กฎหมายแรงงานน่ารู้ อย่าให้นายจ้างเอาเปรียบ ตอนที่ 1

ภาพจาก Asamedia.org

สืบเนื่องจากประเด็นที่ทวีตกันทาง #HRtwt บน Twitter เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจมากทีเดียว จนอดไม่ได้ที่จะต้องมาเขียนเป็นบล็อกตอนนี้ครับ

เรื่องเรื่อง มันเริ่มมาจากที่น้อง @waans_ และ @PiggyBuff ส่งข้อความมาปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน คือ น้องหวานก็ถูกออฟฟิศบอกว่าไม่ผ่านทดลองงาน ส่วนน้องพิกกี้บัฟก็กำลังจะลาออกจากงาน

ฟังๆ ดูแล้วก็ปกติครับ ถ้าไม่ใช่เพราะ น้องหวานถูกบอกว่าไม่ผ่านทดลองงานหลังจากทำงานไปแล้วมากกว่า 4 เดือน และ เจ้านายพิกกี้บัฟก็ไม่เซ็นอนุมัติใบลาออก

——————— พื้นที่โฆษณา ———————

ช่วงนี้ @AdeccoThailand มีตำแหน่งงานน่าสนใจมานำเสนอครับ คือ Area Sales Manager, Retail Manager และ Product Consultant ครับ แต่ด้วยข้อตกลงกับลูกค้า จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นบริษัทอะไรที่กำลังหาพนักงาน แต่บอกได้คำเดียวว่าเป็นบริษัทด้านไอทีชั้นนำของโลกทีเดียว ถ้าได้ไปทำงานที่นี่บอกตรงๆ ว่า เมพสุดๆ ครับ … ใครที่คิดว่าผ่าน Qualification ละก็ ลองสมัครเล๊ยยยยย!!

———————————————————-

 

หากท่านผู้อ่านได้อ่านเหตุการณ์ของน้องๆ ทั้ง 2 คนข้างต้นแล้วรู้สึกว่า มันก็ปกติดีนี่นา ผิดปกติตรงไหน … ขอบอกได้เลยว่า ท่านเองก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกเอาเปรียบโดยนายจ้างแล้วครับ เพราะ

  • 02กรณีของน้องหวานนั้น ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานนั้น ไม่มีการพูดถึงเรื่องการทดลองงานเลย เพียงแต่ให้สิทธินายจ้างบอกเลิกจ้างพนักงานได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ในกรณีที่ทำงานติดต่อกันไม่ถึง 120 วันเท่านั้น (มาตรา 118 (1)) ฉะนั้นหมายความว่า หากมาบอกเลิกจ้างกันตอนที่อายุงานมากกว่า 4 เดือน (มากกว่า 120 วัน) ก็หมายความว่า ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างงวดสุดท้าย 30 วัน … บวกกับค่าต๊กใจอีก เพราะเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีการบอกล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (มาตรา 17 วรรค 2)
  • กรณีของน้องพิกกี้บัฟ ตาม พ.ร.บ. ก็ไม่ได้ให้สิทธินายจ้างในการเซ็นอนุมัติลาออกใดๆ ในกรณีของสัญญาจ้างแรงงานแบบไม่ระบุเวลา ซึ่งตรงนี้เป็น Common Sense มากๆ เพราะเกิดวันดีคืนดีเราอยากจะย้ายที่ทำงาน ถ้าเกิดให้สิทธินายจ้างกั๊กไม่ให้เราลาออก มันก็แย่สิ จริงไหมล่ะ … การยื่นใบลาออกของลูกจ้างให้ทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (มาตรา 17 วรรค 2) ถือว่าใบลาออกมีผลสมบูรณ์แล้วละครับ

เห็นไหมครับ เรายังมีอะไรที่เข้าใจผิด หรือนึกไม่ถึงได้เยอะแยะเลย นี่ขนาดแค่ 2 มาตราเท่านั้นเองนะเนี่ย … ทีนี้ลองมาดูกันในรายละเอียดสิ่งที่ลูกจ้างอย่างเราๆ ท่านๆ อาจจะไม่ทราบ หรืออาจจะเข้าใจผิด อันเป็นเหตุให้นายจ้างที่นิสัยไม่ดี (และเชื่อไหมว่า เท่าที่ผมลองสอบถามมา ขนาดบริษัทระดับมหาชน ก็ยังมีกรณีแบบนี้เยอะมากทีเดียว) กันดีกว่าครับ

 

Q: ต่ออายุการทดลองงานกันได้ด้วยเหรอ?

03A: คำตอบคือ ไม่ครับ อย่างที่ผมบอกไปในกรณีของน้องหวานแล้ว … กฎหมายไม่ได้พูดถึงเรื่องของพนักงานทดลองงานเลย เพียงแต่บริษัททั้งหลายใช้คำว่า “ทดลองงาน” เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า นี่ยังไม่ใช่พนักงานเต็มตัวเท่านั้นเอง โดยอาศัยช่องที่กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้นายจ้าง (ซึ่งโดยส่วนตัวของผมถือว่ายุติธรรมดี) ว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างพนักงานหากอายุงานยังไม่ถึง 120 วัน … นายจ้างจึงเลือกที่จะใช้ช่วงเวลานี้เป็นการ “ทดลองงาน” เพราะหากรู้สึกว่าทำงานได้ไม่ดีเท่าที่หวัง หรือ ไม่สามารถเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ ก็จะสามารถประเมินไม่ผ่านงาน และเลิกจ้างได้ โดยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใดๆ

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ได้ระบุไว้ชัดเจนในหมวดที่ 10 มาตรา 118 แล้วว่า

มาตรา 118 ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้ รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้าง ซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน โดยคำนวณเป็นหน่วย
(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้ รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

นั่นถึงเป็นที่มาว่า บริษัทส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติถูกต้อง จะกำหนดช่วง “ทดลองงาน” ไว้ที่ 119 วันแล้วต้องทำการประเมินเพื่อบอกเลิกจ้าง ไม่งั้นหากถึง 120 วัน ก็จะต้องจ่ายค่าชดเชย … และยิ่งหากบอกเลิกจ้างเอาหลังครบ 120 วัน แล้วจะให้มีผลทันที ก็ต้องจ่ายค่าต๊กใจอีก ตามมาตรา 17 วรรค 4 (อ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 เพิ่ม)

และเมื่อกฎหมายไม่ได้พูดถึงเรื่องการ “ทดลองงาน” เอาไว้ … ก็หมายความว่า ไอ้การต่ออายุทดลองงานแบบที่บริษัทนั้นบริษัทนี้เขาพูดกัน (แถมเท่าที่ผมได้คุยกันทาง Twitter มา บางบริษัทยังถือว่าการต่ออายุทดลองงานนี่เป็นบุญคุณด้วยนะ เพราะเป็นการให้โอกาสอีกครั้ง) มันก็ย่อมทำไม่ได้ครับ

 

Q: สิทธิของพนักงานทดลองงาน ไม่เท่ากับสิทธิของพนักงานประจำ

04A: ข้อนี้ขอตอบสั้นๆ เลยว่า ไม่เชิงครับ ที่ว่าไม่เชิงก็เพราะกฎหมายไม่ได้พูดถึงการทดลองงานไว้ ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ตกลงรับเข้ามาทำงาน ก็ถือว่าเป็นพนักงานโดยสมบูรณ์แล้ว สิทธิขั้นพื้นฐานสุดที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เช่น วันหยุดตามประเพณี, จำนวนชั่วโมงการทำงาน, ค่าแรงขั้นต่ำ ฯลฯ ต้องได้ครบถ้วน แต่ว่าบริษัทนั้นอาจจะมีการกำหนดสวัสดิการอื่นๆ หรือวันหยุดอื่นๆ ที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้ให้กับพนักงานที่ได้ชื่อว่าผ่านช่วง “ทดลองงาน 119 วัน ของบริษัท” ไปได้ เช่น ได้รับเงินเดือนขึ้นเมื่อผ่านทดลองงาน, สามารถลากิจได้โดยยังได้รับค่าจ้างเมื่อผ่านทดลองงาน เป็นต้น

เคยมีคนบอกกับผมว่า บริษัทของเขาไม่ให้สิทธิลาป่วยแก่พนักงานในช่วงทดลองงาน อันนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายนะครับ เพราะว่ามาตรา 32 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ระบุชัดแล้วว่า ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และสามารถได้รับเงินค่าจ้างจากนายจ้างได้ด้วย แต่ไม่เกิน 30 วัน (มาตรา 57)

 

Q: บริษัทบอกว่าทุกครั้งที่ลาป่วย ต้องมีใบรับรองแพทย์มาด้วย

05A: มาตรา 32 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ระบุไว้ว่า “การลาป่วย ตั้งแต่สามวันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งของสถานพยาบาลของทางราชการ” นั่นหมายความว่า หากหยุดแค่ 1-2 วัน ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงใบรับรองแพทย์ครับ … เพียงแต่ปกติ นายจ้างมักจะกลัวลูกจ้างป่วยการเมือง ก็เลยกำหนดในระเบียบของบริษัทไปซะโหดแบบนั้น

ในความเป็นจริง หากลูกจ้างไม่แสดงใบรับรองแพทย์ (เพราะบางคน ป่วยแค่ 1-2 วัน ก็ไม่ได้อยากหาเรื่องเสียเงินไปหาหมอหรอกนะครับ มันถูกๆ ซะเมื่อไหร่ล่ะ แล้วบริษัทก็ไม่ได้มีประกันสุขภาพหมู่ให้กับพนักงานทุกบริษัททุกคนนิ ประกันสังคมบางทีก็ไม่ได้ยาดีเท่าที่ควร) บริษัทก็ห้ามไม่ได้ครับ … สิ่งที่บริษัททำเพื่อป้องกันปัญหาลาป่วยการเมืองได้ ก็คือ ตอนประเมินผลงานนั่นแหละครับ หากลาป่วยบ่อย ก็ให้มีผลต่อโบนัสประจำปี และการปรับขึ้นเงินเดือนครับ

อีกกรณีนึงที่ผมเคยเจอคือ นายจ้างเอาวันลาป่วยที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงานไปรวมกับวันลาป่วยตามมาตรา 32 ซะงั้น ซึ่งจริงๆ แล้วคิดแบบนั้นไม่ได้ครับ (มาตรา 32 วรรค 3)

 

Q: พนักงานจะต้องทำงานก่อน 1 ปี จึงจะสามารถหยุดพักร้อนได้

A: ไม่มีคำว่า “พักร้อน” ในกฎหมายครับ เขาเรียกว่า “วันหยุดพักผ่อนประจำปี” และมาตรา 30 ระบุเอาไว้แบบนี้

มาตรา 30 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงานโดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน

ในปีต่อมานายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างมากกว่าหกวันทำงานก็ได้

นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้

สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้

ที่เข้าใจกันก็ถือว่าไม่ผิดครับ เพราะวรรคที่ 1 ของมาตรานี้แหละครับ ทำเอาเข้าใจผิดกันเยอะ เพราะบอกว่ามีสิทธิ์หยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี … แต่จริงๆ แล้ว หมายถึงว่าปีแรกเองก็มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีด้วยนะครับ ดังจะเห็นได้จากวรรคที่ 4 ระบุว่า หากทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างอาจกำหนดโดยคำนวณให้ตามสัดส่วน

นั่นก็คือ พอทำงานครบ 1 ปี ก็จะเริ่มมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ (ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างน้อย) และปีที่ 2 นี้เองที่พนักงานจะสามารถหยุดได้รวมเอาของปีแรกกับปีที่สองเข้าด้วยกัน ดังนั้น บริษัทที่พยายามจะทำให้ถูกต้องที่สุด จึงมักให้พนักงานสามารถมีสิทธิลาหยุดในปีแรกได้เลย (ทำแล้วเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างมากกว่าที่กฎหมายระบุ ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย) แล้วคำนวณสัดส่วนเอา

06ทีนี้วรรคที่ 3 ก็ระบุไว้ว่าหากไม่ได้หยุดในปีนั้น ก็อาจจะสะสมหรือเลื่อนไปในปีต่อๆ ไปได้ เพราะในมาตรา 56 (3) เขาระบุไว้ว่า ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุดสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วย ดังนั้นส่วนใหญ่ ถ้าไม่จ่ายชดเชยก็มักจะให้สะสมวันหยุดไป

ประเด็นนี้มีข้อถกเถียงกันอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของข้อกำหนดที่ว่า “พนักงานต้องใช้สิทธิพักร้อนให้หมดๆ ไปในปีนั้นๆ หากใช้ไม่หมด ถือว่าสละสิทธิ์ไป” อันนี้มันขัดต่อกฎหมายนะครับ ส่วนใหญ่ที่เขียนกันก็เพื่อขู่ให้พนักงานใช้สิทธิให้หมดๆ ไปนั่นแหละ แต่จริงๆ แล้ว ต้องพิจารณาแบบนี้ครับ

  • กฎหมายกำหนดให้นายจ้างเป็นผุ้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี (มาตรา 30 วรรค 1) แต่ส่วนใหญ่แล้วเพื่อความยืดหยุ่น เพราะพนักงานก็อยากจะเลือกวันหยุดเอง เพื่อไปใช้ทำธุระต่างๆ กัน ดังนั้น บริษัทต่างๆ จึงยอมให้เป็นการลาพักร้อนแทน ซึ่งสามารถทำได้ตามมาตรา 30 วรรค 1 อีกเช่นกัน
  • เมื่อมีคำว่า นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ก็หมายความว่า หากลูกจ้างยื่นขอลาพักร้อนแล้วนายจ้างไม่อนุมัติ ก็ย่อมจะทำได้ (โดยมีเหตุผลสมควร) แต่ตรงนี้ก็ควรจะต้องมีการกำหนดต่อว่าถ้าไม่ให้พักร้อนวันนี้แล้ว จะไปพักร้อนวันไหนแทนได้ … ตรงนี้เอง หากลูกจ้างขอลาพักร้อนแล้ว นายจ้างไม่อนุมัติ จนกระทั่งพ้นปีไป จะมาถือว่าลูกจ้างสละสิทธิ์ไม่ใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่ได้ ต้องยอมให้สะสมไป หรือไม่ก็จ่ายเป็นค่าชดเชยมาตามมาตรา 56 (3)
  • แต่หากนายจ้างกำหนดให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายกำหนดแล้ว และพร้อมอนุมัติวันหยุดพักผ่อนประจำปีหากมีการยื่นขอ แต่ลูกจ้างไม่ยื่นขอซะเอง แล้วก็ยังมาทำงานครบทุกวัน อันนี้ถือว่าลูกจ้างเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิของตนเอง บริษัทไม่ได้ไปตัดสิทธิอะไรของลูกจ้างเลย มันเหมือนกับว่า ลูกจ้างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าวันอาทิตย์บริษัทหยุดงาน แต่ก็ยังเข้ามาที่ออฟฟิศเพื่อทำงาน นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างครับ

ชักจะยาว เดี๋ยวเอาไว้ต่อกันในตอนต่อไปนะครับ (ไม่คิดว่าจะกลายมาเป็นซีรี่ส์เลยนะเนี่ย) … ใครติดในบล็อกนี้ ก็อย่าลืมไปเล่น Twitter แล้วรออ่านทวีต #HRtwt ทุกเช้าวันเสาร์ และ Follow @AdeccoThailand ด้วยนะครับ Smile

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

kafaak

บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อย ไอทีต๊อกต๋อย ผู้ที่สนอกสนใจในเรื่องของเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา

You may also like...

370 Responses

  1. สวัสดีค่ะ ขอถามหน่อยนะคะ ในกรณีที่นายจ้างบอกให้ทดลองงาน3เเดือนแล้วจะให้เงินเดือนตามตกลงคือ2หมื่น ฃ่วงทดลองงานให้15,000 และโดยไม่ได้ให้สัญญาจ้างไว้ แต่ก็โอนเงินและสลิบให้ทุกเดือน(หักค่าประกันสังคมทุกเดือน..แต่ยังไม่เห็นได้รับใบเข้ารับการรักษา)ปัจจุบันทำมาได้3เดือนกับ20วัน นายจ้างเบี้ยวไม่เพิ่มเงินเดือนให้ และเรืยกไปคุยบอกจะปรับเงินให้10%ต้นปีหน้า เราควรทำอย่างไงคะ?

    • kafaak says:

      ปัญหาคือ สัญญาจ้างได้ระบุไหมครับว่าช่วงทดลองงานเงินเดือนเท่าไหร่ แล้วหลังทดลองงานจะปรับเป็นเท่าไหร่ … ปกติแล้ว สัญญาจ้างพวกนี้ เขาต้องให้เราไว้ชุดนึงครับ ถ้าไม่ให้ แสดงว่าเจตนาไม่ดีตั้งแต่ต้น

      สลิปเงินเดือน ไม่ใช่ตัวที่จะบอกคุณว่าเงินเดือนจะเป็นเท่าไหร่หลังผ่านโปร ดังนั้นช่วยอะไรไม่ได้ … นายจ้างคุณทำผิดตรงที่ยังไม่รีบทำบัตรประกันสังคมให้ (ตามกฎหมาย ถ้าผมจำไม่ผิด ต้องเสร็จใน 30 วัน) กรณีของคุณ ทางออกเดียวคือ ทำใจครับ ถ้าไม่มีสัญญาจ้างมายืนยัน … ที่เหลือคือคิดว่าจะทำกับบริษัทแบบนี้ต่อหรือไม่ (แต่โดยส่วนตัวถ้าส่อแววแบบนี้ แสดงว่าบริษัทไร้จริยธรรมอย่างแรง ไม่ควรทำด้วยครับ)

      • neee says:

        สวัสดีค่ัะ ขอบคุณที่ตอบไขปัญหาข้องใจ
        มีเซ็นต์สัญญาแต่ไม่ได้รับสำเนาเก็บไว้ แต่มีหลักฐานเสียงที่ในวันนี้ดิฉันได้มีการสนทนากับฝ่ายบุคคล เนื้องด้วยจากวันแจ้งให้ทราบสรุปวันเรื่อมทดลองงาน การตกลงที่บิดพริ้วของนายจ้าง เสียงมีการยอมรับเป็นในยะ ว่าเนื้องด้วยเหตุปรกติของโรงงานที่ตัวฝ่ายบุคลเองไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ การตัดสินใจหลักมาจากเจ้าของเองโดยทั้งสิ้น เขายอมรับว่าตามจำนวนที่ดิฉันกล่าวอ้างในการตกลงก่อนรับงานและกลังจากผ่านทดลองงานจะได้รับการปรับเงินเดือน แต่โดยการตัดสิ้นใจ เขาเองไม่อาจช่วยเหลือได้เพราะนายจ้างเขากลับคำเองและเป็นมาโดยตลอดกับพนักงานทุกคนและให้เรายอมรับในความลำบากใจครั้งนี้
        ไม่ทราบว่าในกรณีนี้จะสามารถต่อสู้ในสิทธิที่เราสามารถทำได้แบบไหนบ้างค่ะ?
        ขอบคุณใน คำตอบล่วงหน้าค่ะ

        • kafaak says:

          ถ้ามีหลักฐานเสียง ก็ลองฟ้องร้องไปยังสำนักงานแรงงานจังหวัดดูได้ครับ
          แต่คำถามของผมคือ

          1. คุณจะยังทำงานให้กับนายจ้างประเภทนี้อีกหรือ?
          2. สมมติว่าฟ้องร้องสำเร็จ แต่ไม่กลัวเขาจะผูกใจเจ็บ แล้วกลั่นแกล้งเราในหน้าที่การงานหรือครับ?

          ตรงนี้คือช่องโหว่ที่กฎหมายไม่สามารถไปช่วยปกป้องเราได้จริงๆ ครับ (ผมเองก็จนปัญญา) เพราะเขาไม่สามารถไปกำหนดได้ว่า นายจ้างจะต้องขึ้นเงินเดือนเท่าไหร่ต่อปี หรือจะต้องให้โบนัสไหม ปรับตำแหน่งไหม อะไรแบบนี้ครับ
          บอกตรงๆ ครับ ตรงนี้ถือเป็นบทเรียน แล้วต้องระวังเรื่องสัญญาจ้าง (การมีเป็นกระดาษ มีลายเซ็นชัดเจน บังคับคดีได้ง่ายกว่า) และถือว่าเราจะได้รู้จักนายจ้างประเภทนี้ก่อนที่จะหลวมตัวทำงานให้เขาเต็มๆ ดีกว่าครับ

      • สวัสดีครับ รบกวนสอบถามหน่อย คือเมื่อปีที่แล้วเดือนตูลาคมผมได้เข้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง โดยให้ทำงานรวมโอทีเหมา เป็น 12 ชั่วโมงต่อวัน แต่ถ้าวันไหนไม่มีโอที ผู้จัดการโรงงานบอกให้กลับได้เลย เริ่มต้นเงินเดือน 25,000 บาท มีการทำหนังสือสัญญาไว้ว่า ถ้าผ่านทดลองงานแล้วจะปรับเงินเป็น 30000 บาท ในหนังสือสัญญาระบุทำงาน12ชั่วโมง แต่ไม่ได้ระบุว่า ไม่มีโอทีให้เลิกงานได้ปกติ และในหนังสือสัญญามีลายเซ็นต์ผมคนเดียว ไม่มีลายเซ็นต์ของ MD บริษัท แล้วฝ่ายบุคคลก็ถ่ายสำเนาให้ ผ่านไป 119 วัน แจ้งผมว่าไม่ผ่านทดลองงาน แต่ให้ลาออกแล้วสมัครใหม่เลย โดยไม่ต้องหยุดงาน1เดือน ผมก็ลาออกแล้วเขียนใบสมัครใหม่ ฝ่ายบุคคลบอกว่า สัญญาเรื่องเงินเดือนเหมือนเดิม แล้วก็ให้ผมเซ็นต์หนังสือสัญญาใหม่ รอบนี้ทำเหมือนเดิม คือไม่มี MD เซ็นต์อีกแล้ว ผมทำงานมา 4 เดือน ผลคือผ่านทดลองงาน เกรดการประเมินคือให้ผ่านและปรับเงิน แต่บริษัทไม่ยอมปรับ อ้างว่างานไม่ค่อยมีรอดูงานไปอีก 4 เดือน ถือว่าช่วยเหลือบริษัท ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผ่านมา 6 เดือนแล้วก็ยังไม่ปรับ จนปีใหม่มีข่าวว่าจะปรับ แต่ก็ปรับขึ้นแค่ 4% เท่านั้น ผมเลยอยากทราบว่า
        1.ถ้าผมฟ้องกรมคุ้งครองแรงงานผมจะแพ้หรือโดนฟ้องกลับหรือไม่
        2.สามารถเรียกร้องเงินเดือนย้อนหลังได้หรือไม่
        3.สามารถเอาผิดอะไรกับบริษัทนี้ได้บ้าง เพราะเพื่อนผมคนนึงลาออกไปแล้วเพราะทนไม่ได้กับการโดนหลอกให้รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ แล้วก็ไม่ปรับเงินตามสัญญา
        4.วันที่ไม่มีโอทีผมกลับบ้านโดยทำงานแค่ 8ชั่วโมง ไม่ถึง 12 ชั่วโมง นายจ้างสามารถไม่ปรับเงินขึ้นตามสัญญาได้หรือเปล่า และหนังสือสัญญา MD ไม่ได้เซ็นต์ชื่อไว้ด้วย

        • kafaak says:

          จริงๆ มันแหม่งๆ ตั้งกะ MD ไม่เซ็นแล้วครับ ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีอีกฝ่ายเซ็น​ (อย่างน้อย ต้องมี ผจก.ฝ่ายบุคคลเซ็น) นี่ก็ต้องเตรียมไปหาหลักฐานอื่นเพื่อมาช่วยยืนยันเรื่องเงื่อนไขสภาพการจ้างงานครับ …​ นอกจากนี้ ตั้งแต่ตอนที่บอกว่าไม่ผ่านทดลองงาน แล้วให้ลาออกพร้อมสมัครใหม่ อันนี้ชัดเจนว่า อยากต่ออายุทดลองงาน แต่ไม่อยากเสียค่าชดเชยเวลาที่จะบอกคุณว่าไม่ผ่านทดลองงาน(อีกรอบ) เลยให้ลาออกแล้วสมัครใหม่ เพื่อให้เริ่มนับวันเข้าทำงานใหม่ (ตามกฎหมาย หากคุณทำงานตั้งแต่ 120 วัน – 1 ปี แล้วนายจ้างเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชย 30 วัน)

          กรณีของคุณ ผมคงต้องตอบแบบนี้

          1. ถ้าจะฟ้องร้อง ก็ให้แน่ใจนะครับว่าคุณมีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันสภาพการจ้างงานของคุณ โดยเฉพาะเรื่องสัญญาที่ว่าจะปรับเงินขึ้นให้ … จะมาอ้างว่ายังไม่ปรับ ขอให้ช่วยๆ บริษัทไม่ได้
          2. ถ้าฟ้องชนะ ย่อมเรียกเงินเดือนย้อนหลังได้ครับ (ได้เท่าที่ฟ้องชนะ ว่าคุณควรจะมีเงินเดือนเท่านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่คุณควรจะได้เงินเดือนเท่านั้น (ต้องระบุในคำฟ้องเลยนะครับ เพราะศาลจะบังคับคดีได้สูงสุดเท่าที่เราเรียกร้อง)
          3. ถ้ามีหลักฐานพอ ก็เอาผิดได้ในเรื่องจ่ายเงินเดือนไม่ครบ แต่แจ้งร้องเรียนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในกรณีที่นายจ้างเจตนาเลี่ยงไม่จ่ายค่าชดเชย โดยให้ลูกจ้างลาออกแล้วสมัครใหม่เพื่อทดลองงานต่อได้อีก
          4. กฎหมายไม่มีคำว่า จ่ายโอทีแบบเหมา นะครับ แต่ตราบเท่าที่ค่าล่วงเวลาของคุณเมื่อคำนวณแล้ว ต่อชั่วโมงคุณได้ 1.5 เท่าของค่าแรงรายชั่วโมงปกติ ก็ถือว่านายจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย แต่หากไม่ใช่ ก็ถือว่าผิดกฎหมาย ถือว่านายจ้างจ่ายไม่ครบ คุณก็ฟ้องเรียกได้อีก

          อ้อ! แถมให้หน่อย …​ การที่คุณไปทำงาน แล้วบริษัทจ่ายเงินเดือนให้ มีสลิปเงินเดือนให้ ก็พอจะเป็นหลักฐานได้ว่านายจ้างรับคุณเป็นลูกจ้าง แต่ประเด็นเรื่องฐานเงินเดือน การปรับเงินเดือน ต้องพิสูจน์ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำร่วมกับนายจ้างจริง

  2. sawaddee says:

    สวัสดีคับ ช่วยตอบปัญหาข้องใจทีคับ
    ผมทำงานอยู่ที่บริษัทวิจัยตลาดแห่งหนึ่งเป็นงาน part time รายได้เป็นรายชุดที่ทำได้ วันแรกที่ไปสมัครเค้าก็รับทำงานแล้วให้เซ้นต์สัญญาแต่ในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่าเงินเดือนจะออกเมื่อไหร่ และที่สำคัญ Supervisor ที่รับผมทำงานไม่ได้บอกว่างานจบเมื่อไหร่คือผมก็ทำเลยไม่ได้เอ๊ะใจอะไรก็อธิบายงานให้ฟังเลย เป็นงานเกี่ยวกับสัมภาษณ์ลูกค้าที่ธนาคารคับ วันแรกที่ไปสมัครผมไม่ได้คุยกะฝ่ายบุคคล ผมทำงานได้ประมาณอาทิตย์ึนึง เค้าให้ผมไปที่ ธนาคารนู้น ธนาคารนี้ผมก็ไป แล้วผมโทรไปหา Supervisor ผมถามว่าเงินจะเข้าเมื่อไหร่ เค้าบอกว่า Project ยังไม่จบเลย จบประมาณกลางเดือน คือ Project นี้พึ่งบอกว่า 1 เดือน ตอนผมจะเริ่มทำงานเค้าไม่ได้บอกเลย
    พอ Project จบประมาณกลางเดือน ผมโทรไปหา Supervisor ที่ให้งานผมมาทำ เค้าบอกผมว่าหลังจบ Project 3อาทิตย์ เิงินจะเข้า ผมก็ถามเค้าว่าทำไมนานจัง เค้าบอกผมว่า บริษัทวิจัยตลาดที่ไหนเค้าก็ 3อาิทิตย์หลัง Project จบทั้งนั้นเค้าบอกให้โทรไปถามบริษัทไหนก็ได้ พอครบ 3 อาทิตย์แล้วผมก็โทรไปหาเค้าอีกที เค้าบอกว่า QC ยังตรวจงานไม่เสร็จ เค้ารับงานมาเพิ่มอีก ถ้าทำเสร็จเมื่อไหร่จะรีบทำเงินเดือนให้ ครับตอนนี้ก็ผ่านไป 1 เดือน 1 อาทิตย์ เงินเดือนผมก็ยังไม่เข้า เค้าบอกผมว่ายังสรุปงานไม่เสร็จ มีทางไหนที่จะพอฟ้องร้องบริษัทนี้ได้ไหมคับ ต่างกับบริษัทที่ผมทำอยู่ตอนนี้สิ้นเชิงเลยคับ ตอนนี้ผมก็ทำงานวิจัยตลาดเหมือนเดิม แต่บริษัทนี้เค้าจะบอกเลยก่อนทำงานระยะเวลากี่ัวัน เงินเดือนเข้าเมื่อไหร่ แต่บริษัทที่ผมทำก่อนหน้านี้เค้าไม่เคยคุยเรื่องเงิน ถามว่าเงินเดือนเข้าเมื่อไหร่เค้าก็บอกไม่รุ้ จะเอาผิดกับบริษัทนี้ได้ไหมคับ

    • kafaak says:

      เรื่องจะกลับไปที่เรื่อง “สัญญา” ครับ (ผมจะพยายามเน้นย้ำเรื่องสัญญา เพราะแม้กฎหมายจะถือว่าการสัญญาปากเปล่าก็ถือว่าสมบูรณ์แล้วก็ตาม แต่เรื่องการพิสูจน์มากยากมากมายครับ) ไม่ควรทำงานกับบริษัทที่สัญญาจ้างงานคลุมเครือเด็ดขาด

      สัญญาควรจะระบุ
      – ตำแหน่งงาน หน้าที่ที่ต้องทำคร่าวๆ
      – เงื่อนไขการทำงาน ทำวันไหนบ้าง เวลาไหนถึงเวลาไหน
      – เงินเดือนเท่าไหร่ หลังพ้นทดลองงานเงินเดือนเป็นเท่าไหร่
      – การลาออกต้องบอกล่วงหน้ากี่เดือน (ถ้าไม่ระบุ บอกล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายเงินเดือน) … แต่กฎหมายระบุไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าเกิน 3 เดือน ดังนั้นหากสัญญาระบุล่วงหน้า 4 เดือน จริงๆ ก็คือ บอกแค่ 3 เดือนพอ (แต่บริษัทไหนให้บอกล่วงหน้าเกิน 3 เดือน ก็ไม่น่าทำงานด้วยแล้ว)
      – สวัสดิการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดมีไหม? (ที่กฎหมายกำหนดชัดๆ คือ กองทุนประกันสังคม กองทุนเงินชดเชย)

      ยิ่งถ้าไม่ใชพนักงานประจำ แต่เป็นพนักงานชั่วคราวแบบของคุณ ต้องมี
      – วันที่เริ่มงานและวันที่สิ้นสุด
      – การจ่ายเงิน จ่ายแบบไหน ภายในวันที่เท่าไหร่

      กลับมาที่คำถาม … กรณีของคุณทำยังไงได้บ้าง? สัญญาจ้างงานมีแล้ว อันนี้น่าจะโอเค แต่ดันไม่มีบอกว่าจ่ายเงินอะไรยังไง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหากไม่ระบุ มันก็ต้องเป็น “จ่ายเมื่อจบงาน” ดังนั้นหากจบงานก็คือต้องจ่าย (เว้นแต่จะระบุว่า จบงานแล้ว อีกเดือนค่อยจ่ายอะไรแบบนี้ และสองฝ่ายโอเค เซ็นรับทราบ) ที่คุณต้องทำคือ โทรไปอีกครั้ง แต่อัดเสียงไว้ด้วย ให้เขาพูดให้ได้ว่า งานจบแล้ว และจะจ่ายเงินเมื่อไหร่ จากนั้นถึงแจ้งความได้ครับ

  3. n5300 says:

    สวัสดีคับ ช่วยตอบปัญหาข้องใจทีคับ
    คือแฟนของผมทำงานเป็นพริตตี้ของ Modeling หนึ่งซึ่งทาง Modeling ไม่ยอมจ่ายเงินมานานกว่าหนึ่งปีแล้วอ้างโน้นอ้างนี้ตลอด แถมพักหลังๆยังขู่ว่าจะฟ้องเมื่อทวงเงินที่ทำงานไป อย่ากทราบว่าเราควรทำอย่างไรดี

    • kafaak says:

      ย้ำคำตอบมาตรฐานของผมอีกรอบครับ … “สัญญา” มีไหมครับ
      งานพริตตี้ เป็นงานที่เรียกว่าการจ้างงานแบบมีกำหนดเวลาแน่นอน ดังนั้น สัญญาจะต้องมีระบุเรื่องสำคัญๆ เช่น ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เริ่มเมื่อไหร่ สิ้นสุดเมื่อไหร่ ค่าตอบแทนเป็นยังไง (ในกรณีของการจ้างงานเป็น Project บางอาชีพที่อาจทำกันเป็นปี จะบอกด้วยว่าหลังจบงานแล้วมีโบนัสเท่าไหร่)

      หากปราศจากสัญญา ต้องหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการว่าจ้างงานจริง ผู้จ้างได้มาขอให้เราทำงาน และเราตอบตกลงไป พร้อมมีการพูดถึงค่าตอบแทน ฯลฯ จริงๆ (ส่วนใหญ่ก็ต้องอัดเทปเอา)

      • n5300 says:

        มันหลายที่ครับหลายงานด้วยส่วนมาก็ทำงานประมาณ4-5วัน คือก่อนทำงานก็จะโทรมาบอกแล้วส่งรถมารับ บางงานก็โทรมาบอกว่าให้มารับเงินที่ยังไม่ได้พอไปถึงก็ให้ทำงานแต่เงินเก่าก็ยังไม่ได้ มันก็เลยยิ้งเยอะขึ้น พอทวงก็บอกว่าจะให้เพิ่ม พอถึงเวลาก็ยังไม่ได้ ทีแรกหมดสัญญาไปแล้วแต่ก็ต้องต่ออีก3เดือนเพราะรอเงิน ผมควรบอกให้รอต่อไปหรือไปฟ้องเอาหรือเปลี่ยนModelingไปเลยครับ
        ขอบคุณมากๆครับ

        • kafaak says:

          ถ้าไม่มีสัญญา และไม่มีหลักฐานอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องการจ้าง แนะนำให้เปลี่ยน Modeling ไปเลยครับ
          แต่ถ้ามีสัญญาชัดเจนตามที่ผมบอก ฟ้องเอาเงินครับ แล้วย้าย Modeling เช่นกัน

  4. พงศ์ says:

    ไปแจ้งหน่วยงานไหนได้ครับ ถ้ามีคนเอาเปรียบพนักงานหรือรับสมัครพนักงานแบบเอาเปรียบ ให้ค่าแรงวันละ 200 ในปัจจุบัน ไม่มีวันหยุด ทำเต็มตลอด สามเดือน ทำงานวันละ 12 ชม
    วันหยุดราชขการอะไรก็ต้องทำทุกวันไม่มีเว้น ลาออกไม่บอกล่วงหน้าสามเดือนหัก สามพันบาท

    เห็นติดประกาศไว้จึงโทรไปถาม แต่รายละเอียดเอาเปรียบมาก

    • kafaak says:

      สำนักงานแรงงานจังหวัดเลยครับ ถ้าผมจำไม่ผิด

  5. สมหญิง says:

    ทำงานครบ 1 ปี จึงจะมีสิทธิใช้พักร้อนใช่มั้ยคะ
    -เค้านับกันตั้งแต่เริ่มมาทำงานจนครบปีหรือป่าวคะ
    -หรือเริ่มนับตั้งแต่ผ่านโปรไปจึงจะครบปีคะ

    • kafaak says:

      ตรงนี้คือความซับซ้อนของกฎหมาย ที่นายจ้างหลายแห่งเอาเปรียบบ่อยๆ ครับ

      มาตรา 30 ของ พรบ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดไว้ว่า “ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิ์หยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน…”

      วรรคที่สาม “นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมกับปีต่อๆ ไปได้”

      และในวรรคที่ 4 ก็บอกว่า “สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้”

      ความหมายคือ … 1) นายจ้างให้มีพักร้อนปีละ 6 วัน นับตั้งแต่ปีแรกที่ลูกจ้างมาทำงาน ซึ่งหากเข้ามาไม่ถึงปี ก็อาจจะคำนวณตามสัดส่วนก็ได้ แต่ 2) ลูกจ้างต้องทำงานติดต่อกันครบปีก่อน จึงจะมีสิทธิหยุดพักร้อน ดังนั้นหมายความว่า 3) พอทำงานครบปีแล้ว ก็จะต้องได้สิทธิ์ 6 วัน ของปีแรก และอีก 6 วันของปีที่สองเลย หลังจากนั้นจึงกลับมาเป็นปกติคือ ปีละไม่ต่ำกว่า 6 วัน (แล้วแต่ว่านายจ้างจะให้มากกฎหมายกำหนดไหม)

      ที่เข้าใจผิดอีกหลายคนก็คือ กฎหมายไม่มีคำว่า “ทดลองงาน” ครับ เมื่อเข้าทำงาน เซ็นสัญญาปุ๊บ เท่ากับเป็นพนักงาน และต้องได้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนดทุกประการ (แต่นายจ้างอาจกำหนดสวัสดิการที่อยู่นอกเหนือกฎหมายให้แตกต่างกันระหว่างพนักงานที่ผ่านทดลองงานแล้วกับพนักงานที่ยังไม่ผ่านได้) ดังนั้น การนับเวลาทำงาน ต้องนับตั้งแต่เริ่มมาทำงานวันแรกครับ ไม่ใช่ตั้งแต่ผ่านโปร

      หลายๆ บริษัทที่แฟร์ๆ เช่น เขาจะทำแบบนี้ครับ สมมติผมทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม เขาก็ให้สิทธิพักร้อน 3 วัน (เพราะเข้ามากลางปี ทำงาน 6 เดือนก็จะมีสิทธิพักร้อน ครึ่งนึงของ 6 วันไง) แต่จะให้เริ่มใช้ได้หลังจากผ่านทดลองงานแล้ว … หากลาออกก่อนพ้นทดลองงาน เท่ากับทำงานติดต่อกันไม่ครบปี ก็ไม่มีสิทธิลาพักร้อนอยู่แล้วนะ

      แถมให้อีกนิด … พักร้อนเนี่ย จริงๆ แล้วกฎหมายกำหนดให้นายจ้างกำหนดมาให้เลย หรือจะกำหนดให้ตามนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันก็ได้ ดังนั้นส่วนใหญ่ก็เลยทำเป็นพักร้อน ให้ยื่นเรื่องลาแล้วอนุมัติเป็นคราวๆ ไป (เข้าข่ายนายจ้างลูกจ้างตกลงกันไง) ดังนั้น

      – หากเราใช้สิทธิขอลาแล้ว แต่นายจ้างไม่อนุมัติซักทีจนพ้นปี ถ้าเขาไม่ให้เราสะสมไปปีถัดไป เขาต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้เรา
      – หากเราฟิต ขยัน รักบริษัทมาก ไม่ลาพักร้อนเลย … แม้เขาจะไม่ให้สะสมในปีถัดไป และไม่จ่ายค่าทำงานในวันหยุด อันนี้ก็ตัวใครตัวมัน

      ผมขอแนะนำว่า หากบริษัทไม่มีนโยบายให้สะสมวันหยุดพักร้อนไปปีถัดไป ก็ควรใช้สิทธิให้ครบถ้วนเป๊ะๆ ไปเลยครับ อย่าไปเหลือไว้ หุหุ

  6. สมหญิง says:

    อยากถามเรื่องการหักเงินโบนัสค่ะ!!
    เข้าใจนะคะว่าแต่ละบริษัทอาจแตกต่างกัน…แต่ที่บริษัทหนูเค้าหักแบบนี้ค่ะ ยกตัวอย่างของหนูเลยที่โดนหักจริง
    ลาคลอด 0.25/วัน
    ลาบวช 0.50/วัน
    ลาป่วย 1.00/วัน หนูป่วย 2 วัน 5 ชม. = 2 วัน 5 ชม.
    ลากิจ 1.5/วัน หนูลากิจ 3 วัน = 4.5 วัน
    สาย-ขาด 3.00/วัน หนูขาด 5 วัน 46 ชม. = 15 วัน 138 ชม.(แม่งหัก 3เท่าเลย..หักค่าแรงต่อวันค่ะ)
    เบ็ดเสร็จแล้ว โดนหักไป 5,454.- เหลือเงินโบนัสแค่ 2,700.- ค่ะ(แม่งไม่ต้องให้ซะดีกว่า) หนูทำที่อื่นมาไม่เคยเจอเลยค่ะแบบนี่ ให้เค้าก็ให้เต็มไม่หัก (จริงๆแล้วหนูไม่เคยขาดงานเลย..หนูลากิจเกินมา 5 วัน เกินกำหนดที่ให้น่ะคะ่ แต่เค้าไม่เคยบอกเลยว่าลาเกินจะให้เป็นขาดงาน..หนูก็เขียนใบลาทุกครั้งค่ะ พี่ว่ามันโหดไปมั้ยค่ะ)

    • kafaak says:

      โบนัสเป็นสวัสดิการที่อยู่นอกเหนือกฎหมายกำหนดครับ ดังนั้นนายจ้างจะมีเงื่อนไขในการแจกอย่างไร เป็นสิทธิ์ของนายจ้างเลยครับ ซึ่งเขาอาจจะโหดกว่าบริษัทอื่นก็ได้

      ลากิจ ปกติก็คือ การลาโดยไม่รับค่าจ้างครับ
      ส่วนจะเอาไปมีผลต่อการปรับโบนัสหรือไม่ ก็อยู่ที่นายจ้าง อย่างที่บอกครับ ต้องย้ำอีกครั้งว่า โบนัส เป็นสวัสดิการที่กฎหมายไม่ได้กำหนด นายจ้างจะไม่ให้เลยก็ได้ … ผมคงตอบไม่ได้ว่าโหดไปหรือไม่ เพราะอยู่ที่ว่าเราเปรียบเทียบกับนายจ้างรายอื่นๆ ที่ใจดีกว่า หรือ โหดกว่าครับ

      ปัญหาคือ ผมยังไม่แน่ใจคำว่า หักค่าแรงต่อวันสามเท่า ที่คุณว่า … สมมติคุณลากิจ 1 วัน นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้คุณ 1 วัน จะมาบอกว่าลากิจ 1 วันหักค่าจ้าง 3 วัน ไม่ได้ครับ … ต่อให้เป็นการลากิจเกินที่กำหนด ก็จะมาหักเงินไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจนายจ้างในการหักเงินเดือนลูกจ้างครับ ทำได้แค่ตักเตือนด้วยวาจา ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร และไล่ออก

  7. pui says:

    รบกวนสอบถามค่ะ วันนี้ไปสัมภาษณ์งานมาค่ะ ผ่านเรียบร้อย พรุ่งนี้เค้านัดให้ไปวางเงินประกัน 10000 บาท พร้อมบุคคลค้ำประกัน เริ่มทำงานวันจันทร์ ไม่ทราบว่าต้องดูรายละเอียดอะไรบ้างค๊ะ แล้วเราจะไว้ใจได้หรือปล่าว บุคคลค้ำประกันต้องรับผิดชอบอย่างไร เราควรทำอย่างไร เป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารเสริม เครื่องสำอาง ไม่เคยเจอนี่เป็นครั้งแรกค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      พรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 10 ระบุไว้ว่า “ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินหรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ในลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ลักษณะหรือสภาพของงานที่เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

      ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี”

      ดังนั้น ที่ควรเช็คก็ชัดเจนเลยครับ คือ

      1. หลักประกันเป็นอย่างไร
      2. มูลค่าของหลักประกันเป็นอย่างไร
      3. นายจ้างจะทำการเก็บรักษาหลักประกันของเราอย่างไร
      4. สัญญาเกี่ยวกับการเรียกชดใช้จากหลักประกัน ว่ากรณีใดบ้าง อย่างไร
      5. สัญญามีระบุวันสิ้นสุดหรือไม่

  8. ปลายฟ้า says:

    ขอคำปรึกษาค่ะ บ.ที่ดิฉันกำลังทำงานอยู่นั้น ซึ่งก่อนได้มาเริ่มงานได้ฟังข้อตกลงและการปฏิบัติงานของนายจ้างแล้วว่าต้องปฏิบัติงานอะไรบ้าง แต่พอดิฉันได้เข้ามาทำงานแล้วนั้น กลายเป็นว่าทำงานทุกอย่าง (แม้กระทั่งยกของ+ส่งของ) ซึ่งบ.ไม่จ้างแมสเซนเจอร์แต่อย่างใด แล้วที่สำคัญดิฉันต้องทำงานกับหลานของนายจ้าง ซึ่งผู้เป็นหลานนั้นมิได้ืำทำหน้าที่เป็นฝ่ายบัญชี แต่ทำเสมือนว่ามีอำนาจและมาวุ่นวายกับฝ่ายบัญชี (หลานของนายจ้างมีหน้าที่ขาย ad โฆษณา) แล้วมิหนำซ้ำ พนักงานคนอื่นที่ต้องขาย ad โฆษณาเคยถูกหลานของนายจ้างแย่งลูกค้า แล้วครอบครองใบเสนอราคาที่ทางลูกค้าส่ง FaX มาให้มาเป็นของตน ทางพนักงานได้ไปแจ้งนายจ้างเบื้องต้นว่าทำไม่ถูก แต่นายจ้างกลับต่อว่า และไม่คิดที่จะทำอะไรเลย คือตอนนี้เพื่อนของดิฉันก็ทำหน้าที่ขาย ad โฆษณาด้วยเช่นกัน แต่รับรู้และทราบมาโดยตลอดว่านายจ้างและหลานของนายจ้างเอาเปรียบตน พอจะมีข้อเสนอแนะหรือไม่คะ เพราะตอนนี้เพื่อนคนดังกล่าวอยู่ต่อไม่ได้และจะทำเรื่องลาออกเร็วๆนี้ค่ะ

    • kafaak says:

      กรณีแบบนี้ ถ้ามีสัญญาระบุชัดเจนว่าจะให้เราทำงานตำแหน่งไหน ทำอะไร แต่เขากลับให้เราทำอย่างอื่นที่มันเป็นผลเสียต่อเรา และมีความแตกต่างจากงานที่ระบุในสัญญา (เช่น ให้ทำบัญชี แต่ดันให้เราไปเป็นแมสเซนเจอร์) เราก็ร้องเรียนไปที่สำนักงานแรงงานจังหวัดได้ครับ ฟ้องร้องได้

      แต่ในกรณีแบบที่คุณว่า ผมก็เห็นด้วยกับที่เพื่อนของคุณลาออกครับ … เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เพื่อนของคุณทำได้แค่ร้องเรียนเจ้านายให้ดำเนินการ (เพราะเพื่อนร่วมงานแย่งผลงาน) แต่ถ้าเจ้านายเขาไม่ดำเนินการ (เพราะเป็นหลานนายจ้าง) ก็เท่ากับนายจ้างเอาเปรียบครับ แต่กฎหมายจะไม่ไปก้าวก่ายไม่ได้ เพราะบริษัทควรมีมาตรการจัดการครับ (แต่ก็อีกนั่นแหละ เขาไม่ทำ เพราะเป็นหลานนายจ้าง) … นายจ้างสันดานเสียแบบนี้ อย่าไปเอาเวลาชีวิตของเราไปทำงานเพื่อให้เขาเจริญเลยครับ

  9. lek says:

    สอบถามเรื่องโบนัส หากทั้งสัญญาจ้างและข้อบัังคัับกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะจ่ายให้พนงที่พ้นการทดลองงานแล้วเท่านั้น โดยโบนัสจะจ่ายให้เดือน 12 หากพนักงานพ้นการทดลองงานวันที่25 ธค แต่โบนัสจ่าย24ธคปกติเงินเดือนจ่าย28 พนักงานคนนี้มีสิทธิได้รับเงินโบนัสหรือไม่ กับอีกกรณี พนักงานคนนี้มาผ่านทดลองงานวีันที่15มกราอีกปี พนง คนนี้ยังมีสิทธิได้รับโบนัสหรือไม่ ปกติ บริษัท มีระเบียบให้ โพรเรทโบนัส หากะนักงานออกระหว่างปี จำนวนการจ่ายขึ้นกับระยะเวลาทำงานของพนงในปีนั้น

    • kafaak says:

      เรื่องโบนัสเป็นเรื่องของนายจ้างครับ ถ้าพนักงานพ้นทดลองงาน 25 ธ.ค. แต่โบนัสกำหนดจ่าย 24 ธ.ค. ก็อยู่ที่ความเมตตาของนายจ้างแล้วครับว่าจะจ่ายหรือไม่ (และถ้าจะจ่ายจริง ก็คงจะจ่ายแบบแบ่งตามอัตราส่วน ว่าทำงานมาแค่ไหน … คงไม่ได้ 12 เดือนเต็ม)

      ถ้าผ่านทดลองงาน 15 ม.ค. ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ พิจารณาตามตัวอักษรในสัญญาเป๊ะๆ ครับ … พ้นทดลองงานจึงมีสิทธิ์ได้รับครับ

  10. noey says:

    จ่ายค่าจ้างลูกจ้างรายวันสองงวด ต้องจ่ายวันที่เท่าไร กฎหมายระบุไว้ไหมจ่ายวันที่ 5และ20ของเดือนได้ไหมคือค่าจ้างวันที่1ถึง15จ่ายในวันที่20และ16ถึง30หรือ31จ่ายในวันที่5ถ้าก.แรงงานมาตรวจจะผิดไหม รบกวนตอบให้ด้วยค่ะ ปวดหัว ขอบพระคุณค่ะ

    • kafaak says:

      กฎหมายไม่ได้ระบุครับว่าต้องจ่ายค่าจ้างในวันที่เท่าไหร่ครับ นายจ้างเลือกได้ตามสะดวก ตอนผมทำงานโรงงาน ก็จ่ายวันที่ 7 และ 22 ของทุกเดือนครับ บางที่ก็ 1 กับ 16 เป็นต้น ฉะนั้นจะจ่ายตามที่ว่ามาก็ได้ครับ

  11. jaw says: says:

    เป็นลูกจ้างประจำของโรงเรียนเอกชน จบ ป.ตรี แต่ไม่ได้รับเงินเดือนตามวุฒิ รัฐบาลปรับเงินเดือนขั้นต่ำขึ้น ของเดือนมกรา ยังไม่ได้ ทำงานมา 16 ปี วัน300บาท ก็ไม่ได้ ได้เงินเดือนแค่ 6600 บาท จากครั้งแรกเงินเดือนเริ่มต้นแค่ 2500 บาท จะร้องเรียนได้ไหมค่ะ แล้วถ้าจะร้องเรียนต้องไปที่ไหนค่ะอยู่ จ.น่านค่ะ

    • kafaak says:

      ปัญหาอยู่ที่ว่า คุณเป็นลูกจ้างประจำที่รับค่าแรงเป็นรายเดือน และนายจ้างคิดค่าจ้าง 30 วัน/เดือน (รวมเสาอาทิตย์) หรือเปล่าน่ะครับ ถ้าใช่ ก็เท่ากับต้องเอา 300 x 30 = 9000 บาท ไม่งั้นผิดกฎหมาย ฟ้องนายจ้างได้

      แต่ถ้าเกิดนายจ้างของคุณให้เงินเดือนแบบตามวันมาทำงาน (หรือก็คือจะบอกว่าเสาร์อาทิตย์ไม่มาทำงานไม่ถือว่าได้เงิน) แบบนี้ต้องมองว่า เดือนนั้นคุณมาทำงานกี่วัน (เมื่อหักเสาร์อาทิตย์ออกแล้ว) เช่น เดือนนี้ก็เท่ากับ 23 วัน (31 – 8) ถ้าค่าแรงคุณอยู่ที่ขั้นต่ำ นายจ้างต้องจ่าย 300 x 23 = 6,900 บาทครับ จะมาคิดว่าเป็น 6,600 บาทเป๊ะๆ ไม่ได้

  12. Natkit says:

    นายจ้างบอกยกเลิกสิทธิ์ ลาป่วยไม่ว่ากรณีใดๆ โดยให้ใช้วันลาหยุดนักขัตกฤษ์ หรือวันลาพักร้อนแทน นายจ้างสามารถทำได้หรือเปล่าครับ

    • kafaak says:

      ไม่สามารถทำได้ครับ ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายอนุญาตให้ลูกจ้างลาป่วยได้ตามจริง ถ้าป่วย 100 วัน ก็ลาได้ 100 วัน เพียงแต่

      1. นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแค่ 30 วัน
      2. หากหยุดติดต่อเกิน 3 วัน ต้องมีใบรับรองแพทย์

  13. kanitta says:

    สวัสดีค่ะ
    เราทำงานมาเกือบจะปีแล้ว ช่วงทดลอง3เดือน ให้เงินเดือนเราได้เงินเดือน7พันบาท แต่ไม่ได้เต็ม7พันตลอดเลยค่ะ โดนหัก3เปอเซนเหลือ6790บาท พอผ่านโปร เขาให้เงินเพิ่มแค่500บ.เป็น7500 ถ้ากฎหมายไม่บังคับ เขาคงไม่เพิ่มเงินเปน9พันให้เรา แต่สุดท้ายก่อนปีใหม่เขาปรับเงินเป็น9พันบาทให้ค่ะ แต่ไม่ได้เต็ม9พัน ตั้งแต่เดือนมกราคม เราไม่เคยได้เงินเดือนเต็ม9พันทุกเดือน ตั้งแต่ต้นปีมา เดือนมกราได้8550บาท เดือนกุมภา ได้8050บาท เรางงกับ บริษัทนี้มาก ประกันสังคมก็ยังไม่ทำให้ แถมโดนหักค่าอุปปกรณ์500บาท เป็นเวลา4เดือน โดนหักค่าเปอเซน3เปอเซ็น เราถามเรื่องสลิปเงินเดือน เขาบอกว่าขี้เกียจทำให้ เขาบอกว่าถ้าอยากจะเอากู้อะไรบอกเขาเด่วเขาทำให้ เราควรทำไงต่อดีค่ะ

    • kafaak says:

      ถ้าให้ผมแนะนำนะครับ ดูจากที่คุณเล่า เป็นบริษัทที่ไม่ดีเลยครับ เอาเปรียบลูกจ้างมาก แนะนำให้ลาออก
      แต่จากนั้น ให้ทำการฟ้องครับ

      1. บริษัทไม่สามารถหักเงินเราได้ครับ ยกเว้นแต่เราจะมีหน้าที่ที่รับผิดชอบทรัพย์สินของนายจ้าง (ซึ่งมีไม่กี่อาชีพที่จะเข้าข่ายนี้) และเงินที่หักพวกนั้นก็เป็นเงินประกันที่นายจ้างต้องจ่ายคืนเรา
      2. หักค่าอุปกรณ์ ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะนายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำงานให้เรา ไม่ใช่หักเงินจากเรา
      3. สลิปเงินเดือน ไม่มีให้ไม่ได้ จริงๆ กฎหมายกำหนดด้วยซ้ำว่าตอนจ่ายเงิน เราจะต้องเซ็นรับทุกเดือน (เพียงแต่ในชีวิตจริง นายจ้างกับเราพบกันครึ่งทาง ให้เป็นสลิปแทน … แต่จริงๆ เราต้องเซ็นรับสลิปด้วยนะ)

  14. พร says:

    อยากทราบว่าถ้านายจ้างจะขายโรงงาน แต่นายจ้างบิดบัง พนักงานเรื่องจะขายโรงงาน พนักงานรู้มาจากนายหน้า แล้วพนักงานที่เป็น รายวัน กับรายเดือน จะมีสิทธิ์เรียกร้อง อะไรได้บ้างไหม จะเอาผิดกับนายจ้างได้ไหม

    • kafaak says:

      อันนี้ต้องถามว่า “ขายโรงงาน” หมายถึงอะไรครับ

      ถ้าขายให้คนอื่นไปดำเนินกิจการต่อ มาตรา 13 พรบ.คุ้มครองแรงงาน ระบุไว้ชัดแล้วว่าสิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมก็ยังคงอยู่ต่อไป นายจ้างใหม่ก็รับไปทั้งสิทธิ์และหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างทุกประการ

      แต่ถ้าขายกิจการเลยนั่นคือ นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ก็เท่ากับนายจ้างต้องเลิกจ้าง ดังนั้นจะเข้าข่ายการเลิกจ้างตามมาตร 118 ครับ ซึ่ง

      1. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี (นั่นคือ พ้นช่วงทดลองงาน 4 เดือน ที่เราเข้าใจกัน) ลูกจ้างได้ค่าชดเชย (พวกนักกฎหมายเรียก ค่าต๊กใจ) เป็นเงินไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 30 วันสุดท้าย
      2. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 90 วันสุดท้าย
      3. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 180 วันสุดท้าย
      4. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 240 วันสุดท้าย
      5. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 300 วันสุดท้าย

      หากไม่ยอมจ่าย ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานท้องที่ที่ทำงานอยู่เลยครับ

  15. อยากสอบถามเรื่องการลาพักร้อนค่ะ says:

    ถ้าเราลาออก แล้วมีวันลาพักร้อนไม่ได้ใช้เลย เรามีสิทธิ์ลาพักร้อนได้หรือไม่ และนายจ้างมีสิทธิ์ไม่อนุมัิติการลาได้หรือไม่ ขอบคุณค่ะ คือใช้สิทธิ์ลาหลังจาลาออกไปแล้ว 30 วันน่ะค่ะ

    • kafaak says:

      การลาพักร้อน เป็นเรื่องที่นายจ้างตกลงกับลูกจ้าง ดังนั้นนายจ้างจะไม่ให้ลาพักร้อนก็ได้ครับ
      ประเด็นสำคัญคือ มาตรา 67 ของ พรบ.คุ้มครองแรงงาน ปรับปรุง พ.ศ.2551 บอกว่า ไม่ว่านายจ้างจะเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออก นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าทำงานวันหยุดสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี (พักร้อน) ที่เหลืออยู่ครับ

  16. N-nasa says:

    กรณีที่ทางพนักงานไม่ยอมเซ็นต์สัญญาทดลองงาน โดยที่อ้างเหตุผลว่าตำแหน่ง กับเงินเดือนไม่ได้ตามที่ต้องการ และอ้างว่าจะทำงานไปเรื่อยๆจนกว่าจะหางานได้ ซึ่งลูกจ้างคนนี้ตอนนี้ทำงานที่บริษัทมาได้ 60 วันแล้ว
    อยากทราบว่าเราสามารถบอกเลิกจ้างเค้าตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆเลยได้ไหมคะ

    • kafaak says:

      เคสนี้ประหลาดจริงๆ (แต่ถามจริงๆ เหอะนะครับ บริษัทคุณยอมให้เขาทำเหรอ?!? แปลกใจน่ะครับ)
      ปกติเวลาทำงาน ก็ต้องมีการเซ็นสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งอย่างที่พยายามย้ำทุกครั้ง กฎหมายแรงงานไม่มีคำว่า “ทดลองงาน” นะครับ รับปุ๊บ = ทำงานเลย เพียงแต่กฎหมายเปิดช่องให้ว่า หากทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างสามารถบอกเลิกจ้างลูกจ้างได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ (มาตรา 118) แต่ก็ต้องบอกเลิกจ้างล่วงหน้า 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง (มาตรา 17 วรรค 2)

      ปัญหาตอนนี้คือ บริษัทคุณยอมให้เขาทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องเซ็นสัญญาใดๆ เลยเหรอครับ? ผมว่าอย่างน้อยต้องเซ็นสัญญาจ้างแรงงาน เพื่อระบุเงื่อนไขสภาพการทำงานพร้อมเงินเดือน (แม้ว่าเขาจะไม่ชอบตำแหน่งและเงินเดือนก็ตาม … แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ชอบแต่ยังอุตส่าห์ทำ?!?)

      ถ้าว่ากันตามกฎหมาย แม้ว่าเขาจะเซ็นสัญญาแล้วก็ตาม … ในฐานะนายจ้าง คุณสามารถบอกเลิกจ้างได้ (ต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง อย่างที่ผมได้บอกไป) แล้วก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ เพราะเขายังทำงานมาไม่ครบ 120 วันครับ

  17. nan says:

    อยากทราบว่าดิฉันเริ่มงานวันที่13กค.55จนถึง13กค.56 ดิฉันได้พักร้อน2วันมันถูกต้องไหม ทำไมดิฉันไม่ได้6วัน ที่บริษัทตัดรอบปีเดือน1ธค.-30พย พักร้อนที่ได้ให้ใช้ถึงปี56 จะเรียกร้องที่ใครค่ะ

    • kafaak says:

      มาตรา 30 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน มีใจความว่า เมื่อทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี ลูกจ้างก็จะมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ไม่น้อยกว่า 6 วัน (ถ้านายจ้างจะกำหนดมากกว่าก็ได้)
      ถ้าคุณได้ทำงานมาครบปีแล้ว เท่ากับคุณมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่กฎหมายกำหนดแล้วครับ

      ทีนี้มามองต่อ … บริษัทตัดรอบ 1 ธ.ค. นั่นหมายความว่า ในปีแรก คุณมีสิทธิพักร้อน 2 วัน ตามที่เขาบอกครับ (เดือน ส.ค. – พ.ย. คิดเป็น 4 เดือน จาก 12 เดือน พักร้อน 6 วัน คิดตามอัตราส่วนได้เท่ากับ 2 วัน) … แต่ปีที่สองคุณก็มีสิทธิอีก 6 วัน ซึ่งนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. ถึง ก.ค. ที่คุณลาออก อีก 3.5 วัน (คิดตามสัดส่วน) ซึ่งหากคุณยื่นใช้สิทธิในวันเหล่านี้แล้ว แต่นายจ้างไม่ยอมให้ใช้ (จนถึงวันที่ลาออก) คุณก็มีสิทธิเรียกร้องครับ แจ้งที่แรงงานเขตที่ทำงานของคุณเลย (แต่หาหลักฐานหรือพยานที่ยืนยันด้วยนะครับ ว่าคุณได้ยื่นขอใช้สิทธิพักร้อนแล้ว แต่นายจ้างไม่ได้ให้ใช้

  18. Bowling says:

    สวัสดีค่ะ รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ เราทำงานที่บริษัทครบ 1 ปีเต็มแล้ว และเขียนใบลาออก อยากทราบว่าเรามีสิทธิ์พักร้อนแต่ถ้า นายจ้างไม่อนุมัติให้ลาพักร้อน แต่จะจ่ายเป็นเงินแทน แบบนี้สามารถทำได้หรือไม่ค่ะ เค้าบอกว่าใ้ห้เราสอนงานเด็กใหม่ ไม่ให้เราลาต่ะ

    • kafaak says:

      สามารถทำได้ครับ แต่เขาต้องจ่ายเงินค่าทำงานในวันหยุด หากมีทำ OT ในวันนั้น ต้องจ่ายเสมือนหนึ่งเป็นวันหยุดครับ

      • Bowling says:

        แต่เราไม่ต้องการวันหยุดอ่ะค่ะ เราอยากได้พักร้อนเพื่อไปหาสมัครงานอ่ะค่ะ หรือเหตุผลอื่นๆค่ะ

        • kafaak says:

          ปัญหาคือ ตามกฎหมาย วันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิ่งที่นายจ้างจัดให้มีครับ เพียงแต่เพื่อความสะดวก เขาเลยทำเป็นพักร้อน คือ ให้ขอลากัน แล้วนายจ้างเลือกที่จะอนุมัติหรือไม่ก็ตามแต่ ดังนั้น นายจ้างมีสิทธิ์ไม่อนุมัติ แล้วจ่ายเป็นเงินค่าทำงานวเนหยุดครับ ถ้าเราอยากหยุด ต้องเจรจากับนายจ้างสถานเดียวครับ

          • Bowling says:

            แง่ว…..ค่ะรับทราบค่ะ ขอบคุณมากนะค่ะ จะหาทางแก้ไขต่อไป…^__^

  19. Kanya says:

    สวัสดีค่ะ รบกวนสอบถาม เราได้ลาออกมาจากงานเมื่อสิ้นเดือน ก.พ.56 ปัจจุบันทางบริษัทไม่จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายให้ค่ะ
    ก่อนออกได้มีการแจ้งว่าเรามีการล่ะเลยหน้าที่คือหยุดติดต่อกัน 2 วัน โดยไม่แจ้งให้บริษัททราบและสองเราทำทรัพย์สินของ
    บริษัทหายต้องชดใช้ โดยให้เราเซ็นรับทราบ ซึ่งทางเราก็เซ็นค่ะ และได้เขียนใบลาออกมีลายเซ็นแบบถูกต้องแล้วด้วยค่ะ
    อยากทราบว่าเราสามารถเรียกร้องเงินเดือนได้มั้ยค่ะ (ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นที่เราต้องชดใช้เป็นจำนวนประมาณ 7,000 บาท ซึ่งน้อย
    กว่าเงินเดือนแต่ทางบริษัทไม่ยอมจ่ายส่วนต่างให้ค่ะ )กรณีนี้ทำอย่างไรได้บ้างค่ะ เนื่องจากติดต่อไปทางบริษัทก็เงียบหายไปไม่
    ติดต่อกลับมาเลยค่ะ

    • kafaak says:

      กรณีนี้ร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานเขตที่บริษัทของคุณตั้งอยู่ได้ครับ … นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างครับ ไม่จ่ายก็เรียกร้องได้พร้อมดอกเบี้ยด้วย … การละเลยหน้าที่ (หยุดติดต่อกันโดยไม่แจ้งให้ทราบ) นั้นนายจ้างของคุณก็ทำได้แค่หักค่าแรงของ 2 วันที่คุณไม่มาทำงานเท่านั้นเองครับ

      • Kanya says:

        ไม่ทราบว่าต้องนำหลักฐานใดไปแจ้งสำนักงานแรงงานมั้ยค่ะ ต้องขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือมากๆค่ะ

        • kafaak says:

          ที่แน่ๆ ก็ต้องมีสลิปเงินเดือนครับ … เพื่อชี้ให้เห็นว่าเงินเดือนเราเท่าไหร่
          ถ้ามีพยานได้ยิ่งดีว่าเขายังไม่จ่ายเงิน … ส่วนใหญ่บริษัทจะจ่ายเงินเดือนโดยการโอนเงินเข้าธนาคารให้อยู่แล้ว ถ้าเรามีบุ๊กก็จะดี เพราะมันจะเห็นชัดว่ารอบการจ่ายเงินเดือนมันหายไป

          อย่างอื่น ตอนนี้ยังนึกไม่ออกครับ

          • Kanya says:

            วันนี้ได้โทรไปสอบถามความคืบหน้าเรื่องเงินเดือนที่หายไปทางบริษัทเรียกเข้าไปคุยค่ะ ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ค่ะว่าทางเค้าต้องการคำอธิบายอะไรเพิ่มเติมเนื่องจากได้ส่งหลักฐานทั้งหมดไปทาง อีเมล์แล้วแถมยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ กลับกลายเป็นทางลูกจ้างอย่างเราต้องโทรไปตามตลอดเลยค่ะ อย่างนี้สามารถทำอะไรได้มั้ยค่ะ เพราะพูดตรงๆค่ะไม่อยากเข้าไปที่นั้นอีกแล้วค่ะ

          • kafaak says:

            หลักฐานที่ส่งไปทางอีเมล์ มีอะไรบ้างครับ?
            อย่างที่บอก หากไม่คืบหน้า ก็ควรร้องเรียนไปยังสำนักงานแรงงานครับ

          • Kanya says:

            -ใบเสนอราคา (เพื่อยืนยันราคาของที่ทางเราได้ทำหายค่ะ)
            -อีเมล์เดิมที่มีการแจ้งจำนวนของที่ทำหาย
            -หลักฐานภาพหน้าจอที่คุยด้วย app line อธิบายเรื่องสิ่งของอีกชิ้นที่เข้าแจ้งว่าทำหาย(จริงๆแล้วไม่ได้หายแต่ทางบริษัทเข้าใจว่าเราทำหายค่ะ)

            ตอนนี้หลายๆคนบอกให้เข้าไปคุยค่ะ ก็คงเข้าไปแต่หากไม่ได้ความคืบหน้าก็คงต้องฟ้องค่ะ ยังไงก็ขอคำปรึกษา เพิ่มเติมนะค่ะหากมีการฟ้องร้องกันขึ้นมาจริงๆ ขอบคุณมากๆค่ะ

          • kafaak says:

            ในหลักฐานพวกนั้น มีการพูดถึงเรื่องเงินเดือนที่ยังไม่ได้รับหรือไม่ครับ? มีการทวงเรื่องเงินเดือนไหม? ถ้ามี เก็บไว้เป็นหลักฐานด้วยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อความที่ทางบริษัทแสดงการรับรู้ว่ายังไม่ได้จ่ายเงินเดือน จะช่วยได้เยอะมาก

          • Kanya says:

            เรื่องการไม่ได้รับเงินเดือนไม่ได้เขียนแจ้งในอีเมล์ค่ะ ได้แต่เขียนแจ้งว่าหักค่าเสียหายไปกับเงินเดือนงวดสุดท้าย แต่ได้มีการส่งเมล์ทวงไปนะค่ะ(แต่ไม่ได้สำเนาถึงผู้จัดการท่านอื่นในบริษัทนี้) รบกวนถามค่ะว่าเราควรเข้าไปคุยมั้ยค่ะ
            เรื่องพยานบุคคลนี้มีหลายคนทราบนะค่ะ แล้วเรื่องบุคแบงค์ก็มีหลักฐานค่ะว่ายังไม่ได้รับเงินของเดือนนี้

          • kafaak says:

            ควรเข้าไปคุย และเก็บหลักฐานเรื่องการส่งเมล์ไปทวงด้วยครับ
            ถ้าเป็นไปได้ ยังอยากให้เข้าไปคุย เพื่อเคลียร์ปัญหา มากกว่าที่จะฟ้องร้องกันครับ

          • Kanya says:

            ตอนนี้ได้รับเงินเรียบร้อยแล้วนะค่ะ

          • kafaak says:

            ยินดีด้วยครับ

  20. rung says:

    เรื่อง บริษัทให้วันหยุดการทำงานวันอาทิตย์ ให้เปลี่ยนวันเป็นวันอื่น และเวลาทำ OT 4 ชั่วโมงเป็นวันหยุดสะสม 2 ชั่วโมง อีก 2 ชั่วโมงเป็น OT 1.5 แรง เวลาสะสมเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง และเมื่อเปลี่ยนวันอาทิตย์เป็นวันอื่นแล้ว เวลาทำงานในวันที่เปลี่ยนกลับได้เป็นเวลาสะสม ชั่วโมงต่อชั่วโมง เลย 8 ชั่วโมง เป็น OT 1.5 และเป็นสะสม ครึ่งหนึ่งของเวลาทำงาน ไม่ได้คูณ 3 เท่า เหมือนวันอาทิตย์ทั่วไปและวัน ณ ขัตฤกษ์ ทั่วไปได้เป็นวันหยุดสะสมและเลย 8 ชั่วโมง เป็น OT 1.5 และเป็นสะสม ครึ่งหนึ่งของเวลาทำงาน อยากทราบว่าบริษัทผิดกฏหมายหรือไม่ ทำให้ผนักงานอย่างผมอยากทราบครับ ขอขอบคุณ

    • kafaak says:

      ขออภัยครับ อ่านแล้วผมงงมากมาย รบกวนช่วยอธิบายแบบที่อ่านแล้วไม่งงก่อนครับ แต่เท่าที่อ่านคือ นายจ้างจะเปลี่ยนวันหยุด แล้วเอา OT ไปสะสมเป็นวันหยุดแทน?

  21. zy says:

    รบกวนสอบถามค่ะ

    ถ้าเราไม่ยอมให้นายจ้างหักเงินสะสม ได้หรือไม่ ตอบกลับทางเมลก็ได้นะคะ เผื่อไม่ได้เข้ามาดู ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      หักเงินสะสมอะไรล่ะครับ? ขอรายละเอียดหน่อย
      ขออภัยที่ไม่ได้ตอบในเมล์นะครับ เพราะหากตอบทุกคนในเมล์คงไม่ไหว … และคนอื่นๆ ก็จะไม่ได้ความรู้ด้วยน่ะครับ

  22. wat says:

    รบกวนสอบถามครับ เนื่องจากตอนนี้นายจ้างไม่ยอมแจก สลิปเงินเดือนมา 2 ปีกว่าแล้วครับ เนื่องจากเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ และประสบปัญหาน้ำท่วม ไปขอก็ไม่ได้ ได้แต่หนังสือรับรองเงินเดือน ซึ่งในสลิปเงินเดือน จะระบุรายรับต่อเดือน OT เงินสมทบที่บริษัทจ่ายให้ 5%ของเงินที่ได้รับต่อเดือน และรายการหักภาษี หักเงินสะสม และที่สำคัญจะโชว์เงินสะสมที่บริษัท หักจากเงินเดือน ทุกๆเดือน ตั้งแต่เริ่มทำงาน ว่ามีเท่าไหร และบริษัทจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินสะสมให้ด้วย ซึ่งผมทำงานมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ตอนนี้บริษัท ไม่ยอมแจกสลิปเงินเดือนเลยไม่ทราบ ว่ามีเงินเท่าไหร่ และตอนนี้ มีข่าวว่านายจ้างกำลังจะแอบลดดอกเบี้ยเงินและเงินสมทบสะสมโดยไม่แจ้งพนักงาน จะมีพนักงานที่ทราบคือ ฝ่าย IT และฝ่ายเงินเดือน ซึ่งมีไม่กีคน แล้วเค้าก็ให้เซ็นสัญญา ไม่ให้พูดเรื่องนี้ให้พนักงานทราบ ผมควรต้องทำยังงัยครับเพราคิดว่าลาออกก็คงได้เงินไม่ครบแน่ๆ มีหน่วยงานไหนร้องเรียนให้ตรวจสอบ และสั่งให้บริษัทแจงรายละเอียดเงินเดือนหรือแจกสลิปเงินเดือนเหมือนเดิม ได้บางครับ ขอบคุณครับ ตอบทางเมลล์ ก็ได้ครับ pongsakron_p@hotmail.com

    • kafaak says:

      กฎหมายไม่ได้มีการกำหนดให้นายจ้างต้องออกสลิปเงินเดือนครับ เพียงแต่ที่เขาออกสลิปให้เพราะปกติแล้วสลิปเงินเดือน จะเป็นเหมือนหลักฐานให้กับลูกจ้างรู้ว่าโดนหักอะไรไปบ้าง

      เรื่องดอกเบี้ยเงินสะสม และเงินสมทบ เป็นสวัสดิการที่นายจ้างให้ ไม่ได้มีอะไรกำหนดในกฎหมาย ดังนั้น หากจะปรับลด ก็เป็นสิทธิของนายจ้างนะครับ (จะปรับลด นายจ้างต้องพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว เพราะจะทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในงานของลูกจ้างได้)

      เรื่องนี้ยาวใหญ่ … แนะนำว่าติดต่อเบอร์ 1546 สายด่วนสำนักงานแรงงานครับ ลองเล่าและขอคำปรึกษาดู … ยังไม่แนะนำให้ลาออก ด้วยเหตุผลที่คุณกลัวนั่นแหละครับ ทำงานมา 30 ปี ถ้าลาออกเองนี่ อดเงินชดเชยจำนวนมากทีเดียวนะครับ

      ** ขออภัยที่ไม่ตอบทางอีเมล์นะครับ เพราะผมไม่ตอบคำถามทางอีเมล์ครับ **

  23. Seraph says:

    เรียนปรึกษาปัญหาค่ะ

    1. กรณี ที่ทางนายจ้าง ได้มีการตกลงทำสัญญา กับลูกจ้าง ให้วันลาพักร้อนเป็น จำนวน10 วัน แล้ว อยู่มาวันนึง ทางHR. แจ้งว่า “บริษัทจะทำการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณวันหยุดที่ท่านจะได้รับใหม่ โดยจะคำนวณตามอัตราส่วนของอายุการ และหาค่าเฉลี่ยวันลาหยุดที่ท่านจะได้รับทุกๆ 6 เดือน เช่น พนักงานสามารถใช้วันลาได้ไม่เกิน 5 วัน ในครึ่งปีแรก (ม.ค.- มิ.ย.) และอีก 5 วันที่เหลือในครึ่งปีหลัง (ก.ค.-ธ.ค.)” ลักษณะนี้ ลูกจ้างทำอะไรได้มั้ยคะ

    2. นายจ้างประกาศวันหยุดสงกรานต์ เป็นเวลา 5 วัน โดย 3วันแรก เป็นวันหยุดประจำปี โดยชดเชยที่ตรงกับเสาร์และอาทิตย์ (เป็นวันหยุดของบริษัท) แต่อีก 2 วันที่ประกาศหยุด. ให้หักจาก วันพักร้อนพนักงาน ไม่ทราบว่า กรณี นี้ นายจ้าง กระทำการได้มั้ยคะ

    ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

    • kafaak says:

      ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า วันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นสิ่งที่นายจ้างต้องกำหนดให้ลูกจ้างปีละไม่น้อยกว่า 6 วัน … หมายความว่า นายจ้างมีสิทธิ์เต็มร้อยในการกำหนดครับ … มันแค่เพื่อความสะดวกของลูกจ้างเท่านั้นเอง ที่นายจ้างทำให้เป็นพักร้อน แล้วให้ลูกจ้างลาเอา แล้วนายจ้างอนุมัติ (จึงเป็นที่มาว่า หากนายจ้างไม่อนุมัติก็ลาพักร้อนไม่ได้ยังไงล่ะครับ)

      1. ฉะนั้น แม้จะมีการระบุว่า กำหนดพักร้อน 10 วัน (ซึ่ง OK เพราะมากกว่าที่กฎหมายกำหนด) แล้งมาปรับเป็น 6 เดือนแรกให้หยุด 5 วัน 6 เดือนหลังให้หยุด 5 วัน อันนี้ก็ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด นายจ้างทำได้ครับ
      2. และเพราะว่า “วันหยุดพักผ่อนประจำปี” (หรือก็คือพักร้อนนั่นแหละ) เป็นสิ่งที่กฎหมายให้สิทธิ์นายจ้างกำหนดได้เต็มร้อย ดังนั้น การที่นายจ้างจะประกาศวันหยุดสงกรานต์ 5 วัน โดย 3 วันแรกเป็นวันหยุดตามประเพณี อีก 2 วันหักจากวันพักร้อนพนักงาน ก็ทำได้เช่นกันครับ

  24. ืืNi says:

    ขออณุญาติปรึกษาค่ะ
    1. เรื่องโบนัส คือบริษัทของดิชั้นจะทำการจ่ายเงินโบัสทุก เดือน มี.ค. ของปีถัดไป เช่น ปี 2554 ดิชั้นทำงานตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. -31 ธ.ค 2554 ได้รับโบนัส วันที่ 28 มี.ค 2555 ซึ่งต่อมาดิชั้นทำงานครบ ปี 2555 พร้อมถูกประเมิณผลการทำงานที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาการให้โบนัส ของปี 2555 ในช่วงเดือนม.ค 2556 ซึ่งดิฉันมีเหตุจำเป็นต้องลาออกจากงาน โดยแจ้งหนังสือลาออกสิ้นสุดในวันที่ 22 มี.ค 2556 พอวันที่ 28 มี.ค. 2556 บริษัทได้แจกโบนัสตามปกติ
    คำถาม ดิชั้นมีสิทธิที่จะได้รับโบนัสของปี 2555 มั้ยค่ะ และต้องทำอย่างไรเพื่อทวงขอสิทธิ์ค่ะ

    2. ต่อเนื่องจากการลาออก ดิชั้นใช้สิทธิ์การลาพักร้อน คือ สิ้นสุดการทำงานวันสุดท้าย วันที่ 15 มี.ค. แต่ใช้สิทธิ์ลาพักร้อน 5 วัน ถึงวันที่ 22 มี.ค. 2556 ทาง HR จ่ายเงินเดือนให้แค่ 15 วัน พอทวงถามก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่าคืน
    คำถาม ดิชั้นมีสิทธิขอเงินส่วนที่ทางบริษัทจ่ายขาด ไป 7 วัน นี้คืนได้มั้ยค่ะ

    รบกวนด้วยนะค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      เรื่องโบนัส ไม่มีกำหนดในกฎหมาย เป็นดุลยพินิจของบริษัทว่าจะจ่ายหรือไม่จ่าย … หากในหนังสือสัญญามีระบุไว้ชัดเจน ผูกมัดว่าบริษัทต้องจ่ายโบนัสให้ทุกวันที่ 28 มี.ค. ซึ่งจะเป็นโบนัสสำหรับคนที่ทำงานในปีก่อน แบบนี้จึงจัดการได้ครับ ถ้าไม่งั้น ก็ได้แต่ต้องดูว่าบริษัทของคุณจะว่าอย่างไร (ปกติ การลาออกก่อนถึงวันจ่ายเงินเดือน ก็เท่ากับสละสิทธิ์อยู่แล้ว)

      ทีนี้ต่อมาคือเรื่องของวันลาออก … คุณใช้สิทธิ์พักร้อนตั้งแต่วันที่ 15 – 22 แต่นายจ้างไม่จ่ายเงินในช่วงที่พักร้อน … อันนี้ไม่ถูกต้อง สามารถเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายที่ขาดไป 7 วันได้ครับ เพราะวันหยุดพักร้อน = วันหยุดพักผ่อนประจำปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติ คุณจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับค่าจ้างในช่วงนั้น ถ้าไม่ยอมจ่าย ก็ร้องเรียนไปที่สำนักงานแรงงานเขตที่บริษัทคุณตั้งอยู่ได้ครับ

  25. Richie says:

    พนักงานเขียนใบลาออก 12 เมษายน 2556 แต่อยู่ๆ ก็หายไปตั้งแต่ 29 มีนาคม 2556 โดยไม่มีเหตุผลที่สมควร และไม่ได้แก้ใบลาออกให้ถูกต้อง กรณีนี้ จึงกลายเป็นว่าพนักงานขาดงานเกิน 3 วันโดยไม่แจ้ง ยังจำเป็นต้องจ่ายวันพักร้อนที่เหลือหรือไม่คะ อีกทั้งมีกำหนดหยุดพักร้อนล่วงหน้าไว้แล้วทั้งหมด ถือว่าพนักงานยินดีตัดสิทธิ์ของตนเองที่เหลือใช่มั้ยคะ

    • kafaak says:

      ถ้าไม่มีการใช้สิทธิ์พักพร้อน แล้วหายไปดื้อๆ แบบนี้ พอครบ 3 วัน ก็ถือว่าขาดงานติดต่อเกิน 3 วัน นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยครับ
      แต่ แต่ แต่ แต่ … ขอย้ำว่ามี “แต่”
      ม.67 พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2551 เขาระบุไว้ว่า

      “ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ

      ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างหรือนายจ้างเลิกจ้าง ไม่ว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นกรณีมาตรา 119 หรือไม่ก็ตาม ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30 ที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ”

      นั่นหมายความว่า แม้จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตร 118 แต่ยังต้องจ่ายค่าจ้างตามจำนวนวันที่มาทำงาน และจ่ายตามจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามสัดส่วนที่เหลือใช้ได้ในปีนั้น และหากมีข้อตกลงไว้ว่าสามารถสะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้ ก็ต้องไปคำนวณจ่ายที่สะสมไว้ด้วยนะครับ

      • beez says:

        แล้วอย่างในกรณีทีว่า ผมเริ่มทำงานตอนเดือนสิงหาคม – ตุลาคม
        แต่บัตรตรอกของผมตัดยอดทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน แล้วเงินเดือนจะได้ในวันที่ 3 (อย่างเช่น ผมเริ่มงานวันที่ 9 ส.ค. จนถึง 25 ส.ค. เงินเดือนก็จะไปออกวันที่ 3 กันยายน) แล้วพอมาเดือนกันยายน บัตรตรอกผมต้องนับวันที่ 26 ส.ค. – 25 ก.ย. เงินเดือนผมจะออกวันที่ 3 ตุลาคม แต่ว่า ผมไม่ได้ไปทำงาน 3 วันแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 แบบนี้ ทางบริษัทมีสิทธิ์ ที่จะไม่ออกเงินเดือนให้เราหรือไม่ สืบเนื่องมาจากค่าคอมมิชั่นของผมไม่ออกซะทีผมก็เลยหยุดงานแตรว่า ผมได้แจ้งให้กับหัวหน้างานทราบก่อนว่าถ้าเงินค่าคอมฯ ที่ผมยังไม่ได้นั้นถ้าไม่ออก ผมก็ไม่มีเงินไปทำงานแล้วตอนนี้ผมยังไม่ได้ลาออก แต่ผมกลัวว่าทางบริษัทจะไม่จ่ายเงินเดือนในวันที่ 3 ตุลาคม ให้กับผม
        แบบนี้ พี่กาฝาก พอที่จะแนะนำแยวทางที่จะแก้ปัญหาให้กับผมได้ไหมคับ

        • kafaak says:

          คุณทำผิดมหันต์ครับ
          ถ้าค่าคอมฯ ไม่ออก และหากมีสัญญาระบุไว้ว่าจะต้องออกวันไหน … คุณควรร้องเรียนสวัสดิการแรงงาน เพื่อฟ้องร้องให้จ่าย (พร้อมดอกเบี้ย)
          แต่การที่คุณเกเรไม่ไปทำงาน ด้วยเหตุผลแค่ว่าค่าคอมฯ ไม่ออก ก็ไปทำงานไม่ได้ อาจถูกมองว่าเป็นการขาดงาน และนี่คุณขาดมาถึง 3 วันแล้ว นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างคุณ โดยไม่จ่ายค่าชดเชยด้วย

          ดังนั้น …
          1. นายจ้างอาจจะเลิกจ้างคุณ โดยไม่จ่ายค่าชดเชย (การที่คุณยังไม่ลาออก ไม่เกี่ยวแล้ว)
          2. ต่อให้นายจ้างเลิกจ้าง นายจ้างก็ยังมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินเดือนคุณ และค่าคอมฯ อยู่ดี ในวันที่ 3 หากไม่จ่ายก็ฟ้องร้องครับ เพื่อให้จ่าย (พร้อมดอกเบี้ย)

          • beez says:

            เรื่องให้ออก ผมโอเคคับพี่กาฝาก แต่ผมกลัวว่าทางบริษัทจะหมั่นไส้ผม แล้วไม่จ่ายเงินเดือนในวันที่ 3 ตุลาคม ยังไงก็ขอบคุณมากนะคับ พี่กาฝาก สบายใจขึ้นมาหน่อย

  26. ma says:

    เป็นลูกจ้างรายวันค่ะ ตอนนี้ท้องได้ประมาณ 5 เดือน หัวหน้าเรียกไปคุยบอกว่าทาง HR ให้ออกงานภายในวันที่ 15 นี้ ให้คนท้องที่เป็นพนักงานรายวันทุกคนไปเขียนใบลาออก (แต่พนักงานที่เป็นประจำก็ยังทำได้ปกติ)ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับสารใด ๆ ทั้งสิ้น บริษัทเพิ่งทำประกันสังคมให้ลูกจ้างได้ประมาณ2-3 เดือน เพิ่งได้บัตรประกันสังคมกัน บางคนทำงานกันมา 3-5 ปีแล้ว บริษัทก็เพิ่งจะมาทำประกันสังคมให้ตอนปีนี้ แต่เป็นสัญญาจ้าง 3 เดือน ไม่ผ่านการประเมินก็ไม่ต่อสัญญา จะลาป่วยก็ต้องมีใบแพทย์ ถ้าไม่มีก็ให้เขียนว่าลาไม่รับเงิน แต่ตอนนี้ทุกข์ใจมากเพราะท้องจะไม่สมัครงานที่ไหนก็ไม่ได้ แต่ยังทำงานไหว พอจะมีคำแนะนำบ้างไหมคะ

    • kafaak says:

      ก่อนอื่นเลย บอกทุกคนว่า “ห้าม” เขียนใบลาออกเองเด็ดขาด เพราะทำแบบนั้น เท่ากับตัดสิทธิ์ตัวเองที่จะได้รับเงินชดเชยในกรณีนายจ้างเลิกจ้างเลย
      จำไว้ว่า หากทำงานมาเกิน 120 วันแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน (พรบ.คุ้มครองแรงงาน ม.118) นี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไม HR พยายามจะให้เขียนใบลาออก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องทุเรศมาก

      ถ้าไม่ใช่เพราะว่าคุณกำลังท้องอยู่ ผมก็อยากเชียร์ให้สู้ให้ถึงที่สุด ให้นายจ้างเลิกจ้าง แล้วทางใครทางมัน นายจ้างนิสัยเสียพวกนี้ ดีแต่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง เราอย่าไปทำงานให้เขารวยเลย

      การท้อง ไม่ใช่เหตุผลอันสมควรที่จะเลิกจ้าง หากนายจ้างเลิกจ้างจริง ก็ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ต้องจ่ายค่าชดเชย จ่ายค่าเสียหาย ฯลฯ เยอะแยะ … แนะนำว่าไปที่สำนักงานแรงงานในท้องที่ที่นายจ้างคุณประกอบกิจการ แล้วปรึกษาเรื่องการฟ้องร้องนายจ้างครับ … ฟ้องร้องแล้วชนะ จะให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงานก็ทำได้ หรือจะทางใครทางมัน แล้วให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน … ซึ่งหากที่คุณพูดมาคือข้อมูลทั้งหมด ครบถ้วนแล้ว ยากครับที่นายจ้างจะชนะ เพราะเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเต็มๆ

      คนทำงานแล้ว นายจ้างต้องทำประกันสังคมให้ หากเพิ่งมาทำ ก็ฟ้องร้องเลยครับ … (นายจ้างนิสัยเสียพวกนี้ ฟ้องให้เข็ด เอาให้เสียเงินให้จงหนัก) … แต่เรื่องสัญญาจ้าง 3 เดือน ไม่ผ่านการประเมินไม่ต่อสัญญา อันนี้อยู่ที่รายละเอียดของสัญญา ผมแนะนำอะไรเพิ่มมากไม่ได้

      เรื่องลาป่วย … กฎหมายระบุชัดครับ คือ 1) ลาป่วยได้ตามจริง ถ้าปีนึงลาป่วยไม่เกิน 30 วัน นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้ในวันที่ป่วย ส่วนที่เกิน 30 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่าย (ถึงเป็นที่มาที่นายจ้างบังคับให้เขียนว่า ลาไม่รับเงิน นั่นแหละ … อะไรจะเอาเปรียบลูกจ้างขนาดนี้เนี่ยบริษัทนี้) 2) กฎหมายระบุว่า หากลูกจ้างป่วยเกิน 3 วัน นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ นั่นหมายความว่า ป่วย 1-2 วันติดกัน ไม่ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ครับ นายจ้างไม่มีสิทธิ์มาบังคับ

      สรุปแล้ว คำแนะนำของผมคือ ฟ้องร้องนายจ้างเลยครับ แฉให้หมด ไปที่สำนักงานแรงงาน แล้วปรึกษาเลยว่า นายจ้างเอารัดเอาเปรียบอย่างที่ผมบอกไปเนี่ย จะฟ้อง ทำอะไรอย่างไรบ้าง (โทรไป 1546 สายด่วนผู้ใช้แรงงาน ก่อนก็ได้)

  27. ma says:

    ขอบคุณค่ะ แล้วมีค่าใช้จ่ายมากหรือเปล่าคะ แล้วเขาสามารถเอาการประเมินมาบอกเป็นการเลิกจ้างได้หรือไม่ค่ะ เพื่อจะได้ไม่ผิดกฏหมาย เกรงว่าเขาจะเอามาเพราะใบประเมินสามารถแก้ไขได้ ว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน
    อย่างเมื่อก่อนไม่มีประกันสังคม พอพนักงานถามก็บอกว่าเป็นการจ้างเป็นครั้งตามกฏหมายเสียภาษีหัก 3% ถุกต้องตามกฏหมาย อยู่กันมา 3-5 ปี ไม่มีอะไรให้ แต่พนักงานประจำมีทุกอย่างทั้งโบนัส กองทุน ประกัน เดี๋ยวจะปรึกษากับคนอื่น ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      เรื่องค่าใช้จ่ายผมไม่แน่ใจครับ แต่คิดว่าไม่น่ามากเพราะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือลูกจ้างอยู่แล้ว
      เรื่องการประเมิน หากไม่ผ่านเกณฑ์ก็สามารถเป็นเหตุผลในการเลิกจ้างได้ แต่มันต้องมีการกำหนดชัดเจน ประเมินใคร ประเมินอย่างไร เกณฑ์เป็นอย่างไร และระยะเวลานานแค่ไหน ถ้าไม่ชัดเจน ก็ไม่หนักแน่นพอที่จะเป็นเหตุผลครับ นายจ้างหลายรายแพ้ฎีกากรณีนี้มาเยอะเหมือนกัน … ใบประเมินหากมีการแก้ไข ถ้าเรามีหลักฐาน (เช่น ประเมินครั้งแรก เราเก็บสำเนาไว้) เราฟ้องกลับได้อีก (บอกแล้ว พวกนายจ้างนิสัยเสียแบบนี้ ต้องฟ้องให้หนัก)

      กรณีของคุณ ผมว่าต้องกลับไปมองสัญญาจ้างแรงงาใหม่ก่อนครับ คุณน่าจะมีเก็บไว้ชุดนึง … ว่าเขาเขียนไว้ว่าอย่างไร … พนักงานรายวัน ไม่ใช่การจ้างเป็นครั้งแน่นอน และหากเป็นการจ้างเป็นครั้ง ก็เท่ากับต้องทำสัญญาทุกครั้งที่จ้างด้วย … ดูๆ ไปแล้ว นายจ้างคุณ “สันดาน” เสียมาก เอาเปรียบลูกจ้างที่ไม่รู้อะไรทุกช็อตที่มีโอกาสเลยทีเดียว

  28. ชุติกาญจน์ says:

    อยากสอบถามทำงานได้หนึ่งเดือนอยู่ๆนายจ้างยัดข้อหาให้บอกว่าให้ไปเขียนใบลาออกนายจ้างต้องจ่ายเงินที่ค้างไว้เลยหรือไม่ที่เหลืออีก8วันโดยให้เหตุผลว่าเราทำอาหารไม่อร่อยทั่งที่เราเป็นกุ๊ก

    • kafaak says:

      ก่อนอื่น ย้ำ เหมือนที่ผมย้ำคนอื่นๆ ที่มาปรึกษา คือ อย่าเพิ่งเขียนใบลาออกครับ
      เพราะแม้จะเพิ่งทำงานมาได้ 1 เดือน นายจ้างจะเลิกจ้างก็ต้องมีเหตุผล (เช่น ไม่ผ่านการประมินผลงาน … ประเมินอะไร เกณฑ์เป็นอย่างไร มีรายละเอียดไหม) และต้องแจ้งล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง ไม่งั้นต้องเสียค่าต๊กใจเป็นเงินเดือน 30 วัน … ฉะนั้น อย่าลาออกเอง

      แต่ปัญหาจะอยู่ที่ว่า เหตุผลในการเลิกจ้างนั้นเป็นธรรมหรือไม่ … ตรงนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปครับ ยังตอบอะไรไม่ได้

  29. BillyTheKids says:

    นายจ้างออกประกาศพร้อมหนังสือรับรองเงินเดือน และจ่ายเงินเดือนตามประกาศดังกล่าวไปเรียยร้อยแล้ว 1 เดือน
    เดือนต่อมานายจ้างอ้างว่านายจ้างได้ทำการสื่อสารในหมู่ผู้บริหารผิด จึงออกประกาศฉบับใหม่ พร้อมหนังสือรับรองเงินเดือนฉบับใหม่ ซึ่งรายได้โดยรวมของลูกจ้างอ้างอิงจากประกาศฉบับใหม่ลดลง เพราะค่าจ้างในส่วนที่นำไปคำนวณโอทีลดลง เพราะนายจ้างทำการแยกค่าจ้างในฐานเงินเดือนออกไปเป็นค่าสวัสดิการอื่น พร้อมด้วยเหตุผลที่ว่าเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด
    อยากทราบว่า
    1. จากกรณีดังกล่าว นายจ้างจะต้องชี้แจงและออกหนังสือให้พนักงานเซ็นต์ยินยอมรับทราบหรือไม่
    2. เนื่องจากไม่มีหนังสือให้พนักงานเซ็นต์ยินยอมรับทราบ พนักงานสามารถฟ้องร้องได้หรือไม่
    3. การที่นายจ้างให้ข้อมูลกับแรงงานจังหวัดว่า “เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาด” เลยออกประกาศและหนังสือรับรองเงินเดือน พร้อมจ่ายเงินเดือนไปแล้วนั้นผิดวัตถุประสงค์ของการปรับค่าจ้าง จึงออกประกาศฉบับใหม่ออกมาซึ่งไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง ตามข้ออ้างว่า “เกิดจากความเข้าใจที่ผิดพลาด ” เหตุผลนี้เหตุผลเดียวส สามารถทำให้นายนจ้างออกประกาศฉบับใหม่และจ่ายค่าจ้างใหม่ ซึ่งไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง และนายจ้างไม่มีหนังสือให้พนักงานเซ็นต์ยินยอม แบบนี้นายจ้างมีความผิดหรือไม่
    ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      อันนี้น่าคิด … ผมว่าหลักๆ น่าจะอยู่ที่สัญญาจ้างครับ ว่าระบุยังไง เพราะเรื่องของเงินเดือน มันประกาศแบบนี้ไม่ได้ มันต้องระบุในสัญญาจ้างแรงงานครับ ถ้าระบุแล้ว นายจ้างอยู่ๆ จะมาเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เพราะมันต้องสองฝ่ายยินยอมครับ (ถ้าเป็นแบบนั้น ลูกจ้างได้ประโยชน์ไป นายจ้างต้องไปเอาผิดกับไอ้คนที่ดันเซ็นอนุมัติเงินเดือน)

      แต่หากเป็นการประกาศแต่เพียงอย่างเดียว มันก็พลาดมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะไม่มีหนังสือสัญญา … ผมคงต้องแนะนำว่าหากใครยังเก็บสำเนา (หรือจะให้ดี ตัวจริงเลยก็ดี) ของประกาศนั้นไว้ ลองเอาไปปรึกษาที่สำนักงานแรงงานดูครับ

      • BillyTheKids says:

        สัญญาจ้างพนักงานมีทำกับบริษัทครั้งเดียวตอนเริ่มเข้าทำงาน ระบุเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ไว้เสร็จสรรพ..
        ซึ่งเงินเดือนตอนเริ่มงาน กับ เงินเดือน ณ ปัจจุบันต้องไม่เท่ากันอยู่แล้ว คือเงินเดือนปัจจุบันจะมากกว่าเงินเดือนตอนทำสัญญาจ้าง แบบนี้แสดงว่า ประกาศดังกล่าวก็ไม่ถือว่า “นายจ้างลดค่าจ้าง” ถูกต้องไม๊คับ

        • kafaak says:

          ทุกครั้งที่มีการปรับเงินเดือน … ที่ถูกต้องคือ นายจ้างต้องทำหนังสือแจ้งครับ (ออฟฟิศผมก็ทำทุกปี) เพื่อบอกตัวเลขเงินเดือนใหม่
          ถ้าทำแบบนั้นแล้ว แล้วนายจ้างออกประกาศปรับลด แบบนี้ถือว่า “นายจ้างลดค่าจ้าง” ซึ่งทำไม่ได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอมครับ (อ้อยเข้าปากช้างแล้วเน้อ)

          • BillyTheKids says:

            มีทั้งประกาศ มีหนังหนังสือแจ้งเลยคับ และก็มีสลิปเงินเดือนเป็นหลักฐานด้วยคับ แต่พอประกาศฉบับสองออกมา ดึงเอาเงินในฐานเงินเดือนของฉบับแรก ออกไปเป็นค่าสวัสดิการอายุงาน นายจ้างอ้างว่า เงินค่าจ้างไม่ได้ลดลง เพราะแค่แยกออกไปเฉยๆ … แต่นายจ้างไม่พูดถึงยอดรายได้รวมของพนักงานว่ามันลดลง เพราะเมื่อดึงเงินออกจากฐานเงินเดือน ทำให้รายได้ที่เอาไปคิดโอทีลดลงตาม เพราะโอทีคิดจากฐานเงินเดือน มาเอาเงินจากฐานออกไป ผมเลยมองว่ามันส่งผลต่อรายได้รวมของพนักงาน… กรณีนี้ ในทางกฎหมายนแรงงานถือว่านี่คือ การลดค่าจ้างไม๊คับ?

          • kafaak says:

            ถือเป็นการลดค่าจ้างครับ เพราะนิยามของค่าจ้างคือ เงินที่จ่ายตอบแทนให้กับการทำงานของลูกจ้าง
            แต่ค่าสวัสดิการอายุงาน เป็นเงินสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้าง

            กรณีนี้อย่างที่ผมบอก หากนายจ้างมีหนังสือแจ้ง มีอนุมัติชัดเจน แถมโผล่มาในสลิปเงินเดือนแล้วอีก ประกาศแจ้งอีกต่างหาก … แสดงว่านั่นคือสภาพการจ้างแล้ว … อ้อยเข้าปากช้างแล้ว
            ถ้าจะทำ ก็ต้องชี้แจงพนักงาน ว่าผิดพลาด (อาจจะต้องยอมให้เดือนแรกที่พลาดแล้วก็พลาดไป แต่ขอความเห็นใจจากลูกจ้างว่ามันผิดพลาดจริงๆ) ถ้าสองฝายยอมกัน ก็จบสวย … แต่นายจ้างต้องไปเอาเรื่องกะผู้บริหารทั้งหลายที่พลาดแบบร้ายแรงแบบนี้

            ถ้านายจ้างลดเงินเดือนแบบนี้ แล้วลูกจ้างไม่ยอม ร้องเรียนไปที่สำนักงานแรงงานเลยครับ

      • BillyTheKids says:

        ผู้บริหารให้ข้อมูลกับทางนายจ้างว่าไม่มีการลดค่าจ้างแต่อย่างใด และได้ทำการติดต่อกับทางแรงงานจังหวัดเรียบร้อยแล้ว แรงงานจังหวัดบอกสามารถเรีัยกคืนได้ เนื่องจากการสื่อสารผิดพลาด เลยออกประกาศผิดพลาด ออกหนังสือรับรองเงินเดือนผิดพลาด และจ่ายเงินเดือนตามสลิ๊ปผิดพลาด อันนี้ผมไม่ติดใจ แต่สิ่งที่ผมมองว่านายจ้างทำไม่ถูกคือ ไม่มีหนังสือให้พนักงานเซ็นต์ยินยอม นายจ้างเล่นออกประกาศฉบับที่สองออกมา แล้วก็ดำเนินการโดยที่พนักงานทำอะไรไม่ได้เลย… ผมนำเรื่องนี้ให้ข้อมูลกับทางหัวหน้างานในนามของประธานสวัสดิการบริษัท กลับถูกมองว่าสร้างความวุ่นวาย ชักชวน ยุยง ให้เกิดความไม่เข้าใจกันในหมู่พนักงาน ถูกจับทำพันธสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเรื่องแบบนี้อีก ถูกกล่าวหาหลายกระทงในสัญญาฉบับนั้น แต่ผมไม่เซ็นต์ ผมอยากถามว่า ถ้าผมนำเรื่องนี้เข้าหาแรงงานจังหวัด เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งที่ถูกต้อง ผลที่ตามมาจะมีอะไรบ้างครับ ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และตัวผม ฯลฯ

        • kafaak says:

          อย่างที่ผมแนะนำนะครับ ถ้ายอมกันทั้งสองฝ่าย มันเป็นความผิดพลาดด้านการสื่อสารของนายจ้างจริงๆ (และเดี๋ยวนายจ้างต้องไปเล่นงานผู้บริหารที่สื่อสารผิดอีกที) ก็ยอมๆ กันได้ก็ยอมกันครับ
          แต่หากเขาทำเพราะตั้งใจจะเอาเปรียบเรา อันนี้จะลุยให้ถึงที่สุดผมก็คงไม่ห้าม แต่ต้องทำใจก่อนว่า อาจมองหน้ากันไม่ติดอีกก็ได้นะครับ (พูดง่ายๆ เผื่อใจไว้หางานใหม่ด้วย)
          ปัญหาก็อย่างที่ผมว่า ตอนประกาศครั้งที่สอง มีการให้พนักงานเซ็นรับทราบไหม ถ้ารับทราบกันหมด แถมผ่านไปเดือนนึงแล้ว เราก็มีข้อโต้แย้งได้ ส่วนที่ว่าแรงงานจังหวัดบอกสามารถทำได้ เราก็สามารถฟ้องศาลแรงงาน เพื่อยกเลิกสิ่งที่แรงงานจังหวัดบอกนายจ้างไปได้เช่นกัน … แรงงานจังหวัดก็ไม่ได้ทำถูกไปซะทั้งหมดตลอดหรอกครับ

  30. คุณแม่อยากออก says:

    อยากถามว่าการคิดอายุงาน สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัท กำหนดว่าต้องทำงานให้ครบ 4 ปีก่อน
    ถึงจะได้ 50% ในส่วนของบริษัท คิดยังไงค่ะ และถ้ามีการลาคลอดบุตร 3 เดือน และมีการลาต่อจากคลอดบุตรอีก 3 เดือน
    ถ้าสมมุติว่าเริ่มงาน 1 ก.ค. 2552 และจะลาออกสิ้นสุดวันที่ 30 มิย. 2556 จะได้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนของบริษัทหรือไม่ค่ะ
    ขอบคุณมากค่ะ

    • คุณแม่อยากออก says:

      ที่ลาเพิ่ม 3 เดือนลาแบบไม่รับเงินเดือน และในสามเดือนนั้นไม่มีการส่งหักกองทุนค่ะ

    • kafaak says:

      พวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะมีข้อบังคับกองทุนให้อ่านครับ เรื่องการนับอายุงานในกรณีต่างๆ ควรจะระบุไว้ในนั้น … หากมีข้อสงสัยเพิ่ม ต้องติดต่อไปยัง HR ของออฟฟิศของคุณ หรือ ผู้บริหารกองทุนน่ะครับ

  31. ลากิจ ย่าเสีย says:

    อยากถามว่า พอดีคุณย่าเสียและและได้ยื่นใบลาเป็นลากิจ เนื่องจากจัดงานศพคุณย่า และหัวหน้าหรือผู้จัดการแผนกก็เซ็นอนุมัติแล้ว อยู่ๆเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายบุคคลก็มาแจ้งว่าไม่สามารถใช้ลากิจในกรณี ที่ย่าเสียได้ เนื่องจากกฎของบริษัทอนุญาติให้เป็นลากิจได้เฉพาะกรณีพ่อ-แม่ หรือ บุตร เท่านั้น แต่ในขณะเีดียวกันกฏของบริษัท ยังมีเขียนต่ออีกว่านอกจากกรณีที่กล่าวไปแล้วนั้น ทางบริํษัทจะทำการพิจารณา แล้วแต่กรณีไป

    อย่างงี้ ทางฝ่ายบุคคลจะมาบังคับเราใช้ เป็นวันลาพักร้อนได้หรือไม่ค่ะ

    • kafaak says:

      ถ้ามีข้อบังคับของบริษัทชัดเจน ก็เป็นไปตามข้อบังคับนั้นครับ เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่าย พักร้อนไปเลยดีที่สุดครับ

  32. ืnum says:

    อยากจะสอบถามว่า ดิฉันทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งค่ะ ซึ่งเป็น outsource ของบริษัทที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งค่ะ เขาจ้างเราต่อหัว 20,000 บาท แต่บริษัทที่ฉันทำงานมาจ้างเราแค่ 12,000 บาท แบบนี้ เอาเปรียบกันมากไปไหมค่ะ แล้วต้องทำไงค่ะ

    • kafaak says:

      กรณีนี้อยู่ที่ความรู้สึกของคุณเลยครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ บริษัทที่เป็น Outsource อยู่แล้วครับ

      ยกตัวเช่น เป็น Auditor เวลาไปตรวจลูกค้า ติดค่าแรงวันละ 2 หมื่นกว่าบาท เดือนนึงตรวจสิบกว่าวัน แต่จ่ายเงินเดือน Auditor แค่เดือนละ 35,000 บาทเท่านั้น

      กรณีนี้ทำได้แค่ หากรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ ก็ต้องหางานที่ใหม่ครับ

  33. waecon10 says:

    สวัสดีครับ กรณี ผมทำงานมา 2 ปี ทำงานเป็น network engineer ต้องจ่ายเงินประกันของเสียหายเดือนละ 5 % ของเงินเดือน จนครบจำนวนคือครึ่งหนึ่งของเงินเดือน แล้วตอนนี้ผมต้องการลาออก ทางบริษัทบอกว่า ต้องแจ้งลาออกล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ถึงจะคืนเงินประกันของเสียหายให้ ถามว่าบริษัทสามารถทำได้ไหมครับ เงือนไขนี้ได้ระบุในสัญญาจ้างด้วยครับ และผมต้องทำอย่างไรจึงจะได้เงินประกันคืน ตอนนี้ผมแจ้งลาออกล่วงหน้าเพียง 30 วันครับ

    • kafaak says:

      มาตรา 10 ของ พรบ.คุ้มครองแรงงานเขาว่าไว้แบบนี้ครับ

      ห้ามมิให้ นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความ เสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของ งานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สิน ของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับเงินประกันจากลูกจ้าง ได้ ตลอดจนจำนวนเงินและวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลัก เกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
      ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญา ประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกัน สิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้าง ลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี

      ถ้าการเป็น Network Engineer นั้นมีโอกาสทำให้ทรัพย์สินเสียหาย นายจ้างก็สามารถเรียกเงินประกันได้ อันนี้สมเหตุสมผล นายจ้างทำไม่ผิด แต่ดูวรรคที่สองของมาตราที่ 10 ครับ … “เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก … ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างในภายใน 7 วันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก” มันไม่เกี่ยวกับว่า ต้องบอกล่วงหน้ากี่วันครับ … ทีนี้ก็ไปดูต่อว่า ที่ต้องบอกล่วงหน้า 60 วันนั้น มันเป็นเรื่องการลาออกด้วยรึเปล่า ถ้าไม่ใช่ การที่คุณบอกล่วงหน้า 30 วัน (1 งวดการจ่ายค่าจ้าง) ก็ถือว่า OK แล้ว นายจ้างยังไงก็ต้องคืนเงินประกันครับ … ถ้าไม่ยอมคืน ก็ไปฟ้องเรียกคืนครับ และเรียกดอกเบี้ยด้วย

      บอกกับบริษัทเลยนะครับ มาตรา 9 เขายังระบุไว้แบบนี้อีกนะครับ

      ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนเงินประกันตาม มาตรา 10 วรรคสอง หรือไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และ ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ภายในเวลาที่กำหนดตาม มาตรา 70 หรือ ค่าชดเชยตาม มาตรา 118 ค่าชดเชยพิเศษตาม มาตรา 120 มาตรา 121 และ มาตรา 122 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่าง เวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี
      ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งโดย ปราศจากเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ ถึงกำหนดคืนหรือจ่ายให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้ลูกจ้างร้อยละสิบห้า ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน

      นั่นคือ หากไม่คืนเงินประกัน ภายในเวลาที่กำหนด (7 วัน … ตามมาตรา 10) ก็ต้องเสียดอกเบี้ยอีกร้อยละ 15 ต่อปี แถม หากจงใจไม่คืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องโดนดอกเบี้ยอีกร้อยละ 15 ทุกๆ 7 วันด้วยนะครับ

      • waecon10 says:

        ขอบคุณมากครับ แต่ผมมีข้อส่งสัยนิดนึงครับ ตรงประโยคที่ว่า “ทีนี้ก็ไปดูต่อว่า ที่ต้องบอกล่วงหน้า 60 วันนั้น มันเป็นเรื่องการลาออกด้วยรึเปล่า” เป็นเรื่องการลาออก หมายความว่าอย่างไรครับ คือตามสัญญาระบุว่าต้องแจ้งลาออกล่วงหน้า 60 วันครับ หรือว่าอย่างไรครับ

        • kafaak says:

          ใช่ครับ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่า ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (ถ้าจ่ายทุก 15 วัน ก็บอกล่วงหน้า 15 วันพอ) แต่หากนายจ้างระบุในสัญญาว่าต้องบอกล่วงหน้า 2 เดือน ก็ต้องบอกล่วงหน้า 2 เดือนครับ … เพียงแต่กฎหมายบอกว่า ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน 3 เดือน เท่านั้นเอง (ฉะนั้น หากระบุว่าต้องบอกล่วงหน้า 4 เดือน หรือ ครึ่งปี แบบนี้ไม่มีผล บอกล่วงหน้า 3 เดือนพอ)

          • Suni says:

            ขอรบกวนสอบถามหน่อยค่ะกรณีเขียนใบลาออกล่วงหน้าจากบริษัท 15 วัน กำนดทำงานวันสุดท้ายวันที่ 15 เม.ย.2556 แล้ว4วันสุดท้ายก่อนออกเป็นวันหยุดสงกรานต์แบบนี้เราจะได้รับค่าจ้างจนถึงวันที่15มั้ยคะ รึว่าบริษัทฯจะคิดค่าจ้างให้แค่วันที่11เม.ย.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เราปฏิบัติงานจริงๆ

          • kafaak says:

            1. ถ้าบริษัทคุณจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน การลาออกล่วงหน้า 15 วันนี่ถือว่าผิดกฎหมายนะครับ หากนายจ้างจะเรียกค่าเสียหายย่อมทำได้ … ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่นายจ้างไม่เอาเรื่องกับเรา เลิกราด้วยกันโดยดี เขาจะคิดค่าจ้างให้แค่ 11 เม.ย. ก็ยอมๆ เขาเถิด

            2. ทีนี้มาดูคำถามแบบไม่สนว่าคุณยื่นใบลาออกวันไหน … ตามกติกา กำหนดวันที่ลาออกมีผลบังคับคือ 15 เม.ย. ดังนั้น เท่ากับคุณทำงาน 1-14 เม.ย. นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าแรงคุณ 14 วันครับ (เพียงแต่วันที่ 12-14 ดันเป็นวันหยุดตามประเพณี และวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้นเอง … แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่นายจ้างจะเอามาเป็นข้ออ้างไม่จ่ายเงินเดือนครับ หากคุณเป็นพนักงานรายเดือน ที่ได้ค่าแรงแม้จะเป็นวันหยุด)

  34. Uthaiwan says:

    ทำงานกับทางบริษัทมาเกืแบ2ปีค่ะแต่มีแรกไม่มีการเซ็นสัญญาเพิ่งเริ่มเซ็นสัญญาในช่วง8เดือนหลัง และทางผู้จัดการแจ้งกับหัวหน้างานวันที่15เมษายนว่าจะขอยกเลิกงานในส่วนของทีมดิฉันตั้งแต่วันที่1พฤศภาคมเป็นต้นไป โดยเสนอตำแหน่งงานอื่นให้กับดิฉันและเพื่อนร่วมงาน จากมาร์เกตติ้งเป็นแคชเชียร์ และดิฉันเสนอให้เป็นรีเซปชั่น หรืออีกตำแหน่งคือโปรโมเตอร์ โดยที่ดิฉันและเพื่อนไม่ยินยอมและแจ้งกับทางบริษัทขอใบรับรองงาน ซึ่งทางบริษัทและผู้จัดการออกเอกสารรับรองงานให้แต่ต้องเขียนใบลาออกเสียก่อน ซึ่งทางดิฉันไม่ได้ขอลาออกแต่เป็นเพราะทางบริษัทขอยกเลิกงานในทีมของดิฉัน แต่ทางบริษัทอ้างว่าได้เสนอตำแหน่งงานอื่นให้แล้วแต่ทางดิฉันไม่ยินยอมเอง อย่างนี้ดิฉันควรทำอย่างไรค่ะ?

  35. อาทิตยา says:

    โรงงานมีการหักเงินเป็นค่าประกันงาน 1000 บาท โดยหักครั้งล่ะ 500 จนครบ เเล้วต้องผ่านโปร 4 เดือนถึงจะได้เงินคืน ถ้าลาออกก่อนนั้นก็ไม่ได้เงินประกันค่ะ ในข้อกฏหมายมีให้บริษัททำอย่างนี้ได้ด้วยเหรอค่ะ
    เเล้วถ้าวันไหน ไปไม่ทัน 7.45 ก็โดนหักเงินถ้าเิกิน 3 ครั้ง ซึุ่งตอนที่เข้าไปทำงาน เขาบอกว่าเวลาทำงานคือ 8.00-17.00 คือเวลาทำงานมาตรฐาน เเล้วก็มีกฏบ้าบอคอเเตกอีกมากมายซึ่งเอาเปรียบพนักงานมาก และการจ่ายเงินค่าเเรงวันหยุดก็จ่ายช้าจ่า่ยยาก ใครลาออกก่อนวันที่เงินจะออก ก็ไม่จ่ายเิงินวันหยุดประจำปีค่ะ เเล้วเเต่จะทำไป มันหมายความว่าอย่างไรค่ะ

    • kafaak says:

      กฎหมายห้ามไม่ให้หักเงินลูกจ้างครับ ยกเว้นกรณีที่ตำแหน่งงานนั้นต้องรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ที่หากทำผิดพลาดแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง

      เงินค่าประกันงานนั้น ไม่น่าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนายจ้างแน่ๆ ดังนั้นไม่สามารถทำได้ ถือว่าผิดกฎหมาย … โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมาบอกว่าลาออกก่อนกำหนดจะไม่ได้เงินคืนยิ่งไม่ได้เข้าไปอีกนะครับ … เงินประกันนั้น กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องให้คืนเมื่อลาออก

      นอกจากนี้ การมาสายก็ไม่สามารถหักเงินได้เช่นกันครับ ไม่ว่าจะกรณีใดๆ … ต่อให้มาสายจริงๆ (เช่น เริ่มงาน 08:00 มาทำงาน 08:15 ก็หักเงินไม่ได้) จะมาบอกว่าสายครบกี่ครั้งๆ จะหักเงินก็ทำไม่ได้เช่นกัน … ยิ่งมาบอกว่าเวลาทำงานคือ 08:00 – 17:00 แล้วดันมาถือว่ามาไม่ทัน 07:45 แล้วถือว่าสาย นี่ยิ่งเป็นการเอาเปรียบเข้าไปใหญ่

      คำแนะนำของผมคือ … เตรียมหางานใหม่ (นายจ้างนิสัยขี้เอาเปรียบแบบนี้ ไม่ควรไปทำงานเพื่อให้เขารวยครับ) แล้วร้องเรียน ฟ้องร้องไปยังสำนักงานแรงงานเขตที่นายจ้างคุณประกอบกิจการอยู่ดีกว่าครับ

      • อาทิตยา says:

        ขาดการทำโอทีก็ไม่ได้นะค่ะ ลาก็ยากต้องรุ่นยืนทำงานเเล้วเป็นลมงายหลังนู่นนะค่ะถึงจะให้กลับ แล้วถ้า่เกิดว่าไปฟ้องกรมเเรงงานเเล้วไม่เป็นผลอะไรเลย มันจะไม่มีผลกลับคืนมาเหรอค่ะ เพราะได้ยินเขาเล่ากันว่าเคยมีกรมเเรงงานมาตรวจเเล้วก็ไม่มีผลอะไร เหตุการณ์ก็ผ่านไปโดยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็เสมือนว่าเราจ้างตัวเองทำงานนะสิค่ะ เพราะว่าช่วงเปิดเทอมนี้จะมีลูกจ้างที่เป็นเด็กมหาวิทยาลัยทำงานตอนที่ปิดเทอมลาออกกันเยอะเเล้วทีนี้เงินประกันทางโรงงานก็ไม่ยอมจ่ายบอกว่าผิดเงื่อนไขของบริษัทเนื่องจากทำงานไม่ครบสี่เดือน โรงงานไม่มีความปลอดภัยใดๆๆเลยค่ะ ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หูฟังค่ะติดเเอร์ 5 ตัว เปิดเเอร์ 32 องศา เปิดพัดลมเอาซะมากกว่า พัดควันตะกั่วฟุ้งกระจาย เป็นกลุ่มหมอกควันลอยอยู่ข้างบนเลยค่ะ คือทุกคนไม่มีโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงการสูดดมตะกั่ว โรงงานนึกอยากจะตั้งกฏเกณฑ์อะไรก็ตั้งขึ้นมาเองเลยนะค่ะ ดิฉันต้องการเงินทำงานคืนค่ะ ต้องทำอย่างไรดีค่ะ ถึงจะทำให้เจ้าหน้าที่กรมเเรงงานมาตรวจเเละเเก้ไขได้เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนค่ะ ช่วยเเนะนำหน่อยนะค่ะ

  36. น้ำใจ says:

    รบกวนถามหน่อยนะคะ อยากทราบว่า กรณีนี้ผิดกฎหมายหรือป่าว คือทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งแต่ยังไม่ได้เซนต์สัญญา นายจ้างให้ทำงานวันละ 12 ชม.โดยไม่ได้ค่าโอที ค่าแรงวันละ 300 บาทตามปกติ แต่ไม่ได้หยุดงานเลยเพราะไม่มีคนมาแทน ทำงานโดยไม่ได้หยุดเลยเป็นเวลาเดือนกว่า ไม่มีค่าล่วงเวลา่ หรือ OT ให้แต่อย่างใด แล้วก็จ่ายค่าจ้างล่าช้า ตอนนี้เซนต์สัญญากับทางบริษัทแล้ว มีปัญหากับทางบริษัทอยู่คือ บริษัทจะออกเงินเดือนให้ทุกวันที่ 1 แต่พอถึงวันเงินไม่เข้า จนวันที่ 3 ทางบริษัทก็แจ้งมาว่าจะออกเงินเดือนให้พนักงานก่อนแค่ 50% อีก 50% จะได้อีกทีวันที่ 7 พนักงานเดือดร้อนเพราะมีความจำเป็นต้องใช้ จึงเอาเงินของบริษัทมาใช้ก่อน ทางบริษัทบอกจะให้ออกจากงาน คือ รู้สึกว่าบริษัทนี้ ไม่มีความยุติธรรมกับพนักงาน อยากทราบว่า ถ้าเราจะไปเจรจาทางกฎหมายได้หรือไม่คะ

    • kafaak says:

      ข้อสรุปของผมคือ ถ้าบริษัทมันเอาเปรียบพนักงานมาก จงอย่าไปทำงานกับมันให้เจ้าของบริษัทมันรวยครับ

      ทีนี้มาดูที่ประเด็นต่อมา …

      – คุณควรจะเซ็นสัญญาจ้างแรงงานให้เรียบร้อยก่อน ค่อยทำงาน เพราะหากมีปัญหาขึ้นมา การสืบพยานมันจะลำบาก อันนี้จงจำไว้ … นายจ้างคนใดไม่ให้เราเซ็นสัญญา คิดไว้ก่อนเลยว่าไปทำงานด้วย โดนเอาเปรียบแน่
      – การทำงานโดยให้เราทำโอที แต่ไม่จ่าย OT ให้ ผิดกฎหมาย
      – การทำงานโดยไม่มีวันหยุด ไม่ได้เด็ดขาด … กฎหมายกำหนด นายจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์, มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีอย่างน้อย 6 วันต่อปี และ มีวันหยุดตามประเพณี (รวมวันแรงงานแห่งชาติ) อย่างน้อย 13 วันต่อปี … ไม่ได้ครบตามนี้ ผิดกฎหมาย
      – เงินเดือนต้องออกตรงเวลา ณ วันที่กำหนด หากจ่ายล่าช้า ผิดกฎหมาย ทวงได้พร้อมดอกเบี้ย

      • beez says:

        แล้วถ้าหากว่าเงินนั้นเป็นค่าคอมมิชชั่น แทนเงินเดือน แต่มันออกล่าช้าไป หลายวัน เรามีสิทธิ์ทวงได้ไหมคับ
        พอดีผมเป็นพนักงานขายน่ะคับ

        • kafaak says:

          ค่าคอมมิชชั่น ก็ย่อมมีการระบุในสัญญาว่าจะจ่ายทุกวันที่เท่าไหร่ไม่ใช่เหรอครับ? ถ้ามีแบบนั้น หากล่าช้าไป ก็ทวงได้ครับ

          • beez says:

            ปกติในสัญญา ระบุว่าค่าคอมมิชชั่น จะได้รับเงินในวันที่ 15ของเดือน แต่พอเราโทรถามทางหัวหน้า เขากลับบอกว่า ยอดไม่ตรง แล้วก็เลื่อนวันมาเรื่อยจน ครึ่งเดือนแล้ว
            ผมจะสามาถแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง

            อีกกรณีพอไปดูเงินในบัญชี จู่ๆ ก็มีเงินจากไหนโผล่มาก็ไม่รู้ ผมก็เลยโทรไปถามหัวหน้าเขาบอกว่าเป็นเงินที่เบิกล่วงหน้าให้ หักจากค่าคอมเราที่ยังไม่ได้ (ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้เอ่ยปากไปว่าจะเบิก) แบบนี้หัวหน้ามีสิทธิ์ทำได้หรือไม่ครับ

            ขอบคุณล่วงหน้าคับ

          • kafaak says:

            กรณีของค่าคอมมิชชั่น มีกำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ย่อมร้องเรียนสวัสดิการแรงงานได้ นายจ้างจ่ายช้าไม่ได้ ร้องเรียน ฟ้องให้จ่าย พร้อมเบี้ยปรับ (ดอกเบี้ย) เลย
            แต่กรณีที่จ่ายล่วงหน้ามาซะงั้น แล้วค่อยไปหักค่าคอมฯ เอาทีหลัง ก็ไม่น่าจะทำได้นะครับ แต่เคสนี้ประหลาดมาก ผมว่าไหนๆ ก็จะไปร้องเรียนเรื่องจ่ายช้าแล้ว ลองปรึกษาสวัสดิการแรงงานเรื่องนี้ด้วยเลยดีกว่าครับ

  37. บอย says:

    สอบถามครับ ผมได้ทำงาน พาท ทาม กับบริษัท เอ๊กเพรส แมสเซอเจอร์ เค้าได้หักเงินสะสม ผม 3 % ทุกเดือน ขอบเงินเดือนสุทธิที่ได้รับ กรณีบริษัทเค้าปิดตัวลง เค้าต้องคืนเงิน 3% ให้ผมไหม แล้ว กรณีตามกฏหมาย การทำงานพาททาม เค้ามีสิทหักเงินสะสม 3% ของเงินเดือนหรือไม่

    ผมทำงานกับเค้าได้ 2-3 ปี ช่วงฤดูร้อน ต่อมาผมได้โทรไปคุยกับเจ้าของบริษัท แล้ว เค้าบอกว่าผมทำงาน ไม่ต่อเนื่อง เค้าเลยไม่คืนเงินสะสม แต่พวกพนักงานประจำ คืนเงินหมดแล้ว เพราะว่า เค้า ปิด บริษัทลง เพราะว่าไม่มีคนวิ่งงาน หน้าบริษัท ติดป้ายว่า “เซ้งด่วน” แบบนี้ เรามีสิทจะฟ้องร้องตามกฏหมายได้หรือไหม เกี่ยวกับการหักเงินสะสม ที่เค้าหักไป ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      งานที่คุณทำ น่าจะมีส่วนรับผิดชอบต่อทรัพย์สินนายจ้าง​​ (ในฐานะพี่แมส) ดังนั้นก็ต้องโดนหักเงินเพื่อเป็นค่าประกัน อันนี้พอเป็นไปได้
      แต่เมื่อเลิกจ้าง ต้องคืนหมดครับ … แนะนำว่าตอนนี้ได้เวลาร้องต่อศาลแรงงานเลยครับ

  38. ประทีป says:

    อยากถามว่าผมยื่นใบลากิจ2วันล่วงหน้าแล้วเจ้านายไม่ยอมเซ็นต์อนุมัติให้ ถ้าผมขาดงานไปเลย2วัน จะมีผลอย่างไรครับ เจ้านายจะเอาผิดเราได้รึเปล่า เค้าไล่เราออกได้รึเปล่า ถ้าเค้าไล่เราออกแล้วเราจะได้ค่าชดเชยหรือไม่ครับ

    • kafaak says:

      เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรทำนะครับ
      การลากิจ นายจ้างจะอนุมัติหรือไม่ อยู่ที่ดุลยพินิจ … หากคุณลาไป 2 วัน ก็เท่ากับขาดงาน (ดีนะ ไม่ครบ 3 ไม่งั้น ให้ออกโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้เลยทีเดียว หากเหตุผลที่ขาดไปไม่สมเหตุสมผล)
      คุณมีความผิดตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท เขาสามารถลงโทษคุณได้ (ส่วนใหญ่ก็คือออกใบเตือนครับ) แต่ไล่ออกนี่ ต้องจ่ายค่าชดเชยครับ เพราะยังไม่ครบตามกฎหมายกำหนด

  39. puu says:

    อยากสอบถามค่ะว่าถ้าแจ้งเรื่องการลาออกกับบริษัท ตอนเดือน มี.ค. และได้ทำการลาออกเดือน พ.ค. ครบกำหนดการแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน ที่นี้บริษัทไม่จ่ายเงินเดือน เม.ย. และมีการให้กับไปแก้งานเรื่อยๆ โดยที่ลาออกแล้ว และไม่ยอมจ่ายเงินเดือน มีสิทธิ์ฟ้องได้ไหมคะ

    • kafaak says:

      ลาออกอย่างถูกต้อง และทำงานในเดือน เม.ย. จนครบ ก่อนจะออกจากบริษัทในเดือน พ.ค. ตาม Effective date ของใบลา ถ้าไม่จ่ายเงินเดือน เม.ย. ก็ร้องสำนักงานแรงงานเลยครับ ถ้าเขาไม่รับเรื่องก็ฟ้องศาลแรงงานได้

      ส่วนที่นายจ้างบังคับให้กลับไปแก้งาน ไม่สามารถทำได้ครับ เราลาออกโดยสมบูรณ์แล้ว เขาไม่ใช่นายจ้างเราอีกต่อไป ต่อให้เป็นงานที่เราทำผิดไว้ แต่นั่นมันต้องสั่งตอนเรายังเป็นลูกจ้าง นายจ้างมีหน้าที่ต้องตรวจสอบก่อนเราจะลาออกครับ ถ้าจะให้เราทำ ก็ต้องว่าจ้างกัน

  40. KwangG says:

    สอบถามในนามของบริษัทค่ะ
    เนื่องจากบริษัทจัดให้มีวันลาพักร้อน เริ่มต้นปีแรกที่ 12 วันและเพิ่มให้ปีละ 1 วัน และ maxอยู่ที่ 20 วัน
    โดย พักร้อนแต่ละปีจะยกยอดไปปีต่อไปได้มากที่สุดที่ 14 วัน

    แต่เนื่องจากมีนโยบายใหม่มาคือให้ยกยอดเหลือแค่ 10 วันในปีถัดไปซึ่งจะบังคับใช้ในปีหน้า
    ไม่ทราบว่าถ้าบริษัทจะตัดการยกยอดวันลาดพักร้อนเหลือ 10 วันจะมีผลด้านกฎหมายหรือไม่คะ

    • kafaak says:

      ต้องถามกลับว่า กติกาการยกยอดวันพักร้อนนี้ เป็นกติกาที่ถูกระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ … ถ้าระบุไว้ นั่นคือสภาพการจ้าง เปลี่ยนแปลงแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ลูกจ้างต้องยินยอม (พูดง่ายๆ จับมาเซ็นสัญญาใหม่) แต่หากไม่ได้ระบุ นั่นคือสวัสดิการ ถ้าจะเปลี่ยนก็สามารถทำได้ แต่ผมก็ยังแนะนำให้ทำความเข้าใจกับลูกจ้างเอาไว้อยู่ดีครับ

      ว่าแต่บริษัทอะไรเนี่ย พักร้อนก็เยอะ แถมให้สะสมได้อีก ใจดีจริงๆ

      • KwangG says:

        ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจ้างงานค่ะ
        แต่เขียนไว้เป็นสวัสดิการของพนักงาน

        ขอบคุณที่แนะนำนะคะ

  41. fandy says:

    สวัสดีค่่่ะ
    หนูมีเรื่องกลุ่มใจไม่รู้จะปรึกษาใครดีขอปรึกษาพี่แล้วกันนะค่ะ”หนูทำงานบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น(ร้านขายรถจักรยานยนต์)ตอนที่บริิษัทรับหนูมาเข้าไม่ได้มีการเซ็นสัญญามีแค่ฝ่ายบุคลมาอธิบายโนนนี่นั้นเค้าบอกร่วมแล้วไม่ต่ำกว่า8,200บาท(8,200นี่คือร่วมทุกสิ่งทุกอย่างนะพี่ยังไม่ได้หักประกันสังคม+เงินประกันเข้างาน+ค่าเสื้อพนักงาน รับสุทธิ7,300)(สมัครวุฒิ ปริญาตรี เริ่มงาน 22 ต.ค54-ปัจจุบัันก็ 1ปี7เดือน)ทำงานหยุดเฉพาะวันอาทิตย์ ปีใหม่ สงกรานต์ ตรุษจีน วันแรงงาน วันหยุดตามประเพณีอะไรต่างๆไม่เคยได้หยุด ไม่เคยได้เงิน(2 แรง) เมื่อต้นปี56บริษัทบอกเพิ่มเงินเดือนให้ พี่รู้ไหมหนูได้รับเงินสุทธิไม่เคยถึง9,000เลยอยู่ราวๆ8,700 (หนูไม่รู้นะว่าค่าแรงวุฒิปริญาตรีของขอนแก่นอยู่ที่เท่าไหร่ รู้แต่ว่าเค้าบรรจุหนูเป็นรายเดือนตอนหนูทำครบ1ปี หนูไม่รู้ว่าจะต้องทำยังงัยนะพี่ เจ้าของบริษัทก็คงจะเส้นก๊วยจั๊บน่าดูล่ะมั้ง ถึงไม่มีใครมาตรวจสอบ ไม่มีใครกล้าทำอะไร ทั้งๆที่หนู และอีกหลายคนรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ บางคน(ผู้จัดการสาขา ทำมา 10ปี ได้12,000 กว่าบาท) เรื่องของวันลา พนักงานเข้าให่ม่ลาป่วยได้ 5วัน ไม่มีพักร้อน 1-3ปีลาป่วยได้ 5วัน ลาพักได้ 3วัน 3-5ปี ลาป่วยได้5วัน ลาพักได้ 6วัน ไม่รู้ต้องทำงัยแล้วพี่ ไปฟ้องที่ไหนก็ไม่ได้ คงได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมไปตามๆกันใช่ไหมพี่ อยากให้กระทรวงอะไรสักอยากก็ได้เข้่มาตรวจสอบจัง

    • kafaak says:

      ขอตอบและแนะนำเป็นเรื่องๆ นะครับ

      1) โดยภาพรวมแล้ว น้องไม่น่ามาทำงานที่นี่ได้ เพราะมันส่อเค้าตุๆ ตั้งกะไม่มีการเซ็นสัญญาแล้ว แน่นอนว่าจริงๆ เมื่อฟ้องศาล แม้จะไม่มีเซ็นสัญญา แต่มันก็มีหลักฐานอื่นๆ มายืนยันได้ เช่น สมุดบัญชีที่มีเงินเดือนเข้า แต่การมีสัญญาผูกมัดมันลดขั้นตอนการสืบสวนไปได้เยอะ
      2) ค่าแรงน้อง ณ ปัจจุบัน ถ้ายังไม่ถึง 9,000 (ก่อนหักประกันสังคม) ก็แสดงว่าผิดกฎหมาย
      3) ลาป่วย และ พักร้อน ไม่ว่าจะพนักงานใหม่ หรือ เก่า ดูเหมือนจะผิดกฎหมายเกือบหมดเลย
      4) ถ้าจะฟ้องร้อง ก็ไปร้องเรียนพนักงานตรวจแรงงานให้เข้ามาดู หากเจ้าของมันเส้นใหญ่มาก ก็ไปฟ้องศาลแรงงาน แต่หากไม่มีใครทำอะไร ให้ฟ้องศาลปกครองครับ ฐานที่เจ้าหน้าที่รัฐเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติหน้าที่
      5) ลาออกจากบริษัทนั้นซะ อย่าไปทำให้เจ้าของนิสัยเอาเปรียบแบบนั้นรวย

  42. fandy says:

    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะค่ะพี่่ ขอบคุณจริงๆที่รับฟังความคิดของหนู ขอบคุณจริงๆค่ะ

  43. lovely says:

    ดิฉันเพิ่งผ่านการทดลองงานและจะได้เซนต์สัญญา อยากสอบถามว่าจากข้อมูล ในสัญญา ดิฉัน สามารถ ลาออกหลังจากบริษัทนี้หลังจาก เซนสัญญาไปแล้วได้รึไม่ [สัญญาเป็นสัญญา ปีต่อปี ] เนื่องจาก ดิฉัน จะมีโอกาสไปสอบและอาจได้ร่วมงานกับหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง และถ้านายจ้าง กล่าวว่าทำงานไม่ครบ 1ปี จะโดนฟ้อง เป็นไปได้หรือไม่ มี แนวทางใด ที่จะบอกกับนายจ้างโดย ไม่ให้ประวัติเสีย

    ข้อ 5.sick day included with social security and in general not over 3 days if it occurs a doctor will be required confirming the illness

    ข้อ 6.the employee’s position will be programmer and assistant trainer

    ข้อ 7.place of work is at the company address and can be occasionally out the company location for seminar. training and meeting

    ข้อ 8. if is not allowed that the employee has any other job or bussiness outside working hours without the approval of the employer. Further it is required that the employee is working according to his capability and will do no damage to the companies name or possessions Any of these facts can result in and immediate dismissal with, in severe cases, a compensation to be paid to the company to account for the damages

    ข้อ 9. the company and employee agree to give a one month notice in case of cancellation. If this cancellation is within the first 2 years of employment the employee can’t work for the other company in the same OFBIZ support business without the approval of the company. The reason behind this is the major training required. If this would happen the employee or his company will be fined with 200000 bath to [ชื่อบริษัท]

    ข้อ 10.salary is paid by cheque or via bank account transfer

    ข้อ 11. the employee can immediately cancle the cotract without payment if agreement no. 8,9 or 11 occurs.

    ข้อ 12. In reference to Copyright Act 257 section 9 any Software produced by the employee in worktime is owned by the company

    • kafaak says:

      อ่านข้อ 9 ครับ … ยกเลิกสัญญาต้องแจ้งล่วงหน้า 1 ปี แต่ถ้ายกเลิกภายใน 2 ปีแรกของการทำงาน จะไม่สามารถทำงานใดๆ ที่เป็นธุรกิจเดียวกับนายจ้างนี้ได้ (เป็นสิ่งที่นายจ้างระบุไว้ในสัญญาได้ และมีผลทางกฎหมายนะครับ)

      แต่ไมไ่ด้มีข้อใดที่ระบุว่าหากทำงานไม่ครบปีจะโดนฟ้องนะครับ (อย่างไรก็ดี คุณไม่ได้ให้ผมดูสัญญาทั้งหมด ดังนั้นผมจึงไม่อาจฟันธงได้)

      • lovely says:

        ขอบคุณมากนะคะ แล้วนี่สัญญา ข้อ ที่ไม่ได้แจ้ง ไปข้างต้น
        1. Start Contract at ………… for ……year After……year the contract can be renewed for a yearly period.

        2. The gross salary will be ……….. bath and will be paid at the end of every month. After I year contract. the salary can be raised vased on performance.

        3. Working hours will be 40 hourse per week from Monday to Friday, starting at 9:00 util 18:00 everyday with one hour break at lunchtime . Occasionally extra hours can be requested.

        4. There are at least 13 days per year vacation days according the Thai labour laws for festival and public holidays. Extra days are to be assigned by the employee

        แต่ที่ยังสงสัยว่า …. “ยกเลิกสัญญาต้องแจ้งล่วงหน้า 1 ปี” ถ้าต้องการลาออก เห็นพี่ที่บริษัท บอกว่า ต้องบอกล่วงหน้า 1 เดือน แต่เจ้านายเป็นคนที่ค่อนข้าง อารมฉุนเฉียว จาก สัญญา เราสามารถ แจ้งความประสงค์ออก(ถ้ายังทำไม่ครบปี) โดยบอกล่วงหน้า 1เดือน ได้รึเปล่าคะ แต่ ที่หน่วยงานรัฐเป็นระบบงานไม่เกี่ยวกับ ธุรกิจเดียวกับ บริษัทนี้ค่ะ

        • kafaak says:

          ปกติสัญญาจ้างงานที่กำหนดระยะเวลา ถ้าไม่ครบกำหนดจะยกเลิกที่จะต้องได้รับความยินยอมทั้งสองฝ่ายครับ ฉะนั้น หากคุณคิดว่าจะไปทำงานอื่นต่อ คุณไม่ควรจะไปทำงานแบบสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลานะครับ (โดยเฉพาะหากเจ้านายเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว)

          แต่ในสัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาฉบับนี้ ดันมีข้อ 9 ที่บอกว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกสัญญาต้องบอกล่วงหน้าหนึ่งเดือน เคสแบบนี้เคยมีปรากฏมาแล้ว ศาลจะตัดสินว่าเป็นการจ้างแบบไม่กำหนดระยะเวลา ซึ่งทำให้สามารถบอกยกเลิกได้ทันที ขอแค่ปฏิบัติตามสัญญาว่า บอกล่วงหน้าหนึ่งเดือน … ฉะนั้น หากคุณเซ็นสัญญาไป แล้วกะว่าจะเตรียมลาออกเพื่อไปทำงานหน่วยงานรัฐ ก็อาจต้องเตรียมใจไปศาลบ้างนะครับ (แต่ผลออกมา คุณน่าจะชนะ)

  44. Ratanawijan spn says:

    เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลบอกว่าจะเอาชุดพนักงานที่บริษัทให้ มารวมคิดเป็นรายได้พนักงาน ให้เราเสียภาษีเพิ่ม งงค่ะ เลยอยากถามว่า ทำได้ด้วยหรอ รบกวนชี้ทางให้ด้วย ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      เวลาเราถูกรางวัลชิงโชค เขาจะมีระบุใช่ไหมครับ หากของรางวัลมูลค่ามากกว่า 500 บาท เราจะต้องโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% … กรณีรับของจากบริษัทก็เช่นกันครับ

      เพียงแต่!!!! ปกติพวกสวัสดิการแบบนี้เขาจะไม่ทำกันครับ เว้นแต่สวัสดิการนั้นจะมาอยู่ในรูปของตัวเงิน ไม่อย่างงั้นพวกรถรับส่งพนักงาน ข้าวกลางวันฟรี ที่พักฟรี ที่หลายๆ บริษัทเขามีให้ ก็ต้องไปบวกกับรายได้พนักงาน วุ่นวายตายชักเลย และหลายๆ อย่าง ของพวกนั้นหารเฉลี่ยแล้ว ต่อหัวอาจไม่ถึง 500 บาทด้วย

  45. เจย์ says:

    ถูกเลิกจ้างเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เสนอให้เราเขียนใบลาออกแทน เราเอาใบลาออกมาแล้วเขียนแต่ไม่ส่ง เพราะเราคิดว่าเลิกจ้างทำไมเราต้องเขียนใบลาออก แล้วเราเจรจาบอกว่าจะไม่ลาออกเองเพราะบริษัทเป็นคนเลิกจ้างแล้วไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ทางบริษัทไม่ยอม เราบอกว่าจะฟ้องกรมแรงงาน บริษัทเลยบอกว่าจะจ้างต่อ เราบอกว่าเราไม่ทำงานแล้ว เพาะเลิกจ้างเราแล้ว จะให้กลับไปทำงานได้ไง แล้วยังจะกลับคำบอกว่าไม่ได้เลิกจ้างและจะฟ้องว่าเราขาดงานสามวันและจะไล่ออก

    • kafaak says:

      เห็นด้วยที่ไม่เขียนใบลาออก แต่ถ้านายจ้างให้ออก ก็ต้องมีเอกสารเป็นหลักฐานซักหน่อย เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน หรืออะไรก็ตามที่จะบอกได้ว่านายจ้างเลิกจ้าง จะเป็นเทปอัดเสียงหรือพยานก็ได้ หรือแม้แต่อีเมล์ก็ได้ แต่หากไม่มีอะไรแบบนั้น ควรไปทำงานตามปกติ เพราะไม่อย่างงั้นนายจ้างจะหาเรื่องว่าเราขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วันครับ

      • เจย์ says:

        แล้วใบลาออกที่เค้าให้มา ที่เป็นสิ่งที่เค้าประสงค์ให้เราออก เป็นหลักฐานไม่ได้ใช่ไมคะ และหนุมีพยานบุคคลคือหัวหน้างานของหนูเองที่นั่งฟังด้วย แล้วถ้าพรุ่งนี้ไปทำงานตามปกติ คดีที่เดินเรื่องไปแล้วเมื่อ31 พ.ค. จะเดินต่อไปยังไงคะ??

        • kafaak says:

          มันอยู่ที่ว่า ใบลาออกนั่นมีอะไรเขียนไว้บ้าง เช่น มีทุกอย่างพร้อมรอไว้ นายจ้างก็เซ็นอนุมัติรอแล้ว รอแต่เราเซ็น ถ้าเป็นแบบนั้นก็ใช้เป็นหลักฐานได้

          พยานคือหัวหน้างานของคุณ แต่คำถามคือ หากฟ้องร้องแล้ว หัวหน้างานของคุณจะกล้าให้การหรือเปล่า ว่านายจ้างประสงค์จะเลิกจ้าง (เพราะเท่ากับนายจ้างต้องเสียค่าชดเชย แล้วเดี๋ยวเก้าอี้หัวหน้าจะสั่นคลอน)

          กรณีนี้ ลองไปทำงานตามปกติดูก่อนว่าจะเป็นยังไง ตราบใดที่นายจ้างยังไม่ออกใบเลิกจ้างเราด้วยเหตุขาดงาน 3 วัน เราก็ยังต้องไปทำงานครับ ถ้าเขาเลิกจ้างเราด้วยเหตุนั้นแล้ว เราค่อยมาฟ้องร้องกัน

  46. ทะโมน says:

    ได้ทำงานทีี่หนึ่งคะ ต้องทำโปร 4 เดือน โดยในช่วงโปรจะได้ 17000 รวมทุกอย่างแล้ว ตอนนี้ผ่านมาขึ้นเดือนที่หก ยังไม่ได้รับการพิจารณาผ่านโปรเสียที ถ้าคิดทบทวนอยากจะลา ต้องแจ้งล่วงหน้่า 30 วันมั้ยคะ ยื่นใบลาออกแล้วก็ไม่มาทำงานอีกน่ะคะ ในกรณีนี้คือไม่ได้มีการเซนสัญญาใดๆนะคะ มีแต่ค้ำประกันด้วยข้าราชการ

    • kafaak says:

      ถ้าจะลาออก ก็ต้องแจ้งล่วงหน้า 1 รอบการจ่ายค่าจ้างครับ
      แต่ผมว่ามันทะแม่งๆ นะ เพราะไม่มีการเซ็นสัญญานี่แปลกมาก … แนะนำนะครับ หากบริษัทไหนไม่ให้เซ็นสัญญา อย่าไปเสี่ยงทำครับ มีปัญหามันหาหลักฐานมาผูกมัดนายจ้างลำบาก

  47. Natty says:

    สวัสดีค่ะ
    ตอนนี้ทำงานในลักษณะ subcontract ในองค์กรรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ทำมาประมาณครึ่งปี โดยเค้าต่อสัญญาทีละ3-4เดือนต่อครั้ง และเมื่อปลายเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ได้ป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบและผ่าตัดในทันที หยุดงานตามที่ใบรับรองแพทย์กำหนดประมาณ12 วัน บริษัทต้นสังกัดได้หักเงินเดือนตามที่หยุดทั้งหมด เมื่อถามถึงสาเหตุได้ให้เหตุผลว่า เป็นพนักงานรายวันเหมาจ่ายให้เป็นรายเดือน สัญญาตอนที่เซ็นไม่มีรายละเอียดอะไรมากมายและไม่ได้ให้สำเนาไว้ด้วยจะเรียกร้องอะไรได้บ้างไหมค่ะ ทำงานที่นี่ทำเป็นเวลามีเงินเดือนแน่นอนเหมือนพนักงานรายเดือนทุกอย่าง มีสลิปเงินเดือน

    • kafaak says:

      จะรายวัน หรือ รายเดือน และแม้จะเป็นสัญญาจ้างแบบ subcontract ก็ตาม ยังไงก็ต้องทำตามขั้นต่ำของกฎหมายคุ้มครองแรงงานครับ และนั่นรวมถึงเรื่องการลาป่วยครับ ต้องลาหยุดได้ตามที่เป็นจริง แต่ใน 1 ปี นายจ้างจะจ่ายค่าแรงให้แค่สำหรับการป่วย 30 วันแรกเท่านั้น … กรณีที่สัญญาไม่ถึงปี ก็หารเอาตามสัดส่วนเอา

      • Natty says:

        ขอบคุณมากๆค่ะ จะไปศาลแรงงานให้เร็วที่สุด

  48. เจย์ says:

    เพิ่งได้งานใหม่คะ สัมภาษแล้วรับเลยคุยเรื่องเงินกันเรียบร้อย แต่พอถามถึงสัญญาจ้าง บริษัทกลับไม่มีสัญญาจ้าง มีแต่ใบสมัครที่เราเขียน แล้วอะไรคือหลักประกันว่าเค้ารับเราแล้วละคะ

    • kafaak says:

      ถ้าจะว่ากันตามตรง ถ้าไปทำงานแล้ว พวกสลิปเงินเดือน สมุดบัญชีเงินฝากที่มีหลักฐานว่าเขาจ่ายเงินเดือนเรา สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ว่าเขารับเราเข้าทำงาน
      แต่การไม่มีสัญญาจ้าง เท่ากับไม่มีการระบุสภาพการจ้าง เวลาฟ้องดำเนินคดีอะไร มันอ้างอิงลำบาก เจอแบบนี้ ให้คิดไว้ก่อนว่านายจ้างอาจเบี้ยวเราได้ ปกติผมจะย้ำว่า อย่าทำงานกับนายจ้างที่เป็นแบบนี้ครับ

  49. raky says:

    ไม่รู้จะอธบายไงคับ

    • kafaak says:

      ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกันครับ

      • J says:

        ขอบคุนคะ. คือเรายังไม่ได้เริ่มงานเลย จะเริ่มงานปลายเดือนนี้. ประเด็นคือกลัวโดนเปี้ยว ไม่รับเข้าทำงาน

        • kafaak says:

          ต้องเซ็นสัญญาจ้างงานก่อนดีกว่าครับ ถึงจะชัวร์ที่สุด

  50. koy says:

    แฟนหนูโดนใบภาคทัณฑ์ข้อหาถามประกันสังคมเรื่องลาออก อันที่จริงแล้วช่างเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลยนะคะ ฝ่ายบุคคลบอกว่าอาจจะทำให้บริษัทเสียหาย แล้วอย่างนี้ถ้าแฟนหนูจะทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวนั้นไปยังผู้บริหารที่สูงกว่าฝ่ายบุคคลจะได้ไหมคะเพราะแฟนหนูเขาคิดว่าเขาไม่ได้ผิดอะไรก็แค่ถามเฉยๆ แล้วฝ่ายบุคคลยังบอกอีกว่าสามารถไล่แฟนหนูออกได้นะถ้าแฟนหนูไม่ยอมเซ็นต์รับทราบในใบภาคทัณฑ์ เพราะเขาสามารถแจ้งประกันสังคมให้แฟนหนูผิดได้โดยที่บริษัทจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงาน อย่างนี้ถ้าแฟนหนูทำหนังสือชี้แจงไปยังผู้บริหาร เขาสามารถเอาเรื่องนี้มาไล่แฟนหนูออกได้ไหม แล้วถ้าให้ออกจะได้เงินชดเชยไหม ถ้าเขียนใบลาออกเองล่ะจะได้อะไร

    • kafaak says:

      แนะนำดังนี้นะครับ

      1. ทำอย่างที่คุณคิดครับ อย่าให้แฟนเซ็นรับใบภาคทัณฑ์ แต่ให้ทำเรื่องแจ้งผู้บริหาร ร้องทุกข์เรื่องถูกลงโทษไม่เป็นธรรม ชี้แจงเหตุผล เราไปถามประกันสังคมเรื่องอะไร และทำไมจึงไม่ทำให้บริษัทเสียหาย … อ่านรายละเอียดกฎบริษัทเรื่องการร้องเรียนประกอบ แล้วทำตาม
      2. หากไม่มีคำตอบจากผู้บริหาร สุดท้ายฝ่ายบุคคลยังจะลงโทษให้ได้ ให้ร้องเรียนไปยังเจ้าหน้าที่แรงงาน เรื่องการปฏิบัติไม่เป็นธรรม (โดนลงโทษไม่เป็นธรรม)
      3. ทำตามข้างต้นแล้ว หากโดนเลิกจ้าง ก็ฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไปเลยครับ แล้วคิดเอาว่าจะให้ศาลสั่งให้รับกลับเข้าทำงานไหม (ไม่แนะนำ) หรือจะให้จ่ายค่าชดเชย แล้วไปทำงานที่อื่น (แนะนำ … นายจ้างนิสัยไม่ดี อย่าไปทำให้เขารวย)
      4. อย่าเขียนใบลาออกเองเด็ดขาด ไม่งั้นจะไม่ได้อะไรเลย

  51. Lek says:

    ขอคำปรึกษาหน่อยคะ ทำงานกับบริษัทฯ เป็นพนักงานขาย ลิฟต์ และบันไดเลื่อน ถูกนายจ้าง ให้เขียนใบลาออก พร้อมเงินชดเชย และคอมมิชั่นซึ่งควรได้
    โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และให้ออกจากที่ทำงานภายในวันนั้นเลย
    ดิฉันเขียนจดหมายอีเลคโทรนิค ส่งให้บริษัทฯ แม่เรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ในทางี่ผิดของเจ้านาย และความไม่เป็นธรรมหลังจากนั้นเพราะตกใจ และคาดไมีถึงว่า นายจ้างจะทำแบเนื่องจากว่ามีผลงานขายนับว่าเป็นอันดับหนึ่งของแผนก โดยนายจ้างให้เหตุผลว่าทำงานเข้ากับเพื่อนร่วมงาน

    หลังจากไปขึ้นทะเบียนหางาน 1เดือนต่อมาได้งานทำใหม่ อีกบริษัทฯ ที่เป็นคู่แข่งทางการค้า ทำงานการขายเช่นเดิม และขายสินค้าเหมือนกัน หลังจากนั้น 4 เดือน บริษัทเดิม ฟ้อง เรียกค่าเสียหาย และให้หยุดทำงาน กับคู่แข่ง เนื่องจากว่า ตอนเซ็นสัญญาทำงาน มีข้อห้ามไม่ให้ ทำงานกับบริษัท คู่แข่ง หลังจากลาออก 1 ปี ตามที่บริษัทเดิมอ้าง และบอกว่าไม่หยุดที่จะให้ร้ายบริษัทเดิม ประมาณนี้. อีกอย่างคือถูกกล่าวหาว่าเอาความลับบริษัท ไปเปิดเผย

    ต้องทำอย่างไรดีคะ ดิฉันมีภาระค่าใช้จ่าย และครอบครัวที่ต้องดูแล ค่าเสียหายที่เรียกเป็น รายรับที่บริษัท เดิม เคยจ่าย และให้หยุดทำงานโดยทันทีซึ่งถึงแม้สินค้าจะเหมือนกัน แต่เทคนิค ของแต่ละที่ จะไม่เหมือนกัน

    • kafaak says:

      ต้องแยกประเด็นก่อนนะครับ

      การที่นายจ้างเลิกจ้างคุณแบบนั้น เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (การเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ไม่ใช่เหตุผลที่จะเลิกจ้าง) ตอนนั้นหากคุณร้องศาลแรงงาน ก็สามารถให้ศาลสั่งให้รับคุณกลับเข้าทำงานได้ หรือศาลอาจพิจารณาให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหาย​ (เพิ่มเติมจากค่าชดเชยที่คุณควรจะได้รับ) ได้อีก แต่ตอนนี้อาจจะหมดอายุความไปแล้ว (ผมไม่แน่ใจเรื่องอายุความของกรณีนี้ คุณอาจต้องปรึกษาทนาย)

      สัญญาที่ว่า ห้ามไปทำงานกับคู่แข่ง (โดยมากหมายถึงบริษัทที่มีธุรกิจเดียวกัน) นั้น เป็นสัญญาที่พึงทำได้ตามกฎหมาย (แต่ปกติจะไม่ให้เกิน 2 ปีโดยประมาณ) ดังนั้นเมื่อคุณไปทำงานกับอีกบริษัทที่เป็นคู่แข่งทางการค้า เขาย่อมสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ตามสัญญา และให้คุณหยุดทำงานได้ครับ

  52. Bonus says:

    รบกวนสอบถามเรื่อง การเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายโบนัส ของบริษัทฯ ค่ะ

    เรื่องมีอยู่ว่า ทุกปีที่ผ่านมา ช่วงเดือน ธ.ค. บริษัทจะจ่าย fix bonus 1 เดือนให้พนักงานทุกคน ที่ทำงานครบ 1 ปี ก็จะได้เต็ม 1 เดือน ที่ไม่ครบปี ก็ให้ไปตามสัดส่วน แล้วพอเดือน เม.ย. ก็จะจ่ายโบนัสอีกครั้ง อันนนี้จะคำนวนตามผลประกอบการบริษัท และผลการทำงานของพนักงาน แต่ละคนจะได้ไม่เท่ากัน

    แต่พอมาปีนี้ ทางผู้บริหาร ประกาศว่า fix bonus 1 เดือนจะไม่มีแล้ว ต่อไปจะมีแต่โบนัส เดือน เม.ย. ที่ให้ตามผลประกอบการบริษัท และผลการทำงานของพนักงาน

    ได้ลองไปอ่านในสัญญาจ้าง และข้อบังคับในการทำงานของบริษัทฯ ไม่ได้เขียนถึงเรื่องโบนัสเลย

    อยากทราบว่า บริษัททำแบบนี้ได้มั๊ยค่ะ ถูกต้องมั๊ย เรามีทางเรียกร้องให้มี fix bonus เหมือนเดิมได้มั๊ยค่ะ

    • kafaak says:

      โบนัสเป็นสวัสดิการที่นายจ้างกำหนด กฎหมายไม่เคยบังคับว่านายจ้างจะต้องจ่ายโบนัสครับ
      ดังนั้น นายจ้างจะ fix หรือไม่ fix ก็ย่อมทำได้ … ปกติโบนัสจึงไม่ถูกระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับในการทำงาน เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะกลายเป็นผูกคอนายจ้างไป (เป็นเรื่องที่นายจ้างพึงกระทำ)

      และโดยส่วนตัวของผม ผมก็เห็นด้วยกับการที่นายจ้างนำโบนัสไปผูกกับผลประกอบการของบริษัท และ ผลการทำงานของพนักงาน เพราะเป้าหมายเดิมของโบนัส คือการจูงใจพนักงานให้ตั้งใจทำงานเพื่อให้บริษัทมีผลประกอบการดีๆ … พนักงานขยัน ผลประกอบการดี บริษัทรุ่งเรือง ลูกจ้างก็รุ่งโรจน์นะครับ

  53. Rujinee says:

    ดิฉันถูกหัวหน้างานให้ไปเขียนใบลาออก เนื่องจากทำงานเข้ากับลูกน้องไม่ได้ เพราะมีปํญหาในการทำงานกะลูกน้อง ต่อว่าลูกน้องในเรืองละเลยงาน ในขณะที่ทำได้เหลืออีก 11 วัน จะครบ 120 วัน โดยที่ีเขาให้ทำงานต่อจนครบ 1 เดือน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เขียนใบลาออก อย่างนี้เราสามารถเรียกสิทธิอะไรได้บ้างค่ะ

    • kafaak says:

      อีก 11 วันจะครบ 120 วัน แต่เขาก็ยังให้ทำงานต่อ?!? ถ้าแบบนั้น ถ้าเขาจะให้คุณออก อย่าเขียนใบลาออกนะครับ (เขียนเมื่อไหร่ เท่ากับแทบหมดสิทธิเรียกอะไรเลย) ให้เขาเลิกจ้างคุณเอง เหตุผลจะว่าเป็นมีปัญหาในการทำงานกับลูกน้อง อย่างไร เมื่อไหร่ ให้เขาเขียนให้ครบ (เพราะหากเขาไม่ปลดคุณออก คุณก็ยังคงเป็นพนักงานต่อไปจนกว่าคุณจะลาออก)

      เมื่อเป็นเช่นนี้ มันอาจจะเข้า 2 กรณี
      1) เลิกจ้างไม่เป็นธรรม … หากนายจ้างเลิกจ้างคุณเพราะมีปัญหาทำงานกับลูกน้อง เนื่องจากไปต่อว่าลูกน้องในเรื่องที่ละเลยงาน … ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่คุณในฐานะหัวหน้าพึงกระทำ และเป็นประโยชน์ต่อนายจ้าง
      2) ทำงานครบ 120 วัน นายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย

      ประเด็นคือ เขาพยายามตะล่อมให้คุณลาออกเอง จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยยังไงล่ะครับ … และหากเขาปลดคุณฟ้าผ่าแบบว่า บอกวันนี้ให้ออกเลย (หรือให้ออกภายในเวลาไม่เกิน 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง) นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าตกใจให้คุณอีกเป็นเงิน 1 เดือน

  54. ถ้าเกิดว่าเรามาสาย เค้าบอกจะหักเงินเดือน
    ไม่ปิดไฟหักเงินเดือน ไม่ทำงานตามที่เค้าต้องการหักเงินเดือน
    ไม่มีสลิปในการจ่ายเงินเดือน ไม่มีประกันสังคม
    ไม่มีหนังสือสัญญาจ้างงาน ไม่มีวันหยุดนักฤกษ์ โดยปกติต้องมี 13วันต่อปี
    แบบนี้มีกฎหมายมั้ยค่ะ

    • kafaak says:

      ว่ากันด้วยสัญญา หากตกปากรับคำทั้งสองฝ่าย ก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องมีลายลักษณ์อักษรก็ได้ (ยกเว้นกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องมี … เช่นการกู้ยืมเงินเกิน 50 บาท)
      แต่การไม่มีสัญญาจ้างงาน มันก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเจอเอาเปรียบ เพราะเวลาเราจะฟ้องอะไร มันหาหลักฐานไปยืนยันยาก … ดังนั้นบริษัทไหนจ้างเราโดยไม่มีสัญญาว่าจ้างงาน อย่าไปทำครับ เสี่ยง

      กฎหมายกำหนดให้นายจ้างหักค่าจ้างได้เฉพาะบางกรณี ซึ่งไม่เกี่ยวกับ มาสาย, ไม่ปิดไฟ, ไม่ทำงานที่เขาต้องการ แน่นอน … แบบนี้ผิดกฎหมายครับ (กรณีแบบที่คุณยกมา นายจ้างทำได้เพียงลงโทษตามกฎของบริษัท ที่สอดคล้องกับกฎหมายกำหนด) อ้างอิง ม.76 พรบ.คุ้มครองแรงงาน

      กฎหมายไม่ได้มีกำหนดเรื่องสลิปการจ่ายเงินเดือนครับ มีหรือไม่มีไม่ใช่ปัญหาใดๆ แต่หากไม่ทำประกันสังคมให้ ถือว่าผิดกฎหมายครับ

      วันหยุดตามประเพณี ต้องมีอย่างน้อย 13 วัน (รวมวันแรงงานแห่งชาติ) และต้องมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีกไม่น้อยกว่า 6 วัน ตามกฎหมายกำหนดครับ

  55. แต่นี้ไม่มีอะไรเลยค่ะ ให้แต่เงินเดือน เคยมีปัญหาเรื่องเงินเดือน
    เพราะเวลาเค้าโอนผ่านเข้าบัญชี เค้าไม่บอกว่า โอนให้เท่าไหร่
    ถ้าขาด ต้องไปคุยกับเค้าเอง กรณี ลาป่วย 1วันไม่สามารถหักเงินได้ใช่มั้ยค่ะ

    • kafaak says:

      ตามกฎหมาย ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง
      แต่ 30 วันแรก นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างครับ
      หลังจาก 30 วันแล้ว ก็ no work, no pay ไม่มาทำงานก็ไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง (ไม่ใช่หักค่าจ้าง)

  56. Apple Jung says:

    สวัสดีค่ะ
    เนื่องจาก เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว เคยทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง โดยได้รับค้าจ้าง ไม่ครบ
    และได้มีการแจ้งแรงงานจังหวัดแล้ว หลังจากบริษัทถูกปิดกิจการ
    ทางแรงงานก็จ่ายให้ส่วนหนึ่ง และแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตนายจ้างแล้ว
    อยากทราบว่า
    1.คดีความจะสิ้นสุดกี่ปีคะ
    2.เราจะได้รับเงินส่วนที่ขาดจากใครอีกหรือไม่
    3.ถ้าได้คืน จะต้องรวมเป็นดอกเบี้ยให้เราด้วยหรือไม่คะ

    • kafaak says:

      ตอบดังนี้นะครับ

      1. คดีความจะสิ้นสุดกี่ปี ผมคงตอบไม่ได้ครับ แต่อายุความนั้นมี 2 ปี อ้างอิง ปพพ.ม.193/34(8),(9)
      2. บริษัทจ่ายไม่ครบ ส่วนที่ขาด ก็คือบริษัทนั่นแหละครับ แม้จะปิดกิจการไปแล้ว ก็ต้องมีคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ (อดีตนายจ้าง)
      3. เวลาฟ้อง ต้องระบุไว้ในสำนวนครับ ว่าต้องได้เงินส่วนที่ขาด พร้อมดอกเบี้ย

      • Apple Jung says:

        ขอบคุณค่ะ
        คิดว่าคงไม่ได้คืนสักบาท แน่ๆ เนื่องจาก เจ้าหน้าตำรวจเคยแจ้งว่า
        นายจ้างยังไม่มารับข้อกล่าวหา หรืออาจเปลี่ยนชื่อ-สกุล หนีคดไปแล้ว

        • kafaak says:

          คดีมันอายุความ 2 ปีไง
          แต่ลองปรึกษาทนายดูนะครับ เผื่อมีโอกาสฟ้องแบบอื่นที่อายุความยาวกว่านี้

  57. เม่ย says:

    สวัสดีคะ
    ดิฉันเขียนใบลาพักร้อนตั้งแต่วันที่ 4 มกรา 2556 และได้รับการอนุมัติในวันเดียวกัน สำหรับการลาพักร้อนไปต่างประเทศช่วงสงกรานต์ (4-17 เมษา) นับวันลาได้ 7 วัน (ซึ่งดิฉันมีวันลาของปีนั้น 15 วัน)
    หลังจากนั้น เมื่อใกล้เวลาลา หัวหน้างานไม่อนุญาติให้ลาได้ โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้กระทบกับงาน ซึ่งดิฉันก็ต่อรองว่า จะส่งมอบงานให้เสร็จก่อนเดินทางและสามารถติดต่อทางอีเมล์ได้ตลอด และดิฉันก็ได้จองตั๋วและที่พักไปแล้วเป็นเงินหลายแสนบาทซึ่งไม่สามารถยกเลิกการเดินทางได้ ทางหัวหน้างานก็ยังยืนยันว่าจะไม่ให้ลา และกล่าวหาว่าไม่รับผิดชอบ
    ก่อนถึงวันลา ดิฉันก็สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนดและส่งมอบงานบางส่วนล่วงหน้าด้วยสำหรับช่วงที่ลา
    เมื่อกลับมา งานของดิฉันก็ไม่ได้ล่าช้าหรือกระทบกับงานเลย แต่หลังจากนั้น หัวหน้างานก็ผูกใจเจ็บ และประเมินผลดิฉันในแง่ไม่ดีโดยเหตุผลที่ว่า ไม่มีความรับผิดชอบ
    รบกวนสอบถามว่า เหตุการณแบบนี้ มีกฏหมายใดคุ้มครองหรือไม่คะ เพราะการลานั้น ได้รับอนุมัติแล้ว
    ขอบคุณคะ

    • kafaak says:

      ลองยื่นเรื่องกับเจ้าหน้าที่แรงงานว่า ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ได้ครับ

  58. จี says:

    สวัสดีค่ะ
    ดิฉันทำงานอยู่ที่บ นากา โอะ แอล ที บี ทัวร์ ของคนเกาหลี คิวเฮ้าส์ อโศก ห้อง 1407 ซึ่งเอาเปรียบพนักงานคนไทยทุกสิ่งทุกอย่าง
    1.วันหยุด คือ วันปีใหม่ 31ธันวาเท่านั้น และวันสงดรานต์ 13,14เมษา นอกนั้นบังคับให้มาทำงานและไม่ได้ค่าจ้างเพิ่ม พอพูดถึง กม.วันหยุดไทย เค้าบอกว่าไม่ได้เค้าเป็นบริษัทต่างชาติ ไม่ให้หยุด ทั้งที่มีพนักงานเป็นคนไทย และบอกว่าถ้ารับไม่ได้ให้ไปทำที่อื่น
    2. เงินส่งประกันสังคม บริษัท จะส่งน้อยกว่าที่เป็นจริงมาก จะแจ้งยอดเงินเดือนพนักงานผิดๆเพื่อจ่ายเงินสมทบน้อยๆ
    3. พนักงานที่เป็นคนเกาหลี บางคนไม่มี work promit ใช้วิธีหลบหนี เมื่อเจ้าหน้าที่ ตม. มาตรวจ
    4.ไม่มีโบนัส หรือสวัสดิการใดๆเลย นอกจากประกันสังคมอย่างเดียวเท่านั้น และบางเดือนยังขาดส่งค่าประกันสังคม
    5.ไม่มีวันนหยุดพักผ่อนประจำปี ไม่มีลากิจ ไม่มีลาป่วย ซึ่งถ้าไม่ไหวจริงๆจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลก็จะไปได้แค่ครึ่งวันเท่านั้น
    6. พนักงานที่ลาออกไปนานแล้ว ไม่แจ้งกับประกันสังคม หลายคน เพื่อใช้เกี่ยวกับwork promit ของคนเกาหลี
    มีอีกหลายเรื่องแต่ขอรบกวนเท่านี้ก่อน ช่วยด้วยนะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะค่ะ

    • kafaak says:

      เท่าที่อ่านมา บริษัททำผิดกฎหมายหลายข้อมากเลยนะครับ … มันไม่เกี่ยวกับที่เขาอ้างว่าเป็นบริษัทต่างชาติหรือไม่ เพราะตราบเท่าที่ทำธุรกิจในประเทศไทย กฎหมายไทยก็มีผลบังคับใช้ครับ ดังนั้น

      1. วันหยุดตามประเพณี รวมวันแรงงานแห่งชาติ ต้องมีให้ 13 วันต่อปีเป็นอย่างน้อย และการมาทำงานจะบังคับมาไม่ได้ ต้องขอกันดีๆ ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธ และต้องจ่ายค่าแรงตามกฎหมายด้วย
      2. เงินประกันสังคม แจ้งส่งผิด ก็ถือว่าผิดกฎหมาย
      3. อันนี้ผิดกฎหมายเต็มๆ อยู่แล้ว เรื่องพนักงานคนเกาหลีที่ไม่มี Work Permit
      4. ไม่มีโบนัส อันนี้ไม่ผิดกฎหมาย สวัสดิการอื่นๆ ถ้าเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดแล้วไม่มีก็ถือว่าผิดกฎหมาย การขาดส่งค่าประกันสังคมถือว่าผิดกฎหมาย
      5. วันหยุดพักผ่อนประจำปี กฎหมายกำหนดต้องมีอย่างน้อย 6 วัน ลาป่วยต้องลาได้ตามจริงและต้องจ่ายค่าแรงในกรณี 30 วันแรกด้วย
      6. พนักงานลาออกไปแล้ว ก็ต้องแจ้งประกันสังคม

      เท่าที่อ่านมา ผมแนะนำว่าแจ้งเจ้าหน้าที่แรงงานให้เข้าไปจัดการเลยดีกว่านะครับ และแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้ามาเมืองให้ไปตรวจจับแรงงานต่างด้าวเลย
      และจาก 6 ข้อที่ผ่านมา ผมขอถามกลับแค่ข้อเดียวครับ “ทำไมยังทนทำงานเพื่อให้นายจ้างแบบนี้รวย?!?”

      คำแนะนำข้อเดียวของผมคือที่พูดไปข้างต้นนั่นแหละครับ แจ้งเจ้าหน้าที่แรงงานไปจัดการ แจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไปจับซะเลย ทำผิดกฎหมายเย้ยบ้านเมืองขนาดนี้ เอาเปรียบคนไทยอีกต่างหาก

  59. Nus says:

    สวัสดีค่ะ เห็นหลายคนถามและได้ข้อมูลที่โอเค
    เลยอยากสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการลาออกบ้างน่ะคะ
    รบกวนด้วยนะคะ

    ถ้าเกิดว่าบริษัทมีกฏเกี่ยวกับการแจ้งการลาออกว่าต้องบอกล่วงหน้า 60 วัน
    แต่หากเราแจ้งเขาล่วงหน้าแค่ 30 วัน
    เราจะมีความผิดอะไรไหมคะถ้าเกิดจะออกจากงานก่อนครบกำหนด 60 วันตามกฏของบริษัทน่ะค่ะ

    ยกตัวอย่าง
    เราแจ้งเขาวันที่ 15 มิย แบะ ยื่นใบลาออกวันที่ 16 มิย
    โดยจะสิ้นสุดงานวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เพื่อไปเริ่มงานที่ใหม่ในวันที่ 16 ของเดือนถัดไป
    แบบนี้เราจะโดนบริษัทเก่าหักเงินเดือนหรือมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับกฏหมายด้วยหรือเปล่าคะ

    จริงๆ ก็ไม่อยากให้มีปัญหา แต่ที่ใหม่เขาไม่ยอมรอเกิน 1 เดือน
    และหากเรายังรั้นจะทำงานที่เก่าให้ครบ 2 เดือน ที่ใหม่ก็อาจจะแป้วเพราะเขาไม่รอเรา
    รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      ถ้าบริษัทระบุไว้ว่าต้องบอกล่วงหน้า 60 วัน ก็ต้องบอกล่วงหน้า 60 วันครับ ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะฟ้องเราได้ หากเกิดความเสียหายขึ้น (กรณีนี้ก็ต้องคุยกับนายจ้างเอาเองนะครับ)
      กฎหมายระบุให้บอกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องมากกว่า 3 เดือน ดังนั้น การที่บริษัทมีกฎบอกให้ต้องบอกล่วงหน้า 60 วัน จึงทำได้ครับ

      • Nus says:

        งั้นก็คงต้องให้เค้าทำตามกฏระเบียบน่ะค่ะ
        เพราะว่าทางนี้ก็เลื่อนอีกบริษัทหนึ่งไม่ได้
        สงสัยคงต้องยอมรับชะตากรรมค่ะ
        U_U คงตกลงกับเขาเรื่องช่วยเหลือหลังออกมาน่ะค่ะ

        • kafaak says:

          อย่าเพิ่งถอดใจ บางทีกฎก็เขียนเอาไว้ให้เวอร์ก่อน … ลองปรึกษากับ HR และผู้จัดการดูครับ

          ผมเองตอนทำงานอยู่ที่เก่า ตอนได้ที่ใหม่เขาก็อยากได้ด่วน ผมบอกล่วงหน้าแค่สัปดาห์เดียวเอง แต่คุยกันได้เข้าใจ ก็จากกันได้ด้วยดีเช่นกัน

          • Nus says:

            จะลองดูค่ะ เพราะเขาก็ยังต้องการความช่วยเหลือจากเราอยู่
            น่าจะคุยกันได้ในส่วนนี้ ถ้ามีเด็กใหม่มา ก็อยากจะช่วยสอนงานให้
            จนกว่าน้องเขาจะเริ่มทำเองได้ค่อยว่ากันอีกทีนะคะ
            เพราะส่วนตัวเองก็ไม่ชอบยกภาระงานให้คนอื่นทำ
            ถ้าเกิดตัวเองทำไม่เสร็จน่ะค่ะ :)
            ขอบคุณมากนะคะ

          • kafaak says:

            ยินดีครับ

          • Nus says:

            มาอัพเดทข่าวคราวนะคะ :)
            ตกลงกันก็คือ เราไม่ใช้วันหยุดที่เหลือ (เหลือ 4-5 วัน)
            แล้วทำงานให้เขาเต็มที่อีก 1 เดือน นับจากวันที่ยื่นใบลาออก
            แต่เห็นเขาบอกจะเรียกเราเข้าไปคุยอีกรอบ คงมีการต่อรองกัน(มั้ง)
            แต่คิดว่าคงไม่อะไรมากแล้วล่ะค่ะ ใจเราไปที่อื่นนานแล้ว
            ให้อยู่ที่เดิม เงินเพิ่ม ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการอยู่ดี
            เทียบระหว่างเงินเยอะ แต่รับผิดชอบมากขึ้น และมีโอกาสเด้งหากเขามีคนใหม่เข้ามา
            และสามารถทำงานได้เท่าหรือเพียงพอเรา ก็ไม่คุ้มค่าสำหรับการอยู่กันไปนานๆ แล้วล่ะค่ะ
            ก็เลยคิดว่า ถึงจะเสนออะไรมาก็ไม่เอาทั้งนั้น เราอยากไปที่ๆ มีสิ่งที่เราต้องการมากกว่า
            ขอบคุณมากๆ นะคะ สำหรับคำปรึกษาที่ผ่านมา ^-^

      • Nus says:

        ขอบคุณมากนะคะ

  60. Nus says:

    แล้วก็ ให้เขาติดต่อเราได้หลังจากออกมา
    ตามสะดวก รวมทั้งลูกค้าที่โควงานกัน
    ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรค่ะ >_<
    จากกันด้วยดีล่ะค่ะ คิดว่างั้น
    ถ้าเจ้านายที่จะเรียกเราไปคุยอีกไม่นานนี้ไม่มาจุกจิกเราอีก

    • kafaak says:

      ยินดีด้วยนะครับ จากกันได้ด้วยดีก็ดีแล้ว

      • Nus says:

        แอบมาถามเพิ่มเติมน่ะค่ะ คือวันหยุดเหลือ 5 วัน
        (จากการคิดตามจนเดือนแล้วใน 1 ปี)
        ปกติในกฏหมายเขาสามารถหยุดได้ขั้นต่ำ 6 วันต่อปี (อันนี้คือขั้นต่ำใช่ไหมคะ?)
        แต่ถ้าบริษัทมีจำนวนวันหยุดให้เรามากกว่านั้น ก็สามารถหยุดได้เต็มจำนวน
        ตามที่ควรจะได้สิทธิหลังจากหักจำนวนตามเดือนออกไป
        และถ้าเราแจ้งออกแล้วกลางเดือน แต่ไม่ไปวันหรือสองวันก่อนถึงวันออก
        เขามีสิทธิมาหักเงินเดือนเราไหมคะ? หรือเอาไปคำนวณจ่ายเป็นรายวัน
        รบกวนด้วยน่ะค่ะ กำลังสงสัยอยู่น่ะค่ะ

        • kafaak says:

          กรณีที่เราเป็นฝ่ายลาออกเอง วันหยุดพักผ่อนประจำปี ณ ปีที่เราลาออกนั้น หากใช้ไม่หมด นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายครับ (นายจ้างต้องจ่ายเฉพาะกรณีเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 119)
          แต่หากนายจ้างมีการให้เรา “สะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปี” ไปปีถัดไปได้ หากเราลาออก นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับเราสำหรับวันหยุดพักผ่อนที่สะสมมา (มาตรา 67 วรรคสอง)

          • Nus says:

            อ่านแล้วไม่เข้าใจน่ะค่ะ
            ขอสรุปคำถามเป็นข้อๆ นะคะ
            1. เรามีสิทธิใช้วันหยุดดังกล่าวไหม
            ถ้ามี เราจะโดนเขาหักเงินได้หรือเปล่า
            ขอบคุณค่ะ

          • kafaak says:

            1. เรามีสิทธิใช้ครับ สมมติคุณเหลือเวลาทำงานอีก 6 วัน คุณก็หยุดยาว 6 วันได้เลย … แต่อย่าลืม คุณกำลังอยากจะจากกันด้วยดี และคุณรับปากที่จะทำงานเต็มที่ 1 เดือนที่เหลืออยู่ … กรณีนี้ ผมว่าแฟร์ๆ นะ ยอมสละสิทธิ์น่าจะดีกว่า
            2. ถ้าเราหยุด เขาไม่มีสิทธิหักเงินครับ เพราะนี่คือวันหยุดพักผ่อนประจำปีของเรา (แต่เขาจะคำนวณวันที่คุณพึงมีในปีนี้ ตามจำนวนวันที่คุณทำงานไปจนถึงวันที่ลาออกนะครับ)

          • Nus says:

            จริงค่ะว่าเราจะจากกันด้วยดี ตกลงเรียบร้อยแล้ว
            แต่เขาใช้วิธีให้คนที่สนิทกับเรามาบอกเราว่าขอให้อยู่ถึงวันนี้ได้ไหม
            ซึ่งเรารู้สึกลำบากใจมาก ก็เลยคิดว่าคงทำตามที่ตกลงกัน
            แต่ไม่ได้ใช้วันหมด เพียงแต่ความรู้สึกเราตอนนี้
            คงบอกว่าจากกันด้วยดีไม่เต็มปากน่ะค่ะ
            ขอบคุณมากนะคะ

          • kafaak says:

            กรณีแบบนี้มันลำบากครับ
            คิดแบบนี้แล้วกัน เขาอุตส่าห์ยอมให้ออกก่อนทั้งๆ ที่ต้องบอกล่วงหน้า 2 เดือน
            ฉะนั้น เราก็ยอมๆ เสียสิทธิไปบ้าง แลกๆ กัน

          • Nus says:

            จริงๆ คือวันที่ลา เราแค่อยากพาคุณพ่อไปฉลองวันเกิด
            อยากทดลองไปที่ทำงานใหม่ (กลัวไปทำงานอีกวันสาย)
            เราเองก็แพลนไว้หมดแล้ว และเขาก็ตกลงแล้ว
            แต่พอมาอีกอาทิตย์ก็บอกอีกแบบ
            ก็ไม่รู้จะพูดยังไงน่ะค่ะ
            ลำบากใจ และเสียความรู้สึกมากจริงๆ

          • kafaak says:

            กรณีนี้เป็นไปได้บ่อยครับ ก็อย่างที่บอกว่าคงต้องทำใจ และพยายามจากด้วยกันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้นเอง

        • Nus says:

          ก็คงยืนยันคำตอบเดิมตามที่ตกลงไว้น่ะค่ะ
          ถ้าเกิดจะอะไรอีก ก็ปล่อยๆ มันไป
          เพราะเรามองว่า เราเองก็ไม่ได้เป็นคนที่ทำตัวมีปัญหาในที่ทำงาน
          ตั้งแต่ต้นจนเราลาออก เราไม่สร้างเรื่องเดือดร้อนให้ใคร

          ส่วนเรื่องออก ก็จบแล้วตามที่คุย
          อาทิตย์หน้าคงไปทำงานตามวันที่คุยกันจบ
          เพราะเราก็แลกกับไม่ได้ใช้วันหยุดที่เหลือไปแล้ว
          ตอนนี้ก็จากกันด้วยดีค่ะ

          พี่ในทีมที่ออฟฟิตพาไปกินเลี้ยงส่ง ^^
          กะว่าคงกลับมาแวะเวียนเยี่ยมเยียนกันบ้าง เพราะอย่างน้อย
          เพื่อนดีๆ ในที่ทำงานก็หาได้ยากนะคะ

          ส่วนวันเกิดพ่อกะว่าจะพาไปตามที่เขาอยากไปแหละค่ะ
          จะได้แฮปปี้ ครอบครัวเรามองว่า สำคัญที่สุด
          ดังนั้นเพื่อความสุขของครอบครัว เราเลือกครอบครัวก่อนค่ะ

          ขอบคุณสำหรับคำปรึกษาทุกๆ อย่างที่ผ่านมานะคะ
          ช่วยเหลือให้คนๆ นึง คิดและตัดสินใจได้เด็ดขาดดีค่ะ อิอิ

  61. I see cook says:

    คืออยากทราบค่ะกรณีของดิฉันทำงานโรงแรมค่ะมีกฎห้ามพนักงานออกนอกโรงแรมแต่อนุโลมให้ออกได้ครั้งละ 1 ชั่วโมง ดิฉันเดือนละ 2 ครั้ง ก็ใช้สิทธิตามปรกติค่ะแต่ดิฉันออกไปเกิน 1 ชั่วโมงคือออกไป
    1ชั่วโมง20นาที ทางฝ่ายบุคคลจึงเรียกไปตักเตือนแล้วบอกว่าจะหักเงิน 20 นาทีถือว่าเป็นการมาสายดิฉันถามว่าจะหักยังไงเท่าไหร่เขาบอกว่าจะให้ฝ่ายบัญชีคิดเป็นเปอร์เซ็นค่าแรงออกมาแล้วหักอยากทราบมากเลยค่ะว่าเขามีสิทธหักเงินเรามั้ยแล้วถ้ามีสิทธิเขาคิดกันยังไงค่ะ(ค่าแรงวันละ 300 บาทค่ะ)

    • kafaak says:

      กรณีที่เกิดขึ้น มันออกแนว คุณทำผิดกฎของบริษัทมากกว่า การเรียกไปตักเตือนสามารถทำได้ แต่การหักเงินนั้นไม่สามารถทำได้ครับ (เอาหลัก no work, no pay มาใช้กรณีนี้ไม่ได้)
      เพราะหากหักเงินแบบ no work, no pay ก็เท่ากับไม่ต้องตักเตือนครับ เพราะแฟร์ๆ กันแล้ว คุณไม่ได้ทำงาน นายจ้างก็ไม่ได้จ่ายเงิน
      ที่ต้องตักเตือนเพราะ คุณทำผิดกฎ อู้งานไป 20 นาที ทั้งๆ ที่นายจ้างก็จ่ายเงินนั่นแหละ

      • I see cook says:

        ค่ะขอบคุณที่ให้คำตอบที่ดีค่ะแต่ถ้าบริษัทจะหักเงินเราจริงๆดิฉันก็คงทำอะไรไม่ได้คงต้องยอมให้เขาหักไปแต่ถ้าหักเกินตามความเป็นจริงค่อยว่ากันอีกที

        • kafaak says:

          เขาอาจไม่หัก อาจไม่ทำอะไรเลย
          แต่ถ้าจะทำ เขาไม่ได้หักเงินครับ แต่เขาจะฟ้องเรียกค่าเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการที่คุณลาออกก่อนกำหนด (ซึ่งอาจร้ายกว่าหักเงิน)

  62. Cvtd says:

    รบกวนสอบถามเรื่องการลาออกไม่ครบ30วัน ลาออกกระทันหันเจียนใบลาออกวันนี้พรุ่งนี้ออกเลย แต่มีผู้จัดการและหัวหน้าเซ็นอนุมัติในใบบาออกนั้น เบื้องต้นไม่มีการจ่ายค่าแรงให้เลยไปยื่นคำร้ิงที่สนง เขตไว้ สนงเขตได้ส่งหนังสือคำร้องไปทางบริษัทและมีการนัดทางบริษัทให้เข้ามาที่สนง เขตพร้อมกับพนง ทางบริษัทจะทำการฟ้องกลับพนง อยากทราบว่าจะฟ้องกลับได้หรือไม่ถ้าได้ในกรณีใดในเคสนี้บ้าง (ลักษณะงานที่ทำจบวันต่อวันและทุกึนในแผนกสามารถทำงานตรงนั้นได้ทุกคน) สันที่13/8/56 จะมีการนัดไปที่สนงเขต ลูกจ้างต้องเตรียมตัวอย่างไรในการที่ยริษัทจะฟ้องกลับบ้างขอบคุณคับ

    • Cvtd says:

      ต่อจากอันบน เค้าจะฟ้องเรื่องไม่ส่งมอบงาน แต่ก่อนหน้านี้ก็ออกโดยไม่ส่งมอบงานกัน แค่ผมมายื่นเรื่องที่เขตเป็นเหตุให้เค้าไม่พอใจ

  63. NB says:

    ขอสอบถามหน่อยนะค่ะ พอดีว่าเราได้ยื่นใบลาออกให้หัวหน้างานเมื่อวันที่ 8/8/56 ตามกฎของบริษัทต้องยื่นก่อน 1 เดือน กำหนดทำงานวันสุดท้ายที่เราระบุในใบลาออกสิ้นสุดวันที่ 15/9/56 แล้วเราได้มีการพูดคุยกับทางหัวหน้างานตามตรงว่าเราจะออกไปทำธุกิจส่วนตัวซึ่งเป็นธุรกิจเดียวกับที่บริษัทเราทำอยู่ หัวหน้างานเรียกเราคุยอีกครั้งในวันที่ 9/8/56 เพื่อบอกกล่าวกับเราว่าถ้าเราจะออกไปทำธุรกิจเดียวกันก็ให้ทำงานวันนี้คือ 9/8/56 เป็นวันสุดท้ายเพราะเกรงว่าเราจะนำลูกค้าของบริษัทไปขาย ซึ่งในกรณีนี้เราจะได้รับเงินเดือนในค่าจ้างงวดสุดท้ายมั้ยค่ะแล้วทางบริษัทมีสะสมเงินให้กับพนักงานโดยไม่ได้หักเงินกับพนักงานแต่ต้องมีอายุการทำงานตั้ง 5-10 ปี ขึ้นไปตามสัดส่วน ซึ่งตอนแรกได้คุยกับทาง HRแล้วว่าจะได้รับเงินตามสิทธิ์ทุกอย่าง แล้วทางบริษัทได้โทรมาหาเราว่าจะระงับการจ่ายเงินของเราทั้งหมดแต่มีเงื่อนไขให้เราเข้ามาคุย หลังจากที่เราได้เข้ามาคุยและรับทราบเงื่อนไขคือจะให้เราเซ็นต์ว่าเราจะรับเฉพาะเงินเดือนอย่างเดียวเงินสะสมไม่ได้ แต่เราก็ไม่ได้เซ็นต์เอกสารอะไรไว้เพราะไม่แน่ใจว่ามันถูกต้องหรือเปล่า แล้วเมื่อเราไม่เซ็นต์ทางบริษัทจึงสรุปออกมาว่าระงับจ่ายเงินเดือนและเงินสะสมให้เราไปฟ้องเอาเอง ซึ่งทางบริษัทเห็นว่าการลาออกของเรานั้นทำให้บริษัทเกิดความเสียหายและสูญเสียรายได้ในอนาคต อย่างนี้เรามีสิทธ์เรียกร้องได้มั้ยค่ะ เนื่องจากเราไม่เคยเซ็นต์สัญญากับทางบริษัทว่าจะไม่ไปประกอบธุรกิจเดียวกันกับบริษัท เราควรจะทำยังงัยต่อไปดีค่ะ รบกวนขอคำแนะนำด้วยค่ะ

    • kafaak says:

      ก่อนอื่น ไปเช็คสัญญาจ้างงานให้ดีๆ ก่อนครับ ผมไม่คิดว่าทางบริษัทจะไม่ได้มีเรื่องนี้ระบุไว้ในสัญญาจ้างงาน (ผมไม่แน่ใจว่าคุณได้อ่านสัญญาจ้างงานละเอียดไหม)

      แต่กรณีนี้ ถ้าฟ้องกันจริงๆ คุณน่าจะฟ้องชนะครับ ทั้งเรื่องเงินเดือนและพวกเงินสะสมตามสิทธิ์ หากข้อกำหนดไม่ได้พูดถึงเรื่องการห้ามไปทำงานในธุรกิจเดียวกัน และคุณสามารถฟ้องให้นายจ้างต้องจ่าย พร้อมดอกเบี้ยได้อีก (เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่คุณพึงจะได้เงินนั้น) เพราะแม้คุณจะทำผิดสัญญาจ้างงาน (หากมีระบุไว้) ที่ว่าห้ามไปทำงานที่เป็นคู่แข่งบริษัท นั่นก็เป็นสิ่งที่นายจ้างต้องฟ้องร้องเอา หรือพูดง่ายๆ ต้องจ่ายเงินคุณตามปกติไปก่อน แล้วจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายแยกต่างหาก

      ฉะนั้นการที่คุณไม่ไปเซ็นอะไร ก็ดีอยู่แล้วครับ จากนั้นทีุ่ณต้องทำคือ อ่านสัญญาจ้างงานให้ดีๆ ก่อน ว่ามีระบุไหม ห้ามทำงานที่เป็นธุรกิจเดียวกับบริษัท (เคยมีฎีกาว่าเป็นสัญญาที่ชอบธรรม แต่สั่งห้ามได้ประมาณ 2 ปี เพราะไม่งั้นก็จะไปริดรอนสิทธิการหางานของลูกจ้าง) จากนั้น หากไม่มีการระบุแบบนั้นแล้ว ถ้าบริษัทบอกว่าอยากได้ก็ไปฟ้องเอาเอง ก็จัดไปอย่าให้เสียครับ ฟ้องเลยครับ โอกาสชนะสูง และฟ้องให้หมดเลยนะ ทั้งเงินเดือน เงินสะสม และพวกค่าทนายอะไรต่อมิอะไร

  64. NB says:

    ขอบคุณนะค่ะสำหรับคำตอบ
    ขอถามเพิ่มเติมนะคะ
    1.ในกรณีที่ในสัญญามีระบุไว้ว่าห้ามทำธุรกิจเดียวกับบริษัทแต่ไม่ได้ระบุระยะเวลาในการห้ามไว้อย่างนี้เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยใช่มั้ยค่ะ
    2. ดิฉันค่อนข้างมั่นใจว่าไม่เคยเซ็นต์สัญญาไว้ ถ้ามีการเซ็นต์เงื่อนไขไว้ในสัญญาจริงทางฝ่าย HR คงไม่เรียกดิฉันมาเพื่อแจ้งเงื่อนไขโดยให้ดิฉันรับเงินเดือนเพียงอย่างเดียวโดยให้เซ็นต์ไม่รับเงินสะสม ซึ่งเค้ามีสิทธิ์ฟ้องร้องเราได้เลยถูกต้องมั้ยค่ะ
    3. ดิฉันต้องไปดำเนินการติดต่อที่ไหนค่ะ แล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าทนายในการดำเนินการด้วยใช่มั้ยค่ะ
    4. แล้วบริษัทมีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องเอาผิดอะไรกับดิฉันได้มั้ยค่ะเพราะดิฉันออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัวซึ่งเป็นธุรกิจเดียวกันแต่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเมื่อเทียบกับของบริษัท เพราะตอนที่คุยกับหัวหน้างาน เค้าบอกเราว่า เราทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ในอนาคต
    ขอบคุณมากค่ะ

    • kafaak says:

      ตอบตามนี้นะครับ

      1. ระบุได้ครับ แต่นายจ้างจะบอกว่าห้ามทำไปตลอดกาลไม่ได้ เข้าใจว่าน่ามีผลบังคับแค่ 2-3 ปี อย่างมาก ทั้งนี้อยู่ที่เหตุผลของนายจ้างอีก ว่าทำไมถึงต้องระบุนานขนาดนั้น (ถ้ามันไม่มีผลกระทบใดๆ กับนายจ้างเลย การระบุไว้บางทีก็ฟ้องเป็นโมฆะได้ เพราะถือว่าไม่เป็นธรรม)
      2. แนะนำว่า ให้เช็คสัญญาจ้างแรงงานของคุณก่อน อย่าเพิ่งมั่นใจ … ส่วนการกระทำของ HR เป็นลูกเล่นของนายจ้างที่จะได้จ่ายเงินน้อยๆ อยู่แล้ว อย่าไปยอม
      3. ดำเนินการ ก็ไปที่สำนักงานแรงงานเขต หรือ จังหวัด ครับ ปรึกษาเขาเรื่องทนายเลยก็ได้
      4. ถ้าไม่มีสัญญาระบุไว้ว่าห้ามทำ บริษัทเอาผิดไม่ได้ครับ แต่ถ้าระบุไว้ เขาก็เอาผิดได้ (ฟ้องเรียกค่าสูญเสียรายได้จากการที่เราไปทำธุรกิจแข่ง)

  65. smeHR says:

    รบกวนถามหน่อยนะคะ บริษัทเราเป็นบริษัท SME มีพนักงานไม่กี่คน เวลาจ้างพนักงานมีการทำสัญญาทดลองงาน และเมื่อพนักงานผ่านการทดลองงาน (90 วัน) แล้ว จะสามารถถือเอาสัญญาจ้างทดลองงานนั้นเป็นสัญญาจ้างงานได้หรือไม่คะ หรือต้องทำการร่างสัญญาจ้างงานใหม่ให้พนักงานเซ็นด้วย
    ซึ่งโดยปกติที่ทำกันมา จะใช้สัญญาทดลองงานนั้นต่อไปเป็นสัญญาจ้างงานเลย

    • kafaak says:

      ปกติ สัญญาที่เราเซ็นคือสัญญาจ้างงานนะครับ เพียงแต่จะเป็นสัญญาที่ระบุช่วงทดลองงานไว้เฉยๆ … ที่เป็นเช่นนี้เพราะ เมื่อเขารับเราเข้าทำงานแล้ว เราคือลูกจ้างครับ ไม่ใช่พนักงานทดลองงาน (กฎหมายไม่มีคำว่า พนักงานทดลองงาน มีแต่ ลูกจ้าง)
      สัญญามักจะระบุเลย รับใครเข้ามา ทำอะไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีสิทธิอะไรบ้าง เงินเดือนยังไง แล้วเพิ่มส่วนของทดลองงานว่า ทดลองงานจากวันไหนถึงวันไหน ผ่านทดลองงานแล้วจะเป็นยังไงต่อ

  66. NB says:

    สอบถามเพิ่มเติมนะค่ะ
    เรื่องที่ลาออกจากงานไปทำธุรกิจเอง พอดีว่าทาง Hr ได้เรียกเราเข้ามคุยเพื่อเจรจาให้เราเซ็นต์ขอรับแต่เงินเดือนไม่รับเงินสะสม โดยบริษัทแจ้งว่าเป็นสวัสดิการที่ไม่ได้หักเงินจากพนักงานมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้เราก็ได้ ถ้าเราไม่เซ็นต์ตรงนี้เราก็จะไม่ได้รับเงินเดือน เงินสะสมตรงนี้เรามีสิทธิ์ได้มั้ยค่ะ ซึ่งเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นอยู่แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไปดีค่ะ เรายื่นใบลาออกถูกต้องทุกอย่างเพียงแต่เราออกไปทำธุรกิจเดียวกับบริษัทและไม่ได้มีสัญญาอะไรต่อกันตรงนี้ ขอบคุณค่ะ

  67. สอบถามเรื่องการลาป่วยค่ะ says:

    บริษัทฯ มีการจ้างพนักงานเป็นทั้งรายวันและรายเดือน ปรากฏว่าพนักงานรายวันใช้สิทธิ์ลาป่วยมากเหลือเกินโดยเฉพาะพนักงานที่เข้ามาให้
    เช่น รับพนักงานคนนึงเข้ามา ทำงานได้ 7 วัน แล้วลาป่วย ไป 2 วัน อาทิตย์ถัดไปทำงานได้ 4 วัน ลาป่วย 2 วัน แบบนี้บริษัทฯต้องจ่ายค่าแรงให้กับพนักงานที่ลาป่วยไหมค่ะ และถ้าหากบริษัทฯจะกำหนด ว่าพนักงานที่ยังไม่ผ่านทดลองงานหากลาป่วยต้องมีใบรับรองใบแพทย์ทุกครั้งได้ไหมค่ะ

    ตอนนี้ที่บริษัทฯ เกิดปัญหานี้มากเลย ยิ่งรู็ว่าไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์และได้ค่าแรง ยิ่งลากันบ่อยขึ้นค่ะ

    • kafaak says:

      ผมว่าเป็นปัญหาของทุกที่ พวกนี้ชอบถือโอกาสที่กฎหมายเอื้อว่า ป่วยไม่เกิน 3 วัน ไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์ เลยป่วยแบบพอดีๆ และใช้สิทธิ์ครบ 30 วัน (เรียกว่าหยุด 1 เดือนต่อปี รับเงินเดือนฟรีๆ)
      คุณไม่สามารถกำหนดได้ว่า หากยังไม่ผ่านทดลองงานต้องมีใบรับรองแพทย์หากป่วย (แต่แน่นอนว่าจะทำก็ไม่ผิดกฎหมาย ทำเพื่อขู่ๆ ก็ย่อมได้ เพียงแต่หากเขาไม่ให้ แล้วคุณลงโทษ ถ้าเจอลูกจ้างหัวหมอ ก็โดนฟ้อง)

      แล้วนายจ้างจะทำอะไรได้บ้าง? ต่อไปนี้คือแนวทางที่พอจะแนะนำได้ (ในฐานะเคยทำตำแหน่งผู้จัดการผลิตในโรงงานมาก่อน ดูแลลูกน้อง 350 คน)

      1. ใช้การเสริมแรงทางบวก กระตุ้นให้พนักงานมีพฤติกรรมที่เราอยากให้มี โดยใช้รางวัลมาล่อ เช่น เบี้ยขยันสำหรับคนไม่ลา หรือ คนที่ลาน้อยๆ ในแต่ละเดือน หรือ จะทำเป็น Gamification ก็ได้ เช่น หากไม่ขาดงาน
      2. ผูกเรื่องวันลาป่วยเข้ากับการประเมินผลงาน … ทั้งเรื่องการปรับค่าจ้าง (อันนี้ผลไม่แรงมาก เพราะแต่ซักพัก รัฐบาลก็จะปรับค่าแรงขึ้นต่ำ) โบนัส (อันนี้หากเป็นโรงงานที่จ่ายโบนัสดี จะเห็นผลมาก) และการปรับตำแหน่งเป็นพนักงานรายวัน (ถ้ามี)
      3. หมายหัวครับ … ใครมีพฤติกรรมแบบนี้บ่อยๆ แล้วสงสัยว่าแกล้งป่วย ก็หมายหัวไว้เลยครับ แล้วเฉพาะคนนี้ ต้องบริการพิเศษ เช่น หากป่วย ก็อาจส่งทีม HR ไปเยี่ยมบ้านด้วยความเป็นห่วง (แต่ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จะได้รู้ว่าป่วยจริงไหม) หรือ กลับมาแล้ว ก็ด้วยความเป็นห่วงก็จัดแพทย์แผนปัจจุบันมาตรวจซ้ำอีกที (ว่าป่วยจริงไหม) อะไรแบบนี้คือสิ่งที่นายจ้างสามารถทำได้ครับ

  68. Chalawans says:

    ผมไม่ได้รับเงินเดือน ตั้งแต่ กรกฏาคม และได้ทำการยื่นคำร้อง ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานของเดือนกรกฏาคมเรียบร้อยแล้ว และ ต่อมาทางกรมสวัสดิการได้เรียก นายจ้างและผมเข้าไปไกล่เกลี่ย แต่นายจ้างบอกคำเดียวว่าไม่มีเงิน จึงตกลงกันไม่ได้ ดังนั้นทาง กรมสวัสดิการได้ทำหนังสือโดยคำสั่งให้จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างภายใน 30 วัน แต่ก็ยังไม่จ่าย และล่าสุดสิ้นเดือนสิงหาคมทางนายจ้างมีจดหมายส่งมาที่บ้านแจ้งว่าได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารแล้ว ไม่ทราบว่ากรณีนี้จะทำอย่างไร สามารถยื่นคำร้องเพื่อขอค่าชดเชยได้หรือไม่ครับ ทางนายจ้างยังไม่ได้มีหนังสือเลิกจ้าแต่อย่างใด หมายความว่าผมยังเป้นลูกจ้างอยู่ใช่หรือไม่ครับ
    ***สิ้นเดือน สิงหาคมก้ยังไม่มีการจ่ายเงินเดือน และยังไม่ได้ไปยื่นคำร้องของเดือนสิงหาคมด้วยครับ

  69. NB says:

    ถ้าเราทำงานอยู่แผนก HR อยู่บริษัทนึง(เป็นลูกจ้าง) แล้วเราเปิดบริษัทของเราเองซึ่งใช้ชื่อเราเป็นกรรมการบริษัทซึ่งเป็นธุรกิจเดียวกันกับบริษัทที่เราเป็นลูกจ้างอยู่อย่างนี้มีความผิดมั้ยค่ะ

    • kafaak says:

      อยู่ที่ว่าตอนเซ็นสัญญากับบริษัทที่เป็นนายจ้างของคุณเขาห้ามไหมน่ะครับ
      ถ้าไม่ห้ามก็ทำได้ แต่ก็ผิดจริยธรรมหน่อย (แต่ผมว่าไม่ใช่ประเด็น)

  70. NB says:

    บริษัทที่เราลาออกได้เรียกเราเข้าไปซ็นต์สัญญาห้ามขายของให้กับลูกค้าของบริษัทตลอดไป (เราจะพ้นจากการเป็นพนักงานบริษัทวันที่ 15/9/56 นี้ และเราได้บอกไปทางบริษัทไปว่าจะไปประกอบธุรกิจเดียวกับบริษัท)อย่างนี้ถ้าเราไม่เซ็นต์ได้มั้ยค่ะ และตอนนี้เรายังไม่ได้รับเงินเดือนตั้งแต่วันที่เรายื่นใบลาออกตั้งแต่วันที่ 9/8/56 พร้อมทั้งสวัสดิการเงินสะสมของบริษัท ควรทำอย่างไรดีค่ะช่วยแนะนำให้ด้วยค่ะ

    • kafaak says:

      ห้ามเซ็นครับ อันนี้อยู่นอกเงื่อนไขการจ้างงาน หากคุณเซ็นก็เสียเปรียบทันที

      ลาออกตามกำหนด ตามกฎหมายครับ แจ้งล่วงหน้า และเลิกมาทำงานเมื่อถึงกำหนด ไม่ต้องรอนายจ้างอนุมัติ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิ์ว่านายจ้างต้องอนุมัติก่อนถึงลาออกได้อยู่แล้ว

      เรื่องเงินทั้งหลายแหล่ที่เราพึงได้ หากลาออกแล้วนายจ้างไม่จ่าย ฟ้องบังคับเลยครับ นายจ้างแพ้อยู่แล้ว จะมาเอาเรื่องที่เราไม่เซ็นมาขู่ไม่จ่ายเงินเดือนไม่ได้ การจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆิตามที่ได้ตกลงกันไว้เป็นหน้าที่ของนายจ้าง … ไม่จ่ายก็ฟ้องและเรียกดอกเบี้ยด้วย

  71. NB says:

    ขอบคุณมากค่ะสำหรับคำแนะนำ อีกเรื่องหนึ่งนะค่ะ บริษัทเคยเรียกเรามาคุยแล้วบอกกับเราว่าอาจจะลงประกาศเรากับหนังสือพิมพ์ อย่างนี้เค้ามีสิทธิ์ทำมั้ยค่ะ ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิตเลย ก่อนหน้านี้ทางบริษัทได้ทำจดหมายเวียนแจ้งกับลูกค้าว่าเราได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานมีอะไรให้ติดต่อกับทางบริษัทแต่ไม่ได้ลงอะไรให้เราเสียหาย แต่กังวลเรื่องของการประกาศลงหนังสือพิมพ์ค่ะ ความรู้สึกเรามันเหมือนเป็นการประกาศในทางที่ไม่ดีมีการลงรูปด้วย ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      อู้ยยยยย แบบนี้ยิ่งเท่ากับบริษัทหาเรื่องเสียเงินครับ

      ถ้ามันไม่มีระบุในสัญญาจ้างอยู่แล้วว่าห้ามไปขายของให้ลูกค้า นายจ้างไม่มีสิทธิใดๆ ในการที่จะมาบังคับเราเซ็น หรือห้ามเราขายอยู่แล้ว (และถ้าเอาจริงๆ การระบุว่า “ตลอดไป” ก็เกินเหตุ สามารถฟ้องศาลเพื่อให้พิจารณาได้ ปกติก็อาจจะอยู่ที่ 1-10 ปี แล้วแต่ว่าขายอะไร)

      หากนายจ้างดันเอาไปลงประกาศหนังสือพิมพ์จริงๆ ก็คือการละเมิดครับ คุณเป็นผู้เสียหาย โดนหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (อยู่ที่ข้อความที่เขาลงประกาศด้วย แต่ผมเดาว่ามันคงทำให้คุณเสียหายแน่นอน) ฟ้องเรียกค่าเสียหายเลยครับ แล้วพยายามปั้นตัวเลข พร้อมหาหลักฐานมาให้ได้เลย ว่าเราเสียหายเท่าไหร่ เรียกเป็นล้าน หรือหลายๆ ล้านไปเลย หึหึ เอาให้เข็ดครับ

  72. ZC_Style says:

    รบกวนถามหน่อยครับ

    พมตกลงทำงานโดยมีช่วงโปรทดลองงาน 4 เดือน หรือ 120 วัน แต่ก่อนจะถึงวันประเมิน 10 วันมีปัญหาเรื่องไม่เข้าใจกันกับหัวหน้าสาขา ผ่านไป 1 วัน พมเปิดใจคุยกับพี่ๆและหัวหน้าเพื่อจะปรับความเข้าใจกัน กลับกลายเเป็นหาว่าเราโชพาว -*- แล้วก็มีอคติกับพมตลอด จนทำให้ไม่ผ่านโปรทดลองงาน ซื่งพี่เขาแนะนำให้ต่อโปรอีก 1 เดือน (ไม่รู้ว่าจะเล่นพมโดยการยื้อเวลาทดลองงานป่าว แต่พมคิดในแง่ดีว่าคงจะให้โอกาศ) หลังจากนั้น เดือนที่ 5 ทำงานได้ 10 วัน พี่แกพูดเป็นในๆว่า พมผ่านโปรยากไม่ต้องคิด และก็พูดประมาณว่าอยากให้ออกไปเลย แต่ไม่มีเอกสารอะไร พี่เขาเป็นหัวหน้าสาขาส่วนหัวหน้าใหญ่อยู่ กทม. โดยไม่รู้เรื่องที่พูดประมาณบังคับให้ออก ตอนต่อโปรก็ไม่ได้เซ็นเอกสารอะไรด้วย แค่พูดเฉยๆ พมอยากทราบว่ากรณีอย่างนี้ควรทำอย่างไรดีครับ

    • kafaak says:

      ถ้าพ้น 120 วันแล้วไม่ต้องคิดมากครับ หากเงินเดือนดีอยู่ ไม่มีงานใหม่มารอ รอจนเขาบอกไม่ผ่านโปรแล้วให้ออกเลยครับ จะได้เงินค่าชดเชยเลิกจ้าง 30 วันด้วย แถมหากให้ออกเลยแบบปุบปับก็ได้ค่าตกใจอีกเป็นเงินเดือน 1 เดือน … หากไม่จ่ายก็ฟ้องเลยครับ ชนะใสๆ (ถ้าตอนเขาจ้างมีการเซ็นสัญญาจ้าง นั่นคือหลักฐานสำคัญเลยนะ)

      อย่าลาออกเองเด็ดขาด ไม่งั้นค่าชดเชยอดนะครับ

      อย่างที่ผมพยายามย้ำเวลาตอบหลายๆ ท่าน กฎหมายไม่มีคำว่าทดลองงาน นายจ้างแค่ใช้การที่ ทำงานไม่ถึง 120 วันสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมาใช้เป็นช่วงทดลองงานครับ ดังนั้น เมื่อไม่มีการทดลองงานในกฎหมาย การต่ออายุทดลองงานก็ไม่ใช่ประเด็นเช่นกัน

      • ZC_Style says:

        ตอนต่อโปร พี่หัวหน้าให้เช็นใบลาไว้ก่อนอะคับ หากไม่เช็นก็เท่ากับไม่ผ่านโปรเลย -*- แต่ยังไม่ได้ใส่รายระเอียดอะไรเลยในเอกสาร อย่างนี้เท่ากับพมเสียสิทธิไหมครับ

        • kafaak says:

          เสียสิทธิ์ครับ อันนี้มุกมาตรฐานของนายจ้างสันดานเอาเปรียบครับ เซ็นใบลา ไม่ให้ลงวันที่ … ถ้าคุณมีหลักฐานว่าเขาให้เซ็นแบบนี้ไว้ เวลาฟ้องศาลก็ให้ใบลาเป็นโมฆะได้ แต่ถ้าไม่มีหลักฐานก็ลำบาก

          ผมขอตอบแบบที่ตอบหลายๆ ท่านได้เลยว่า “ลาออกเถิด อย่าเวลาและแรงกายและพลังสมองของเราไปทำให้ไอ้พวกนี้รวยเลย”

  73. kj says:

    ตอนนี้ทำงานอยุ่แผนกบัญชี เมื่อปี 54 ลูกน้องลาออก 2 คนต้องทำงานแทนทั้ง2คนรวมกับงานตัวเองอีก1เท่ากับต้องทำงาน3ตำแหน่ง ทำงานไม่ทันอยู่ทำงานจนถึง2ทุ่มทุกวัน เจ้านายหาว่าทำงานไม่ประสิทธิภาพ จนปลายปี 54 ลูกน้อง 1ใน2คน คุยกับเจ้านายขอกลับมาทำงาน แต่เจ้านายให้กลับมาทำงาน แต่ได้มาทำงานเป็นหัวหน้าเรา และตอนนี้ได้ข่าวว่าเจ้านายจะย้ายเราไปอยู่แผนกอื่นที่ไม่ทำงานบัญชี ตอนสมัครงานก็
    สมัครงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกบัญชี ถ้าเราจะไม่ย้ายแผนกได้หรือไม่ และสามารถฟ้องกรมแรงงานได้หรือไม่ ช่วยตอบปัญหาด้วยคะ

    • kafaak says:

      กรณีแบบนี้ จริงๆ ผมอยากแนะนำว่าหางานใหม่ดีกว่าครับ ดูท่าทางเจ้านายจะไม่ปลื้มคุณเท่าไหร่จริงๆ
      แต่กรณีที่ลูกน้องลาออก 2 คนและให้เราทำงานอยู่ถึงสองทุ่มทุกวัน ถ้าไม่จ่าย OT ถือผ่านผิดนะครับ จริงๆ ควรรีบฟ้องสำนักงานเขต
      การย้ายตำแหน่ง หากเงินเดือนไม่ได้ลดลง และตำแหน่งงานก็ยังใช้ความรู้ความสามารถของเราในฐานะนักบัญชีได้อยู่ มันก็อาจเป็นคำสั่งที่สมเหตุสมผลครับ เป็นสิทธิของนายจ้างที่จะปรับเปลี่ยนเราตามความเหมาะสมของหน้างาน … แต่หากย้ายไปแล้ว มันเป็นตำแหน่งงานที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย เช่น ไอที หรือ ย้ายแล้วตำแหน่งต่ำต้อยลง และ เงินเดือนลดลง เช่น แม่บ้าน แบบนี้ถือเป็นคำสั่งไม่เป็นธรรม ฟ้องกรมแรงงานได้

      แต่พึงตระหนักไว้เสมอว่า หากฟ้องแล้ว มีโอกาสผิดใจกับนายจ้างสูง เตรียมหางานใหม่ได้ครับ (แม้เราจะให้เขาออกคำสั่งคุ้มครองเรา ไม่ให้นายจ้างเลิกจ้าง แต่นายจ้างก็มีวิธีสารพัดที่จะกดดันให้เราลาออกได้ครับ)

  74. NB says:

    บริษัทฯที่เราลาออกมายังไม่จ่ายเงินเดือนให้ตั้งแต่วันที่เรายื่นใบลาออกตั้งแต่วันที่ 7/8/56 จนถึงปัจจุบันและเราได้สิ้นสุดการเป็นพนักงานวันที่ 15/9/56 และได้มีการโทรเจรจากันเรื่องเงินเดือน หัวหน้างานเก่าเราแจ้งว่าจะผ่อนจ่ายเป็น 3 งวด(3 เดือน)และให้เราเข้ามาสอนงานให้กับคนใหม่ในระหว่างเวลา 3 เดือนนี้ ถ้าเราไม่ตกลงตามนี้ก็ให้เราไปฟ้องเอา และมีเงื่อนไขมาอีกว่าในช่วงเวลา 3 เดือนนี้ที่ให้เราเทรนคนใหม่จะให้เราเป็น outsource ให้กับบริษัท (ในปัจจุบันตรงตำแหน่งที่เราทำนั้นยังไม่มีใครมาทำแทน) ควรทำยังงัยดีค่ะ

    • kafaak says:

      ฟ้องร้องครับ และเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเงินเดือนด้วย คุณไม่มีความจำเป็นต้องไปเทรนใคร เพราะตอนที่เราแจ้งความประสงค์ว่าจะลาออก HR มีหน้าที่ต้องหาคนใหม่มาแทนแล้ว และหากหามาไม่ทัน ก็จะต้องเจรจากับคุณตั้งแต่ก่อนจะลาออกแล้ว บริษัทไม่มีสิทธิ์ไม่จ่ายเงินเดือน และจะผ่อนก็ไม่ได้ คิดดอกเบี้ยได้หมด เพราะถือว่าจ่ายล่าช้า (กฎหมายกำหนดให้ต้องจ่ายตรงเวลา)

      ปกติผมจะเชียร์ให้ปรองดอง จากกันด้วยดี แต่หากนายจ้างคุณเริ่มเล่นแง่ด้วยการไม่จ่ายเงินเดือนแบบนี้ ต้องฟ้องให้เข็ดครับ (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ฟ้องชนะแล้วให้จำเลยจ่าย)

  75. Wanisa says:

    ตอนนี้ทำงานเป็นการเงินคนเดียวทั้งสองบริษัท 1.บริษัท ก.ทุนจดทะเบียน 250 ล้าน 2.บริษัท ข.ทุนจดทะเบียน 120 ล้าน โดยมีเจ้านายคนเดียวกัน แต่ตอนจ้างไม่ได้แจ้งเรื่องทำงานสองบริษัทและยังไม่เคยได้เซ้นต์สัญญาจ้างตั้งแต่ มิ.ย.55 เราคิดว่าบริษัทเพิ่งเปิด เลยประนีประนอมเรื่องสัญญา และบริษัทฯไม่ได้แจ้งเรื่องหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน แค่แจ้งว่าทำงานฝ่ายการเงิน ได้รับเงินเดือนๆละ 12,000 ปัญหาคือตอนนี้งานเยอะมาก เกินความรับผิดชอบ และโดนตำหนิเรื่องทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เสร็จตามเวลา ถามถึงรับคนเพิ่ม บริษัทฯอ้างว่าไม่มีนโยบาย บางคนทำงานก็ทำบริษัทเดียว เงินเดือนก็เท่ากัน อยากสอบถามว่าอย่างนี้เรามีสิทธิ์เรียกร้องอะไรได้ไหมค่ะ เรารู้สึกว่าบริษัทกำลังเอาเปรียบพนักงาน ไม่ยุติธรรม

    • kafaak says:

      ทุกอย่างมันยากตรงเรื่องสัญญานั่นแหละครับ จำไว้เลยครับ สมัครงานที่ไหน สัญญา คือสำคัญสุดๆ … ณ ตอนนี้ หากคุณเป็นบัญชีเพียงคนเดียวของบริษัท ผมแนะนำ ลาออกหางานใหม่เลยครับ ถ้าทุกอย่างต้อง “คุณทำ” ตอนคุณออกนี่แหละ รู้สึกกันแน่

  76. Wanisa says:

    ขอบคุณค่ะ แล้วอย่างนี้ถ้านายจ้าง จ้างลูกจ้างให้ทำงานหลายบริษัท โดยจ้างในอัตราค่าจ้างบริษัทเดียว อย่างนี้ลูกจ้างมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรไหมค่ะ หรือนายจ้างมีสิทธิ์ทำได้

  77. mtoo says:

    รบกวนสอบถามครับ : พนักงานรายวันในช่วงทดลองงาน 90 วันสามารถตกลงค่าจ้างต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนดได้หรือไม่ครับ

    • kafaak says:

      ตามกฎหมาย ไม่มีเรื่องการทดลองงานอยู่แล้วครับ
      เมื่อรับเข้ามาทำงาน ก็ต้องจ่ายค่าแรงตามกฎหมาย หรือนั่นก็คือ ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำครับ

  78. PP says:

    รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ

    ตามกฎหมายแรงงานวันหยุดประจำสัปดาห์ ( มาตรา 28 )

    นายจ้างต้องจัดให้ ลูกจ้างมีวันหยุด ประจำสัปดาห์ ไม่น้อยกว่า สัปดาห์ละ 1 วัน โดยจะต้องมี ระยะเวลาห่างกัน ไม่เกิน 6 วัน และจะตกลงกัน ให้วันใดเป็นวันหยุด ประจำสัปดาห์ก็ได้

    ในงานบางประเภท ( ตามที่กฎหมายกำหนด ) นายจ้าง และลูกจ้าง อาจตกลงกัน สะสมวันหยุดประจำสัปดาห์ และเลื่อนไปหยุดเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องอยู่ใน ระยะเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

    *** หากลูกจ้างและนายจ้างตกลง สะสมวันหยุดประจำสัปดาห์ ไปรวมอยู่คราวเดียวกัน เช่น ทำงาน 28 วัน วันหยุดขั้นต่ำ ก็อาจจะเป็น 4 หรือ 8 วัน ตามวันหยุดประจำของบริษัท ใช่มั๊ยคะ ??
    กฎหมายไม่ได้มีกฎคุ้มครองกรณีทำงานติดต่อกันโดยไม่มีวันพักใช่รึเปล่า ขึ้นอยู่ที่เราตกลงกับบริษัท หนูเข้าใจถูกมั๊ย ??

    สงสัยกฎหมายข้อนี้มาก ยกตัวอย่างพนักงานในแท่นขุดเจาะน้ำมัน ทำงาน 15 วัน พัก 15 วัน หรือทำงาน 21 วัน พัก 14 วัน ตรงนี้มันมีกฎหมายระบุด้วยรึเปล่า

    ซึ่งตอนนี้กำลังจะไปทำงานต่างประเทศ เกี่ยวกับเหมืองแร่ แต่วันทำงานและวันพัก ทางบริษัทยังไม่ออกตารางงานที่แน่นอนมาให้ จึงอยากทราบความรู้เรื่องนี้ ไว้ต่อรองกับบริษัท ในกรณีที่วันพักน้อยเกินว่าที่ควรค่ะ รบกวนด้วยนะคะ

    • kafaak says:

      กรณีพนักงานในแท่นขุดเจาะน้ำมัน กฎหมายยกเว้นไว้ครับ การทำงาน 15 วัน พัก 15 วัน หรือทำงาน 21 วัน พัก 14 วัน จึงให้ทำได้ครับ

  79. GN says:

    ตอนนี้ทำงานparttime ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ในเดือนนี้ sup ได้แจ้งว่าจะหักเงินเดือนพนักกงาน คนละ 1200 เนื่องด้วยเงินขาด 4800 บาท(มีพนักงาน 4คน ให้หาร กัน) แต่ทางsupไม่ได้ชี้แจงว่าขาดเนื่องจากอะไร แล้วตัวเราเองก็ทำงานเรียนไป หักเงินขนาดนี้โดยไม่รู้สาเหตุ เดือดร้อนมาก ควรทำยังไงดี คือยังไงเขาก็จะหัก เขาจะให้เซนชื่อรับว่าให้โดนหัก แต่เราไม่ยอมเซน แต่พนักงานอีก สาม คนเซนไปแล้ว ควรทำอย่างไรดี

    • kafaak says:

      พรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 76 (4) นายจ้างมีสิทธิหักเงินลูกจ้างเพื่อชดเชยความเสียหายอันเกิดจากการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของลูกจ้าง ดังนั้นหากเราไปเซ็นรับว่าเราทำจริง ก็เป็นอันจบครับ นายจ้างหักได้ แต่หากเราไม่ยอมรับ เราก็ต้องยื่นเรื่องร้องเรียนนายจ้าง ว่าขอให้มีการสอบสวนเหตุก่อน เพื่อยืนยันว่าเกิดจากการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเราจริงๆ

      แต่ถึงผลจะออกมาเป็นเช่นนั้น ลูกจ้างก็ต้องยินยอมให้หักครับ จึงหักได้ … ถ้าไม่ยินยอม นายจ้างก็ต้องไปฟ้องเรียกค่าเสียหายเอา (ซึ่งผมจะขอแนะนำให้ยอมไป หากผิดจริง ดีกว่าไปโดนฟ้องให้วุ่นวาย)

      ฉะนั้นกรณีของคุณ ผมแนะนำว่า ร้องเรียนให้มีการสอบสอนก่อน เพื่อยืนยันว่าผิดจริง (หากคุณมั่นใจว่าคุณไม่ผิด) หากนายจ้างยังจะหักให้ได้ ก็ร้องเรียนสำนักงานแรงงานเขต หรือ จังหวัด ที่นายจ้างคุณสังกัดเลยครับ ว่าโดนปฏิบัติโดยมิชอบ

      • GN says:

        ขอบคุณมากนะคะ

        • GN says:

          จากเรื่องที่ปรึกษาไป ทางsup แจ้งมาว่าถ้าไม่เซนต์เอกสาร(ที่จะหักจากบัญชีเงินเดือน)ก็ให้จ่ายเงินสด วันนี้ ไม่งั้นก็จะอายัติเงินเดือน เกิดเหตุกราณ์แบบนี้ควรทำอย่างไร เราควรจะไปร้องเรียนตอนไหน ตอนนี้หรือรอให้เขาอายัติเงินเดือนก่อน รบกวนปรึกษาค่ะ

          • kafaak says:

            อย่างที่บอกครับ ร้องเรียนไปที่บริษัท น่าจะมีขั้นตอนการร้องทุกข์ไปยังผู้บริหารอยู่แล้ว
            ให้เหตุผลเลยคือ ไม่มีการสอบสอนที่เหมาะสม … หากเราไม่ยินยอม นายจ้างไม่มีสิทธิหักหรืออายัดเงินเดือนเราอยู่แล้ว
            หากยังทำ เราก็ร้องเรียนสำนักงานแรงงานเลยครับ (แต่จงเตรียมใจออกจากงานไว้ด้วย เพราะนายจ้างจะมองเราเป็นตัวปัญหา แน่นอนว่าเราสามารถฟ้องนายจ้างได้ หากกลั่นแกล้ง แต่ในระยะยาวยังไงก็ผิดใจกันแล้ว)

  80. NB says:

    สอบถามเพิ่มเติมนะค่ะ คือเป็นเรื่องที่ดิฉันลาออกแล้วออกไปประกอบธุรกิจเดียวกับบริษัทฯ แต่ไม่มีมีการเซ็นสัญญาเงื่อนไขต่างๆ เกี่ยวกับข้อห้ามของบริษัทฯแต่อย่างใด ปัจจุบันเราได้สิ้นสุดการเป็นพนักงานของบริษัทแล้วตั้งแต่วันที่ 15/9/56 นับแต่แต่วันที่เราได้ยื่นใบลาออกหัวหน้างานของเราก็สั่งไม่ให้เรามาทำงานอีกเลยในวันรุ่งขึ้นโดยให้เหตุผลว่าเราออกไปประกอบธุรกิจเดียวกับบริษัท และไม่มีการจ่ายเงินเดือน และสวัสดิการเงินสะสมซึ่งเป็นสวัสดิการของพนักงานโดยที่บริษัทไม่ได้หักเงินพนักงานแต่เป็นการสะสมให้กับพนักงานเอง ดิฉันได้ยื่นใบลาออกอย่างถูกต้องล่วงหน้า 1 เดือน ซึ่งตอนนี้ดิฉันยังไม่ได้ไปฟ้องร้องกับศาลแรงงาน เลยอยากจะถามเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาในการที่เราจะต้องเข้าไปติดต่อเรื่องฟ้องร้องว่ามีเวลาสิ้นสุดหรือเปล่าค่ะ และอยากจะขอคำปรึกษาอีกเรื่องคือถ้าดิฉันจะไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจดิฉันสามารถทำได้ไหมค่ะเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองแต่ดิฉันแค่ลงบันทึกไว้เฉยๆว่าดิฉันได้ลาออกอย่างถูกต้องและมีการบอกกล่าวตามตรงว่าจะออกไปทำธุรกิจเดียวกับบริษัทและจากที่หัวหน้างานดิฉันรับทราบก็สั่งระงับการจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการเงินสะสมและมีเงื่อนไขข้อต่อรองต่างๆ อย่างที่ดิฉันเคยได้ปรึกษาไว้ก่อนหน้านี้ในปัญหาเดิมๆ โดยบริษัทให้ไปฟ้องร้องเอาเองถ้าเราไม่ทำตามเงื่อนไขที่หัวหน้างานเราแจ้ง ขอบคุณมากนะค่ะ

    • kafaak says:

      เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตำรวจครับ ต่อให้คุณมีการเซ็นสัญญาไว้ว่าห้ามไปทำธุรกิจเดียวกับบริษัท เมื่อคุณลาออก นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินเดือน จ่ายทุกอย่างที่ต้องจ่าย ส่วนเรื่องความเสียหายจากการไปเปิดธุรกิจเดียวกับบริษัท นายจ้างคุณต้องฟ้องร้องต่างหากเอา

      เรื่องนี้ให้คุณไปร้องเรียนที่สวัสดิการแรงงานเขตที่นายจ้างคุณเปิดบริษัทอยู่ครับ

  81. NB says:

    ถ้านายจ้างฟ้องร้องเราเรื่องที่เราลาออกไปประกอบธุรกิจเดียวกับบริษัท เค้ามีสิทธิ์ทำใช่มั้ยค่ะ แล้วเราควรทำอย่างไรดีค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

    • kafaak says:

      เขามีสิทธิทำครับ แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าไม่มีสัญญาผูกมัดไว้ ก็อย่ากลัวครับ สู้คดีเลย ยังไงก็ชนะ

  82. noo suchada says:

    สวัสดีคะ รบกวนปรึกษาหน่ยนะคะ คือนู๋อยุ่ในช่วงทดลองงาน ได้ประมาน20วัน เร้วนู๋ลาป่วย 2วัน โดยมีใบรับรองแพทย์ แต่นายจ้างเลิกจ้าง โดยฝากคนอื่นมาบอกว่า เค้าหาพนักงานใหม่ได้เร้ว ให้นู๋ไม่ตองมาทำงานเร้ว อย่างนี้เค้าสามารถทำได้ไหมคะ ละนู๋จาทำยังไงได้บ้าง

    • kafaak says:

      จนกว่าจะมีหนังสือเลิกจ้างอย่างเป็นทางการ (การฝากคนอื่นมาบอก ยังไม่สมบูรณ์) จงไปทำงานต่อครับ
      หากนายจ้างเลิกจ้างจริง ก็ฟ้องร้องได้ครับ เพราะตามกฎหมาย นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง หากไม่ทำ ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้เป็นค่าตกใจเป็นจำนวนค่าแรง 30 วันครับ

      แต่ต้องให้นายจ้างเลิกจ้างอย่างเป็นทางการก่อนนะ ไม่ใช่บอกคนอื่นมาว่าเลิกจ้างแล้ว ไม่ต้องมาทำงานแล้ว … และเราห้ามลาออกเอง …​ กลับไปบริษัท บอกฝ่ายบุคคลว่าต้องการหนังสือเลิกจ้างที่มีลายเซ็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลหรือเจ้าของบริษัท พร้อมหนังสือรับรองการทำงาน (เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องออก) … พอได้เอกสารครบ แล้วเขาให้ออกเลย ไม่มีจ่ายค่าชดเชยมา ก็ฟ้องเลยครับ เอาซะให้เข็ด

  83. Miixkey says:

    สวัสดีครับ ถ้าโดนนายจ้างเอาเปรียบ โดยผมท้วงกับฝ่ายบุคคลให้ช่วยดำเนินการแก้ไขมาโดยตลอด แต่ฝ่ายบุคคลก็ยังนิ่งเฉย เอกสารสำคัญต่างๆ ก็ไม่เคยออกให้ เช่น ใบประเมินผลงานทดลองงาน ใบเอกสารสำคัญอื่นๆ
    แบบนี้จะร้องเรียนที่ใดได้บ้างครับ (โครงสร้างบริษัทเป็นลักษณะธุรกิจครอบครัว อยากจะบอกว่าเอาเปรียบพนักงานมากๆๆ) อยากจะเอาเรื่องกับบริษัทให้เข็ด เพระาผมนิ่งแบบนี้ไปเรื่อยๆ บริษัทยิ่งได้ใจ มากดขี่พนักงานอย่างเราอีก

    ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      ก่อนอื่น ก็ต้องเช็คกับกฎหมายด้วยนะครับ ว่าอะไรบ้างที่คุณมองว่านายจ้างเอาเปรียบ และ มันผิดกฎหมาย (ใบประเมินผลการทดลองงาน ไม่ได้อยู่ในกฎหมายนะครับ … กฎหมายไม่มีคำว่า “ทดลองงาน” อยู่แล้ว) เพราะที่คุณบอกมา มันคลุมเครือเอามากๆ … ไปดาวน์โหลด พรบ.คุ้มครองแรงงานมาอ่านครับ แล้วเทียบกับที่นายจ้างมีให้ (เช่น พวกวันหยุด วันพักร้อน ค่าแรง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ฯลฯ)

  84. TF says:

    สวัสดีครับ รบกวนปรึกษาครับ ถ้าวันนี้เป็นวันลาพักร้อน แล้วจำเป็นต้องเข้ามาทำงานสามารถขอ OT ได้หรือไม่ครับ

    • kafaak says:

      ถ้าตกลงเป็นวันลาพักร้อนไปแล้ว อนุมัติไปแล้ว
      แต่ดันเรียกกลับมาทำงาน … ก็ถือว่าเป็นการทำงานในวันหยุดครับ ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดครับ

  85. Kaka says:

    สวัสดีค่ะ รบกวนปรึกษาสักเล็กน้อยค่ะ
    พอดีว่าเพิ่มเริ่มทำงานที่บริษัทใหม่ แล้วพอทำงานได้ 2 วัน ทางบริษัทให้หาคนมาค้ำประกันค่ะ
    ทีนี้ตอนนี้เราไม่อยากทำที่นี่แล้ว(หลังทำมา 2 เดือน)อยากจะลาออกอ่ะค่ะ อันนี้จะมีผลกับคนค้ำประกันไหมค่ะ
    เพราะว่าเราอยู่ในส่วนยังไม่ผ่านทดลองงาน(ทดลอง 4 เดือน) ส่วนสาเหตุที่ลาออกค่ะ หลายอย่างมากให้ทำงานล่วงเวลาแล้วไม่ได้รับค่าจ้าง เพื่อนร่วมงานงี่เง่า แล้วยังจะข้อมูลของบริษัทที่พยายามให้เป็นความลับเพราะจะทำหนีภาษีรึเปล่าไม่แน่ใจ แต่เราอึดอัดในเรื่องแบบนี้

    ปล.งานที่เราทำไม่ได้แตะต้องเงินนะค่ะ ทีทำก็คือเปิดบิลขายสินค้า(มีคนตรวจทุกครั้ง)ล

    • kafaak says:

      การค้ำประกัน เพื่อให้เขารับผิดชอบในกรณีที่คุณทำความเสียหายแก่นายจ้างครับ
      ดังนั้นหากคุณไม่ได้ทำอะไรให้เสียหาย ให้นายจ้างฟ้องได้ ก็ไม่เดือดร้อนคนค้ำประกันหรอกครับ

  86. Mpire says:

    ขอรบกวนถามเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการทำงานคับ
    ผมทำงานที่บริษัทของเกาหลี เริ่มงาน 08.00 น ถึง 18.15 น เสาร์ อาทิตย์หยุด เค้าต้องการยอดผลิตงานเพิ่ม แต่ไม่ต้องการจ่ายโอที ทุกๆวันตอนเช้ากลัวว่าไลน์ผลิตจะติดลบ ต้องขอความร่วมมือน้องๆในไลน์เริ่มงาน 07.30 น ในตอนเช้า และ 12.45 หลังกินข้าว ผมมองว่า บริษัทที่ผมทำงานอยู่เอาเปรียบ พนง อย่างไร้ศีลธรรมโดยที่ไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนกับช่วงเวลานั้นๆเลย

    รบกวนถามท่านผู้รู้ด้วยนะคับ ว่าผิดกฎหมายแรงงานข้อไหนบ้างมั้ย ขอบคุณล่วงหน้าครับ

    • kafaak says:

      ให้ทำ 07:30 ก็ถือว่าขอให้พนักงานทำ OT ไม่จ่ายค่าทำงานล่วงเวลา ก็ถือว่าผิดกฎหมายแล้วครับ
      ถ้าสัญญาระบุไว้ว่าพัก 12:00-13:00 แต่ให้พนักงานเริ่ม 12:45 แทน ก็ถือว่าไม่ตรงตามสภาพการจ้างงานอีก

      มาตราที่เกี่ยวข้องกับค่าล่วงเวลา มาตรา 61 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน ครับ
      มาตรา 54 ก็ระบุชัด ให้่จ่ายค่าล่วงเวลาเป็นเงินไทย ยกเว้นได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง จะเป็นเงินต่างประเทศ หรือ ตั๋วเงินก็ได้ แต่นั่นก็หมายความว่า จะหยุดชดเชยไม่ได้

  87. Benjie says:

    สวัสดีค่ะรบกวนถามด้วยค่ะ

    มีสิทธิลาพักร้อน 2 วัน แต่จะลางาน ทั้งหมด5วัน โดยอีก3วันจะขอลาโดยไม่รับเงินค่าจ้าง
    เพราะมีความจำเป็นต้องไปต่างประเทศ จะทำอย่างไรได้บ้างค่ะ เพื่อที่จะให้นายจ้างพิจารณาการลางานในครั้งนี้

    แล้วถ้านายจ้างไม่ให้จริงๆ ก็คิดไว้ว่าจะลาออก โดยยื่นใบลาออก ในวันที่ออกเดินทางไป ตปท.เลยนะค่ะ และจะกลับมาทำงานให้ครบ ตามกฏหมายกำหนด ว่าต้องแจ้งให้นายทราบล่วงหน้า 1 เดือน

    พอจะมีวีธีไหนที่เป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะนายจ้างเป็นฝรั่งด้วยค่ะ

    รบกวนตอบด้วยนะค่ะ กลุ้มใจเจงๆๆค่ะ

  88. Sawitree says:

    ขอปรึกษาค่ะ หากเราทำความเสียหายให้กับนายจ้าง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 225000 กว่าบาืท มันเป็นความผิดที่เี่ราไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น ไม่ได้จงใจปกปิดความผิด แต่ก็ถูกนายจ้างกล่าวหาว่าไม่ซื้อสัตย์ และนายจ้างต้องการหักเงินเราครึ่งหนึ่งของมูลค่าความเสียหาย คือ 100000 บาท แต่หัวหน้าได้ท้วงนายจ้างว่าหักเยอะเกินไป นายจ้างจึงให้หัก 1 ใน 4 ของมูลค่าความเสียหาย ก็คือ 50000 บาท และต้องชดใช้ให้นายจ้างภายใน 1 ปี ดูเหมือนว่าจำนวนเงินที่หัก ขึ้นอยู่กับความพอใจของนายจ้างเอง ไม่ทราบว่านายจ้างมีสิืทธิทำแบบนี้หรือไม่ และเราจะจัดการกับนายจ้างแบบนี้อย่างไรดีคะ

    • kafaak says:

      ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ไม่ใช่ประเด็นที่กฎหมายพูดถึงครับ
      เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างก็สามารถลงโทษได้ครับ ส่วนเรื่องความเสียหาย ก็เป็นเรื่องของทางแพ่ง หากตกลงกันได้ก็ไม่ต้องฟ้องร้องอะไรกัน … ปกติแล้ว ถ้ามันคือเรื่องสุดวิสัย นายจ้างมักจะไม่มาเรียกค่าเสียหายอะไร แต่หากค่าเสียหายมันเยอะ ก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องโดนละครับ ยิ่งกรณีของคุณเสียหาย 225,000 บาท นี่ถือว่าร้ายแรงมากทีเดียว (ดีว่านายจ้างไม่หักเต็ม และได้หัวหน้างานช่วยเจรจาให้เหลือ 50,000 บาท ก็ถือว่าหัวหน้าคุณค่อนข้างช่วยมากเลยนะ … จริงๆ แล้ว นายจ้างอาจเลือกเรียกค่าเสียหายเต็มจำนวนได้นะครับ … อารมณ์เหมือน ถ้าคุณเป็นพนักงานขับรถ แล้วขับรถไปชนคนอื่น)

      แต่ … ขอย้ำว่า แต่ …
      แต่นายจ้างจะมาเรียกค่าเสียหายคุณได้ ก็ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนก่อนครับ ว่าความผิดนั้นเกิดจากคุณจริงๆ (ซึ่งถ้าคุณยอมรับเองด้วย ก็ใช่เลย) จากนั้นถึงจะเรียกค่าเสียหายได้ครับ เพราะหากมันไม่เกิดจากคุณ (เช่น คุณเป็นพนักงานขับรถ ขับมาถูกกฎจราจรทุกอย่าง แต่มีรถคันอื่นขับมาชน นายจ้างจะมาเรีกยค่าเสียหายของรถจากคุณไม่ได้) และในกรณีนี้ หากพิสูจน์ได้ว่าคุณประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างคุณโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยด้วยนะครับ (และฟ้องเรียกค่าเสียหายได้อีกต่างหาก)

  89. jo says:

    ได้ทำงาน part time ผ่านทาง internet กับ บริษัทคนไทย-UK ตกลงค่าจ้างเป็นรายเดือน แต่ไม่ได้เซ็น contract มีแต่รายละเอียดทาง email
    ทำงานมา 9วัน แต่เกิดปัญหาด้านสุขภาพปวดหลังมาก เนื่องจากทำงานติดต่อกันนาน 4 ชม กับคอม ทำให้ต้องบอกยกเลิก ทางนายจ้างไม่ยอมจ่ายเงินให้ โดยอ้างว่าเป็นงาน permanent เขาจะไม่จ่ายสำหรับคนที่ทำงานไม่ครบเดือน และอ้างว่าไม่มีสัญญา สรุปว่าตอนนี้ไม่เคยได้รับค่าจ้างเลย ไม่ทราบว่าจะมีทางไหนได้เงินที่ทำงานไปไหมค่ะ

    • kafaak says:

      รายละเอียดการตกลงผ่านทางอีเมล์ ก็ใช้เป็นหลักฐานได้ครับ
      เมื่อคุณทำงาน คุณก็ต้องได้ค่าจ้าง แม้ว่าจะทำไม่ครบเดือนก็ตาม ก็ยังคงต้องได้ค่าจ้าง
      แต่ตรงนี้คุณต้องไปดูรายละเอียดที่คุยกันในอีเมล์ ว่าตัวคุณทำงานในสัญญาจ้างแบบไหน ถ้าเป็นสัญญาจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน (เริ่มเมื่อไหร่ สิ้นสุดเมื่อไหร่) หากคุณยกเลิกก่อน มันอาจจะมีเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายตามมาครับ ตามที่ระบุในสัญญา

  90. n5300 says:

    สวัสดีครับ
    คือว่าผมมีปัญหาอยากได้คำตอบ
    คือที่ทำงานผมไม่ยอมจ่ายเงิน 2 มา เดือนแล้วครับแถมเวลาทำงานยังให้ออกเงินไปก้อนแล้วเอาไบมาเบิกแต่ก็ไม่ยอมให้เบิด พอมาถ้ามบ่อยๆเข้าก็ให้เซ็นรับบอกว่าจะจ่ายเงินวันพรุ้งนี้ แต่ก็ยังไม่ได้ เงินประมาณ 35000 บาท แถมยังติดแบบนี้หลายคนด้วย ผมควรทำยังไงดีครับ ผมควรแจ้งกรมแรงงานให้เข้ามาตรวจสอบดีมัย

  91. Metinee says:

    ในกรณีที่ว่า ลูกจ้างต้องการหยุดงานแต่ด้วยภาระที่ว่า ไม่มีผู้ทำแทน จึงทำให้ไม่สามารถหยุดพักผ่อนประจำปีได้ครบตามจำนวนวันที่นายจ้างกำหนดให้ จึงทำให้มีจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปีคงเหลือ ซึ่งทางนายจ้างอนุญาตให้มีการสะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้ แต่มีกำหนด limit ว่าต้องไม่เกินจำนวนเท่านั้นเท่านี้วันถ้าเกินในส่วนที่เกินจะถูกตัดออก
    ตัวอย่างเช่น บริษัท 552 จำกัด อนุญาตให้ นายหนึ่ง หยุดพักผ่อนประจำปีได้ 15 วัน/ปีและให้ลูกจ้างสามารถสะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้แต่ต้องไม่เกิน 25 วันถ้าเกินกว่า 20 วันทางบริษัทจะตัดออก แต่เมื่อนายหนึ่งมีประสงค์อยากหยุดงานแต่ไม่สามารถหยุดได้เพราะไม่มีผุ้ทำงานแทน นานหนึ่งจึงใช้สิทธิวันหยุดงานไม่ครบ โดยใช้ไปเพียง วัน คงเหลือ 10 วัน เมื่อนำมาสะสมกับปีต่อไปจึงเท่ากับ 25 วัน ซึ่งปรากฎว่า บริษัทได้ตัดวันหยุดของนายหนึ่งไปทั้งหมด 5 วันโดยไม่ปรากฎว่าจะมีการจ่ายค่าชดเชยแต่อย่างใด
    จึงอยากทราบว่า กรณีของนายหนึ่งนั้นมาสารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้หรือไม่ และถ้าฟ้องได้จะใช้หลักกฎหมายใดใช้บังคับ

    • kafaak says:

      ในทางกฎหมาย การจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกจ้างอย่างน้อย 6 วัน เป็นสิ่งที่กำหนดโดยกฎหมายแรงงานอยู่แล้ว มีมากกว่าได้ แต่น้อยกว่าไม่ได้ … และเป็นอะไรที่นายจ้างและลูกจ้างต้องกำหนดร่วมกันว่าจะหยุดวันไหนบ้าง จึงเป็นที่มาว่านายจ้างเรียกว่าหยุดพักร้อน แล้วให้ลูกจ้างยื่นขอ นายจ้างอนุมัติ … และหากหยุดไม่หมด ก็ตกลงให้สะสมไปปีต่อๆ ไปก็ได้ (ม.30)

      ตามกฎหมายแล้ว หากนายจ้างไม่ให้หยุด ก็จะต้องจ่ายเป็นค่าทำงานในวันหยุดแทนครับ … ประเด็นที่กลายมาเป็นเรื่องปวดหัวให้ฟ้องร้องกันประจำก็คือ แล้วถ้าลูกจ้างหยุดไม่ครบ จะทำยังไง? ลองดูกรณีตัวอย่างครับ

      1. หยุดไม่ครบเพราะขอหยุดแล้วนายจ้างไม่ให้หยุด …​ ถ้าสะสมไปปีต่อๆ ไปไม่ได้ นายจ้างก็ต้องจ่ายเป็นค่าทำงานในวันหยุดให้แทน
      2. หยุดไม่ครบเพราะลูกจ้างไม่ขอหยุด … อันนี้เป็นอะไรที่น่าคิดมาก ผมเองก็ยังเคยคิดว่า เมื่อลูกจ้างไม่ขอหยุด ก็เหมือนกับลูกจ้างยินดีไปทำงานในวันหยุดให้ฟรีๆ นายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายอะไร … แต่ก็มีคนแย้งว่า ถ้าอิงตามกฎหมายเป๊ะๆ เลย เมื่อลูกจ้างไม่ขอหยุด นายจ้างก็ต้องกำหนดวันหยุดมาให้ลูกจ้างเลย จนครบตามที่กฎหมายกำหนด (อย่างน้อย 6 วัน) แล้วหากลูกจ้างยังมาทำงานอีก อันนี้นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าแรง … แต่หากลูกจ้างไม่ขอ นายจ้างก็เลยไม่ให้หยุด แบบนี้นายจ้างยังต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดอยู่ …​ อย่างไรก็ดี ตรงนี้อาจจะต้องรอกรณีฟ้องร้องกันจริงๆ แล้วมีฎีกาออกมาก่อน ถึงจะได้ชัดเจนกว่า

      กรณีของคุณ มันเข้าข่ายอันแรกครับ หยุดไม่ครบ นายก็ไม่ยอมให้หยุด … คุณเพิ่งหยุดไปได้ 5 วัน แต่กฎหมายบอกว่านายจ้างต้องให้หยุดอย่างน้อย 6 วัน ดังนั้น คุณยังเหลือสิทธิอีก 1 วัน หากนายจ้างไม่ให้หยุด ไม่ให้สะสม ก็ต้องจ่ายครับ อันนี้ฟ้องได้

      คำถามต่อมาคือ นายจ้างให้หยุด 15 วัน ให้สะสมได้ แต่เมื่อรวมแล้วก็ไม่เกิน 20 วัน หากเกินจะตัดออก นายจ้างจะทำได้ไหม? มีข้อถกเถียงเยอะมาก แต่ถ้าเรามองว่ากฎหมายระบุว่า นายจ้างต้องให้มีอย่างน้อยปีละ 6 วัน หากนายจ้างยังให้สะสมได้ 20 วัน ก็ยังเกิน 6 ดังนั้น นายจ้างจะตัดส่วนที่เกิน 20 วันออก ก็ย่อมทำได้ (เพราะตรงนั้นถือเป็นสวัสดิการที่นายจ้างให้เกินกฎหมายกำหนด จึงปรับเปลี่ยนได้)

      ฉะนั้น จากกรณีดังกล่าว ถ้าให้ผมตอบ คงต้องบอกว่า นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ ครับ

  92. สอบถามเรื่องการลาพักผ่อนประจำปีค่ะ says:

    สอบถามเรื่องการลาหยุดพักผ่อนประจำปีค่ะ

    เนื่องจาก บริษัทฯกำหนด ให้พนักงานที่มีอายุงานครบ 1 ปีแล้ว สามารถ ลาหยุดพักผ่อนได้ 6 วัน/ปี ถ้าพนักงานคนไหนไม่ลา บริษัทฯ จะจ่ายค่าแรงคืนให้
    – กรณีนี้ บริษัทฯ ไม่ต้องจ่าย ได้ไหมค่ะ เนื่องจาก พนักงาน ไม่ประสงค์ที่จะลาพักผ่อนเอง

    • kafaak says:

      เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันมากครับ มันเกิดสองแนวคิดคือ
      1. เมื่อพนักงานไม่ลา ก็เท่ากับพนักงานสละสิทธิ์ นายจ้างก็ไม่ต้องจ่าย
      2. เมื่อพนักงานไม่ลา แต่กฎหมายกำหนดว่านายจ้างต้องจัดให้มีอย่างน้อย 6 วัน​ ฉะนั้น นายจ้างควรจะต้องกำหนดวันหยุดให้ครบ 6 วันก่อน จากนั้นหากลูกจ้างไม่ลาหยุด จึงไม่จำเป็นต้องจ่าย

      โดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับความเห็นที่สองครับ เพราะนายจ้างได้เจตนาแล้วว่าจะให้หยุด แต่ลูกจ้างเลือกที่จะไม่หยุดเอง

  93. สอบถามเรื่องการลาออก says:

    บริษัทฯ ได้มีข้อบังคับเกี่ยวเกี่ยวกับการทำงาน และมีการแจ้งไว้
    หากพนักงานมีความประสงค์ที่จะลาออก ต้องแจ้งล่วงหน้า 20-30 วัน เพื่อที่ไม่ให้เกิดความเสียหายและหาคนอื่นมาทดแทน ปรากฏว่ามีพนักงาน หายไปโดยไม่บอกหรือแจ้งล่วงหน้า และ/หรือ ส่งใบลาล่วงหน้าแค่ 3-5 วัน ลักษณะนี้ บริษัทฯ สามารถไม่จ่ายแงินเดือนกับคนที่หายไปและคนที่ลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าได้ไหมค่ะ เนื่องจากทำให้บริษัท เกิดความเสียหายค่ะ

    • kafaak says:

      เงินเดือนต้องจ่ายครับ เบี้ยวไม่ได้ เดี๋ยวเจอฟ้องแล้วเรียกให้จ่ายพร้อมดอกเบี้ย
      คนไหนไม่แจ้งล่วงหน้าตามที่กำหนดไว้ (อย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องเกินสามเดือน) ถ้าบริษัทเสียหาย ก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายครับ

  94. mini says:

    รบกวนด้วยครับผม

    เนื่องด้วยเข้ามาทำงานกับบริษัทนี้ วันที่ 4พ.ย 56 อาชีพคือ เซลล์ต่างจังหวัดครับ ตามเอกสารตกลง เงินเดือน 10,000 บาท เบี้ยเลี้ยงออกต่างจังหวัดวันล้ะ 550 บาท ค่าแก๊สคิดให้จาก Gps ของบริษัท 1.7/KM ทั้งนี้ ทางบริษัทให้ทางผมซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วนแรกไปก่อน แต่ผมจึงบอกไปว่าไม่มี ทางบริษัท จึงให้ผมทำเป็นการยืมจากบริษัท 2,000 บาท โดยค่าเบี้ยเลี้ยงจะจ่ายคืนให้ทุกๆวันพุธ แต่พอออกทำงานนอกพื้นที่วันแรกในวัที่ 14/11/56 – 16/11/56 เงินที่ได้มาพร้อมกับที่ผมมีอยู่ไม่เพียงพอ เนื่องจากต้องใช้เติมทั้งแก๊สและค่าที่พัก จึงบอกกับทางบริษัท บิษัทก้อทำการโอนมาให้อีก 2,000 บาท และเมื่อถึงตัดยอดต้องจ่ายคืนในอาทิตย์แรก 14-17/11/56 คิดให้ 3,500 บาท หักยืม 2,000 โอนมาให้ 1500 บาท แล้วเค้าจะให้ผมใช้เงิน 1500 บาทนี้ไปจนถึงรอบเบิกอาทิตยืหน้า ซึ่งผมก้อพยายามขอเบิกตลอดเพราะเนื่องจากบางครั้งต้องนอนปั้มเพราะไมมีค่าโรงแรม พอวิ่งงานจนแก๊สหมด ก้อไม่มีเงินเติม แต่แจ้งไปแล้วกว่าจะโอนให้ก้อ 2-3 วัน แล้วโอนมาให้ 1500 บาทแล้วก้อบอกจะหักค่าเบี้ยเลี้ยงเนื่องจากผมไม่ได้ทำงาน ผมจึงพยายามทำงานที่สุด แต่เป็นแบบนี้ตลอด แจ้งเรื่องขอเบิกเงินตั้งแต่เมื่อวานตอนเที่ยง โอนมาอีกทีวันนี้ตอน 2 ทุ่ม แล้วพยายามหักค่าเบี้ยเลี้ยงตลอดอ้างว่าเราไม่ทำงานจนอาทิตย์ต่อมา ยอดเบี้ยเลี้ยงที่ผมต้องได้คือ 3,000 จากที่เค้าพยายามหักแล้ว เค้าก้อโอนมาครึ่งนึงก่อนพร้อมบอกให้ไปหายอดขายมาเพื่อแลกกับเงิน 1500 ที่ค้างอยู่ ผมก้อวิ่งงานจนเงินหมดแต่ไม่มียอดเพราะออกไปนอกเขตไม่ได้ เพราะแก๊สไม่ถึง จึงแจ้งไป อีก 2 วันบริษัทจึงโอนมา ผมจึงตัดสินใจขับรถกลับบริษัท ในวันที่ 29/11/56 แต่จริงๆงานต้องจบวันที่ 4/12/56 พร้อมกลับบอกพนักงานในออฟฟิศแต่พนักงานคนนั้นไม่กล้าแจ้งต่อบอส เพราะบอสเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้หงุดหงิด ทางบริษัทพอรู้เรื่อง ก้อคิดยอดที่ค้างทั้งหมดให้ผม ค่าแก๊ส จาก 4500 คิดให้ 2150 เบี้ยเลี้ยงจากวันล้ะ 550 คิดให้ วันล้ะ 275 เงินเดือนคิดให้เฉพาะวันที่ทำงานวันที่นอนปั้มทำงานไม่ได้ไม่คิด เป็นเงินประมาน 6 พัน กว่าบาท แล้วเอายอดนี้มารวม แล้วหักที่โอนไปให้ผม 6500 บาท หัก 7 วันแรกของการทำงานถือเป็นการสอนงาน รวมยอดจะจ่ายให้ผม 3,120 บาท ผมจึงไม่ยอมรับแต่ทางบริษัทก้อพยายามบังคับให้ผมรับเงินเพียงจำนวนเท่านี้ พร้อมกับยังไม่จ่ายเป็นเงินสดให้ เพราะรอเช็คสภาพรถอีกทีจึงจะโอนเงินให้ แบบนี้ผมควรทำอย่างไรคับ รบกวนด้วยนะคับ ขอบคุณมากครับ

    • kafaak says:

      ผมว่ามันแหม่งๆ นะครับ เงินที่สำรองจ่ายไปก่อนของบริษัท มันควรจะเป็นการเบิกจ่ายสำรองล่วงหน้า หากขาดค่อยเบิกเพิ่ม หากเหลือต้องคืนบริษัท
      แต่นี่เอาที่สำรองจ่ายไปหักออกจากเบี้ยเลี้ยงของคุณ มันแหม่งๆ นะครับ เพราะเงินที่สำรองจ่ายไปนั้น จริงๆ มันคือ สิ่งที่บริษัทควรจะต้องจ่ายคืนเรา และเมื่อเราเบิกมาจ่ายล่วงหน้า แทนที่จะต้องสำรองจ่ายก่อนเอง … ก็เท่ากับบริษัทจ่ายเรียบร้อย … ดังนั้นไม่ควรจะมีการมาหักเบี้ยเลี้ยงคุณอีก

      แบบนี้ต้องบันทึกไว้ครับ เราควรจะได้เบี้ยเลี้ยงเท่าไหร่ และบริษัทยังจ่ายขาดอยู่ไหม … จากนั้นฟ้องร้องเลยครับ และขอแนะนำให้ลาออกครับ บริษัทนี้เอาเปรียบลูกจ้างมาก อย่าไปทำให้มันรวยครับ

  95. mini says:

    ขอบคุณมากครับ ตอนนี้ผมออกแล้วครับ แต่ไม่ได้ยื่นใบลาออกครับเพราะก่อนยื่นผมให้เค้าเคลียร์ค่าใช้จ่าย ผลออกมาเป็นแบบนี้ผมเลยไม่ยอมรับ แต่ทางบริษัทก็บอกยังไงจะโอนให้ ผมว่ากำลังจะไปดำเนินการที่กรมแรงงานครับ แบบนี้หากใบลาออกยังอยู่ที่ผม สามารถดำเนินเรื่องฟ้องได้เลยไหมครับ

    • kafaak says:

      ถ้าคุณลาออกและกะสู้คดี ควรลาออกอย่างถูกต้องครับ ยื่นใบลาออกล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง หาไม่แล้ว นายจ้างของคุณอาจฉวยโอกาสฟ้องกลับ เพราะการออกของคุณอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างครับ

  96. รฐา says:

    จะสอบถามเรื่องของการปรับเงินผ่านโปรค่ะ
    คือ ดิฉันเข้ามาทำงานวันที่ 24/07/56 ซึ่งทางบริษัทจะคิดเงินเดือนทุกวันที่ 25 ของเดือน แล้วจ่าย วันที่ 30,31 ของเดือน
    กำหนดผ่านโปรคือ 120 วันตามที่ตกลงกัน เมื่อมาถึง 25/11/56 คือผ่านโปรแล้ว (24/11/56)
    ทางบริษัทจะต้องปรับเงินเดือนนั้นเลยรึป่าวค๊ะ เพราะยังอยู่ในเดือน คือวันที่ 24 ไม่ใช่วันที่ๆ 25 ที่ตัดเงิน

    • kafaak says:

      อยู่ที่สัญญาเลยครับ สมมติถ้าสัญญาเขียนว่า เมื่อผ่านโปรแล้วจะปรับให้ วันถัดมาเราก็จะอยู่ในสถานะเงินเดือนใหม่เลย
      แต่ส่วนใหญ่จะบอกว่า จะปรับให้ในงวดค่าจ้างถัดไปซะมากกว่าน่ะครับ

  97. prim says:

    เราทำงานได้1ปี ได้ละเเร้วทุกๆเดือนเจ้าของบริษัทจะหักเงินเดือนเก็บเปนเงินฝากเดือนละ 500 เเร้วพอเราโดไล่ออกในกรณีใดๆก้ตามเราสามารถได้รับเงินฝากนั้นได้อยุ่ไหมหรือว่าเจ้าของร้านมีสิทธิที่จะยืดเงินไป ทั้นเงินเดือนเเระเงินฝากเเต่ถ้าเจ้าของร้านไม่มีสิทธิเราจะร้องเรียนเเบบไหนได้

    • kafaak says:

      พรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 76 มีการระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วครับว่า

      มาตรา ๗๖ ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทํางานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ
      (๑) ชําระภาษีเงินได้ตามจํานวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชําระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้
      (๒) ชําระค่าบํารุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน
      (๓) ชําระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง
      (๔) เป็นเงินประกันตามมาตรา ๑๐ หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
      (๕) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม

      การหักตาม (๒) (๓) (๔) และ (๕) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกําหนดเวลาการจ่ายตามมาตรา ๗๐ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

      ฉะนั้น การที่นายจ้างหักคุณทุกเดือน เดือนละ 500 บาท ก็ต้องดูว่าเป็นไปตามที่กฎหมายอนุญาตในข้อใดข้อหนึ่งจาก 5 ข้อหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ นายจ้างก็ไม่มีสิทธิที่จะหักครับ และถึงแม้จะหักแล้ว เมื่อเราลาออก ก็ต้องคืนเงินนั้นไปครับ … หากเจ้าของไม่คืน ฟ้องร้องเรียกเงินคืน พร้อมดอกเบี้ยเลยครับ

  98. thitinat says:

    รบกวนสอบถามเรื่อง OT ในช่วงทดลองงานครับ

    ผมอยูในช่วงทดลองงาน 3 เดือน ผมสงสัยว่าผมมีสิทธิได้ OT หรือไม่ครับถ้าหากว่าผมทำงานล่วงเวลาในบางวัน เช่น บางวันมีงานด่วนเข้ามาต้องเลิกดึก เป็นต้น ผมคุยกับหัวหน้าผมเขาบอกให้ไปคุยกับฝ่ายบุคคล พอไปถามฝ่ายบุคคลเข้าก็ให้ไปคุยกับหัวหน้า ผมเลยไม่ได้คำตอบครับ หรือว่า OT เป็นในช่วงทดลองงานต้องตกลงกันเองกับบริษัทครับ

    • kafaak says:

      กฎหมายไม่มีคำว่าทดลองงานครับ เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงาน แม้จะอยู่ในช่วงที่นายจ้างเรียกว่า “ทดลองงาน” ของเขา แต่คุณก็ยังได้รับความคุ้มครองตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน เต็มร้อย ฉะนั้นหากทำงานล่วงเวลา (นายจ้างขอให้ทำ) คุณก็ต้องได้รับค่าล่วงเวลาครับ

  99. camel man says:

    สวัสดีครับ ผมขอสอบถามเรื่องสิทธิการลาพักร้อนประจำปีครับ เนื่องจากผมได้เซ็นต์สัญญากับบริษัทใหม่ โดยเริ่มงานวันที่ 17กุมภาพันธ์ 2557 โดยบริษัทปัจจุบันผมมีสิทธิลาพักร้อนได้ 8วัน ผมมีอายุงาน 1ปี 6เดือน โดยผมจะยื่นจดหมายลาออกในวันที่ 28มกราคม 2557 ซึ่งคำถามมีดังนี้ครับ
    1. ผมมีสิทธิในการลาพักร้อนต่อเนื่อง 8วัน ได้หรือไม่ครับ โดยจะลาพักร้อนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557- 26 กุมภาพันธ์ 2557
    2. วันสุดท้ายของการทำงานตามกฏหมายแรงงานของผมนับไป 30วัน คือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 ใช่หรือไม่ครับ
    3. กรณีผมได้ลาออกแล้ว บริษัทปัจจุบันจะต้องทำเรื่องจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ผมได้จ่ายไปและส่วนของบริษัทที่สมทบให้ภายในกี่วันครับ
    4. ผมได้ขอเอกสารคู่มือสวัสดิการของพนักงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรกับทางบริษัทไป แต่ทางฝ่ายบุคคลแจ้งว่าให้สอบถามด้วยวาจาจะดีกว่า ในกรณีนี้ ตามกฏหมายมีระบุไว้ไหมครับว่าบริษัทต้องมีรายละเอียดลายลักษณ์อักษรเรื่องสวัสดิการแก่พนักงาน

    • kafaak says:

      ตอบตามนี้นะครับ
      1. คุณมีสิทธิ์ในการลาพักร้อนแน่นอน แต่นายจ้างก็มีสิทธิ์ไม่อนุมัติเช่นกัน เพราะวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นการตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง แต่หากนายจ้างไม่ให้คุณหยุดจนกระทั่งวันลาออกของคุณมีผลบังคับใช้ เขาก็ต้องจ่ายเป็นค่าทำงานในวันหยุดชดเชยมา
      2. นับไป 30 วันครับ
      3. เรื่องกองทุน เช็คดูเงื่อนไขครับ มันต้องมีระบุอยู่แล้วว่าได้คืนในกี่วัน
      4. กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ครับ

  100. SourGrape says:

    สวัสดีค่ะ รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ
    ในกรณีที่ลูฏจ้างทำงานมาประมาณ 3 ปี และได้รับโบนัสทุกปี ตั้งแต่ทำงานครบ 1 ปี แล้วหากพนักงาน จะยื่นใบลาออกโดยจะทำงานเดือนกุมภาพันธ์ 2014 เป็นเดือนสุดท้าย โดยจะยื่นใบลาออกต้นเดือนกุมภาพันธ์ แล้วนายจ้างจะจ่ายโบนัสประจำปีให้แก่ลูกจ้างพร้อมเงินเดือน สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ในกรณีนี้หากนายจ้าง จ่ายโบนัสให้แก่พนักงานคนอื่น แล้วใช้ข้ออ้างในการลาออกไม่จ่ายเงินโบนัส พนักงานจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากกรณีนี้ เป็นโบนัสจากการทำงานของปีที่แล้ว ดังนั้นพนักงานทำงานครบปีก็ต้องได้ใช่ไหมค่ะ มีทางออกไหนบ้างค่ะ เพราะว่าจะลาออกไปเรียนต่อค่ะ จะเปิดเรียนต้นเดือนมีนาคม แล้วก็ทำงานมาหลายปี ขอบคุณมากๆนะค่ะ

    • kafaak says:

      โบนัสเป็นสวัสดิการที่อยู่ภายใต้การพิจารณาของนายจ้างครับ ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายกำหนด ฉะนั้นกฎหมายคงช่วยอะไรไม่ได้ นายจ้างมีสิทธิพิจารณาไม่จ่ายโบนัสคุณได้
      แต่หากที่ทำงานของคุณมีสหภาพ ก็อาจจะไปขอร้องให้สหภาพช่วยเหลือได้ครับ ใช้แรงกดดันจากสหภาพมาช่วย

  101. SourGrape says:

    ขอบคุณมากๆค่ะ

  102. yuip says:

    สอบถามเรื่องโบนัสค่ะ คือแฟนทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 56 – 15 ธ.ค. 56 ได้เขียนใบลาออกมีผล 15 ธ.ค. 56 ค่ะ และพอสิ้นเดือนบริษัทโอนเงินเข้าบัญชีโดยเป็นเงินเดือนครึ่งเดือน และมีเงินเกินมา 10,000.- บาท เข้าใจว่าเป็นโบนัสค่ะ พอดีว่าดิฉันได้โทรไปถามเรื่องนำส่งประกันสังคมที่บริษัท ว่า สำนักงานประกันสังคมให้ข้อมูลว่า แฟนขาดส่งไป 3 เดือนค่ะ มี เดือน พ.ค., ก.ย. และ พ.ย. 56 ค่ะ รบกวนตรวจสอบให้หน่อยว่าส่งครบไหม แล้วบริษัทโทรกลับมาบอกว่าส่ง ประกันสังคมทุกเดือน และถามว่ามีเงินโอนเกินมาในบัญชีเงินเดือนหรือเปล่า ถ้าเค้าจะเรียกโบนัสคืน จะต้องทำอย่างไรคะเพราะ สลิปเงินเดือนก็ไม่ได้รับมาหลายเดือนแล้วค่ะ

    • kafaak says:

      แปลกเลย เคสนี้ … แต่ที่หนักกว่าคือสลิปเงินเดือน ควรจะไปขอนะครับ สำคัญมาก เป็นหลักฐาน
      ถ้าเกิดเขาจ่ายผิด จ่ายเกินมาหมื่นนึง แล้วเขาเรียกคืน เราก็มีหน้าที่ต้องคืนครับ

  103. william says:

    สวัสดีครับ คุณ Kafaak

    รบกวนสอบถามครับว่า ถ้าบรัษัทมีแผนการกำหนดวันหยุดพักผ่อนให้กับพนักงานทั้งบริษัทเพราะไม่มีนโยบายกานโอนวันหยุดไปปีถัดไปหรือการจ่ายค่าแรงในวันหยุดพักผ่อนที่ไม่ได้ใช้คืน สามารถทำได้ตามกฎหมายแรงงานมาตรา30 หรือไม่ครับ

    และถ้าพนักงานมีการลาออกกลางปีและมีวันหยุดพักผ่อนที่ตกลงไว้แล้วกับนายจ้างแต่ยังไม่ได้ใช้ พนักงานจะได้ค่าแรงในวันหยุดพักผ่อนที่เหลือนั้นหรือไม่ครับ

    ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      กฎหมายให้นายจ้างและลูกจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีครับ ปีนึงไม่น้อยกว่า 6 วัน … แต่สามารถตกลงให้สะสมได้ … ฉะนั้นหมายความว่าถ้าบริษัทของคุณจะไม่ให้สะสมก็ย่อมทำได้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว บริษัทต้องคุยกับพนักงาน เพื่อกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ครบตามกฎหมายกำหนดครับ

      ส่วนกรณีลาออกกลางปี แล้ววันหยุดเหลือ ยังคงเป็นอะไรที่ถกเถียงกันตลอดว่าควรจะทำยังไง แต่ความเห็นของผมก็คือ ลูกจ้างลาออกเอง แสดงว่าสละสิทธิ์ที่จะใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีที่เหลือ หากบริษัทแสดงเจตนาให้ลาหยุดจนครบตามกฎหมายกำหนดแล้ว แต่ลูกจ้างไม่หยุด ก็เท่ากับสละสิทธิ์จริงๆ … ไม่อย่างนั้น ก็แสดงเจตนาดีกับลูกจ้าง จ่ายเป็นค่าทำงานในวันหยุดไปเลย (แต่ขอย้ำว่านี่ยังเป็นสิ่งที่ยังถกเถียงอยู่นะครับ ว่าต้องจ่ายไหม)

  104. Ck @ Rangsit says:

    ทำงานร้านอาหาร ทุกปีมีการปิดร้านประจำปี มากว่า 20 ปี แล้วมาปีนี้จะไม่ปิด พนักงานสามารถเรียกร้องอะไรได้หรือเปล่า แต่อีกร้านในกลุ่มเดียวกัน เค้ายังปิดร้าน 3 วัน จะทำอย่างไรดีครับ

    • kafaak says:

      ไม่เกี่ยวครับ กฎหมายกำหนดให้นายจ้างกำหนดวันหยุดตามประเพณีให้ลูกจ้างปีละ 13 วัน จะเป็นวันไหนก็ได้ ไม่ต้องเหมือนกันทุกปีก็ได้
      นอกจากนี้ก็มีวันหยุดพักผ่อนประจำปี ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน ซึ่งก็เป็นการตกลงร่วมกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง (แต่ปกติมักจะมาในรูปของลาพักร้อน)

      เปรียบเทียบกับร้านอื่นไม่ได้ครับ วันหยุดตามประเพณี ต่อให้ทำมาต่อเนื่องกัน 20 ปี ก็ไม่ได้หมายความว่าปีนี้จะต้องทำเหมือนกันครับ อันนี้อยู่ที่การพิจารณาความเหมาะสมของนายจ้าง แต่ต้องไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด เท่านั้นเอง

  105. Kurt says:

    สอบถามเรื่องให้ออกช่วงทดลองงานครับ

    คือผมเข้าทำงานที่นึงในตำแหน่ง ผจก ที่บริษัทแห่งนึง
    โดยตอนแรกทาง hr ให้เอกสารมาจะให้เซ็น แต่ผมตรวจสอบแล้วมีข้อความรวมถึงตำแหน่งระบุไม่ถูกต้องเลยให้กลับไปแก้ใหม่ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยได้รับเอกสารที่ให้แก้เลย แต่ก็ยังทำงานมาเรื่อยๆ ไม่มีปัญหาอะไร โดยไม่มีการเซ็นเอกสารอะไรเลย แต่สลิปเงินเดือนผมเก็บไว้ทุกครั้ง

    ทีนี้เงินเดือนปกติจะออกทุกวันที่ 27 ซึ่งตั้งแต่ทำมาออกตรงแค่เดือนเดียว นอกนั้นเลื่อนตลอด
    ผมทำงานมาได้ 3 เดือนแล้ว และหลังจากปีใหม่ เจ้าของบริษัท เรียกผมเข้าไปคุยบอกว่า
    บริษัทไม่ได้มีปัญหากับการทำงานของผมเลย แต่บริษัทกำลังขาดทุน ประสบปัญหาอย่างหนัก พูดวกไปวนมา จนผมจับใจความได้ เลยตกลงกันว่าจะทำงานจนถึงวันที่ 20 มค นี้ ซึ่งครบ 4 เดือนพอดี และจะได้ได้เงินเดือนเต็มเดือน (ตัดรอบทุกวันที่ 20 เงินเข้าทุกวันที่ 27)แต่ทีนี้เค้าสรุปกับ HR และประเมินว่าผมไม่ผ่านโปร มีคำถามดังนี้ครับ

    1. แบบนี้จริงๆแล้วเค้าต้องจ่ายค่าชดเชยอะไรให้ผมมั๊ยครับ ในกรณีที่ยังทำงานไม่เกิน 120 วัน แต่ก็บอกผมล่วงหน้าแค่ประมาณ 14 วันเท่านั้น และให้ออก(คิดส่วนตัวว่า ที่่พยายามไม่ให้ถึง 120 วันเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายชดเชยให้ผม / บอกปากเปล่า HR ไม่เคยมาคุยด้วยเลย และยังไม่เคยมีการเซ็นเอกสารอะไรเลยตั้งแต่ทำงาน หลักฐานจริงๆมีแค่สลิปเงินเดือนที่ได้มา 3 เดือนแล้วเท่านั้น)
    2. หากถึงวันที่ 27 แล้วเค้าไม่ยอมจ่ายเงินเดือนผม สามารถฟ้องร้องได้ที่ไหนบ้างครับ และผมควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง(ถามเผื่อ)
    3. กรณีแบบนี้ผมไปยื่นประกันตน เพื่อรับเงินชดเชยช่วงว่างงาน ร้อยละ 30 ของเงินเดือนได้มั๊ยครับ แต่ผมก็ยังทำงานที่ใหม่นี้ไม่ถึง 4 เดือนเลย เลยไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งตอนช่วงที่ผมออกจากที่เก่ามาก็เพิ่งไปรายงานตัวและรับมาเดือนเดียว และได้มาทำงานที่นี่ก่อนเลยไม่ได้ไปรายงานตัวอีกเลยเพราะคิดว่าได้งานแล้ว
    4. ทำไมตอนที่ผมไปรับเงินประกันตนช่วงว่างงานถึงได้ไม่ถึง 30% ครับ เพราะตอนนั้นเงินเดือน 22500 บาท ถ้า 30% น่าจะได้ประมาณ 7000 บาท คิดคร่าวๆ แต่ตอนมีเงินโอนเข้ามาแค่ 4000 กว่าบาทเท่านั้น

    ถามยาวไปหน่อย รบกวนด้วยนะครับ ไล่หาอ่านมาแล้วเว็บแล้วไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ ขอบคุณมากครับ

    • kafaak says:

      ก่อนอื่นขอบอกอย่างที่ผมย้ำบอกทุกๆ คนไว้ก่อนเลยนะครับ มันแหม่งๆ ตั้งแต่ตอนที่ไม่มีสัญญามาให้เซ็นแล้วครับ ถ้าเจอบริษัทประเภทนี้ไม่ควรทำงานครับ ก่อนที่คุณจะทำงาน เอกสารสัญญาจ้างต้องสมบูรณ์เรียบร้อย และมีให้คุณเซ็น พร้อมมีตัวคู่สัญญาให้คุณเก็บไว้ด้วย 1 ชุดนะครับ … และกฎหมายระบุชัดว่านายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนลูกจ้างให้ตรงเวลา หากจ่ายไม่ตรง ลูกจ้างฟ้อง ก็สามารถเรียกดอกเบี้ยจากนายจ้างได้

      เอาล่ะ ที่นี้มาตอบคำถามคุณดีกว่า

      1. หากทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตอนเลิกจ้าง … แต่ว่าเนื่องจากบอกล่วงหน้าไม่ถึง 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าต๊กใจ (หรือค่าชดเชยแทนการบอกเลิกจ้างล่วงหน้า) ให้เป็นค่าแรง 30 วันครับผม อันนี้ไม่จ่ายไม่ได้ … แต่เนื่องจากไม่มีสัญญาการจ้างงาน ดังนั้น สลิปเงินเดือนของคุณจะเป็นหลักฐานสำคัญครับ
      2. หากไม่จ่ายเงินเดือน ก็ฟ้องศาลแรงงานได้เลยครับ ปรึกษาสำนักงานแรงงานเขตที่นายจ้างคุณตั้งบริษัทไว้ก่อนก็ได้
      3. ทำงานตั้งแต่วันแรก นายจ้างก็มีหน้าที่ต้องยื่นเรื่องประกันสังคมให้คุณแล้ว หากไม่ทำก็มีความผิด ฉะนั้นคุณย่อมมีสิทธิในประกันสังคมแน่ๆ ลองไปปรึกษาสำนักงานประกันสังคมนะครับ เช็คข้อมูลด้วย เพราะผมเองก็หวั่นๆ ว่า นายจ้างของคุณจะยังไม่ได้ยื่นเรื่องนี่น่ะสิ
      4. เรื่องค่าชดเชยการว่างงาน เขาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้ครับ
      1) ถ้าลาออกเอง จะได้ค่าชดเชย 30% ของเงินเดือนเฉลี่ย แต่ไม่เกิน 4,500 บาท ต่อเดือน และได้ปีละไม่เกิน 90 วัน
      2) ถ้านายจ้างเลิกจ้าง จะได้ค่าชดเชย 50% ของเงินเดือนเฉลี่ย แต่ไม่เกิน 8,000 บาท และได้ปีละไม่เกิน 180 วัน
      กรณีของคุณจะเข้าข่าย 2) มากกว่า เพราะนายจ้างเลิกจ้าง … แต่อย่าสับสนกับเงินเดือนคุณนะครับ … ประกันสังคมจะคิดค่าชดเชยให้จากฐานเงินเดือนของคุณ แต่ก็จะคิดไม่เกิน 15,000 บาท

      กรณีของคุณ ให้เรียกร้องค่าต๊กใจ และเงินเดือนที่อาจจะจ่ายล่าช้า หากนายจ้างเล่นแง่ อย่าไปเซ็นใบลาออก เพราะนั่นจะทำให้คุณหมดสิทธิรับค่าชดเชยทุกอย่าง และเผลอๆ จะโดนนายจ้างเล่นงาน ฐานลาออกโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนด และให้ไปเช็คให้ดีๆ ว่านายจ้างทำเรื่องประกันตนให้คุณแล้วหรือยัง และสุดท้าย คือไปทำเรื่องขอค่าชดเชยการว่างงาน โดยเป็นกรณีนายจ้างเลิกจ้างนะครับ

  106. TANYAjip says:

    สอบถามนิดนึงคะ ถ้าทำงานเป็น ผู้จัดการฝึกหัดอยู่ที่บริษัทนึงมา 2 ปี ให้เราทำงานเหมือนผู้จัดการทุกอย่างแต่อยู่มาวันนึงบอกว่าเราไม่ผ่านการประเมินแล้วจะปรับตำแหน่งลงเราลง ทั้งๆที่ใช้งานเหมือนผู้จัดการทุกอย่างแต่กินเงินเดือนพนักงานธรรมดา เราสามารถเรียกร้องอะไรจากทางบริษัทได้ไหมคะถ้าเราจะลาออก รู้สึกเหมือนโดนหลอกใช้งานฟรี

    • kafaak says:

      ก่อนอื่น ขอให้พิจารณาก่อนเลยนะครับว่าจะยอมให้บริษัทนี้เอาเปรียบต่อไปไหม ถ้าคิดว่าโดนเอาเปรียบ ก็ลาออกครับ แต่กรณีนี้ก็จะเรียกร้องอะไรไม่ได้
      ทว่า หากรออีกซักนิด รอให้เขาปรับตำแหน่งเราลง แล้วพยายามลดเงินเดือนเรา ก็ลองปรึกษาทนายเพื่อฟ้องนายจ้างปฏิบัติไม่เป็นธรรมครับ เพราะตามกฎหมายอยู่ๆ จะมาลดตำแหน่งกับเงินเดือนเราลงไม่ได้ (ลดตำแหน่งอาจจะได้ แต่ลดเงินเดือนไม่ได้ … และหากลดตำแหน่งกับหน้าที่ให้ไปทำอะไรแย่ๆ เช่น จากผู้จัดการไปเป็นแม่บ้านอะไรแบบนี้ ก็ถือว่าปฏิบัติไม่เป็นธรรมจริงๆ) แล้วจึงฟ้องร้องครับ และพยายามมีจุดยืนไปเลยว่า ไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้

      แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากกับชีวิตมาก ผมแนะนำว่า ลาออกแล้วหางานใหม่เลยดีกว่าครับ

  107. คิวพี says:

    สวัสดีครับ

    สองถามเรื่องกฎหมายแรงงานเรื่องวันลาพักร้อนครับ เนื่องจากผมเข้าทำงานงานวันที่ 27 มิถุนายน 2555 หากจะยื่นในลาออกให้สิ้นสุดวันทำงานในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ผมจะได้ลาพักร้อนทั้งหมดกี่วันครับ

    ทางบริษัทให้พักร้อนปีละ 13 วันครับ (ยกยอดได้)

    ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      ถ้าจะเอาแบบแฟร์ๆ นายจ้างของคุณก็ควรจะเรียกมาคุย เพื่อให้ใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีของคุณทั้งหมดให้หมดก่อนจะลาออกครับ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วคุณยังยืนกรานไม่ลาหยุด ก็เท่ากับสละสิทธิ์ไปโดยปริยาย และนายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่คุณยังไม่ได้หยุด

      แต่หากคุณลาออก โดยไม่ออกตัวว่าจะใช้วันลาหยุดพักผ่อนประจำปีให้หมด … ปกตินายจ้างก็จะถือว่าคุณสละสิทธิ์ และไม่จ่ายเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ (เว้นแต่กฎระเบียบบริษัทจะระบุไว้ชัดเจนว่าจะจ่าย) … ในกรณีแบบนี้ คงต้องลองร้องเรียนดู แต่ประเด็นนี้ต้องขอบอกว่า ยังเป็นอะไรที่ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหากฟ้องร้องแล้ว ผลจะออกมายังไง (ผมเองก็หาฎีกาเรื่องนี้ไม่เจอ)

      • คิวพี says:

        คือเป็นแบบนี้ครับ

        เริ่มงาน วันที่ 27 มิถุนายน 2555 พอถึง 26 มิถุนายน 2556 ได้ลาพักร้อน 13 วัน
        ระหว่าง มิถุนา – ธันวา 2556 ได้ใช้ไป 7 วัน เหลือ 6 วัน

        พอขึั้นปี 2557 ในระบบได้ขึ้นพักร้อนของปี 2557 มาอีก 13 วัน ซึ่งปกติแล้วพนักงานสามารถใช้ได้ทั้งหมด 19 วันในปี 2557

        แต่กรณีลาออกแล้วต้องการใช้วันพักร้อยที่เหลือ ทาง HR แจ้งว่าสามารถใช้ได้แค่ 6 วันของปี 2556 และ 2 วันของปี 2557(Prorate สองเดือนของปี 2557 ) เท่านั้น

        ซึ่งถ้าบริษัทบอกจะคิดตาม Prorate ก็ควรจะนับจาก มิถุนา 2556 -กุมภา 2557 Prorate เก้าดือนของปี 2556-2557 ) เป็น 9 วัน ใช่หรือเปล่าครับ

        ซึ่งวันลาพักร้อนทั้งหมดต้องเป็น 6 +9 = 15 วัน ซึ่งบริษัทเก่าผมก็คิดแบบนี้ครับ

        • kafaak says:

          ถ้าเขาบอกว่า ทำงานมาถึง 26 มิ.ย. 2556 จึงจะได้พักร้อน 13 วัน นั่นก็แสดงว่า บริษัทเลือกที่จะตัดยอดตามอายุงานครบปีจริงๆ ฉะนั้น จะมาตัดยอดวันที่ 1 ม.ค. ก็ไม่ได้ จำนวนวันพักร้อนของคุณก็น่าจะเป็น

          27 มิ.ย. 2555 – 26 มิ.ย. 2556 = ช่วงนี้ก็จะต้องได้พักร้อนมา 13 วัน แต่ได้เริ่มใช้ตอนหลัง 26 มิ.ย. 2556 เพราะอายุงานเพิ่มครบ 1 ปี ใช้ไปแล้ว 7 เหลืออีก 6
          27 มิ.ย. 2556 – 26 มิ.ย. 2557 = ก็ต้องได้พักร้อนมาให้อีก 13 วัน แต่เนื่องจากอยู่ไม่ครบปี ก็จะเหลือตามสัดส่วน ก็น่าจะเป็น 8-9 วัน อย่างที่คุณเข้าใจ

          ที่ HR ของคุณตอบแบบนั้น คงเพราะเขาเข้าใจว่า คุณเพิ่งได้สิทธิ์ 13 วันเมื่อตอนเริ่ม 27 มิ.ย. 2556 ครับ แต่จริงๆ แล้ว ตามกฎหมายแม้จะบอกว่าต้องอายุงานครบปีจึงมีสิทธิ์หยุดพักผ่อนประจำปี แต่ว่าวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่บริษัทให้ คุณได้ตั้งแต่วันแรกที่มาทำงานครับ

          ถ้า HR เก๋าเกมจริงๆ เขาจะทำแบบนี้ครับ

          1. กำหนดวันตัดรอบวันหยุดพักผ่อนประจำปี (เช่น ทุกวันที่ 1 ม.ค. ของทุกปี)
          2. หากพนักงานเข้ามาระหว่างปี ก็ให้คำนวณวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามสัดส่วน เช่น สมมติว่าปีนึงได้ 12 วัน หากเข้ามา 1 มิ.ย. 2555 ก็จะได้วันหยุดพักผ่อนประจำปี 2555 จำนวน 7 วัน (ทีนี้จะให้เริ่มใช้ได้เมื่อไหร่ ก็แล้วแต่เลย บางที่ก็ให้เริ่มได้เมื่อพ้นโปร บางที่ก็ให้รอครบปีค่อยได้ใช้ … แต่ถ้ามาแนวทางนี้ ผมแนะนำว่าควรให้เริ่มใช้ได้เมื่อพ้นโปร)
          3. จากนั้นทุกๆ วันที่ 1 ม.ค. ก็จะเริ่มนับวันหยุดพักผ่อนประจำปีใหม่
          4. พยายามกระตุ้นให้ลูกจ้างใช้สิทธิ์ลาพักร้อนให้ครบ … แต่ก็กำหนดให้สะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้ แต่อาจจะสะสมได้ตามจริง แต่ไม่เกิน xxx วัน อะไรแบบนีครับ

          ผมยกตัวอย่างออฟฟิศผมดีกว่า ให้พักร้อน 20 วันครับ แต่ขอเป็นกำหนดให้เรา 5 วัน … นั่นหมายความว่า จากที่กฎหมายกำหนด 6 วัน นายจ้างให้แน่ๆ แล้ว 5 วัน ขอแค่พนักงานลาพักร้อนอีกวันเดียว ก็เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ฉะนั้นหากจะไม่กำหนดให้สามารถสะสมวันหยุดพักผ่อนประจำ ก็พอจะทำได้ (ขอแค่กระตุ้นให้พนักงานหยุดอีกวันเดียวก็พอ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่น่าห่วง มีหยุดแน่นอน)

  108. alpha-a says:

    ขออนุญาติถามหน่อยนะครับ

    – คือผมทำงานตั้งแต่ต้นเดือนตุลา56(ประมาณวันที่8) ถึงปัจจุบัน ซึ่งตอนคุยกันก่อนเข้าทำงาน HR บอกว่า
    มีระยะเวลา 3 เดือนถึงจะผ่านโปร ซึ่งปัจจุบัน นับรวมแล้วผมก็เกิน 90 วัน แต่ล่าสุด HR บอกเมื่อวานว่า
    ไม่นับเดือนแรก(คือช่วงเวลาวันที่ 8 – 30ตุลา) ดังนั้นปัจจุบันผมก็ยังไม่ผ่านโปร
    —-ขอถาม 1.เกี่ยวกับระยะเวลาอะครับ ว่า 3เดือนที่HRทั่วๆไป บอก มันต้องนับเดือนเต็มๆ หรือเราสามารถนับเป็นวันได้อะครับ (90วัน)
    —-ขอถาม 2.ในเมื่อเรายังไม่ผ่านโปรอย่างที่HRบอกเราสามารถออกจากงานโดยไม่ต้องมีการบอกล่วงได้ใช่ไมครับ(ผมจะได้ออกสิ้นเดือนนี้เลย)
    ปล.ตั้งแต่สมัคร ถึงปัจจุบัน ผมเซนต์แค่ใบสมัคร ยังไม่ได้มีการเซนต์สัญญาอะไรเลยแต่หักประกันสังคม มีวันลานะครับ
    (ขอบคุณล่วงหน้าครับ)

    • kafaak says:

      กฎหมายไม่มีคำว่าทดลองงานครับ เขารับคุณเข้าทำงาน คุณคือลูกจ้างเลย นายจ้างแค่มีสิทธิ์ที่จะเลิกจ้างคุณได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยหากคุณยังทำงานไม่ถึง 120 วัน (โดยมีเหตุผลที่สมควร)
      แต่จะทดลองงานนานแค่ไหนก็เรื่องของนายจ้าง เพียงแต่หากทดลองงานจนพ้น 120 วันไปแล้ว จะเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยครับ

      ฉะนั้นขอตอบคุณตามนี้

      1) การทดลองงานนั้น อยู่ที่นายจ้างกำหนดครับ ปกติแล้วควรจะระบุชัดในสัญญา ทดลองงานเริ่มเมื่อไหร่ จบเมื่อไหร่ การวัดผลดูจากอะไร
      2) ลูกจ้างจะลาออกเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (เช่น ถ้าจ่ายทุกเดือน ก็ต้องบอกก่อนวันจ่ายค่าจ้าง 1 เดือน) เว้นแต่สัญญาจ้างจะระบุให้บอกก่อนนั้น แต่ไม่จำเป็นต้องเกิน 3 เดือนครับ

      แต่เมื่อทำงานแล้ว คุณต้องมีเซ็นสัญญานะครับ หากไม่มี คิดไว้ก่อนเลย บริษัทนี้ไม่ควรเข้ามาทำงานด้วย มีแนวโน้มเอาเปรียบลูกจ้างสูง

      • alpha-a says:

        ขอบคุณมากครับ ตอนนี้หลังจากผมงอแง ว่าจะลาออก ผมผ่านโปรแล้วครับ(งงเลย) แต่ผมบอกเค้าแล้วแหละครับว่าออกหลังเดือนกุมภาพันธ์ ขอบคุณมากครับ

  109. noei says:

    ขอสอบถามเรื่องการคำนวณวันลาพักร้อนค่ะ
    เดิมทีทางบริษัทนับคำนวณวันลาพักร้อนแบบวันเริ่มงาน สมมุติพนักงานเข้างานวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 54 ทำงานไปจนถึง 31 มกราคม 55 จะได้รับสิทธิวันลาพักร้อน 7 วัน และจะเพิ่มอีกปีละ 1 วัน
    ต่อมาปลายปี 56 ทางบริษัทต้องการเปลี่ยนรอบการคำนวณวันลาพักร้อนแบบปีปฏิทิน ( มกราคม – ธันวาคม) และพนักงานท่านนี้ได้รับสิทธวันลาพักร้อนไปแล้ว จำนวน 8 วัน เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2556
    ทางบริษัทจะต้องคำนวณวันลาพักร้อนอย่างไรค่ะ เพื่อให้เป็นไปตามรอบปฏิทินค่ะ

    • kafaak says:

      ผมเข้าใจแบบนี้นะครับ พนักงานท่านนี้ได้รอบ ก.พ. 55 – ม.ค.56 เป็นเวลา 8 วัน แต่ปรากฏว่าบริษัทเกิดเปลี่ยนรอบตัดใหม่เป็น ม.ค.56 – ธ.ค.56 แทนใช่ไหมครับ ถ้าเป็นกรณีนี้ ก็ให้คิดง่ายๆ ครับ ปีแรกที่คิดแบบนี้ก็เท่ากับคิดแค่ 11 เดือน (ก.พ.56 – ธ.ค.56) โดยหาบัญญัติไตรยางค์เลยว่า ถ้า 12 เดือนจะได้ 9 วัน แล้วถ้า 11 เดือน จะได้กี่วัน? คำตอบก็คือ (9/12)x11 = 8.25 วันครับ ทีนี้ก็อยู่ที่นายจ้างแล้วว่า จะให้นับยังไงกับ 0.25 ที่เป็นเศษ โดยส่วนตัวผม ปัดเป็น 1/2 วัน ก็น่าจะ OK ครับ

  110. william says:

    สวัสดีครับ ขอรบกวนถามอีกครั้ง

    ผมอยากสอบถามเรื่องสัดส่วนการได้เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนที่บริษัษัทจ่ายสมทบเมื่อเราลาออกครับว่า มีกฎหมายใดกำหนดไว้หรือไม่ หรือขึ้นอยู่กับบริษัทกำหนดครับ

    ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้มา กฎหมายไม่ได้บังคับ ฉะนั้นขึ้นอยู่กับข้อกำหนดที่มีตอนสมัครเข้ากองทุนครับ

  111. setocung says:

    สอบถามครับ
    ผมลาออกโดยที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า หมายความว่า หยุดงานไปเฉยๆโดยที่ไม่ได้บอกใคร หลังจากนั้นหัวหน้างานได้โทรมาบอกว่าจะฟ้องผม ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะฟ้องเรื่องอะไร อย่างนี้ผมมีความผิดที่สามารถฟ้องผมได้หรือไม่ครับ กรณีนี้เป็นร้านทำขนมปังในห้าง มีพนักงานร่วมงานอยู่ในแผนกอีก3คน

    ปล.แล้วผมจะสามารถขอใบผ่านงานภายหลังได้หรือเปล่าครับ (ทำงานมาแล้ว 1ปีกับ4เดือน)

    • kafaak says:

      หากลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าผิดเต็มๆ ครับ และหากเกิดความเสียหายแก่นายจ้าง ก็สามารถฟ้องร้องได้ครับ
      แต่หากคุณต้องการขอใบผ่านงาน ก็เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องออกให้คุณครับ

  112. Lady says:

    ขอสอบถาม 2 ข้อค่ะ
    1. ถ้าบริษัทให้วันลา 12 วันต่อปีค่ะ
    แต่พอดีจะลาออกเดือนเมษา ทางบริษัทบอกว่าวันลาจะเหลือแค่ 4 วัน ถ้าใช้สิทธิไปเกินก้จะโดนหักเงินเดือนจากเดือนสุดท้าย อันนี้บริษัทสามารถทำได้ไหมค่ะ เพราะเป็นสิทธิที่พนักงานได้รับไปแล้ว
    2. ในสัญญาจ้างกำหนดให้แจ้งลวงหน้า 3 เดือน แต่ถ้าเราแจ้งล่วงหน้า 30 วัน บริษัทสามาถฟ้องเราได้ไหมค่ะ
    ขอบคุณมากค่ะ

    • kafaak says:

      ขอตอบตามนี้นะครับ

      1. เรื่องวันลานั้น กำหนดให้ปีละ 12 วัน มันก็มีข้อถกเถียงว่าแล้วหากตอนลาออก เวลาที่เหลือมันไม่ครบปี จะต้องคิดตามสัดส่วนหรือไม่ … กฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ชัดเจนครับ แต่ผมมองแบบนี้ครับ ถ้าแฟร์ๆ เลย คือ หากเราใช้สิทธิ์หมดไปก่อนแล้ว ก็คือหมดครับ​ (ต้องคิดถึงว่า กรณีที่เราไม่ลาออก เราก็มีสิทธิ์ใช้พักร้อนรวดเดียวหมดตั้งแต่เดือนแรกได้) แต่หากยังใช้ไม่หมด ก็ให้คิดตามสัดส่วนไป … กรณีของคุณ การลาพักร้อน 12 วันต่อปี คุณได้ใช้สิทธิ์ไปตามชอบแล้ว ฉะนั้นแม้จะใช้สิทธิ์เกินนายจ้างก็ไม่น่าจะมาหักเงินออกครับ แต่หากยังไม่ได้ใช้ หากมีระบุในระเบียบข้อบังคับของบริษัท นายจ้างก็สามารถคิดตามสัดส่วนได้ … และนายจ้างก็มีสิทธิ์ไม่อนุมัติพักร้อนของคุณได้นะครับ (แต่หากไม่อนุมัติ จนคุณอดใช้สิทธิ์ นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชย)

      2. กฎหมายระบุ ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง แต่นายจ้างสามารถกำหนดเป็นอย่างอื่นได้ แต่ไม่จำเป็นต้องมากกว่า 3 เดือน ฉะนั้นหากสัญญาจ้างกำหนดไว้ว่าต้องแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน จึงชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเราแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 30 วัน บริษัทก็มีสิทธิ์ฟ้องครับ

  113. Man says:

    ขอสอบถามครับว่า งานที่ทำอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับสารเคมี โดยทำงานมาต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี และบริษัทได้จัดให้มีการตรวจสุขภาพทุกปี แต่เนื่่องจากบริษัทจะปิดกิจการ เราสามารถให้บริษัท รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการทำประกันสุขภาพหรือค่ารักษาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้หรือไม่ครับ หรือมีคำแนะนำอื่นไหมครับ

    • kafaak says:

      เรื่องนี้จริงๆ ผมอยากแนะนำให้ปรึกษาทนายให้เป็นเรื่องเป็นราวดีกว่าครับ

      แต่ในความเห็นของผม เมื่อบริษัทปิดกิจการไป นายจ้างก็ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการทำประกันสุขภาพหรือค่ารักษาใดๆ แล้ว ยกเว้นแต่ว่า ณ ปัจจุบันคุณกำลังเป็นโรคที่เกิดจากสภาพแวดล้อมการทำงาน ก็ต้องฟ้องร้องกันไปครับ เพื่อเรียกค่าเสียหาย (หมายถึง หากโรคมันเรื้อรัง ต้องรักษาต่อเนื่อง และพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุมาจากการทำงาน ซึ่งหากนายจ้างปิดกิจการไป เราก็ยังเป็นผู้เสียหาย) ถึงได้แนะนำให้ปรึกษาทนายน่ะครับ

  114. fern says:

    คือเนื่องจากเลยกำหนดระยะเวลาที่เซ็นสัญญาทดลองงาน119วันแล้วแต่ไม่มีการประเมินผลใดๆไม่มีการแจ้งว่าผ่านหรือไม่ผ่าน หนูเคยตามเรื่องเซ็นสัญญาเข้าเป็นพนักงานแต่ไม่มีการตอบรับ หนูยังคงมาทำงานตามปกติ แล้วปรากฏว่าสลิปเงินเดือนที่ได้มา(สลิปออก24/02/14เงินเดือนออก25/02/14)ไม่มีการขึ้นให้ดังที่ตกลงกันไว้ในช่วงที่มาสมัครงานว่าจะขึ้นให้หลังจากผ่านช่วงทดลองงาน หนูเลยโทรแจ้งเรื่องลาออกกับฝ่ายบุคคลเพื่อขอใบลาออกในคืนวันที่24/02/14 ล่วงหน้า30วันโดยขอทำงานถึงวันสุดท้ายคือวันที่25/03/14ก่อนเงินเดือนงวดถัดไปออก(โทรแจ้งเพราะเป็นพนักงานกะดึก) แต่ฝ่ายบุคคลแจ้งกลับมาว่าให้มาทำงานถึงวันที่10/03/14เป็นวันสุดท้ายแล้วออกได้เลย ไม่ต้องรอครบ1เดือน โดยมีหมายเหตุว่าการแจ้งขอลาออกเท่ากับการเขียนใบลาออก (ฝ่ายบุคคลแจ้งโดยการเขียนใส่กระดาษพร้อมเซ็นชื่อแนบกับใบลาออกมาให้เขียน) แล้วหนูจะทำอย่างไรดีคะ ตอนนี้หนูยังไม่ได้ยื่นใบลาออกแค่แจ้งไว้อย่างเดียว คือหนูเข้าใจว่าต้องแจ้งล่วงหน้า30วัน เพราะหนูต้องการเงินเดือนเต็มเดือนกับเวลาเพื่อหางานใหม่ค่ะ

    • kafaak says:

      กรณีนี้ เรายืนกรานได้ครับ ว่าเราจะขอ Effective date ตามที่ต้องการ หากนายจ้างยังยืนยันจะให้ออกเลย ก็เท่ากับเขาต้องเป็นฝ่ายเลิกจ้างเราครับ และเนื่องจากคุณผ่านการทำงานครบ 120 วันแล้ว นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นค่าจ้าง 30 วันตามกฎหมาย เพราะว่าเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าครับ

      • fern says:

        ขอบคุณมากค่ะ วันนี้หนูนั่งอ่าน พรบ.คุ้มครองแรงงานแล้วลองโทรไปคุยกับฝ่ายบุคคลเพื่อขอeffective dateที่หนูต้องการแล้ว ตอนแรกเขายืนยันว่าให้ทำงานวันที่10เป็นสุดท้าย หนูก็คุยดีๆกับพี่เขาพอพี่เขาพูดจาไม่ดีใส่ หนูเลยเอากฎหมายพรบ.คุ้มครองแรงงานมาตรา17อ้างเพราะหนูยังไม่ได้เขียนใบลาออก แล้วพี่เขาคงโมโห แกเลยแจ้งหนูว่าหนูไม่ผ่านประเมินทดลองงานเพราะหนูทำงานไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ หนูก็บอกแกว่าไม่เห็นเคยให้ใบwarningเลยนี่คะ ถ้าจะให้ออกกันแบบนี้หนูคงต้องไปฟ้องสำนักงานแรงงานแล้วแหละ แกเลยเปลี่ยนท่าทีคุยกับหนูอย่างรวดเร็ว ผลสรุปว่าจริงๆแล้วแกทำงานช้าเอง ไม่ได้ตามเรื่องให้ ทั้งเรื่องผลการประเมินและเงินเดือน ซึ่งทางผู้จัดการเค้าเซ็นให้หนูผ่านแล้ว อันนี้มาแจ้งตอนท้าย ส่วนเรื่องเงินเดือนจะทำการเบิกย้อนหลังให้ แถมถามว่าไม่อยู่ต่อจริงๆเหรอ (หนูคงอยู่ต่อให้แกหาเรื่องไล่ออกอ่ะ บังเอิญงานที่ใหม่ตอบรับแล้วด้วยค่ะ)

        • kafaak says:

          ทำได้ถูกต้องครับ … ผมขอแนะนำเพิ่มเติมแบบนี้
          1. พรบ.คุ้มครองแรงงาน ไม่มีคำว่าทดลองงาน ฉะนั้นหากทำงานครบ 120 วันแล้วจะให้เราออก ตามสะดวกเลย แต่นั่นก็คือ นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยสองเด้ง เด้งแรกคือ เมื่อทำงานครบ 120 วันแล้วนายจ้างให้ออก (แต่ถ้าเราลาออกเอง เราไม่ได้นะครับ) ก็ต้องจ่ายเราเป็นค่าจ้าง 30 วัน และเด้งที่สองคือค่าต๊กใจ เพราะดันบอกเลิกจ้างกะทันหัน ไม่ใช่บอกล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (อย่างที่บอก แม้เราจะลาออกแล้ว แต่ยังไม่ถึง Effective date แล้วนายจ้างให้ออก ก็เข้าข่ายนี้เลย)
          2. ถ้าไม่มีหลักฐานว่าทำไมเราถึงไม่ผ่านทดลองงาน หรือ เลิกจ้างไม่มีเหตุผลอันสมควร แล้วจะไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เราสามารถฟ้องนายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการถูกเลิกจ้าง (แต่หากนายจ้างยอมจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ก็ถือว่าจบนะครับ)
          3. ทำเรื่องเบิกเงินเดือนย้อนหลัง หากเราจะอัดไอ้ฝ่ายบุคคลงี่เง่านี่จริงๆ ก็ทำเรื่องฟ้องครับ เพราะเงินเดือนต้องจ่ายตรงเวลา หากจ่ายช้าเรียกดอกเบี้ยได้ครับ

          แล้วถ้าจะให้ดี แนะนำว่าให้แจ้งไปที่ ผจก. ของน้องด้วย ว่าที่ต้องออก ก็เพราะฝ่ายบุคคลชักช้า ไม่บอกเรื่องว่าผ่านงาน สุดท้ายเลยไปทำงานที่ใหม่เลย เพราะไม่แน่ใจสถานะในที่ทำงานของตน (ทิ้งระเบิดใส่ซะเลย สะใจ)

          • fern says:

            ขอบคุณมากๆอีกครั้งสำหรับคำแนะนำดีๆค่ะ วันนี้หนูเลยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมผลสรุปให้เพื่อนที่ทำงานฟังเพราะอยากให้เป็นกรณีศึกษา(ว่าต้องสู้ถึงจะชนะ)พร้อมแนะนำให้อ่านพรบ.คุ้มครองแรงงาน คือเหมือนที่บริษัทนี้ไม่เคยมีใครลุกขึ้นเรียกร้องอะไรมาก่อน ปล่อยเลยตามเลยให้ฝ่ายบุคคลทำอะไรตามใจชอบ ประมาณว่าถ้าหนูไม่โทรไปรักษาสิทธิที่หนูมีหนูคงไม่ได้อะไรสักอย่าง อันนี้หนูไม่พูดถึงฝ่ายอื่นในบริษัทเพราะจริงๆแล้วหนูสนุกกับงานที่นี่มาก แต่ความไม่แน่นอนในหน้าที่การงานมันเป็นเหตุผลหลักจริงๆที่ทำให้อยากออกจากงานแถมฝ่ายบุคคลก็พึ่งพาอะไรไม่ได้ ซึ่งเมื่อเพื่อนๆได้ฟังก็รู้สึกว่าต้องรักษาสิทธิประโยชน์ที่เรามี เพราะมีหลายคนที่ผ่านการทดลองงานแล้วยังไม่ทราบผลการประเมินและไม่ได้มีการเซ็นสัญญาอะไรอีก ก็อยากให้เคสของหนูเป็นการกระตุ้นให้ฝ่ายบุคคลได้รู้เอาไว้ว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่จะไม่รู้กฎหมายแรงงานแล้วทำอะไรได้ตามใจชอบ (ให้มันรู้ซะบ้าง)

          • kafaak says:

            ยินดีให้คำแนะนำครับ … และขอให้ปฏิบัติตามชื่อบล็อกตอนนี้ (ฮา)

  115. SOMSAK says:

    ทำงานไม่ถึงเดือนแล้งออกแบบไม่แจ้งมีความผิดไหมครับ

    • kafaak says:

      นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้ตามจริงครับ

    • ple says:

      สวัสดีคะ รบกวนถามเคส คล้ายๆ น้องคนนี้คะ หนุทำงานยังไม่ถึง้เดือน แล้วอยากลาออกด้วย้หตุผลคือ มันไกลจากที่พัก แล้วเดินทางไไม่สะดวกจิงๆ และบังเอินได้งานใกล้บ้าน แต่ไม่ยังไม่มีการเซ็นนสัญญาจ้างเลย ดังนั้ แต่ได้เคยคุยกับนายจ้างว่า จะออก แต่เค้าขอใฟ้ทำจบจบเดือน เพราะหาคนไม่ทัน เราก้เข้าใจเค้าคะ แต่เราก้ไม่ไหว เรื่องเดินทาง ถ้าเป้ แต่ก้รับปากว่าจะทำให้ถึงสิ้นเดือน ในที่สุดก้ทำไม่ได้คะ อยากทราบว่า
      1, ถ้าเราขาดงานไป 3วันต่อเนื่องจะมีผลเลิกจ้างอัตโนมัติ มั้ยหรือจะมีผลตามมามั้ย
      2. เราแจ้งไปว่าไม่รับเงินเดือนที่ผ่านมา ทำได้มัเย และไม่มีา ทำงานแล้วเพราะไม่ไหวจิงๆคะ
      3.เร่าไม่ได้ทำงานใน ตน .เกี่ยวกับการเงิน และไม่มรการเซ็นสัญญาใดๆ เลย
      เราสามารำทำข้อใดข้อนึงได้มั้ยคะ
      4.แล้วถ้าเค้าฟ้องเราเค้าจะฟ้องหรือไม่ค่ั ส่วนใหญ่ เรื่องแบบนี้เราไม่ได้ทุจริต มา และงานที่ทำก้เปป้นแบบพวก ประสานงาน ติดต่อการขาย ไม่ได้จับเงินคะ

      รอคำตอบนะคะ
      ขอบคุณมากมายคะ

      • kafaak says:

        ขอตอบนี้นะครับ

        1. ขาดงานโดยไม่มีสาเหตุ 3 วัน ความผิดร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย หากเกิดความเสียหายกับนายจ้าง นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้อีก
        2. ตามกฎหมาย นายจ้างยังไงก็ต้องจ่าย แต่หากเลิกราด้วยกันดีๆ นายจ้างไม่จ่าย เราไม่ฟ้องนายจ้าง ก็โอเคครับ
        3. ข่าวดีคือ คุณไม่น่าจะทำงานในตำแหน่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายของนายจ้างครับ (แต่ผมฟันธงไม่ได้ เพราะไม่ทราบรายละเอียดของงาน)
        4. ฟ้องได้ไม่ได้ อยู่ที่ทำให้นายจ้างเสียหาย และนายจ้างมีหลักฐานเอาผิดหรือไม่ และมันคุ้มกับนายจ้างไหมที่จะฟ้องน่ะครับ

  116. Nut says:

    นายจ้าง จ่ายเงินเดือนไม่ตรงตามวันครับ
    เดือนที่แล้ว นายจ้างแจ้งวันที่จะจ่ายเงินว่า ระบบทางธนาคารมีปัญหา ทำให้จ่ายช้าไป 1 วัน
    เดือน นี้ จ่ายเงินช้าอีก โดยแจ้งว่า ทางธนาคารมีปัญหาในระบบการจ่ายเงินเดือนซึ่งต้องเลื่อนเวลาออกไป
    แต่ไม่ได้ระบุวันจ่าย
    ในกรณีถ้าเกิด เดือนหน้า จ่ายช้าอีก เราสามารถ ทำอะไรได้ไหมครับ หรือเรียกร้องอะไรได้ไหมครับ

    • kafaak says:

      กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายตรงเวลาครับ​ (เพราะเขาถือว่าลูกจ้างเสียเปรียบ และต้องกินต้องใช้ จะจ่ายไม่ตรงเวลาไม่ได้) หากจ่ายล่าช้า ลูกจ้างฟ้องและเรียกดอกเบี้ยได้ครับ

  117. Jang says:

    สวัสดีค่ะ มีคำถามเรื่องการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่ลาป่วย
    เนื่องจากพนักงานประสบอุบัติเหตุ แพทย์ระบุในใบรับรองแพทย์ ให้หยุดพักงาน 2เดือน ตั้งแต่ วันที่ 4/12/56 – 4/02/57 ไม่ทราบว่าทางบริษัทต้องจ่ายเงินเดือนให้พนักงานอย่างไรค่ะ

    • kafaak says:

      กฎหมายกำหนดให้พนักงานลาป่วยได้จริงตามป่วย แต่นายจ้่างต้องจ่ายค่าจ้างให้พนักงาน 30 วันของที่ป่วยครับ
      หากพนักงานลา 2 เดือน ก็จ่ายค่าจ้างให้แค่ 30 วันครับ ถ้าเกิดเขาเคยลาป่วยมาก่อนหน้าแล้ว ก็หักไปเลยว่าลามาแล้วกี่วัน เช่น หากเคยลาแล้ว 5 วัน ก็จ่ายแค่ 25 วันพอ … ถ้าเขาเงินเดือน 9,000 บาท ก็คือค่าแรงวันละ 300 บาท ก็จ่าย 25 x 300 = 7,500 บาทครับ

      กรณีของพนักงานรายเดือน นับรวมเสาร์อาทิตย์ เพราะปกติเขาก็ได้ค่าจ้างแบบเหมาทั้งเดือน คือ รวมเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว (ถือว่าวันเสาร์อาทิตย์ไม่ต้องมาทำงาน แต่นายจ้างก็จ่ายเงินเดือน) แต่หากเป็นพนักงานรายวัน ที่หากไม่มีทำงานเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ได้เงินเดือน แบบนี้ก็คือ นับเฉพาะวันที่เป็นวันทำงาน

      • Jang says:

        แต่ทางประกันสังคมแจ้งว่าต้องจ่ายให้ลูกจ้าง สำหรับปี 2556 จำนวน 30 วัน และสำหรับปี 2557 อีกจำนวน 30 วัน จริงไหมค่ะ

        • kafaak says:

          อ้อ! ขออภัยครับ ผมไม่ทันสังเกตว่าข้ามปี เลยตอบไม่เคลียร์ แต่ก็อาศัยหลักการเดียวกันครับ
          ปี 2556 ก็ดูก่อนว่าพนักงานคนนี้ลาป่วยไปแล้วกี่วัน ก็ต้องจ่ายให้เขา 30 วัน ฉะนั้น หากเขายังไม่เคยลาป่วยเลย เดือน 12 ที่ป่วยนั่น เขาก็ต้องได้เงินเดือนครับ เพราะอยู่ในกำหนดของกฎหมาย 30 วัน ส่วนปี 2557 เนื่องจากเขาลาตั้งแต่ 1 ม.ค. 57 เป็นต้นมา ก็ต้องจ่ายเขา 30 วันเช่นกัน แต่หลังจากนั้น ไม่ว่าเขาจะป่วยกี่วัน ก็ไม่ต้องจ่ายแล้วครับในปี 57 นี้

  118. cher says:

    คืออย่างงี้ค่ะ ฉันลาออกจาจากงานประจำมาเพื่อช่วยญาติทำกิจการร้านอาหารซึ่งเค้าทำกับเพื่อน การเข้ามาทำงานจึงเหมือนกับการช่วยงานของญาติ จึงไม่มีการเซ็นสัญญาหรือทำเอกสารแต่อย่างใดเพียงแต่ได้คุยกันไว้ถึงขอบเขตการทำงาน อีกอย่างบริษัทที่ทำขึ้นมายังไม่มีระบบในการจัดการออฟฟิศ การทำงานจึงเป็นแค่การตกลงเงินเดือนและกำหนดเวลาส่งงานเท่านั้น ไม่ได้มีการกำหนดเรื่องการเข้าออกงานหรือเวลาทำงาน แต่เวลาผ่านไป2เดือนทางเจ้าของก็รับที่ปรึกษาเข้ามาเพื่อวางระบบการทำงานและได้มีการตกลงและเงื่อนไขในการทำงานใหม่คือจะต้องมีเวลาทำงานที่ชัดเจน เป็น9โมงเช้าถึง6โมงเย็น และทำงาน6วันต่อสัปดาห์ ซึ่งมันผิดจากเงื่อนไขเดิมในข้อตกลงสำหรับการทำงานร่วมกัน คำถามที่1ฉันมีสิทธิ์จะไม่ทำตามในเงื่อนไขได้มั๊ยคับ เพราะเงื่อนไขแรกเป็นการตกลงด้วยวาจาและเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้มีการออกเป็นเอกสารหรือสัญญาให้รับทราบนายจ้างที่เป็นเจ้าของก็แจ้งปากเปล่าเช่นกัน คำถามที่2 ตอนนี้นายจ้างให้มานั่งทำงานอยู่ในร้านอาหารซึ่งลักษณะงานเป็นงานออฟฟิศ เค้าก็เอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาตั้งให้ใช้งานแค่นั้น แต่ไม่ได้มีการกั้นพื้นที่ให้เป็นส่วนของออฟฟิศแต่อย่างไร นั่งหน้าครัว ยังมีกลิ่นควันกลิ่นอาหาร เสียงการประกอบอาหาร เสียงเพลงในร้านอาหาร และแสงไฟที่คิดว่าไม่เพียงพอต่อการทำงาน อย่างนี้ฉันสามารถแจ้งหรือร้องต่อใครได้บ้าง (อ่อ นายจ้างอ้างว่าจะทำออฟฟิศให้นั่ง แต่ผ่านมา2เดือนแล้วก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร หนำซ้ำพื้นที่ที่นั่งก็มีน้ำจากท่อแอร์หยดลงมาตลอด) ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      สัญญาการจ้างแรงงาน ก็คือสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งครับ ฉะนั้นการตกลงด้วยวาจาก็ถือว่ามีผล แต่ที่เขานิยมทำกันเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะเวลาที่ผิดสัญญา มันพิสูจน์กันง่ายครับ แต่อย่างในกรณีนี้ ก็สามารถร้องเรียนได้ครับว่าผิดไปจากสภาพการจ้างงานที่ตกลงไว้แต่แรก แต่ต้องตระหนัก 2 เรื่องก่อนนะ คือ

      1) ต้องหาพยานที่รู้เรื่องสภาพการจ้างงานตอนแรกมาให้การยืนยันว่าที่เคยตกลงไว้ มันไม่ใช่ 9:00-18:00 และ 6 วันต่อสัปดาห์
      2) กรณีตามข้อ 1. ที่ผมว่า คนที่จะเป็นพยานที่ดีที่สุด อาจหนีไม่พ้นญาติของคุณเอง แต่หากมีการร้องเรียนขึ้นมา ญาติของคุณก็อาจจะเดือดร้อนไปด้วย เพราะเป็นเจ้าของร่วมกับเพื่อน?!?

      ในแง่ของสภาพแวดล้อมการทำงานนั้น มี พรบ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 กำหนดไว้ใน มาตรา 6 ว่า “ให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทํางานและสภาพแวดล้อมในการทํางานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างมิให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย”

      ฉะนั้น หากสภาพแวดล้อมการทำงานของคุณมันไม่ปลอดภัย ไม่ถูกสุขลักษณะ ก็สามารถร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการแรงงานได้ครับ

  119. Poy says:

    พอดีดิฉันทำงานอยู่ในบริษัทเอกชลแห่งหนึ่ง ตอนแรกที่ดิฉันเป็นพนักงานเมื่อปี 2013 บริษัทให้ฉันไปเปิดบัญชี 2 ธนาคาร ธนาคาร 1 ใช้เป็นการโอนเงินเดือน อีกธนาคาร 1 ใช้เป็นการโอนเงินค่ามิสหรือเงินพิเศษ ฉันได้รับเงินเดือนจากบริษัทนี้ 7000 บาท ค่ามิส เค้าคิดเป็นเปอร์เซ็นให้ 5% แต่พวกครีมก็เป็นบ้างตัว พอหลังจากมีกฎหมายออกมาให้มีเงินเดือนขั้นต่ำ 9000 ขึ้นมา ทางบริษัทก็รวมเงินเดือนพร้อมทั้งค่ามิสโอนเป็นบัญชีเดียวกัน ซึ่งทางกระทรวงแรงงานเช็คไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเงินจะเข้าในบัญชี มากกว่า 9000หรือน้อยกว่านั้นก็มีถ้าเราขายคอร์สไม่ได้ แต่มันก็รวมค่ามิส เงินเดือนก็ยังคงที่ 7000 เหมือนเดิม แบบนี้ถือว่านายจ้างโกงเรารึปล่าวค่ะ

    • kafaak says:

      โกงครับ เป็นมุกที่นายจ้างมักจะทำ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องจ่ายเงินเดือนเพิ่มขึ้น
      ถ้าคุณมีหลักฐานว่าเงินส่วนนึงเป็นคอมมิชชั่น ก็เอาไปร้องเรียนสำนักงานแรงงานเขตที่นายจ้างประกอบการอยู่ได้เลย เพราะสองส่วนนี้คนละเรื่องกันครับ

  120. Poy says:

    ค่ะ ขอถามเพิ่มอีกหน่อยนะค่ะ
    และอย่างนี้ถ้าเราไปเรียกร้องสิทธิ์ ทางกรมแรงงานเค้าจะบอกกับบริษัทไหมค่ะว่าได้ข่าวมาจากใคร

    • kafaak says:

      เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ ขอให้เขาเก็บเป็นความลับได้ครับ

  121. zai says:

    สวัสัดีค่ะ อยากจะถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเดือนค่ะ พอดีว่าดิฉันเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ทำมาปีครึ่งแล้วค่ะ ทำตำแหน่งกราฟฟิกค่ะ ใช้วุฒิ ป.ตรี ค่ะ แต่เงินเดือนดิฉัน 12500 บาท ตอนทดลองงานได้ 12000 ค่ะ จนทุกวันนี้ก็ได้ 12500 ค่ะ อยากจะถามว่าดิฉันโดนนายจ้างโกงหรือเปล่าคะ จริงๆ มันต้องได้ 15000 แล้วหรือเปล่า

    • kafaak says:

      ผมเข้าใจว่าคุณอาจจะเข้าใจผิดเรื่องวุฒิปริญญาตรี 15,000 บาทครับ
      อันนั้นมันกรณีของการเข้ารับราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ ครับ ที่รัฐบาลกำหนดว่า ป.ตรีได้ 15,000 บาท ส่วนเอกชนนั้น เป็นแค่การขอความร่วมมือ โดยรัฐนำร่องก่อน แล้วหวังว่าจะกระตุ้นให้เอกชนต้องปรับตาม (เพราะไม่งั้นคนจะไปทำราชการหมด … แต่ในความเป็นจริง ตำแหน่งงานราชการนั้นไม่มากพอที่จะรองรับจำนวนคนได้หมด และงานราชการก็เติบโตยาก)

  122. ช่างเตี้ย ภู่ระหงษ์ says:

    ผมทำงานมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2553 จนถึงปัจจุบัน มาไม่นานนายจ้างบอกว่าให้ระงับเงินผมตั้งแต่1เมษายน2557และให้ผมคืนเงินทั้งหมด5เดือนแก่บริษัท บอกผมว่าไม่มีงานให้ทำแล้วมาทำงานได้ยังไง โดยที่ไม่มีการบอกกล่าวผมว่าให้ออกตอนไหน และไม่บอกกล่าวให้งานผมผมอยากทราบว่ากรณีนี้ผมต้องคืนเงินนายจ้างไหมครับ รบกวนด้วยครับ

    • kafaak says:

      ต้องพิจารณาจากสัญญาจ้างก่อนครับ แต่ถ้านายจ้างของคุณจ่ายเงินเป็นรายเดือนเท่าๆ กันทุกเดือน ผมก็ขอเดาว่าสัญญาจ้างเป็นพนักงานประจำ การที่มีงานหรือไม่มีงานให้คุณทำมันไม่เกี่ยวกับการไม่จ่ายเงินเดือน ยังไงก็ต้องจ่ายครับ เพราะจ้างคุณมาแล้ว หากไม่มีงานให้ทำ ก็เป็นเรื่องของนายจ้างเอง และหากไม่มีงานให้คุณทำจริงๆ ก็ต้องเลิกจ้างกันตามกฎหมาย ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย

      ฉะนั้นในกรณีนี้ ไม่ต้องคืนเงินนายจ้างครับ … ถ้าเขาไม่มีงานให้เราทำ ก็ต้องให้เขาเลิกจ้างเรา และจ่ายค่าชดเชยเราตามกฎหมาย (หากทำงานมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2553 ก็คือ ทำมาเกิน 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ต้องได้รับค่าชดเชยเป็นค่าจ้าง 90 วัน) หากนายจ้างไม่จ่าย ก็ฟ้องเรียกครับ เรียกทั้งค่าเสียหายจากการถูกเลิกจ้าง เรียกทั้งค่าชดเชย และเรียกทั้งดอกเบี้ยเลย

    • Kan says:

      สอบถามด้วยครับ ผมทำงานร้านอาหาร ปกติทำงานในวันหยุดนักขตฤกษ์ บริษัทจะจ้างเป็นเงินได้ 2 แรง มาปีนี้อย่างจะประหยัดค่าใช้จ่าย จะให้เป็นวันหยุด ถามว่าถ้าให้เป็นวันหยุด ผมสามารถได้เป็นวันหยุด 2 วัน ได้หรือเปล่า เพราะตอนจ่ายเป็นเงินได้ 2 แรง แล้วถ้าผมไม่ยอมหยุดจะสามารถเรียกร้องให้บริษัท จ่ายเป็นเงิน ได้หรือไม่ครับ

      • kafaak says:

        หากมาทำงานในวันหยุด ต้องได้เป็นเงินครับ เว้นแต่นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันเป็นแลกวันหยุดได้ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นแล้ว ในความเห็นของผม วันหยุดหนึ่งวันก็แลกวันหยุดหนึ่งวันถูกต้องแล้วครับ เพราะเมื่อแลกวันหยุดได้แล้ว หากนายจ้างยังจะให้เราทำงานในวันนั้นอีก แต่จะจ่ายเป็นเงินแทน เขาก็ต้องจ่ายค่าแรง 2 แรงครับ

        อย่าคิดว่าวันหยุดนักขัตฤกษ์เมื่อแลกแล้วควรจะได้เป็นวันหยุด 2 วัน เพราะหากเป็นค่าแรงจะได้ 2 แรงนะครับ … ต้องคิดว่าหากวันหยุดนั้นสุดท้ายถูกนำไปให้ทำงาน นายจ้างก็ยังต้องจ่าย 2 แรงอยู่ดีครับผม

        แต่ย้ำอีกที กฎหมายไม่ได้อนุญาตให้นายจ้างแลกวันหยุดได้ครับ ทำงานในวันหยุด ต้องจ่ายเป็นค่าแรงตามกฎหมาย แต่ยกเว้นนายจ้างลูกจ้างตกลงกันได้ เมื่อลูกจ้างไม่ไปฟ้องว่านายจ้างทำผิด มันก็ไม่เป็นเรื่องเป็นราวครับ

        • poo says:

          ตอนแรกได้เขียนใบลาออกไว้ 31มีนาคม ซึ่งจากมีผลให้ออกจากงานวันที่ 30 เมษายน แต่แล้ววันที่ 18 เมษายนได้มีปัญหากับทางเจ้าของเนื่องจาก ได้ขอลาพักร้อนในส่วนที่เหลือตามสิทธิ์เราที่เขาประกาศไว้ 6 วัน แต่เราจะใช้ไปแล้ว 1 วัน ซึ่งยังเหลืออีก 5 วัน แต่เขาไม่ให้เขาให้ใช้ได้ 1 วัน ซึ่งเราก็ถามว่าทำไหมในเมื่อคนเก่า ๆ เขายังลาได้ ซึ่งเขาบอกว่าปีที่ก็ลาคลอดไป ซึ่งเราบอกว่าลาคลอดเราก็ลาไปแค่สองเดือน แล้วก็กลับมาทำงาน เราก็ทำงานมาจะสามปีแล้ว เขาบอกมาเรียกร้องสิทธิ์อะไรนักหนาเรา จึงขอออกเลย ซึ่งเขาก็บอกว่าให้ออกไปเลย แล้วก็ให้เขาคืนเงินประกันที่เขาหักไว้ เขาบอกว่าจะไม่คืนให้ เขาได้ทำหักไว้ห้าเปอร์เซ็นต์ขอเงินเดือน ไม่มีการทำสัญญาใด ๆ เลย เรามีสิทธิ์ฟ้องไหมคะ

          • kafaak says:

            ก่อนอื่นต้องบอกว่า นายจ้างมีสิทธิ์ไม่อนุมัติวันหยุดพักร้อนของเราครับ แต่เราก็มีสิทธิ์ที่จะลาออกเช่นกัน หากนายจ้างไม่อนุมัติวันพักร้อน เมื่อเราลาออกแล้ว นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุด สำหรับวันพักร้อนทั้ง 5 วันที่เขาไม่อนุมัติครับ และวันหยุดพักร้อนสะสมอื่นๆ (ถ้ามี) … การอ้างว่าเราลาออกระหว่างปี ต้องได้พักร้อนแค่ตามสัดส่วนไม่ถูกต้อง เพราะกฎหมายกำหนดว่าเมื่อครบปี ก็ได้ทันที 6 วัน ฉะนั้นเมื่อบริษัทของคุณนับรอบวันพักร้อนใหม่ (ส่วนใหญ่ก็เมื่อเริ่มปีใหม่) ก็ถือว่าคุณมีสิทธิ์ 6 วันเต็มเลย

            ทีนี้ประเด็นต่อมา การลาออกแล้วขอให้มี Effecitve ทันที เสี่ยงนะครับ เพราะเท่ากับนายจ้างฟ้องคุณได้ว่าการที่ออกกะทันหันทำบริษัทเสียหาย แต่ในกรณีนี้โชคดีที่ทางโน้เขาให้เราออกเลย นั่นคือ นายจ้างโอเคด้วย ฉะนั้นหมดสิทธิ์ฟ้อง … ส่วนเรื่องเงินประกัน ไม่คืนไม่ได้ครับ เพราะจริงๆ แล้ว หากคุณไม่ได้ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของนายจ้าง เขาไม่มีสิทธิ์หักอยู่แล้ว แต่ในกรณีของคุณ ก็ต้องดูว่าคุณทำตำแหน่งไหน แล้วนายจ้างมีสิทธิ์หักไหม แต่ทีนี้หากคุณลาออก นายจ้างมีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยด้วย มาเบี้ยวไม่ได้ ไม่ยอมคืน ก็ฟ้องเลย พร้อมเรียกดอกเบี้ยที่ไม่ยอมจ่าย (ร้อยละ 15 ต่อปี)

  123. maew says:

    รบกวนขอคำแนะนำ/ ปรึกษาหน่อยนะคะ …เริ่มงานใหม่ที่บริษัทแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ก่อนเริ่มงานได้ตรวจร่างกาย
    และมีเอกสารทางการแพทย์ยืนยันว่า ไม่ตั้งครรภ์ แต่หลังจากทำงานได้ประมาณ 2 เดือน ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2557 พบว่าตัวเองตั้งครรภ์ค่ะ
    จึงได้แจ้งเรื่องการตั้งครรภ์กับหัวหน้างาน …ซึ่งดูท่าทางเขาไม่พอใจ แต่โดยลักษณะงานที่รับผิดชอบเป็นงานสำนักงาน การตั้งครรภ์จึงไม่ค่อยกระทบ
    กับงานมากนัก (โชคดีที่ไม่แพ้ท้องด้วยค่ะ)

    แต่เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา หัวหน้างานได้เรียกคุย เขาบอกว่ารู้ใช่ไหมว่า
    การตั้งครรภ์ในช่วงทดลองงานถือเป็นความผิด!!!! แต่เหตุผลที่แจ้งในใบประเมินระบุว่าทำงานผิดพลาด-ล่าช้า บลา บลา
    และแจ้งว่าจะขอต่อทดลองงานอีก 120 วัน
    โดยในเอกสารต่อทดลองงานฉบับใหม่วันที่ถูกระบุเป็น 16 มีนาคม 2557

    ส่วนตัวดิฉันก็รู้สึกละอายใจตัวเองเหมือนกันค่ะ แต่ในเมื่อท้องแล้วก็คงต้องยอมรับชะตากรรม
    เขาอยากทำอะไรก็ทำไป แต่ลึกๆ ก็รู้สึกวิตกกังวลเหมือนกันค่ะ
    ไม่รู้ว่าต่อไปในกาลข้างหน้าอีกไม่กี่เดือน เขาจะดำเนินการอย่างไรกับดิฉัน
    เท่าที่อ่านเรื่องราวของหลายๆ ท่าน พบว่า การต่อสัญญาทดลองสามารถทำได้
    สมมติว่า ถ้าเขายังคงต่อสัญญาทดลองงานไปอีกเรื่อยๆ
    จนดิฉันครบกำหนดลาคลอด …
    ดิฉันจะได้รับเงินค่าจ้าง 45 วันในส่วนนายจ้างไหมคะ
    และการนับอายุงานของดิฉัน จะนับตั้งแต่สัญญาฉบับแรก (16 ธันวาคม 2556) หรือนับตามสัญญาฉบับปัจจุบันคะ

    ขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบค่ะ

    • kafaak says:

      ก่อนอื่นขอบอกให้สบายใจก่อนนะครับว่า “การท้องระหว่างทดลองงาน” ไม่ถือเป็นความผิดใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ หากนายจ้างเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น ถือว่าทำผิดครับ ฟ้องในฐานะปฏิบัติไม่เป็นธรรมกับลูกจ้างได้

      ต่อมาคือ กรณีเรื่องตั้งครรภ์ หากคุณไม่ทราบจริงๆ และเอกสารทางการแพทย์ก็ยืนยันเช่นนั้นจริงๆ คุณก็ไม่ผิดครับ นายจ้างรับคุณเข้ามาแล้ว ก็ต้องเป็นแบบนั้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทราบแล้วก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ และให้คุณทำงานไปได้ต่อนับตั้งแต่วันที่ทราบจนถึงเดือนเมษายน

      ต่อมา เรื่องทำงานผิดพลาด ล่าช้า ก็ต้องมีหลักฐานมาพิสูจน์ครับ ว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่เขาก็ไม่ได้บอกว่าไม่ผ่านทดลองงานใช่ไหมครับ? ถ้าเช่นนั้นเบาใจได้ … ผมขอแนะนำแบบนี้

      – ตามกฎหมาย มันไม่มีคำว่า “ทดลองงาน” อยู่แล้ว ปกตินายจ้างจะใช้เวลา 120 วันแรกของการทำงานเพื่อทดลองงาน เพราะช่วงนั้นหากเลิกจ้างจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (แต่ต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบภายในวันที่ 89 ของการทำงาน จึงจะปลอดภัย ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย) ฉะนั้นเมื่อคุณทำงานตั้งแต่ 16 ธันวาคม จนมาถึงเมษายน แล้วเขาก็ยังไม่ประเมินไม่ผ่าน และยังให้ทำงานต่อไป จนถึงวันที่ผมตอบคำถามนี้ (19 เมษายน 2557) เท่ากับคุณทำงานครบ 120 วันแล้ว หากเขาจะบอกว่าคุณไม่ผ่านทดลองงาน ให้ออก ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นค่าจ้างจำนวน 30 วันครับ และยิ่งหากไม่บอกล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง เขาก็ต้องจ่ายค่าชดเชยการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกเป็นค่าจ้าง 30 วัน … ฉะนั้น จงทำงานต่อไป อย่าลาออก อย่าทำให้บกพร่อง หากนายจ้างจ้องจับผิด จ้องเล่นงาน จงหาหลักฐานมาหักล้างเตรียมรอไว้ เผื่อต้องฟ้อง
      – สิทธิการลาคลอด 90 วันแล้วได้ค่าจ้าง 45 วัน ไม่เกี่ยวกับการทดลองงานครับ (บอกแล้ว กฎหมายไม่มีคำว่าทดลองงาน) เมื่อเขารับคุณเข้าทำงาน คุณมีสิทธินี้ตามกฎหมายในันที ฉะนั้นเมื่อคลอด เขาต้องจ่ายครับ ไม่จ่ายฟ้องเลย
      – อายุงาน นับตั้งแต่วันแรกที่รับเข้าทำาน (16 ธันวาคม 2556) ตามสัญญาแรก แต่หากคุณไปเซ็นใบลาออก แล้วเซ็นสัญญาใหม่ว่าเริ่มงาน 16 มีนาคม 2557 ก็จะกลายเป็นตามสัญญาที่สอง และคำแนะนำแรกของผมจะไม่มีผลในทันที เพราะถือว่าคุณเริ่มทำงานใหม่ครับ แต่ถ้าคุณมีสัญญาฉบับแรกอยู่ อย่าเซ็นฉบับที่สอง ให้เขาต่อทดลองงานได้ แต่ห้ามเปลี่ยนวันทำงานวันแรก เพราะนั่นคือกลโกงเอาเปรียบของนายจ้าง ที่จะพยายามไม่จ่ายค่าชดเชย (ตามที่ผมอธิบายในคำแนะนำแรก) เมื่อจะไม่ให้คุณผ่านทดลองงาน
      – แนะนำสุดท้ายคือ อย่าทำงานกับนายจ้างรายนี้ แค่อ่านที่คุณว่า ก็รู้แล้วว่าเป็นนายจ้างสันดานเสีย เอาเปรียบลูกจ้างครับ อย่าไปทำให้มันรวย

  124. อ้วนครับ says:

    รบกวนขอคำแนะนำครับผมกำลังคล้ายๆ โดนนายจ้างบีบให้ลาออก พอดีเรื่องราวมันเป็นแบบนี้ครับ บริษัทนี้เป็นบริษัท logistic วันหยุดก็จะไม่ตรงกับคนอื่น
    1.วันที่ 15 เมษายน เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ผมรับปากว่าจะไป แต่ไม่ไป โดยไม่ได้แจ้ง (วันนี้ถือเป็นวันทำงานปกติ ที่หัวหน้าจะเขียนเป็นขาดงานวันที่ 1 ได้มั้ยครับ)
    2.วันถัดมาเป็นวันท ี่16 เมษายน เป็นวันทำงานปกติ ผมหยุดอีก 1 วันโดยไม่แจ้ง วันนี้ผมถือว่าเป็นวันที่ผมขาดงานจริง แล้ววันที่ 17 เมษายน ผมป่วย แต่ไม่ได้โทรไปบอกหัวหน้างานโดยตรง แต่วันที่17 เมษายน ผมส่งข้อความลากิจแบบไม่รับค่าจ้างไปในเฟสบุ๊คแจ้งหัวหน้างาน แล้วหัวหน้างานก็อ่านน่ะครับ เพราะตอนนั้นข้อความมันขึ้นว่าอ่านแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ส่งข้อความกลับแต่อย่างใด (ผมเข้ากะดึกครับ) พอมาเช้าวันรุ่งขึ้น ส่งข้อความมาบอกว่า “พี่ไม่รับลา” ติดต่อหัวหน้างานอีกคนด่วน ซึ่งมันไม่ทันแล้วไงครับ เพราะมันเป็นเช้าอีกวันไปแล้ว เขาเลยให้ผม ขาดงานไป ทีนี้ผมไปทำงานวันที่ 18 เมษายน เหมือนจะให้ผมเขียนใบลาออกเอง เพราะขาดการติดต่อ 3 วัน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับทาง HR หรือ หัวหน้างานโดยตรง เพราะเป็นวันหยุดพอดี วันจันทร์ 21 เมษายน นี่ล่ะครับน่าจะโดนเรียกคุย
    สรุปผมควรจะทำอย่างไรครับ

    ปล.ผมเคยโดนใบเตือนให้พักงานเมื่อปีที่แล้ว แล้วถ้าครั้งนี้ผมโดนใบเตือนอีก ถือว่าเป็นใบสุดท้ายต้องโดนไล่ออก แบบไม่ได้รับค่าชดเชยได้ หรอครับ
    ฝากด้วยน่ะครับตอนนี้เครียดมากเลย แต่ก็สำนึกในการกระทำของตัวเองแล้วเช่นกัน ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      คุณไม่ได้บอกว่าปีก่อนโดนใบเตือนด้วยข้อหาอะไร แต่เดาจากพฤติกรรม ผมว่าคุณน่าจะโดนข้อหาคล้ายๆ กัน … ใบเตือนมีอายุ 1 ปีครับ หากภายใน 1 ปีคุณทำผิดเรื่องเดิมซ้ำ นายจ้างก็เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ถูกต้องครับ (แต่นายจ้างก็ต้องบอกเลิกจ้างตามกฎหมาย นั่นคือ บอกล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง)

      ทีนี้มาดูสถานการณ์ที่คุณทำบ้าง …

      – วันที่ 15 ถ้าเป็นวันทำงานตามปกติ (นายจ้างไม่ได้ประกาศเป็นวันหยุดประจำปี) แล้วคุณไม่ไปทำงานโดยไม่แจ้ง ก็ขาดงาน ตามนั้นเลยครับ … แต่หากเป็นวันหยุดประจำปี แต่หัวหน้าคุณให้คุณไปทำงาน คุณตอบรับไปแล้วว่าจะไป แต่ไม่ไป ไม่นับเป็นขาดงาน แต่ถือว่าทำผิดวินัย ก็ลงโทษได้ เช่น ออกใบเตือน และหากคุณเคยโดนใบเตือนแบบนี้มาก่อนแล้ว ก็เป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างคุณได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

      – วันที่ 16 ขาดงานเต็มๆ อันนี้คุณคงไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ

      – วันที่ 17 คุณป่วย แต่ไม่โทรบอก แต่กลับไปโพสต์ผ่าน Facebook (เดาว่าเป็นการแชทผ่าน Facebook) แทน แถมเป็นการ “ลากิจ” จึงถือว่าผิดวินัยครับ เพราะปกติแล้วเขาจะให้ลากิจล่วงหน้านะครับ ไม่ใช่ลากิจ ณ วันที่หยุด และนายจ้างมีสิทธิ์ที่จะไม่อนุมัติการลา (ซึ่งหากไม่อนุมัติแล้วยังหยุด ก็ถือว่าขาดงาน) ดังนั้นเมื่อไม่ไปทำงานก็คือขาดงานครับ (ตรงนี้จริงๆ คุณควรจะลาป่วยไป แล้วให้นายจ้างใช้สิทธิ์ในการสอบสวน และให้คุณเข้ารับการตรวจ เพื่อยืนยันว่าคุณป่วยจริงๆ มากกว่า เพราะการลาป่วยแค่โทรแจ้ง ส่งอีเมล์แจ้ง ส่ง SMS แจ้ง หรืออะไรพวกนี้ก็พอ และสามารถลา ณ วันที่ป่วยได้ หรือหากจะลาย้อนหลัง ก็ต้องมีเหตุผลว่าทำไมจึงลา ณ วันที่ป่วยไม่ได้)

      สรุปคือ หากวันที่ 15 เป็นวันทำงานตามปกติของบริษัทของคุณจริงๆ (ไม่ใช่วันหยุดตามประเพณี แล้วมาขอให้ทำงานในวันหยุด โดยบอกว่าบริษัทจะเปิดตามปกติ) สถานการณ์นี้เรียก ขาดงาน 3 วันครับ นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างคุณได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย … หรือหากใบเตือนเมื่อปีก่อนเป็นเรื่องเดียวกันกับที่เป็นอยู่ในคราวนี้ (เรื่องการขาดงาน) นายจ้างก็พร้อมเลิกจ้างคุณได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเลยครับ

      ในกรณีนี้ หากผมเป็นหัวหน้างานหรือนายจ้างของคุณ ก็คงเรียกสอบสวนทางวินัย และน่าจะลงเอยด้วยการออกใบเตือน ซึ่งหากเป็นการเตือนซ้ำ ก็คือเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ … ณ ตอนนี้ถือว่าสำนึกช้าเกินไปครับ ถ้าคุยกับทาง HR แล้วเขายืนยันที่จะลงโทษ ก็คงได้แต่แก้ตัวใหม่กับนายจ้างคนใหม่ครับ

      • อ้วนครับ says:

        สงสัยต้องโดนคราวนี้จริงๆ แต่ใบเตือนอายุ 1 ปี ไม่รู้เลยจริงๆ เพราะหัวหน้างานทุกคนแจ้งว่า ใบเตือนสิ้นสุดปีบริษัทปี 2013 ไปแล้ว ผมเลยไม่ได้ระวัง แต่เห็นเขาบอกว่า HR บอก 1 ปีใบเตือน ก็เพิ่งรู้ตอนเกิดเรื่องนี่ล่ะครับ อย่างนี้ก็อ้างไม่ได้ใช่มั้ยครับว่า หัวหน้างานแจ้งแบบนั้น

        • kafaak says:

          หากสำนึกผิดจริงๆ อย่าอ้างครับ
          เพราะแบบนั้นก็เท่ากับว่าคุณคงคิดว่าหากผ่านไปหนึ่งปีแล้ว ก็ทำผิดซ้ำได้สิ

  125. gobgabgad says:

    สวัสดีค่ะ พอดีหนูเพิ่งมาทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง บริษัทนี้สามารถใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีล่วงหน้าได้เต็มปี จากการยืมในอนาคตมาใช้ก่อนได้ และก็มีการ จ่ายวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือพักร้อน ได้ด้วย อยากเช่น หนูผ่านทดลองงาน 4 เดือน หนูจะได้เลยพักร้อน 2 วัน หนูทำต่ออีก 2 เดือน ก็ได้เพิ่มอีก 1 วัน รวมเป็น 3 วัน นี่คือสิทธิของหนูเลยน่ะคะ และหนูอายุงานยังไม่ครบ 1 ปี หนูสามารถยืมพักร้อนอนาคตมาใช้ได้อีก 6 วัน รวมเป็น 9 วัน ต่อมาสมมุติว่าหนูลาออกก่อน อายุงานครบ1 ปี ทางบริษัทก็จะหักเป็นเงินคืน 6 วันที่หนูยืมมา คำถามคือ หักเงินได้ใช่มั้ยค่ะ ไม่ผิดกฎหมาย รบกวนด้วยค่ะ

    • kafaak says:

      ทำความเข้าใจแบบนี้ก่อนนะครับ … ตามกฎหมายแล้ว (และนายจ้างจำนวนไม่น้อยเขาทำกัน) เพราะลูกจ้างจะต้องได้วันหยุดพักผ่อนปีละไม่น้อยกว่า 6 วัน ซึ่งรวมถึงปีแรกด้วย เพียงแต่นายจ้างไม่จำเป็นต้องให้สิทธิ์หยุดในปีแรก รอครบปีก่อนค่อยได้สิทธิ์ แต่ก็จะเท่ากับว่าปีที่สองนั้นต้องได้ 6 วันของปีแรกมาด้วย

      ดังนั้นปีแรกของการทำงานนั้นนายจ้างจึงมักจะให้พักร้อนได้เลย โดยให้เฉลี่ยเอาตามเดือนที่เหลือในปีนั้น เช่น หากได้พักร้อนปีละ 6 วัน แล้วเราทำงานปีแรก 8 เดือน ก็ได้พักร้อน 4 วัน เป็นต้น … แต่ในกรณีของคุณ นายจ้างดันให้เอาพักร้อนในอนาคตของปีหน้ามาได้อีก 6 วัน มันเป็นเคสพิเศษจริงๆ ถ้าจะให้แฟร์ๆ ก็ใช่ครับ 6 วันนั้นที่ยืมมาหากลาออกก่อนถึงเวลาที่คุณจะได้สิทธิ์ใช้ ก็เท่ากับว่าคุณได้หยุดโดยไม่รับค่าจ้างไปแทน (ไม่ใช่หักเงินนะ แต่ไม่จ่ายเงินในวันที่ไม่มาทำงาน … ความหมายมันแตกต่างกัน)

  126. kanin says:

    ขอสอบถามครับ ถ้าบริษัทให้เงินเดือนทุกวันที่ 25 ของเดือน แล้วผมยื่นใบลาออก ผมสามารถออกจากงานได้ในวันที่ 25 เลยหรือไม่ครับ เพราะทำงานครบ 30วัน

    แล้วถ้าสมมุติเกิดกรณี พอถึงวันที่ 25 ที่เราจะออก แล้วบริษัทเกิดออกเงินเดือนช้า เราเลยต้องจำเป็นเพื่อทำงานเลยวันที่ 25 เพื่อรอให้เงินเดือนออกก่อน หรือว่าเราสามารถออกได้เลยครับ แล้วรอทางบริษัทโอนเงินให้เรา

    • kafaak says:

      ถ้า บ. เงินเดือนออกทุกวันที่ 25 ของเดือน ถ้าคุณแจ้งลาออกก่อนเงินเดือนออกเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะมีผล ณ วันเงินเดือนออกงวดเดือนมีนาคมได้เลยครับ
      ในกรณีที่บริษัทเงินออกล่าช้า ก็ไม่ต้องห่วง ยังไงเขาต้องจ่าย และจริงๆ แล้วตามกฎหมาย หากจ่ายล่าช้า ก็ฟ้องเรียกพร้อมดอกเบี้ย 15%/ปี ได้ด้วย

      • kanin says:

        ถ้าบริษัทอ้างว่าที่ออกเงินเดือนให้ในวันที่ 25 เพราะบริษัทfavorให้กับพนักงานโดยที่เงินเดือนออกไวกว่าบริษัทอื่นเฉยๆ แล้วเหมือนจะบังคับให้เราทำถึงสิ้นเดือนยังงี้ถือว่าเขามีสิทธิมั้ยครับ แต่ถ้าเรายอมทำ จะกลายเป็นว่าเราทำงาน 35 วัน ซึ่งทำงานเกิน 30 วัน ขอบคุณครับ

        • kafaak says:

          ผมคิดว่าคงเข้าใจอะไรกันผิดนะครับ
          แม้ว่าบริษัทจะเงินเดือนออกทุกๆ วันที่ 25 แต่หากคุณทำงานวันสุดท้ายวันที่ 25 ก็หมายความว่าเงินเดือนเดือนนั้นคุณได้ 25 วันนะครับ ไม่ใช่ 30 วัน … และนั่นหมายความว่าหากคุณยอมทำงานจนครบเดือน ก็ถึงจะได้เงินเดือนเต็ม 30 วันนะครับ การยอมทำไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำงานเท่ากับ 35 วัน (การเริ่มต้นเดือน เริ่มวันที่ 1 นะครับ แม้ว่าจะจ่ายเงินทุกวันที่ 25 ส่วนใหญ่เขานับกันแบบนี้)

          ส่วนนายจ้างบังคับเราไม่ได้ครับ หากเราแจ้งล่วงหน้า 1 รอบการจ่ายค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว (หากนายจ้างไม่กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น แต่ตามกฎหมายก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าเกิน 3 เดือนอยู่ดี) ส่วนใหญ่จะเป็น นายจ้างขอให้เราอยู่ต่ออีกพักนึงนะครับ ไม่ใช่บังคับ

  127. minjie says:

    ขอสอบถามหน่อยนะคะ คือแจ้งลาออกไว้เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2557 ว่าจะทำถึงวันสุดท้ายคือ 30 มิ.ย. 2557 ปรากฎว่านายจ้างจะหักเงินเดือนออกเป็นรายวันรวมทั้งหมด 9 วัน เค้าบอกว่าต้องอยู่ทำถึงวันที่ 9 ก.ค. 2557 ถึงจะถูกค่ะ (เงินเดือนจะตัดรอบทุกวันที่ 25) จนวันนี้ 3 ก.ค.2557 ก็ยังไม่ได้เงินเดือนค่ะ ปกติจะได้ทุกสิ้นเดือน แบบนี้นายจ้างมีสิทธิ์หักมั๊ยคะ ถ้าไม่มีดิฉันอยากทราบด้วยว่า ถ้าเราฟ้องร้องและนายจ้างแพ้คดี นายจ้างต้องเสียค่าชดเชยให้เราด้วยหรือเปล่าคะ ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      ก่อนอื่นต้องบอกแบบนี้นะครับ
      แจ้งลาออกต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง (ในกรณีที่ในสัญญาจ้างมิได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น) ฉะนั้นหากเงินเดือนออกทุกวันที่ 25 แล้วคุณมาบอกวันที่ 9 มิย คุณก็จะต้องให้มีผลบังคับใช้ 9 กค ถึงจะถูกต้องครับ ดังนั้นหากคุณอยู่ไม่ถึง เขาก็มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหาย อันเกิดมาจากการที่คุณลาออกโดยไม่บอกล่วงหน้าตามที่กำหนดได้ด้วยครับ

      ทีนี้ถามว่ามีสิทธิหักไหม … ผมขอตอบว่า นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเดือนของเดือน มิย ตั้งแต่ 1 มิย – 30 มิย ครับ … ทีนี้ก็ต้องอยู่ที่ว่า นายจ้างของคุณเวลาคำนวณเงินเดือน เขานับจากวันที่ 1 จนถึงสิ้นเดือน หรือว่านับจากวันที่ 25 ของเดือนก่อนจนถึงวันที่ 25 ของเดือนปัจจุบันครับ หากเป็นกรณีแรก นายจ้างไม่มีสิทธิหัก เพราะวันที่ 1-9 กค นั้นมันไม่ใช่วันที่คุณจะได้ค่าจ้างอยู่แล้ว แต่หากเป็นกรณีลัง นายจ้างก็สามารถหักได้ เพราะ 1-9 กค คือวันที่คุณไม่ได้มาทำงานจริงๆ

  128. Pui says:

    สวัสดีคะ

    อยากสอบถาม กรณีเราทำงานมา 90 วันพอดี แต่อยู่ดีดีเราก็โดนให้ออกโดยไม่มีเหตุผล เราสามารถร้องเรียนอะไรได้บ้างคะ
    ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ยังตกงานอยู่

    • kafaak says:

      ถ้าให้ออกโดยไม่มีเหตุผล อาจเข้าข่ายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องพิจารณาว่านายจ้างเลิกจ้างแบบไหนนะครับ หากเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ก็เรียกค่าเสียหายเป็นเงินแทนค่าบอกกล่าวล่วงหน้าได้ (ได้เท่ากับค่าแรง 30 วัน)​ แต่หานายจ้างบอกล่วงหน้าแล้วตามที่กฎหมายกำหนด ทางโน้นก็อาจจะอ้างได้ว่าเพราะผลการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ฯลฯ ซึ่งสุดท้ายเราก็อาจจะไม่ได้อะไรครับ เพราะตามกฎหมาย นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม ม.118 หากอายุงานไม่ถึง 120 วัน

  129. โดนหักวันหยุด says:

    รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ ดิฉันเข้าทำงานในเดือน พ.ค. ของปีก่อนค่ะ ทำมาได้ครบปีแล้ว
    ตอนที่สมัครเข้าทำงานบริษัทแจ้งว่าทำครบปีจะได้วันหยุด 6 วัน ครบ 2 ปีจะได้วันหยุด 7 วัน และเพิ่มไปปีละ1วันค่ะ

    แต่หลังทำครบปีดิฉันไปถามเรื่องวันหยุดพักผ่อนประจำปีกับ HR เค้าแจ้งว่าปีนี้ดิฉันจะได้วันหยุดเพียง 4 วัน
    พอถามว่าถึงสาเหตุที่ได้น้อย ทาง HR แจ้งว่าเป็นเพราะดิฉันเข้าทำงานช้า(เดือน พ.ค.) ปีนี้จึงจะได้วันหยุดเพียง 4 วัน
    แต่ในปีถัดไปดิฉันจะสามารถใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีได้ 7 วันตั้งแต่เดือนมกราคม
    (ในปีนี้ทางบริษัททำการหักวันหยุดพักผ่อนประจำปีของพนักงานทุกคน)

    แต่ตามที่ดิฉันอ่านเรื่องกฏหมายพักร้อนดูเหมือนดิฉันจะต้องได้รับ 6 วันเป็นอย่างน้อย ไม่ว่ากรณีใดๆ
    ดิฉันจึงถาม HR อีกครั้งว่าทำแบบนี้ได้เหรอ? ไม่ผิดกฏหมายเหรอ? ทางเค้าตอบว่าถ้าทำแบบนี้ที่เรียกว่า “โปรเลท” สามารถทำได้
    ไม่ทราบว่าระบบนี้มันถูกต้องจริงๆมั้ยคะ?

    • kafaak says:

      คำว่าเป็นอย่างน้อย คือ ใน 1 ปีครับ แต่กฎหมายอนุโลมให้นายจ้างสามารถกำหนดตอนปีแรกให้เป็นไปตามสัดส่วนตามจำนวนเดือนที่ทำงานได้ครับ (ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่นายจ้างจะมีการกำหนด “วันตัดรอบ” นับวันพักร้อนใหม่ของทุกปี) ฉะนั้นจึงสามารถทำได้ครับ

      อ้อ! แต่นั่นหมายถึง จำนวนวันหยุดพักร้อนของปีแรกนะครับ … (ตามกฎหมาย ปีแรกลูกจ้างยังไม่มีสิทธิลา ต้องทำงานครบปีก่อนจึงจะลาได้ หรือพูดง่ายๆ ถึงจะมีสิทธิใช้ของปีแรกและปีที่สองพร้อมๆ กัน)

  130. krang says:

    รบกวนสอบถามครับ บริษัทที่ผมทำงาน ปกติจะมีรอบการจ่ายเงินเดือนระหว่างวันที่ 21-20 (21เดือนนี้ ถึง 20 ของเดือนถัดไป) ซึ่งต่อมาบริษัทได้มีการแจ้ง(แจ้งด้วยวาจา ผ่าน HR) ว่าจะปรับรอบเงินเดือนใหม่ ให้เป็นวันที่ 26-25 ซึ่ง นั่นหมายความว่าในเดือนนี้ รอบเงินเดือนจะต้องมีการปรับนิดหนึ่ง คือ จะเป็นวันที่ 21-26 คือ หมายถึง รอบการทำงานเดือนนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 5 วัน ทำให้เงินเดือนจะเพิ่มขึ้น

    หลังจากผ่านไปจนวันนี้ (ใกล้สิ้นเดือน) ได้มีการแจ้งมาว่า บริษัท จะไม่จ่ายเงิน 5 วันที่เกินขึ้นมาของรอบเดือนนี้ คือ จะจ่ายเงินเดือนเท่ากับเดือนอื่นๆ ตามปกติ โดย 5 วันดังกล่าว จะเก็บไว้จ่ายให้ตอนพนักงานลาออก หรือ พนักงานอาจนำมาเป็นสิทธิในการไม่มาทำงาน 5 วันสุดท้ายก่อนลาออกได้

    อย่างนี้ ถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ครับ

    • kafaak says:

      ประเด็นนี้ไม่ต้องคิดมากครับ … อันดับแรกเลย การปรับรอบการจ่ายเงินเดือน เป็นการปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างงานครับ เพราะปกติแล้วสัญญาจ้างงานจะมีการระบุไว้ว่านายจ้างจะจ่ายเงินวันที่เท่าไหร่ของเดือน … ลองกลับไปอ่านดูสัญญาจ้างงานก่อนเลยครับ เพราะหากเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน ต้องได้รับการยินยอมจากลูกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรครับ หรือพูดง่ายๆ บริษัทของคุณก็ต้องให้พนักงานเซ็นสัญญาจ้างงานกันใหม่ทุกคนนั่นแหละ … หากลูกจ้างไม่ยินยอม นายจ้างต้องจ่ายตามกำหนดเดิมในสัญญาจ้างงาน

      ประเด็นถัดมา สมมติว่าลูกจ้างทุกคนยอมเซ็น การที่จะมาบอกว่า จะไม่จ่ายเงิน 5 วันที่เกินมา เป็นไปไม่ได้ครับ ค่าจ้างก็ต้องจ่ายตรงตามกำหนด จะมาบอกว่าเก็บไว้ให้ตอนลาออก หรือใช้เป็นสิทธิไม่มาทำงาน 5 วันสุดท้ายก่อนลาออกไม่ได้ครับ ผิดกฎหมายน่อ

      • krang says:

        ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ ขออนุญาตถามต่อว่า ถ้าบริษัท ยืนยันจะดำเนินการไม่จ่ายเงิน 5 วันตามที่กล่าวมา จะทำอย่างไรต่อดีครับ กรมแรงงานจะช่วยเหลือได้ไหมครับ

        • kafaak says:

          ปัญหามันจะอยู่ตรงนี้แหละครับ คือเราร้องเรียนได้ แต่ถ้านายจ้างทราบ มันก็ผิดใจกัน … ทางที่ทำได้คือ ต้องรวมตัวกัน ลูกจ้างทุกคนครับ

  131. น้ำ says:

    หนูเริ่มงาน 1ก.พ56 1กพ57 ก็ครบ1ปีการทำงาน..อยากทราบว่าในปี57นี้หนูได้สิทธพักร้อนกี่วันค่ะ…..เพราะทางบริษัทบอกว่าหนูไม่ได้ค่ะเค้าว่าต้องนับปีปฏิทินคือ ปีนี้ไม่ได้..จะไปได้ปี58

    • kafaak says:

      กฎหมายระบุดชัดอยู่แล้วครับ ทำงานครบ 1 ปี ก็ต้องได้สิทธิ จะไปนับตามปีปฏิทินไม่ได้ครับ ฉะนั้น หากบริษัทไม่ใช้วิธี ปีแรกให้ลาได้ตามสัดส่วนจำนวนเดือนที่ทำงาน​ (ส่วนใหญ่จะทำกันแบบนี้ เพื่อให้เริ่มนับวันหยุดพักร้อนทุกคนพร้อมๆ กันได้) ก็เท่ากับว่าเมื่ออายุงานครบ 1 ปี คุณก็ต้องมีสิทธิลาพักร้อนครับ ตามจำนวนวันที่นายจ้างระบุไว้ (ไม่ต่ำกว่า 6 วัน)​ ของปีแรกที่คุณทำงาน และรวมกับของปีที่ 2 ที่คุณเริ่ม (แต่ปกติ การคิดแบบนี้มันยุ่งยากมาก และชวนสับสน นายจ้างส่วนใหญ่เลยใช้วิธีให้ปีแรกได้ตามสัดส่วน โดยให้เริ่มใช้สิทธิได้เมื่อพ้นทดลองงาน อย่างที่ผมบอกไปในตอนแรก)

  132. น้ำ says:

    ใครก็ได้ช่วยอบหนูหน่อยอยู่อยากเรียกร้องสิทธิ…

  133. bowie says:

    สอบถามหน่อยนะคะ คือน้องชายหนูเค้าได้เข้าไปทำงานที่บริษัทนี้เดือนกว่าค่ะ บริษัททำเกียวกับขนส่งค่ะ (น้องชายมีเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิท รุ่นพี่คนนี้เป็นเพื่อนเจ้าของบริษัท และหัวหน้า และพี่คนนี้ก็ทำงานที่นี่ด้วยค่ะ) น้องชายมีน่าที่ขับรถส่งของวางบิลค่ะ เวลาทำงานไม่ตายตัวบางวันต้องไปรับของตอน 3 ทุ่มเพื่อที่จะไปส่ง 8 โมงเช้าของอีกวัน ไม่มีโอที แต่มีค่าเที่ยวคือถ้าส่งในกรุงเทพได้เที่ยวละ 250 (1 เที่ยวคือตั้งแต่รับของจนไปส่งของและเอาบิลไปส่งที่บริษัทค่ะ) ถ้าต่างจังหวัด (ระยอง) ได้300 ค่ะ แล้วเงินเดือนที่รับได้แค่เดือนละ 7,000 ค่ะ ถ้าหยุดก็โดนหักเงินค่ะ และตอนแรกที่เข้าไปสมัครเจ้าของบริษัทบอกว่าให้เอารถบริษัทกลับบ้านได้เลย(รถกะบะติดตู้ใหญ่ๆ) เพราะถ้าส่งงานเสร็จแล้วเอารถมาจอดบริษัทอีก แล้วนั่งรถเมล์กลับบ้านจะทำให้เสียเวลาเดินทาง(บางทีมีงานไปบางพลีตอน 3 ทุ่ม) น้องชายก็โอเคค่ะ เพราะบ้านอยู่บางบัวทองเส้นสุพรรณฯ บริษัทอยู่ปทุม ถ้าไปรถเมล์ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงค่ะ แต่พอถึงสิ้นเดือนเวลาเงินออกเจ้าของบริษัทบอกว่าขอหักค่าที่เอารถไปใช้เดือนละ 2000 น้องชายก็เลยบอกว่าได้แต่ขอให้หักเดือนหน้าเพราะเดือนนี้ ต้องโดนหักค่าประกัน 1000 (ค่าประกันคือเค้าจะหัก เดือนละ 1000 จนครบ 10000 เงินนี้เวลาลาออกถึงจะได้คืนค่ะ) แล้วเดือนนี้ก็ทำงานได้ไม่เต็มเดือนเงินออกน้อย เค้าก็โอเค คุยกันง่ายเพราะเกรงใจกัน (เจ้าของบริษัทเป็นเพื่อนกับรุ่นพี่ที่สนิทกัน) พอเข้าเดือนที่ 2 หัวหน้าซึ่งเป็นเพื่อนกับเจ้าของบริษัท เริ่มเปลี่ยนงานของน้องชายค่ะ จากปกติรับงานจากบริษัทA ประจำเงินดีงานเสร็จเร็วไม่เหนื่อย ไปเช้ากลับเย็นทุกวัน เปลี่ยนเป็นงานยากเหนื่อยเข้ากลางดึก เสร็จบ่ายอีกวัน น้องชายก็เริ่มคิดว่ามีอะไรผิดปกติละ แต่ยังไม่ได้พูดอะไร หลังจากทำเดือนที่ 2 ได้ประมาณ 10 กว่าวันน้องชายก็เกิดอุบบัติเหตุ ลื่นตกจากสโตร์ที่เก็บของซึ่งสูงประมาณ 2 เมตร (เพราะต้องขนของหนักขึ้นรถในขณะที่ฝนตก) แต่เอาแขนลงแทน มีแผลถลอกที่แขนยาวประมาณ15 ซม.หนังหายไปเลย เห็นเนือแดงๆ แต่น้องชายไม่ยอมไปหาหมอค่ะเพราะว่ากลัวหมอ พอรุ่งขึ้นก็เอาของที่ขนไปส่งตามปกติ แต่ฝืนอย่างมากเพราะแผลระบม อักเสบ บวมมาก ก็ทนจนเสร็จงาน พอตกเย็นส่งบิลให้บริษัทเสร็จก็ถามที่ออฟฟิตว่าประกันสังคมผมใช้ได้รึยัง เค้าบอกใช้ได้แล้วไปร.พ.เลย น้องชายถามอีกครั้งใช้ได้แล้วจริงหรอพี่ ซึ่งระหว่างเดินทางไปรพ.เป็นเวลา 5 โมงกว่าๆ หัวหน้าโทรหาน้องชายบอกให้ไปทำงานต้องไปรับของที่นิคมบางพลี ตอน 3 ทุ่ม แล้วเอาของไปส่งตอน 8 โมงเช้าที่ห้างใจกลางเมือง เวลาไปส่งลำบากมากๆเพราะต้องยกลังของใส่รถเข็น(แบบที่เค้าเข็นเป็ปซี่)แล้วเข็นจากชั้น1 ลงไปชั้นใต้ดิน 2 ชั้น ซึ่งทางที่เข็นคือทางวนเป็นวงกลม ทางที่รถยนต์ใช้กัน คือของหนักเข็นไกล ทางลาดลงเป็นวงกลม ต้องคอยระวังรถอีก
    น้องชายบอกว่า”ผมไปไม่ไหวหรอกพี่แขนผมบวมแล้วก็ปวดมากๆเลยยกของไม่ไหวแน่ พี่ให้คนอื่นไปแทนผมนะ ผมขอลาหยุด”
    หัวหน้าพูดว่า “ไม่ได้หรอกยังไงก็ต้องไป มันสำคัญนะ”
    น้องชายบอกว่า”ผมไม่ไหวจริงๆพี่ มีคนว่างอยู่ ทำไมพี่ไม่ให้เค้าไปล่ะ”
    คือที่บริษัทปกติ งานนี้จะให้รถร่วม(รถที่มาขอเข้าร่วมกับบริษัทไม่มีเงินเดือนแต่ได้ค่าขนส่ง)ทำมากกว่าเพราะต้องใช้ 2 คนช่วยกัน น้องชายพยายามบอกว่าเจ็บแขนมากกำลังมาที่รพ. และขอลาหยุด ขอให้หัวหน้าหาคนอื่นไปแทน (ปกติน้องชายเคยทำงานนี้แล้วค่ะก็ไม่ได้เกี่ยงอะไรเลย) เพราะเค้าไปไม่ไหวจริงๆ แต่หัวหน้าบอกไม่ได้ยังไงน้องชายก็ต้องเป็นคนไปเองเท่านั้น คือพยายามบังคับให้ไปให้ได้ หรือไม่ก็ให้พูดลาออก นี่คือก็สนิทกันนะคะ แต่พูดมาแบบนี้ น้องชายเสียใจมาก เพราะสนิทกันมีอะไรคุยกันตลอด และน้องชายขอร้องและอธิบายเหตุผลให้ฟังทั้งหมดแต่ หัวหน้าก็ไม่ยอม น้องชายโมโหเลยบอก “ถ้าผมเจ็บแขนขนาดนี้ ขอลาหยุดไม่ได้ พี่ให้คนอื่นทำแทนไม่ได้งั้นผมลาออกละกัน พอผมลาออกพี่คงให้คนอื่นแทนผมได้สินะ” จบวางสาย แล้วน้องชายก็ไปยื่นตรวจ ปรากฏว่าพอถึงคิวหน้าแตกเลยประกันสังคมใช้ไม่ได้ ไม่ได้ตรวจอีก(ไม่มีเงินเพิ่งทำงาน) กำลังออกจากรพ.เพราะต้องเอารถไปคืนที่บริษัท เจ้าของบริษัทโทรมาอีก บอกว่าถ้าจะออกทำไมไม่ออกตอนสิ้นเดือนล่ะ น้องชายบอกว่าอ้าวก็เมื่อกี้หัวหน้าเค้าบังคับให้ผมไปแต่ผมไปไม่ได้ถึงต้องลาออกไง ซักพักเจ้าของบริษัทก็เออตามนั้นละกัน น้องชายมาทราบทีหลังว่าหัวหน้าต้องการให้น้องชายของหัวหน้ามาทำงานแทนน้องชายหนูค่ะ เลยพยายามบีบให้น้องชายหนูลาออก (ตอนนี้ยังไม่ได้เงินเดือนที่ทำมาเลยค่ะ )
    ที่เล่ามาทั้งหมดอยากจะถามว่า
    1. บริษัทไม่ได้จ่ายเงินเดือนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด ไม่มีค่าล่วงเวลาให้ แต่เค้ามีค่าส่งของให้ ถือว่าผิดกฎหมายมั้ยคะ
    2. ในกรณีนี้น้องชายเกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บจากการทำงาน จะขอลาหยุดหัวหน้าไม่ยอม บีบบังคับทำให้ต้องพูดลาออก แบบนี้ผิดมั้ยคะ ซึ่งจริงๆถ้าบริษัทไม่พอใจที่น้องชายไปทำงานไม่ได้ บริษัทต้องไล่น้องชายออกเอง ไม่ใช่บีบให้น้องชายพูดลาออก ใช่มั้ยคะ
    3. รถที่บริษัทให้เอากลับมาจอดที่บ้านด้วย แล้วเรียกเก็บค่าใช้รถ แบบนี้ถูกต้องรึป่าวคะ
    4. แล้วน้องชายหนูจะสามารถร้องเรียนเอาผิดกับบริษัทได้มั้ยคะ ถ้าได้แล้วต้องไปร้องเรียนที่ไหนคะ
    กรุณาอ่านและช่วยตอบคำถามหน่อยนะคะ ขอโทษด้วยค่ะที่พิมพ์ยาวและเยอะไป อยากให้ทราบข้อมูลครบถ้วนนะ่ค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะที่สละเวลา

    • kafaak says:

      ร่ายมายาวดี ให้ข้อมูลละเอียดพอใช้ได้ครับ ขอตอบตามนี้แล้วกัน

      1. หาก “ค่าส่งของ” นั้นจำนวนเงินมากกว่าค่า OT ก็ถือว่าโอเค แต่หากน้อยกว่า ก็ถือว่าผิดกฎหมายครับ … กฎหมายระบุขั้นต่ำไว้ ให้สูงกว่าได้ไม่ผิด ให้ต่ำกว่าถือว่าผิดกฎหมาย
      2. หากลูกจ้างเจ็บป่วย และเจ็บป่วยจริง (โดยเฉพาะกรณีนี้เป็นการเจ็บป่วยอันมีสาเหตุจากที่ทำงาน จริงๆ แล้วนายจ้างต้องมีกองทุนเงินทดแทนมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ด้วย ไม่ใช่ให้ไปใช้ประกันสังคม) ย่อมลาหยุดได้ครับ … แต่การพูดจาเพื่อบีบบังคับให้พูดว่าจะลาออก อันนี้ตอบยากว่าผิดหรือไม่ผิด มันเป็นจุดเทาๆ ที่นายจ้างฉวยโอกาสที่กฎหมายไม่ได้เคลียร์ในส่วนนี้ บีบให้ลูกจ้างลาออกครับ
      3. การให้นำรถกลับมาที่บ้าน หรือนำไปใช้ หากจะมีการเก็บค่าใช้ ก็ต้องตกลงคุยกัน เซ็นสัญญากันให้เรียบร้อยก่อน ไม่ใช่อนุญาตให้นำไป แล้วมาไล่เก็บเงินกันทีหลัง
      4. ร้องเรียนได้ครับ เอาให้หนัก ไปติดต่อสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในท้องที่ที่นายจ้างประกอบกิจการอยู่ครับ (คลิกลิงก์นี้)

  134. TON says:

    สวัสดีครับ ผมรบกวนด้วยครับ

    บิดาผมทำงานตำแหน่งขับรถหกล้ออยู่กับบริษัทมาเป็นเวลา 6-7ปี เมื่อประมาณวันที่ 2-5/07/2014 บิดาผมได้ทำการลาไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัดแต่ลาแบบพูดปากป่าว โดยผู้บริหารได้รับคำแล้ว จึงได้ทำการเดินทางไปงานศพตามที่แจ้งมาเบื้องต้น พอกลับมาทางบริษัทได้มีการหักเงินค่ารถเกี่ยวกับการทำงานซึ่งไปจ้างรถหกล้อข้างนอกมาเป็นจำนวนเงิน 9000บาท ซึ่งนายจ้างกลับคำพูด (บริษัทนี้ไม่่มีการทำใบลาแบบเป้นลายลักษณ์อักษร) (ไม่มีวันหยุดเลยสักวัน) (ให้เงินเดือนแบบเงินสด) ผมอยากทราบว่าเขามีสิทธิ์หักเงินส่วนนี้ได้หรือไม่ครับ และที่สำคัญในเดือนนี้ไม่ได้ค่าจ้าง (เงินเดือน ประมาณ 11000 บาท) ครับ
    ผมสามารถแจ้งความเอาผิดเกี่ยวกับแรงงานได้หรือไม่ และแจ้งให้กรมแรงงานตรวจสอบบริษัทนี้ได้มั้ยครับ

    Email : adisorn.cb@mass.co.th

    • kafaak says:

      ถ้าได้มีการแจ้งให้ทราบแล้ว และนายจ้างอนุญาตก็ย่อมมีผลครับ แต่ในอนาคต ควรทำเป็นเอกสารให้มีลายเซ็นรับทราบ จะได้ง่ายกว่า … แต่ถึงกระนั้น หากบิดาของคุณเป็นลูกจ้างรายวัน ก็เป็นไปได้ว่าจะลากิจหรือขาดงาน นายจ้างก็มีสิทธิ์ไม่จ่ายค่าแรงเหมือนกัน (เพียงแต่หากเป็นขาดงานแล้ว ขาดไป 3 วันก็เข้าข่ายเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย หากไม่มีเหตุอันสมควร แต่นี่เป็นการลาไปงานศพ ก็อาจจะเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้)

      แต่ที่แน่ๆ นายจ้างไม่มีสิทธิ์หักเงินเรา เพราะว่าเราไม่มีแล้วเขาต้องไปจ้างรถข้างนอกครับ อันนั้นมันความรับผิดชอบของนายจ้าง ก็ปรึกษากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้เข้ามาช่วยเหลือได้ครับ

  135. nui says:

    สวัสดีค่ะ

    รบกวนขอคำแนะนำด้วยคะ
    หนูได้รับประเมินไม่ผ่านทดลองงานคะ โดยได้ทำงานเกิน 120 วันแล้ว เนื่องจากลักษณะงานไม่ตรงกับตัวหนูคะ โดยได้คุยกับ Hr ซึ่ง Hr ได้เสนอสองทางเลือกคะ คือ

    ทางเลือก 1. แจ้งว่าประเมินไม่ผ่าน ได้ค่าชดเชย บอกกล่าวล่วงหน้า คะ
    ทางเลือก 2. เซ็นใบลาออก แต่ Hr จะให้ เงินชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และหากมาเคลียร์งานก็จะได้ค่าเคลียร์งานตามวันที่มาด้วย

    แต่เมื่อหนูขอให้ทำ บันทึกลายลักษณ์อักษร กรณีเซ็นใบลาออก แต่ได้ค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า แต่เงินที่มา นั้น
    hr ไม่สามารถทำให้ได้คะ โดยอ้างว่า เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะ Hr กับเรา คะ หรือ แม่แต่ ขอเซ็นใบลาออก หลังจากได้เงินแล้ว ทาง Hr ก็ไม่ให้อ่ะคะ

    โดย Hr อยากให้เป็นทางเลือกที่สองคะ โดยอ้างว่า หากลาออก ประวัติเราจะสวยกว่าในขณะที่ ถูกแจ้งว่าประเมินทดลองงานไม่ผ่าน อาจทำให้เราเสียประวัติ เวลาไปหางานที่ใหม่ได้อ่ะคะและ อยากให้เรามาเคลียร์งานที่บริษัท ซึ่งหนูตั้งใจจะเคลียร์อยู่แล้ว หนูเลยสงสัยว่า

    1. การถูกแจ้งไม่ผ่านทดลองงาน จะกระทบต่อการหางาน ในอนาคตมากแค่ไหนค่ะ ถึงแม้จะไม่เขียนใน reference หรือ เรซูเม่ จะหมดหนทาง ทำงานต่อเลยรึปล่าวคะในสายงานการตลาด เพราะ hr อาจบอกต่อกันในวงใน ?
    2. หนูควรทำอย่างไรดีคะ เพราะควรเซ็นหรือไม่ควรเซ็นดีคะ ตอนนี้หนูสับสนมากคะ เพราะ Hr เร่งจะเอาผลให้ได้วันนี้ (1/8/57)
    3. หนูได้อัดคลิปเสียง ตอนที่ Hr เสนอทางเลือกที่สองมาด้วยคะ แต่ไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรเลย คือ ไม่สามารถเรียกร้องเงินได้ใช่ไหมคะ กรณีเซ็นลาออกไปแล้ว
    4. กรณีนี้เหมือนความไวเนื่อเชื่อใจ hr คะ แต่ลึกๆก็กลัวโดนหลอกเหมือนกันคะ

    รบกวนตอบนะคะ
    ขอบคุณมากค่ะที่สละเวลา

    • kafaak says:

      ขอตอบคำถามดังนี้นะครับ

      1. เมื่อไม่ผ่านทดลองงาน ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนลงเรซูเม่เวลาไปสมัครงานที่ใหม่ก็ได้ หากเราเพิ่งจบหมาดๆ แล้วมีคนถามว่า แล้วช่วงเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมาไปไหนมา ก็บอกได้ครับ ว่ากำลังวิจัยฝุ่นอยู่ (หางาน) หรือ หากเคยทำงานแล้ว ก็บอกว่าเป็นช่วงเวลาพักระหว่างหางานใหม่ หรือจะบอกว่าวิจัยฝุ่นก็ได้เช่นกัน … ไม่มีกฎหมายระบุว่าต้องเขียนทุกอย่างลงไปในเรซูเม่จนหมด … จำไว้อย่างนะครับ อะไรที่เป็นประโยชน์แก่การหางาน ก็เขียนลงเรซูเม่ไปได้ อะไรไม่เกิดประโยชน์(และเผลอๆ จะขวางโอกาสได้งานทำ ก็ไม่ต้องเขียนเข้าไป) … ทีนี้มาดูต่อว่า แล้วจะส่งผลกระทบมากไหม … คำตอบคือ หาก HR ที่ใหม่เขาไม่รู้ ก็ไม่มีปัญหา แต่หากเขารู้ (เช่น ดันไปเปิดเจอบน Social media แล้วพบว่าเราเคยโพสต์อะไรเกี่ยวกับที่ทำงานเก่าที่เราไม่ผ่านงานเอาไว้) อันนี้ก็อาจจะเป็นประเด็น ความน่าเชื่อถือของคุณจะลดลงไปครับ … สายการตลาด ต่อให้ HR เจ๋งแค่ไหน ก็บอกต่อๆ กันไปได้ไม่หมดหรอกครับ ยกเว้นว่าคุณจะทำงานเฉพาะอุตสาหกรรมจริงๆ อันนี้ไม่แน่

      2. ผมยังแนะนำว่าอย่าเซ็นใบลาออก ผมตอบเช่นนี้เพราะผมไม่ทราบว่าบริษัทที่คุณทำงานอยู่นั้นเป็นอย่างไร จะหลอกคุณหรือไม่ ฉะนั้น เอาให้ชัวร์ มีกฎหมายหนุนหลังเราดีกว่า

      3. มีคลิปก็ดีครับ แต่ผมยังแนะนำว่าควรเลือกเส้นทางการให้ประเมินไม่ผ่านทดลองงานดีกว่า

      4. วัดดวงครับ หากจะเชื่อเขา หุหุ

  136. ton says:

    ผมทำงานให้กับ ศูนย์ประสานงาน มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ตกลงจ่ายเงินเป็นเดือน ผมมา 6 เดือนได้ จนวันหนึ่งผมลากิจ 10 วัน อยู่กลับทางศูนย์ไม่จ้างต่อ และยังไม่ประกันสังคมให้ด้วย แต่ผมทำงาน คนเดียวประจำภาคกลาง ส่วนภาคอื่นก็มีพนักงาน ถ้าผมจะร้องเรียนถึงเงินชดเชยได้หรือไหมครับ

    • kafaak says:

      ไม่ทราบว่าเป็นมหาวิทยาลัยรัฐ หรือ เอกชนครับ?!?
      ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยรัฐ ต้องไปดูรายละเอียดเรื่องข้อบังคับ แต่หากเป็นเอกชนจะเข้าข่ายกฎหมายแรงงานครับ (มีการแก้ไขกฎหมายใหม่ เพื่อให้ลูกจ้างในส่วนที่ไม่ใช่บุคลากรการศึกษา หรือ ผู้อำนวยการสถาศึกษา เข้ามาอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน) ฉะนั้นต้องพิจารณาตรงนี้ก่อน จึงจะตอบได้

  137. pornnapa says:

    พ่อของหนูทำงานรับจ้างเป็นเชฟที่โรงแรงแห่งหนึ่งได้้ระยะเวลา3เดือน15วัน แล้วทางผู้จัดการมาบอกว่าทดลองงานไม่ผ่านทั้งๆที่พ่อหนุไม่ได้ทำผิดใดๆที่ทางโรงแรมห้ามเลยค่ะ ทางผู้จัดการมาบอกว่าให้ทำงานถึงสิ้นเดือนนี้แล้ววันที่2เดือนกันยายน2557มารับเงินเดือนแล้วออกไปเลย ทางพ่อของหนูงง?มากเลยค่ะ พนังงานหรือแม้แต่ผู้จัดการห้องอาหารก้ไม่ทราบสาเหตุที่เค้าไล่พ่อของหนูออกเลยค่ะ แบบนี้พ่อหนูควรจะทำยังไงดีค่ะ ควรไปปรึกษาสำนักงานแรงงานหรือประกันสังคมดีค่ะ ขอความกรุณาให้คำปรึกษาหนูด้วยนะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

    • kafaak says:

      ในช่วงเวลา 120 วันแรกของการทำงาน นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งช่วงนี้เรียกว่าช่วงทดลองงาน ปกติแล้วหากจะบอกว่าไม่ผ่านทดลองงาน ก็ต้องมีเหตุผลคุยกันว่าเพราะอะไร หาไม่แล้ว ก็ลองร้องเรียนเรื่อง เลิกจ้างไม่เป็นธรรม และขอเรียกค่าเสียหายได้ (อันเกิดจากการโดนบอกเลิกจ้างกะทันหัน)

      แต่ในกรณีของคุณพ่อของคุณ นายจ้างมาบอกตอนผ่านไป 3 เดือนกับ 15 วัน ฉะนั้น หากพ่อของคุณได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน (เดือนนึงจ่ายค่าจ้างที) คุณมีสืทธิเรียกเพิ่มได้อีก คือ
      – หากนายจ้างเลิกจ้างภายใน 120 วัน แสดงว่านายจ้างบอกเลิกจ้างล่วงหน้าไม่ถึงหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง ก็ต้องเสียค่าชดเชยแทนการบอกเลิกจ้างเป็นเงินค่าแรง 30 วัน
      – หากนายจ้างไม่อยากเสียค่าชดเชยแทนการบอกเลิกจ้าง ก็จะต้องให้คุณพ่อคุณทำงานต่อไปอีก เพราะต้องบอกล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง ฉะนั้นก็จะเข้าข่าย ทำงานมาเกิน 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี ฉะนั้นก็ต้องจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างตามที่กฎหมายกำหนดเป็นเงินค่าจ้าง 30 วัน
      สรุป ทั้งขึ้นทั้งล่อง ได้ 30 วันค่า หุหุ

  138. Puay says:

    มีเรื่องอยากปรึกษาหน่อยค่ะ พอดีเพิ่มเริ่มทำงานได้ไม่ถึงเดือนแล้วรู้สึกว่าระบบงานภายในองกรค์แย่มากและงานก็ไม่ใช่แบบที่เราคิดไว้ หรือแบบที่นายจ้างเคยบอกไว้
    เลยอยากจจะออกจากงานอ่ะค่ะ แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าเราไปเซ็นต์สัญญา 2 ปี ถ้าออกก่อนเค้าจะปรับ 6 เท่าของเงินเดือน อยากจะถามว่าเค้าจะมีสิทธิ์ปรับเงินเราจริงๆเหรอคะ ถ้ายังทำงานอยู่ในช่วง probation แล้วถ้าเราไม่ไหวกับระบบงานของนายจ้างเราอยากออกเลยโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน จะทำได้มั้ยคะ

    ขอบคุณค่ะ

  139. tip says:

    มีเรื่องอยากจะถามหน่อยค่ะ คือเราเป็นพนักงานรายวัน ทำงานร้านขายของส่งมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ปี ต่อมาเราแจ้งกับทางร้านว่าจะออก แต่เราแจ้งล่วงหน้าประมาณ 15 วัน จนวันนี้เราออกมา ไม่มีแม้แต่คำอวยพรหรือถ้อยคำดีเหมือนตอนเรายังทำงานอยู่เลย ออกมากับเงินงวดสุดท้าย คิดแล้วก็เสียความรู้สักเอามากๆ

  140. อุบล says:

    ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ ดิฉันกำลังทำงานอยู่ณ.ตอนนี้(อายุงาน3ปี1เดือน) แต่บริษัทได้แจ้งมาตอนต้นเดือนว่าจะยุบบริษัทดิฉันเลยถามเจ้านายว่าดิฉันจัได้รับเงินชดเชยไหมเท่าไรบริษัทก็ไม่ตอบอะไรเลยและตอนนี้ประมาณกลางเดือนบริษัทได้แจ้งมาว่าจะไม่ยุบให้พนง.เงินเดือนเท่าเดิมแต่จะไม่มีโอทีและค่าคอมน้อยลดมากๆๆซึ่งเหมือนจะบีบให้พนง.ออกเอง อยากทราบว่าเราสามารถฟ้องกรมแรงงานได้ไหมค่ะ และเราจะได้เงินชดเชยไหมเท่าไรค่ะ

    • kafaak says:

      เข้าใจว่าบริษัทก็คงเพิ่งนึกได้ว่า หากยุบบริษัท ก็เท่ากับเลิกจ้าง กรณีนั้นก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย … พอนึกได้ ก็เลยพยายามหาทางบีบให้พนักงานลาออกเอง
      ซึ่งกรณีของคุณ หากการที่ไม่มีโอทีคือ ให้ทำงานแต่ไม่จ่ายค่าทำงานล่วงเวลา หรือมีสัญญากำหนดค่าคอมฯ ไว้ชัดเจน (ซึ่งปกติควรจะเป็นเช่นนั้น) แต่กลับไปลดค่าคอมฯ ลง กรณีนี้ผิดชัดเจน ฟ้องได้ครับ ส่วนค่าชดเชยก็คือ เงินที่บริษัทเบี้ยวไม่จ่ายบวกกับดอกเบี้ยที่เราจะฟ้องเพิ่มครับ
      แต่หากบริษัทแค่ไม่ให้คุณทำงานล่วงเวลา กรณีนี้คือ บีบพนักงานภายใต้กรอบกฎหมาย ก็จะทำอะไรไม่ได้ … ที่เราจะทำได้ก็คือ หากเราไม่ถึงกับเดือดร้อนเพราะไม่มีโอที ก็ทู่ซี้อยู่ต่อไปครับ … แต่คำแนะนำของผมคือ หากอนาคตกับบริษัทนี้มันไม่ดีแล้ว บางครั้งลาออกไป แล้วไปทำงานที่อื่น อาจจะดีกว่านะครับ

  1. February 28, 2012

    [...] และน้องพิกกี้บัฟ ที่ผมพูดถึงไปในตอนแรกไม่มากก็น้อยละสินะ [...]

  2. February 29, 2012

    [...] 3. วันหยุดพักผ่อนประจำปี: เคยพูดถึงไปแล้วว่าอย่างน้อยต้องมี 6 วัน และพนักงานจะใช้สิทธิได้เมื่อทำงานมาครบ 1 ปีแล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละ บางบริษัทเขาก็อาจจะยอมให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ปีแรกเลย … รายละเอียดเพิ่มเติม ไปอ่านบล็อกตอนแรกนู่น [...]

Leave a Reply

%d bloggers like this: