดือน ฉะนั้นหากระบุให้บอกนานกว่านั้น ก็คิดซะว่าสามเดือนพอ) ไม่งั้นเขาฟ้องคุณฐานทำบริษัทเสียหายได้ … ฉะนั้นที่คุณทำได้ตอนนี้คือ ฝ่าฝืนคำสั่ง ไม่ไปทำงาน ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ นายจ้างอาจจะฟ้องคุณฐานทำบริษัทเสียหายได้ แต่นายจ้างก็ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเป็นเท่าไหร่ เสียหายอย่างไร คุณเป็นต้นเหตุของความเสียหายหรือไม่ ซึ่งหากคุณบอกว่างานนั้นสามารถทำได้จากที่ที่คุณอยู่ มันก็ไม่เรียกว่าเสียหาย ฉะนั้นนายจ้างก็จะทำได้แค่ลงโทษคุณฐานฝ่าฝืนคำสั่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับที่ระบุไว้ในกฎระเบียบของบริษัท และร้ายแรงสุดก็คือเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ

  123. Supachai says:

    ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำ จะจำไว้เป็นบทเรียนเลยครับ

  124. kot says:

    รบกวนสอบถามค่ะ คือดิฉันเคยทำงานบริษัท นำเข้าสินค้าจากเยอรมัน ดิฉันเป็นพนักงานขาย โดยปกติจะทำหน้าที่ขายสินค้าให้บริษัทฯ และสามารถเซ็นต์เอกสารซื้อขายกับลูกค้าของบริษัทได้ เก็บเช้คค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วนำส่งบัญชี ซึ่งปกติที่เคยทำงานกับบริษัทก่อนหน้าบริษัทนี้ หน้าที่และขั้นตอนการทำงานเหมือนกันค่ะ ต่อมาบริษัทฯ นำเข้าสินค้าดังกล่าวเริ่มมีปัญหาเรื่องเงิน ค้างจ่ายเงินเดือนค่าน้ำมันและค่าคอมมิชชั่นของดิฉัน ซึ่งดิฉันเคยยื่นใบลาออกไป1 ครั้งแล้ว แต่ทางเจ้านายขอให้ช่วยงานไปก่อน เพราะกำลังหาเงินเพิ่มทุน ซึ่งดิฉันช่วยงานสักระยะจนไม่ไหวแล้วเนื่องจากดิฉันเองก้อมีปัญหาเรื่องการเงินเพราะบริษัทค้างจ่ายเงินเป้นเวลาหลายเดือน ดิฉันจึงลาออกจากบริษัท. ผ่านไปประมาณ8-9 เดือนจึงทราบภายหลังจากลูกค้าว่า บริษัทฯนำเข้าสินค้าดังกล่าวปิดกิจการไม่สามารถติดต่อใครได้ ซึ่งทางลูกค้าของบริษัทที่ ชำระค่าสินค้าไว้แล้วไม่ได้รับสินค้า ได้ร่วมกันแจ้งความและยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งดิฉันได้สอบถามทางกลุ่มลูกค้าทราบว่า ได้แจ้งความและฟ้องศาลกับดิฉันด้วยเพราะเป็นผู้เซ็นต์สัญญาซื้อขายระหว่างบริษัทกับทางลูกค้า อยากขอปรึกษาดังนี้ 1. ดิฉันซึ่งเป็นพนักงานขาย เซ็นต์สัญญาซื้อขายกับลูกค้า รับเงินจากลูกค้า เงินเข้าบัญชีบริษัท จะมีความผิดมั้ยค่ะ หากทางกลุ่มลูกค้าแจ้งความจับและฟ้องศาลเป้นคดี ร่วมกันฉ้อโกง 2.มีข้อแนะนำให้ทำอย่างไรต่อเพราะตอนนี้ทางกลุ่มลูกค้าแจ้งความไว้แล้ว. 3. ตอนนี้ทางกลุ่มลูกค้าซึ่งเป้นบริษัท อินทิเรีย กล่าวหาว่าดิฉันร่วมกันฉ้อโกง พูดต่อๆ ไปจนดิฉันเสียชื่อเสียง. ดิฉันสามารถฟ้องหมิ่นประมาทและให้เค้าประกาศขอโทษได้มั้ยค่ะ เพราะตอนนี้ชื่อเสียจนบริษัทฯ ใหม่ที่รับดิฉันเข้าทำงาน ยกเลิกไม่รับเข้าทำงานและมีแนวโน้มว่าดิฉันจะทำงานสายเดิมไม่ได้เพราะกลุ่มลูกค้าพูดต่อๆ กันในตลาด ซึ่งดิฉันเป้นเพียงพนักงานขาย รับเงินเดือนค่าน้ำมันและค่าคอมมิชชั่นเท่านั้น ไม่มีหุ้นส่วนใดๆ กับบริษัททั้งสิ้น 4.ดิฉันควรปรึกษากับทางค้มครองแรงงานมั้ยค่ะ ควรยื่นฟ้องร้องเจ้านายที่ค้างเงินเดือน เพื่อเป้นการป้องกันตนเองจากคดี ร่วมกันฉ้อโกงหรือเปล่า. รบกวนช่วยตอบด้วยนะค่ะ

    • @kafaak says:

      ผมขอให้คำแนะนำแยกเป็นสองส่วนนะครับ

      1. เรื่องที่กลุ่มลูกค้าฟ้องคุณ … แนะนำว่าให้ปรึกษาทนายนะครับ เพราะเมื่อเขาฟ้องคุณแล้ว คุณก็ต้องสู้คดีครับ ฉะนั้นปรึกษาทนายจะดีที่สุด … แน่นอนว่ารวมถึงการฟ้องหมิ่นประมาทของคุณเองด้วย

      2. เรื่องเงินเดือนที่ค้างจ่าย ก็ควรฟ้องนายจ้าง (และจริงๆ ควรทำมานานแล้ว เพราะเรื่องพวกนี้มันมีอายุความครับ เราทราบเรื่อง เราไม่ฟ้อง ผลคือผ่านไปจนหมดอายุความก็ฟ้องไม่ได้) แต่การฟ้องนายจ้างเรื่องนี้ มันอาจจะไม่ได้ช่วยป้องกันคุณจากเรื่องคดีครับ …

      แต่จากสองเรื่องรวมกัน ผมแนะนำว่า ปรึกษาทนายดีที่สุดครับ

  125. kot says:

    ขอบคุณมากค่ะ

  126. Patchareeya says:

    สวัสดีค่ะคุณกาฝาก
    ดิฉันมีข้อสงสัยค่ะ
    ดิฉันทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ทุกอย่างก็ปกติดีค่ะ
    มาช่วงหลังๆนี่บริษัท save cost กันอย่างหนัก
    มันก็เป็นผลดีกับบริษัท แต่มีสิ่งที่กระทบพนักงานอยู่ค่ะ คือช่วง โอทีหลังเลิกงาน และโอทีวันหยุด ทางบริษัทจะปิดแอร์เพื่อลดต้นทุนค่ะ
    จากที่เคยนั่งทำงานสบายๆ ก็ร้อนมากค่ะ นั่งทำงานไป ปวดหัว หายใจลำบาก เพราะในออฟฟิตเปิดประตู1บาน ห้องขนาดประมาณ 20×10 m
    พนักงานปาะมาณ 130 คน แต่ช่วงโอทีจะอยู่ไม่ถึง130 คน วันไหนคนอยู่โอน้อยจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าวันไหนคนอยู่โอเยอะจะอึดอัดมาก ยิ่งช่วงหน้าร้อนไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ มือชาเท่าชาไปหมด ไม่รู้เป็นเพราะขาดออกซิเจนรึเปล่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วยค่ะ อย่างงี้สามารถร้องเรียนได้ไหมคะ

    • @kafaak says:

      กรณีนี้ผมแนะนำให้ทำตามขั้นตอนนี้ครับ

      1. ร้องเรียนไปยังหัวหน้า เรื่องสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม
      2. หากไม่มีความคืบหน้า ก็ปฏิเสธการทำโอทีครับ เหตุผลง่ายๆ คือ เมื่อสภาพแวดล้อมการทำงานไม่เอื้อต่อการทำโอที ก็ไม่ทำครับ เป็นสิทธิของลูกจ้างตามกฎหมาย ที่สามารถปฏิเสธการทำโอทีได้ (เพราะกฎหมายกำหนดว่านายจ้างต้องขออนุญาตจากลูกจ้างทุกครั้ง หากจะให้ทำโอที)

Leave a Reply

%d bloggers like this: