kafaakBlog – นานาสาระกับนายกาฝาก

เทคโนโลยี, รีวิวหลากหลาย, ท่องเที่ยว, การตลาด, จิตวิทยา แล้วแต่จะเขียนจริงๆ

ภาพจาก Asamedia.org

สืบเนื่องจากประเด็นที่ทวีตกันทาง #HRtwt บน Twitter เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจมากทีเดียว จนอดไม่ได้ที่จะต้องมาเขียนเป็นบล็อกตอนนี้ครับ

เรื่องเรื่อง มันเริ่มมาจากที่น้อง @waans_ และ @PiggyBuff ส่งข้อความมาปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน คือ น้องหวานก็ถูกออฟฟิศบอกว่าไม่ผ่านทดลองงาน ส่วนน้องพิกกี้บัฟก็กำลังจะลาออกจากงาน

ฟังๆ ดูแล้วก็ปกติครับ ถ้าไม่ใช่เพราะ น้องหวานถูกบอกว่าไม่ผ่านทดลองงานหลังจากทำงานไปแล้วมากกว่า 4 เดือน และ เจ้านายพิกกี้บัฟก็ไม่เซ็นอนุมัติใบลาออก

——————— พื้นที่โฆษณา ———————

ช่วงนี้ @AdeccoThailand มีตำแหน่งงานน่าสนใจมานำเสนอครับ คือ Area Sales Manager, Retail Manager และ Product Consultant ครับ แต่ด้วยข้อตกลงกับลูกค้า จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นบริษัทอะไรที่กำลังหาพนักงาน แต่บอกได้คำเดียวว่าเป็นบริษัทด้านไอทีชั้นนำของโลกทีเดียว ถ้าได้ไปทำงานที่นี่บอกตรงๆ ว่า เมพสุดๆ ครับ … ใครที่คิดว่าผ่าน Qualification ละก็ ลองสมัครเล๊ยยยยย!!

———————————————————-

 

หากท่านผู้อ่านได้อ่านเหตุการณ์ของน้องๆ ทั้ง 2 คนข้างต้นแล้วรู้สึกว่า มันก็ปกติดีนี่นา ผิดปกติตรงไหน … ขอบอกได้เลยว่า ท่านเองก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกเอาเปรียบโดยนายจ้างแล้วครับ เพราะ

  • 02กรณีของน้องหวานนั้น ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานนั้น ไม่มีการพูดถึงเรื่องการทดลองงานเลย เพียงแต่ให้สิทธินายจ้างบอกเลิกจ้างพนักงานได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ในกรณีที่ทำงานติดต่อกันไม่ถึง 120 วันเท่านั้น (มาตรา 118 (1)) ฉะนั้นหมายความว่า หากมาบอกเลิกจ้างกันตอนที่อายุงานมากกว่า 4 เดือน (มากกว่า 120 วัน) ก็หมายความว่า ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างงวดสุดท้าย 30 วัน … บวกกับค่าต๊กใจอีก เพราะเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีการบอกล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (มาตรา 17 วรรค 2)
  • กรณีของน้องพิกกี้บัฟ ตาม พ.ร.บ. ก็ไม่ได้ให้สิทธินายจ้างในการเซ็นอนุมัติลาออกใดๆ ในกรณีของสัญญาจ้างแรงงานแบบไม่ระบุเวลา ซึ่งตรงนี้เป็น Common Sense มากๆ เพราะเกิดวันดีคืนดีเราอยากจะย้ายที่ทำงาน ถ้าเกิดให้สิทธินายจ้างกั๊กไม่ให้เราลาออก มันก็แย่สิ จริงไหมล่ะ … การยื่นใบลาออกของลูกจ้างให้ทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (มาตรา 17 วรรค 2) ถือว่าใบลาออกมีผลสมบูรณ์แล้วละครับ

เห็นไหมครับ เรายังมีอะไรที่เข้าใจผิด หรือนึกไม่ถึงได้เยอะแยะเลย นี่ขนาดแค่ 2 มาตราเท่านั้นเองนะเนี่ย … ทีนี้ลองมาดูกันในรายละเอียดสิ่งที่ลูกจ้างอย่างเราๆ ท่านๆ อาจจะไม่ทราบ หรืออาจจะเข้าใจผิด อันเป็นเหตุให้นายจ้างที่นิสัยไม่ดี (และเชื่อไหมว่า เท่าที่ผมลองสอบถามมา ขนาดบริษัทระดับมหาชน ก็ยังมีกรณีแบบนี้เยอะมากทีเดียว) กันดีกว่าครับ

 

Q: ต่ออายุการทดลองงานกันได้ด้วยเหรอ?

03A: คำตอบคือ ไม่ครับ อย่างที่ผมบอกไปในกรณีของน้องหวานแล้ว … กฎหมายไม่ได้พูดถึงเรื่องของพนักงานทดลองงานเลย เพียงแต่บริษัททั้งหลายใช้คำว่า “ทดลองงาน” เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า นี่ยังไม่ใช่พนักงานเต็มตัวเท่านั้นเอง โดยอาศัยช่องที่กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้นายจ้าง (ซึ่งโดยส่วนตัวของผมถือว่ายุติธรรมดี) ว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างพนักงานหากอายุงานยังไม่ถึง 120 วัน … นายจ้างจึงเลือกที่จะใช้ช่วงเวลานี้เป็นการ “ทดลองงาน” เพราะหากรู้สึกว่าทำงานได้ไม่ดีเท่าที่หวัง หรือ ไม่สามารถเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ ก็จะสามารถประเมินไม่ผ่านงาน และเลิกจ้างได้ โดยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใดๆ

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ได้ระบุไว้ชัดเจนในหมวดที่ 10 มาตรา 118 แล้วว่า

มาตรา 118 ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้ รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้าง ซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน โดยคำนวณเป็นหน่วย
(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้ รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

นั่นถึงเป็นที่มาว่า บริษัทส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติถูกต้อง จะกำหนดช่วง “ทดลองงาน” ไว้ที่ 119 วันแล้วต้องทำการประเมินเพื่อบอกเลิกจ้าง ไม่งั้นหากถึง 120 วัน ก็จะต้องจ่ายค่าชดเชย … และยิ่งหากบอกเลิกจ้างเอาหลังครบ 120 วัน แล้วจะให้มีผลทันที ก็ต้องจ่ายค่าต๊กใจอีก ตามมาตรา 17 วรรค 4 (อ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 เพิ่ม)

และเมื่อกฎหมายไม่ได้พูดถึงเรื่องการ “ทดลองงาน” เอาไว้ … ก็หมายความว่า ไอ้การต่ออายุทดลองงานแบบที่บริษัทนั้นบริษัทนี้เขาพูดกัน (แถมเท่าที่ผมได้คุยกันทาง Twitter มา บางบริษัทยังถือว่าการต่ออายุทดลองงานนี่เป็นบุญคุณด้วยนะ เพราะเป็นการให้โอกาสอีกครั้ง) มันก็ย่อมทำไม่ได้ครับ

 

Q: สิทธิของพนักงานทดลองงาน ไม่เท่ากับสิทธิของพนักงานประจำ

04A: ข้อนี้ขอตอบสั้นๆ เลยว่า ไม่เชิงครับ ที่ว่าไม่เชิงก็เพราะกฎหมายไม่ได้พูดถึงการทดลองงานไว้ ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ตกลงรับเข้ามาทำงาน ก็ถือว่าเป็นพนักงานโดยสมบูรณ์แล้ว สิทธิขั้นพื้นฐานสุดที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เช่น วันหยุดตามประเพณี, จำนวนชั่วโมงการทำงาน, ค่าแรงขั้นต่ำ ฯลฯ ต้องได้ครบถ้วน แต่ว่าบริษัทนั้นอาจจะมีการกำหนดสวัสดิการอื่นๆ หรือวันหยุดอื่นๆ ที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้ให้กับพนักงานที่ได้ชื่อว่าผ่านช่วง “ทดลองงาน 119 วัน ของบริษัท” ไปได้ เช่น ได้รับเงินเดือนขึ้นเมื่อผ่านทดลองงาน, สามารถลากิจได้โดยยังได้รับค่าจ้างเมื่อผ่านทดลองงาน เป็นต้น

เคยมีคนบอกกับผมว่า บริษัทของเขาไม่ให้สิทธิลาป่วยแก่พนักงานในช่วงทดลองงาน อันนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายนะครับ เพราะว่ามาตรา 32 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ระบุชัดแล้วว่า ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และสามารถได้รับเงินค่าจ้างจากนายจ้างได้ด้วย แต่ไม่เกิน 30 วัน (มาตรา 57)

 

Q: บริษัทบอกว่าทุกครั้งที่ลาป่วย ต้องมีใบรับรองแพทย์มาด้วย

05A: มาตรา 32 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ระบุไว้ว่า “การลาป่วย ตั้งแต่สามวันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งของสถานพยาบาลของทางราชการ” นั่นหมายความว่า หากหยุดแค่ 1-2 วัน ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงใบรับรองแพทย์ครับ … เพียงแต่ปกติ นายจ้างมักจะกลัวลูกจ้างป่วยการเมือง ก็เลยกำหนดในระเบียบของบริษัทไปซะโหดแบบนั้น

ในความเป็นจริง หากลูกจ้างไม่แสดงใบรับรองแพทย์ (เพราะบางคน ป่วยแค่ 1-2 วัน ก็ไม่ได้อยากหาเรื่องเสียเงินไปหาหมอหรอกนะครับ มันถูกๆ ซะเมื่อไหร่ล่ะ แล้วบริษัทก็ไม่ได้มีประกันสุขภาพหมู่ให้กับพนักงานทุกบริษัททุกคนนิ ประกันสังคมบางทีก็ไม่ได้ยาดีเท่าที่ควร) บริษัทก็ห้ามไม่ได้ครับ … สิ่งที่บริษัททำเพื่อป้องกันปัญหาลาป่วยการเมืองได้ ก็คือ ตอนประเมินผลงานนั่นแหละครับ หากลาป่วยบ่อย ก็ให้มีผลต่อโบนัสประจำปี และการปรับขึ้นเงินเดือนครับ

อีกกรณีนึงที่ผมเคยเจอคือ นายจ้างเอาวันลาป่วยที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงานไปรวมกับวันลาป่วยตามมาตรา 32 ซะงั้น ซึ่งจริงๆ แล้วคิดแบบนั้นไม่ได้ครับ (มาตรา 32 วรรค 3)

 

Q: พนักงานจะต้องทำงานก่อน 1 ปี จึงจะสามารถหยุดพักร้อนได้

A: ไม่มีคำว่า “พักร้อน” ในกฎหมายครับ เขาเรียกว่า “วันหยุดพักผ่อนประจำปี” และมาตรา 30 ระบุเอาไว้แบบนี้

มาตรา 30 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงานโดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน

ในปีต่อมานายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างมากกว่าหกวันทำงานก็ได้

นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้

สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้

ที่เข้าใจกันก็ถือว่าไม่ผิดครับ เพราะวรรคที่ 1 ของมาตรานี้แหละครับ ทำเอาเข้าใจผิดกันเยอะ เพราะบอกว่ามีสิทธิ์หยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี … แต่จริงๆ แล้ว หมายถึงว่าปีแรกเองก็มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีด้วยนะครับ ดังจะเห็นได้จากวรรคที่ 4 ระบุว่า หากทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างอาจกำหนดโดยคำนวณให้ตามสัดส่วน

นั่นก็คือ พอทำงานครบ 1 ปี ก็จะเริ่มมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ (ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างน้อย) และปีที่ 2 นี้เองที่พนักงานจะสามารถหยุดได้รวมเอาของปีแรกกับปีที่สองเข้าด้วยกัน ดังนั้น บริษัทที่พยายามจะทำให้ถูกต้องที่สุด จึงมักให้พนักงานสามารถมีสิทธิลาหยุดในปีแรกได้เลย (ทำแล้วเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างมากกว่าที่กฎหมายระบุ ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย) แล้วคำนวณสัดส่วนเอา

06ทีนี้วรรคที่ 3 ก็ระบุไว้ว่าหากไม่ได้หยุดในปีนั้น ก็อาจจะสะสมหรือเลื่อนไปในปีต่อๆ ไปได้ เพราะในมาตรา 56 (3) เขาระบุไว้ว่า ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุดสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วย ดังนั้นส่วนใหญ่ ถ้าไม่จ่ายชดเชยก็มักจะให้สะสมวันหยุดไป

ประเด็นนี้มีข้อถกเถียงกันอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของข้อกำหนดที่ว่า “พนักงานต้องใช้สิทธิพักร้อนให้หมดๆ ไปในปีนั้นๆ หากใช้ไม่หมด ถือว่าสละสิทธิ์ไป” อันนี้มันขัดต่อกฎหมายนะครับ ส่วนใหญ่ที่เขียนกันก็เพื่อขู่ให้พนักงานใช้สิทธิให้หมดๆ ไปนั่นแหละ แต่จริงๆ แล้ว ต้องพิจารณาแบบนี้ครับ

  • กฎหมายกำหนดให้นายจ้างเป็นผุ้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี (มาตรา 30 วรรค 1) แต่ส่วนใหญ่แล้วเพื่อความยืดหยุ่น เพราะพนักงานก็อยากจะเลือกวันหยุดเอง เพื่อไปใช้ทำธุระต่างๆ กัน ดังนั้น บริษัทต่างๆ จึงยอมให้เป็นการลาพักร้อนแทน ซึ่งสามารถทำได้ตามมาตรา 30 วรรค 1 อีกเช่นกัน
  • เมื่อมีคำว่า นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ก็หมายความว่า หากลูกจ้างยื่นขอลาพักร้อนแล้วนายจ้างไม่อนุมัติ ก็ย่อมจะทำได้ (โดยมีเหตุผลสมควร) แต่ตรงนี้ก็ควรจะต้องมีการกำหนดต่อว่าถ้าไม่ให้พักร้อนวันนี้แล้ว จะไปพักร้อนวันไหนแทนได้ … ตรงนี้เอง หากลูกจ้างขอลาพักร้อนแล้ว นายจ้างไม่อนุมัติ จนกระทั่งพ้นปีไป จะมาถือว่าลูกจ้างสละสิทธิ์ไม่ใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่ได้ ต้องยอมให้สะสมไป หรือไม่ก็จ่ายเป็นค่าชดเชยมาตามมาตรา 56 (3)
  • แต่หากนายจ้างกำหนดให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายกำหนดแล้ว และพร้อมอนุมัติวันหยุดพักผ่อนประจำปีหากมีการยื่นขอ แต่ลูกจ้างไม่ยื่นขอซะเอง แล้วก็ยังมาทำงานครบทุกวัน อันนี้ถือว่าลูกจ้างเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิของตนเอง บริษัทไม่ได้ไปตัดสิทธิอะไรของลูกจ้างเลย มันเหมือนกับว่า ลูกจ้างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าวันอาทิตย์บริษัทหยุดงาน แต่ก็ยังเข้ามาที่ออฟฟิศเพื่อทำงาน นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างครับ

ชักจะยาว เดี๋ยวเอาไว้ต่อกันในตอนต่อไปนะครับ (ไม่คิดว่าจะกลายมาเป็นซีรี่ส์เลยนะเนี่ย) … ใครติดในบล็อกนี้ ก็อย่าลืมไปเล่น Twitter แล้วรออ่านทวีต #HRtwt ทุกเช้าวันเสาร์ และ Follow @AdeccoThailand ด้วยนะครับ Smile

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

Related posts:

109 Responses to “กฎหมายแรงงานน่ารู้ อย่าให้นายจ้างเอาเปรียบ ตอนที่ 1”

  1. [...] 3. วันหยุดพักผ่อนประจำปี: เคยพูดถึงไปแล้วว่าอย่างน้อยต้องมี 6 วัน และพนักงานจะใช้สิทธิได้เมื่อทำงานมาครบ 1 ปีแล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละ บางบริษัทเขาก็อาจจะยอมให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ปีแรกเลย … รายละเอียดเพิ่มเติม ไปอ่านบล็อกตอนแรกนู่น [...]

  2. สวัสดีค่ะ ขอถามหน่อยนะคะ ในกรณีที่นายจ้างบอกให้ทดลองงาน3เเดือนแล้วจะให้เงินเดือนตามตกลงคือ2หมื่น ฃ่วงทดลองงานให้15,000 และโดยไม่ได้ให้สัญญาจ้างไว้ แต่ก็โอนเงินและสลิบให้ทุกเดือน(หักค่าประกันสังคมทุกเดือน..แต่ยังไม่เห็นได้รับใบเข้ารับการรักษา)ปัจจุบันทำมาได้3เดือนกับ20วัน นายจ้างเบี้ยวไม่เพิ่มเงินเดือนให้ และเรืยกไปคุยบอกจะปรับเงินให้10%ต้นปีหน้า เราควรทำอย่างไงคะ?

    • kafaak says:

      ปัญหาคือ สัญญาจ้างได้ระบุไหมครับว่าช่วงทดลองงานเงินเดือนเท่าไหร่ แล้วหลังทดลองงานจะปรับเป็นเท่าไหร่ … ปกติแล้ว สัญญาจ้างพวกนี้ เขาต้องให้เราไว้ชุดนึงครับ ถ้าไม่ให้ แสดงว่าเจตนาไม่ดีตั้งแต่ต้น

      สลิปเงินเดือน ไม่ใช่ตัวที่จะบอกคุณว่าเงินเดือนจะเป็นเท่าไหร่หลังผ่านโปร ดังนั้นช่วยอะไรไม่ได้ … นายจ้างคุณทำผิดตรงที่ยังไม่รีบทำบัตรประกันสังคมให้ (ตามกฎหมาย ถ้าผมจำไม่ผิด ต้องเสร็จใน 30 วัน) กรณีของคุณ ทางออกเดียวคือ ทำใจครับ ถ้าไม่มีสัญญาจ้างมายืนยัน … ที่เหลือคือคิดว่าจะทำกับบริษัทแบบนี้ต่อหรือไม่ (แต่โดยส่วนตัวถ้าส่อแววแบบนี้ แสดงว่าบริษัทไร้จริยธรรมอย่างแรง ไม่ควรทำด้วยครับ)

      • neee says:

        สวัสดีค่ัะ ขอบคุณที่ตอบไขปัญหาข้องใจ
        มีเซ็นต์สัญญาแต่ไม่ได้รับสำเนาเก็บไว้ แต่มีหลักฐานเสียงที่ในวันนี้ดิฉันได้มีการสนทนากับฝ่ายบุคคล เนื้องด้วยจากวันแจ้งให้ทราบสรุปวันเรื่อมทดลองงาน การตกลงที่บิดพริ้วของนายจ้าง เสียงมีการยอมรับเป็นในยะ ว่าเนื้องด้วยเหตุปรกติของโรงงานที่ตัวฝ่ายบุคลเองไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ การตัดสินใจหลักมาจากเจ้าของเองโดยทั้งสิ้น เขายอมรับว่าตามจำนวนที่ดิฉันกล่าวอ้างในการตกลงก่อนรับงานและกลังจากผ่านทดลองงานจะได้รับการปรับเงินเดือน แต่โดยการตัดสิ้นใจ เขาเองไม่อาจช่วยเหลือได้เพราะนายจ้างเขากลับคำเองและเป็นมาโดยตลอดกับพนักงานทุกคนและให้เรายอมรับในความลำบากใจครั้งนี้
        ไม่ทราบว่าในกรณีนี้จะสามารถต่อสู้ในสิทธิที่เราสามารถทำได้แบบไหนบ้างค่ะ?
        ขอบคุณใน คำตอบล่วงหน้าค่ะ

        • kafaak says:

          ถ้ามีหลักฐานเสียง ก็ลองฟ้องร้องไปยังสำนักงานแรงงานจังหวัดดูได้ครับ
          แต่คำถามของผมคือ

          1. คุณจะยังทำงานให้กับนายจ้างประเภทนี้อีกหรือ?
          2. สมมติว่าฟ้องร้องสำเร็จ แต่ไม่กลัวเขาจะผูกใจเจ็บ แล้วกลั่นแกล้งเราในหน้าที่การงานหรือครับ?

          ตรงนี้คือช่องโหว่ที่กฎหมายไม่สามารถไปช่วยปกป้องเราได้จริงๆ ครับ (ผมเองก็จนปัญญา) เพราะเขาไม่สามารถไปกำหนดได้ว่า นายจ้างจะต้องขึ้นเงินเดือนเท่าไหร่ต่อปี หรือจะต้องให้โบนัสไหม ปรับตำแหน่งไหม อะไรแบบนี้ครับ
          บอกตรงๆ ครับ ตรงนี้ถือเป็นบทเรียน แล้วต้องระวังเรื่องสัญญาจ้าง (การมีเป็นกระดาษ มีลายเซ็นชัดเจน บังคับคดีได้ง่ายกว่า) และถือว่าเราจะได้รู้จักนายจ้างประเภทนี้ก่อนที่จะหลวมตัวทำงานให้เขาเต็มๆ ดีกว่าครับ

  3. sawaddee says:

    สวัสดีคับ ช่วยตอบปัญหาข้องใจทีคับ
    ผมทำงานอยู่ที่บริษัทวิจัยตลาดแห่งหนึ่งเป็นงาน part time รายได้เป็นรายชุดที่ทำได้ วันแรกที่ไปสมัครเค้าก็รับทำงานแล้วให้เซ้นต์สัญญาแต่ในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่าเงินเดือนจะออกเมื่อไหร่ และที่สำคัญ Supervisor ที่รับผมทำงานไม่ได้บอกว่างานจบเมื่อไหร่คือผมก็ทำเลยไม่ได้เอ๊ะใจอะไรก็อธิบายงานให้ฟังเลย เป็นงานเกี่ยวกับสัมภาษณ์ลูกค้าที่ธนาคารคับ วันแรกที่ไปสมัครผมไม่ได้คุยกะฝ่ายบุคคล ผมทำงานได้ประมาณอาทิตย์ึนึง เค้าให้ผมไปที่ ธนาคารนู้น ธนาคารนี้ผมก็ไป แล้วผมโทรไปหา Supervisor ผมถามว่าเงินจะเข้าเมื่อไหร่ เค้าบอกว่า Project ยังไม่จบเลย จบประมาณกลางเดือน คือ Project นี้พึ่งบอกว่า 1 เดือน ตอนผมจะเริ่มทำงานเค้าไม่ได้บอกเลย
    พอ Project จบประมาณกลางเดือน ผมโทรไปหา Supervisor ที่ให้งานผมมาทำ เค้าบอกผมว่าหลังจบ Project 3อาทิตย์ เิงินจะเข้า ผมก็ถามเค้าว่าทำไมนานจัง เค้าบอกผมว่า บริษัทวิจัยตลาดที่ไหนเค้าก็ 3อาิทิตย์หลัง Project จบทั้งนั้นเค้าบอกให้โทรไปถามบริษัทไหนก็ได้ พอครบ 3 อาทิตย์แล้วผมก็โทรไปหาเค้าอีกที เค้าบอกว่า QC ยังตรวจงานไม่เสร็จ เค้ารับงานมาเพิ่มอีก ถ้าทำเสร็จเมื่อไหร่จะรีบทำเงินเดือนให้ ครับตอนนี้ก็ผ่านไป 1 เดือน 1 อาทิตย์ เงินเดือนผมก็ยังไม่เข้า เค้าบอกผมว่ายังสรุปงานไม่เสร็จ มีทางไหนที่จะพอฟ้องร้องบริษัทนี้ได้ไหมคับ ต่างกับบริษัทที่ผมทำอยู่ตอนนี้สิ้นเชิงเลยคับ ตอนนี้ผมก็ทำงานวิจัยตลาดเหมือนเดิม แต่บริษัทนี้เค้าจะบอกเลยก่อนทำงานระยะเวลากี่ัวัน เงินเดือนเข้าเมื่อไหร่ แต่บริษัทที่ผมทำก่อนหน้านี้เค้าไม่เคยคุยเรื่องเงิน ถามว่าเงินเดือนเข้าเมื่อไหร่เค้าก็บอกไม่รุ้ จะเอาผิดกับบริษัทนี้ได้ไหมคับ

    • kafaak says:

      เรื่องจะกลับไปที่เรื่อง “สัญญา” ครับ (ผมจะพยายามเน้นย้ำเรื่องสัญญา เพราะแม้กฎหมายจะถือว่าการสัญญาปากเปล่าก็ถือว่าสมบูรณ์แล้วก็ตาม แต่เรื่องการพิสูจน์มากยากมากมายครับ) ไม่ควรทำงานกับบริษัทที่สัญญาจ้างงานคลุมเครือเด็ดขาด

      สัญญาควรจะระบุ
      - ตำแหน่งงาน หน้าที่ที่ต้องทำคร่าวๆ
      - เงื่อนไขการทำงาน ทำวันไหนบ้าง เวลาไหนถึงเวลาไหน
      - เงินเดือนเท่าไหร่ หลังพ้นทดลองงานเงินเดือนเป็นเท่าไหร่
      - การลาออกต้องบอกล่วงหน้ากี่เดือน (ถ้าไม่ระบุ บอกล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายเงินเดือน) … แต่กฎหมายระบุไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าเกิน 3 เดือน ดังนั้นหากสัญญาระบุล่วงหน้า 4 เดือน จริงๆ ก็คือ บอกแค่ 3 เดือนพอ (แต่บริษัทไหนให้บอกล่วงหน้าเกิน 3 เดือน ก็ไม่น่าทำงานด้วยแล้ว)
      - สวัสดิการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดมีไหม? (ที่กฎหมายกำหนดชัดๆ คือ กองทุนประกันสังคม กองทุนเงินชดเชย)

      ยิ่งถ้าไม่ใชพนักงานประจำ แต่เป็นพนักงานชั่วคราวแบบของคุณ ต้องมี
      - วันที่เริ่มงานและวันที่สิ้นสุด
      - การจ่ายเงิน จ่ายแบบไหน ภายในวันที่เท่าไหร่

      กลับมาที่คำถาม … กรณีของคุณทำยังไงได้บ้าง? สัญญาจ้างงานมีแล้ว อันนี้น่าจะโอเค แต่ดันไม่มีบอกว่าจ่ายเงินอะไรยังไง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหากไม่ระบุ มันก็ต้องเป็น “จ่ายเมื่อจบงาน” ดังนั้นหากจบงานก็คือต้องจ่าย (เว้นแต่จะระบุว่า จบงานแล้ว อีกเดือนค่อยจ่ายอะไรแบบนี้ และสองฝ่ายโอเค เซ็นรับทราบ) ที่คุณต้องทำคือ โทรไปอีกครั้ง แต่อัดเสียงไว้ด้วย ให้เขาพูดให้ได้ว่า งานจบแล้ว และจะจ่ายเงินเมื่อไหร่ จากนั้นถึงแจ้งความได้ครับ

  4. n5300 says:

    สวัสดีคับ ช่วยตอบปัญหาข้องใจทีคับ
    คือแฟนของผมทำงานเป็นพริตตี้ของ Modeling หนึ่งซึ่งทาง Modeling ไม่ยอมจ่ายเงินมานานกว่าหนึ่งปีแล้วอ้างโน้นอ้างนี้ตลอด แถมพักหลังๆยังขู่ว่าจะฟ้องเมื่อทวงเงินที่ทำงานไป อย่ากทราบว่าเราควรทำอย่างไรดี

    • kafaak says:

      ย้ำคำตอบมาตรฐานของผมอีกรอบครับ … “สัญญา” มีไหมครับ
      งานพริตตี้ เป็นงานที่เรียกว่าการจ้างงานแบบมีกำหนดเวลาแน่นอน ดังนั้น สัญญาจะต้องมีระบุเรื่องสำคัญๆ เช่น ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เริ่มเมื่อไหร่ สิ้นสุดเมื่อไหร่ ค่าตอบแทนเป็นยังไง (ในกรณีของการจ้างงานเป็น Project บางอาชีพที่อาจทำกันเป็นปี จะบอกด้วยว่าหลังจบงานแล้วมีโบนัสเท่าไหร่)

      หากปราศจากสัญญา ต้องหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการว่าจ้างงานจริง ผู้จ้างได้มาขอให้เราทำงาน และเราตอบตกลงไป พร้อมมีการพูดถึงค่าตอบแทน ฯลฯ จริงๆ (ส่วนใหญ่ก็ต้องอัดเทปเอา)

      • n5300 says:

        มันหลายที่ครับหลายงานด้วยส่วนมาก็ทำงานประมาณ4-5วัน คือก่อนทำงานก็จะโทรมาบอกแล้วส่งรถมารับ บางงานก็โทรมาบอกว่าให้มารับเงินที่ยังไม่ได้พอไปถึงก็ให้ทำงานแต่เงินเก่าก็ยังไม่ได้ มันก็เลยยิ้งเยอะขึ้น พอทวงก็บอกว่าจะให้เพิ่ม พอถึงเวลาก็ยังไม่ได้ ทีแรกหมดสัญญาไปแล้วแต่ก็ต้องต่ออีก3เดือนเพราะรอเงิน ผมควรบอกให้รอต่อไปหรือไปฟ้องเอาหรือเปลี่ยนModelingไปเลยครับ
        ขอบคุณมากๆครับ

        • kafaak says:

          ถ้าไม่มีสัญญา และไม่มีหลักฐานอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องการจ้าง แนะนำให้เปลี่ยน Modeling ไปเลยครับ
          แต่ถ้ามีสัญญาชัดเจนตามที่ผมบอก ฟ้องเอาเงินครับ แล้วย้าย Modeling เช่นกัน

  5. พงศ์ says:

    ไปแจ้งหน่วยงานไหนได้ครับ ถ้ามีคนเอาเปรียบพนักงานหรือรับสมัครพนักงานแบบเอาเปรียบ ให้ค่าแรงวันละ 200 ในปัจจุบัน ไม่มีวันหยุด ทำเต็มตลอด สามเดือน ทำงานวันละ 12 ชม
    วันหยุดราชขการอะไรก็ต้องทำทุกวันไม่มีเว้น ลาออกไม่บอกล่วงหน้าสามเดือนหัก สามพันบาท

    เห็นติดประกาศไว้จึงโทรไปถาม แต่รายละเอียดเอาเปรียบมาก

    • kafaak says:

      สำนักงานแรงงานจังหวัดเลยครับ ถ้าผมจำไม่ผิด

  6. สมหญิง says:

    ทำงานครบ 1 ปี จึงจะมีสิทธิใช้พักร้อนใช่มั้ยคะ
    -เค้านับกันตั้งแต่เริ่มมาทำงานจนครบปีหรือป่าวคะ
    -หรือเริ่มนับตั้งแต่ผ่านโปรไปจึงจะครบปีคะ

    • kafaak says:

      ตรงนี้คือความซับซ้อนของกฎหมาย ที่นายจ้างหลายแห่งเอาเปรียบบ่อยๆ ครับ

      มาตรา 30 ของ พรบ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดไว้ว่า “ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิ์หยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน…”

      วรรคที่สาม “นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมกับปีต่อๆ ไปได้”

      และในวรรคที่ 4 ก็บอกว่า “สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้”

      ความหมายคือ … 1) นายจ้างให้มีพักร้อนปีละ 6 วัน นับตั้งแต่ปีแรกที่ลูกจ้างมาทำงาน ซึ่งหากเข้ามาไม่ถึงปี ก็อาจจะคำนวณตามสัดส่วนก็ได้ แต่ 2) ลูกจ้างต้องทำงานติดต่อกันครบปีก่อน จึงจะมีสิทธิหยุดพักร้อน ดังนั้นหมายความว่า 3) พอทำงานครบปีแล้ว ก็จะต้องได้สิทธิ์ 6 วัน ของปีแรก และอีก 6 วันของปีที่สองเลย หลังจากนั้นจึงกลับมาเป็นปกติคือ ปีละไม่ต่ำกว่า 6 วัน (แล้วแต่ว่านายจ้างจะให้มากกฎหมายกำหนดไหม)

      ที่เข้าใจผิดอีกหลายคนก็คือ กฎหมายไม่มีคำว่า “ทดลองงาน” ครับ เมื่อเข้าทำงาน เซ็นสัญญาปุ๊บ เท่ากับเป็นพนักงาน และต้องได้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนดทุกประการ (แต่นายจ้างอาจกำหนดสวัสดิการที่อยู่นอกเหนือกฎหมายให้แตกต่างกันระหว่างพนักงานที่ผ่านทดลองงานแล้วกับพนักงานที่ยังไม่ผ่านได้) ดังนั้น การนับเวลาทำงาน ต้องนับตั้งแต่เริ่มมาทำงานวันแรกครับ ไม่ใช่ตั้งแต่ผ่านโปร

      หลายๆ บริษัทที่แฟร์ๆ เช่น เขาจะทำแบบนี้ครับ สมมติผมทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม เขาก็ให้สิทธิพักร้อน 3 วัน (เพราะเข้ามากลางปี ทำงาน 6 เดือนก็จะมีสิทธิพักร้อน ครึ่งนึงของ 6 วันไง) แต่จะให้เริ่มใช้ได้หลังจากผ่านทดลองงานแล้ว … หากลาออกก่อนพ้นทดลองงาน เท่ากับทำงานติดต่อกันไม่ครบปี ก็ไม่มีสิทธิลาพักร้อนอยู่แล้วนะ

      แถมให้อีกนิด … พักร้อนเนี่ย จริงๆ แล้วกฎหมายกำหนดให้นายจ้างกำหนดมาให้เลย หรือจะกำหนดให้ตามนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันก็ได้ ดังนั้นส่วนใหญ่ก็เลยทำเป็นพักร้อน ให้ยื่นเรื่องลาแล้วอนุมัติเป็นคราวๆ ไป (เข้าข่ายนายจ้างลูกจ้างตกลงกันไง) ดังนั้น

      - หากเราใช้สิทธิขอลาแล้ว แต่นายจ้างไม่อนุมัติซักทีจนพ้นปี ถ้าเขาไม่ให้เราสะสมไปปีถัดไป เขาต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้เรา
      - หากเราฟิต ขยัน รักบริษัทมาก ไม่ลาพักร้อนเลย … แม้เขาจะไม่ให้สะสมในปีถัดไป และไม่จ่ายค่าทำงานในวันหยุด อันนี้ก็ตัวใครตัวมัน

      ผมขอแนะนำว่า หากบริษัทไม่มีนโยบายให้สะสมวันหยุดพักร้อนไปปีถัดไป ก็ควรใช้สิทธิให้ครบถ้วนเป๊ะๆ ไปเลยครับ อย่าไปเหลือไว้ หุหุ

  7. สมหญิง says:

    อยากถามเรื่องการหักเงินโบนัสค่ะ!!
    เข้าใจนะคะว่าแต่ละบริษัทอาจแตกต่างกัน…แต่ที่บริษัทหนูเค้าหักแบบนี้ค่ะ ยกตัวอย่างของหนูเลยที่โดนหักจริง
    ลาคลอด 0.25/วัน
    ลาบวช 0.50/วัน
    ลาป่วย 1.00/วัน หนูป่วย 2 วัน 5 ชม. = 2 วัน 5 ชม.
    ลากิจ 1.5/วัน หนูลากิจ 3 วัน = 4.5 วัน
    สาย-ขาด 3.00/วัน หนูขาด 5 วัน 46 ชม. = 15 วัน 138 ชม.(แม่งหัก 3เท่าเลย..หักค่าแรงต่อวันค่ะ)
    เบ็ดเสร็จแล้ว โดนหักไป 5,454.- เหลือเงินโบนัสแค่ 2,700.- ค่ะ(แม่งไม่ต้องให้ซะดีกว่า) หนูทำที่อื่นมาไม่เคยเจอเลยค่ะแบบนี่ ให้เค้าก็ให้เต็มไม่หัก (จริงๆแล้วหนูไม่เคยขาดงานเลย..หนูลากิจเกินมา 5 วัน เกินกำหนดที่ให้น่ะคะ่ แต่เค้าไม่เคยบอกเลยว่าลาเกินจะให้เป็นขาดงาน..หนูก็เขียนใบลาทุกครั้งค่ะ พี่ว่ามันโหดไปมั้ยค่ะ)

    • kafaak says:

      โบนัสเป็นสวัสดิการที่อยู่นอกเหนือกฎหมายกำหนดครับ ดังนั้นนายจ้างจะมีเงื่อนไขในการแจกอย่างไร เป็นสิทธิ์ของนายจ้างเลยครับ ซึ่งเขาอาจจะโหดกว่าบริษัทอื่นก็ได้

      ลากิจ ปกติก็คือ การลาโดยไม่รับค่าจ้างครับ
      ส่วนจะเอาไปมีผลต่อการปรับโบนัสหรือไม่ ก็อยู่ที่นายจ้าง อย่างที่บอกครับ ต้องย้ำอีกครั้งว่า โบนัส เป็นสวัสดิการที่กฎหมายไม่ได้กำหนด นายจ้างจะไม่ให้เลยก็ได้ … ผมคงตอบไม่ได้ว่าโหดไปหรือไม่ เพราะอยู่ที่ว่าเราเปรียบเทียบกับนายจ้างรายอื่นๆ ที่ใจดีกว่า หรือ โหดกว่าครับ

      ปัญหาคือ ผมยังไม่แน่ใจคำว่า หักค่าแรงต่อวันสามเท่า ที่คุณว่า … สมมติคุณลากิจ 1 วัน นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้คุณ 1 วัน จะมาบอกว่าลากิจ 1 วันหักค่าจ้าง 3 วัน ไม่ได้ครับ … ต่อให้เป็นการลากิจเกินที่กำหนด ก็จะมาหักเงินไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจนายจ้างในการหักเงินเดือนลูกจ้างครับ ทำได้แค่ตักเตือนด้วยวาจา ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร และไล่ออก

  8. pui says:

    รบกวนสอบถามค่ะ วันนี้ไปสัมภาษณ์งานมาค่ะ ผ่านเรียบร้อย พรุ่งนี้เค้านัดให้ไปวางเงินประกัน 10000 บาท พร้อมบุคคลค้ำประกัน เริ่มทำงานวันจันทร์ ไม่ทราบว่าต้องดูรายละเอียดอะไรบ้างค๊ะ แล้วเราจะไว้ใจได้หรือปล่าว บุคคลค้ำประกันต้องรับผิดชอบอย่างไร เราควรทำอย่างไร เป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารเสริม เครื่องสำอาง ไม่เคยเจอนี่เป็นครั้งแรกค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      พรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 10 ระบุไว้ว่า “ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินหรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ในลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ลักษณะหรือสภาพของงานที่เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

      ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี”

      ดังนั้น ที่ควรเช็คก็ชัดเจนเลยครับ คือ

      1. หลักประกันเป็นอย่างไร
      2. มูลค่าของหลักประกันเป็นอย่างไร
      3. นายจ้างจะทำการเก็บรักษาหลักประกันของเราอย่างไร
      4. สัญญาเกี่ยวกับการเรียกชดใช้จากหลักประกัน ว่ากรณีใดบ้าง อย่างไร
      5. สัญญามีระบุวันสิ้นสุดหรือไม่

  9. ปลายฟ้า says:

    ขอคำปรึกษาค่ะ บ.ที่ดิฉันกำลังทำงานอยู่นั้น ซึ่งก่อนได้มาเริ่มงานได้ฟังข้อตกลงและการปฏิบัติงานของนายจ้างแล้วว่าต้องปฏิบัติงานอะไรบ้าง แต่พอดิฉันได้เข้ามาทำงานแล้วนั้น กลายเป็นว่าทำงานทุกอย่าง (แม้กระทั่งยกของ+ส่งของ) ซึ่งบ.ไม่จ้างแมสเซนเจอร์แต่อย่างใด แล้วที่สำคัญดิฉันต้องทำงานกับหลานของนายจ้าง ซึ่งผู้เป็นหลานนั้นมิได้ืำทำหน้าที่เป็นฝ่ายบัญชี แต่ทำเสมือนว่ามีอำนาจและมาวุ่นวายกับฝ่ายบัญชี (หลานของนายจ้างมีหน้าที่ขาย ad โฆษณา) แล้วมิหนำซ้ำ พนักงานคนอื่นที่ต้องขาย ad โฆษณาเคยถูกหลานของนายจ้างแย่งลูกค้า แล้วครอบครองใบเสนอราคาที่ทางลูกค้าส่ง FaX มาให้มาเป็นของตน ทางพนักงานได้ไปแจ้งนายจ้างเบื้องต้นว่าทำไม่ถูก แต่นายจ้างกลับต่อว่า และไม่คิดที่จะทำอะไรเลย คือตอนนี้เพื่อนของดิฉันก็ทำหน้าที่ขาย ad โฆษณาด้วยเช่นกัน แต่รับรู้และทราบมาโดยตลอดว่านายจ้างและหลานของนายจ้างเอาเปรียบตน พอจะมีข้อเสนอแนะหรือไม่คะ เพราะตอนนี้เพื่อนคนดังกล่าวอยู่ต่อไม่ได้และจะทำเรื่องลาออกเร็วๆนี้ค่ะ

    • kafaak says:

      กรณีแบบนี้ ถ้ามีสัญญาระบุชัดเจนว่าจะให้เราทำงานตำแหน่งไหน ทำอะไร แต่เขากลับให้เราทำอย่างอื่นที่มันเป็นผลเสียต่อเรา และมีความแตกต่างจากงานที่ระบุในสัญญา (เช่น ให้ทำบัญชี แต่ดันให้เราไปเป็นแมสเซนเจอร์) เราก็ร้องเรียนไปที่สำนักงานแรงงานจังหวัดได้ครับ ฟ้องร้องได้

      แต่ในกรณีแบบที่คุณว่า ผมก็เห็นด้วยกับที่เพื่อนของคุณลาออกครับ … เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เพื่อนของคุณทำได้แค่ร้องเรียนเจ้านายให้ดำเนินการ (เพราะเพื่อนร่วมงานแย่งผลงาน) แต่ถ้าเจ้านายเขาไม่ดำเนินการ (เพราะเป็นหลานนายจ้าง) ก็เท่ากับนายจ้างเอาเปรียบครับ แต่กฎหมายจะไม่ไปก้าวก่ายไม่ได้ เพราะบริษัทควรมีมาตรการจัดการครับ (แต่ก็อีกนั่นแหละ เขาไม่ทำ เพราะเป็นหลานนายจ้าง) … นายจ้างสันดานเสียแบบนี้ อย่าไปเอาเวลาชีวิตของเราไปทำงานเพื่อให้เขาเจริญเลยครับ

  10. lek says:

    สอบถามเรื่องโบนัส หากทั้งสัญญาจ้างและข้อบัังคัับกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะจ่ายให้พนงที่พ้นการทดลองงานแล้วเท่านั้น โดยโบนัสจะจ่ายให้เดือน 12 หากพนักงานพ้นการทดลองงานวันที่25 ธค แต่โบนัสจ่าย24ธคปกติเงินเดือนจ่าย28 พนักงานคนนี้มีสิทธิได้รับเงินโบนัสหรือไม่ กับอีกกรณี พนักงานคนนี้มาผ่านทดลองงานวีันที่15มกราอีกปี พนง คนนี้ยังมีสิทธิได้รับโบนัสหรือไม่ ปกติ บริษัท มีระเบียบให้ โพรเรทโบนัส หากะนักงานออกระหว่างปี จำนวนการจ่ายขึ้นกับระยะเวลาทำงานของพนงในปีนั้น

    • kafaak says:

      เรื่องโบนัสเป็นเรื่องของนายจ้างครับ ถ้าพนักงานพ้นทดลองงาน 25 ธ.ค. แต่โบนัสกำหนดจ่าย 24 ธ.ค. ก็อยู่ที่ความเมตตาของนายจ้างแล้วครับว่าจะจ่ายหรือไม่ (และถ้าจะจ่ายจริง ก็คงจะจ่ายแบบแบ่งตามอัตราส่วน ว่าทำงานมาแค่ไหน … คงไม่ได้ 12 เดือนเต็ม)

      ถ้าผ่านทดลองงาน 15 ม.ค. ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ พิจารณาตามตัวอักษรในสัญญาเป๊ะๆ ครับ … พ้นทดลองงานจึงมีสิทธิ์ได้รับครับ

  11. noey says:

    จ่ายค่าจ้างลูกจ้างรายวันสองงวด ต้องจ่ายวันที่เท่าไร กฎหมายระบุไว้ไหมจ่ายวันที่ 5และ20ของเดือนได้ไหมคือค่าจ้างวันที่1ถึง15จ่ายในวันที่20และ16ถึง30หรือ31จ่ายในวันที่5ถ้าก.แรงงานมาตรวจจะผิดไหม รบกวนตอบให้ด้วยค่ะ ปวดหัว ขอบพระคุณค่ะ

    • kafaak says:

      กฎหมายไม่ได้ระบุครับว่าต้องจ่ายค่าจ้างในวันที่เท่าไหร่ครับ นายจ้างเลือกได้ตามสะดวก ตอนผมทำงานโรงงาน ก็จ่ายวันที่ 7 และ 22 ของทุกเดือนครับ บางที่ก็ 1 กับ 16 เป็นต้น ฉะนั้นจะจ่ายตามที่ว่ามาก็ได้ครับ

  12. jaw says: says:

    เป็นลูกจ้างประจำของโรงเรียนเอกชน จบ ป.ตรี แต่ไม่ได้รับเงินเดือนตามวุฒิ รัฐบาลปรับเงินเดือนขั้นต่ำขึ้น ของเดือนมกรา ยังไม่ได้ ทำงานมา 16 ปี วัน300บาท ก็ไม่ได้ ได้เงินเดือนแค่ 6600 บาท จากครั้งแรกเงินเดือนเริ่มต้นแค่ 2500 บาท จะร้องเรียนได้ไหมค่ะ แล้วถ้าจะร้องเรียนต้องไปที่ไหนค่ะอยู่ จ.น่านค่ะ

    • kafaak says:

      ปัญหาอยู่ที่ว่า คุณเป็นลูกจ้างประจำที่รับค่าแรงเป็นรายเดือน และนายจ้างคิดค่าจ้าง 30 วัน/เดือน (รวมเสาอาทิตย์) หรือเปล่าน่ะครับ ถ้าใช่ ก็เท่ากับต้องเอา 300 x 30 = 9000 บาท ไม่งั้นผิดกฎหมาย ฟ้องนายจ้างได้

      แต่ถ้าเกิดนายจ้างของคุณให้เงินเดือนแบบตามวันมาทำงาน (หรือก็คือจะบอกว่าเสาร์อาทิตย์ไม่มาทำงานไม่ถือว่าได้เงิน) แบบนี้ต้องมองว่า เดือนนั้นคุณมาทำงานกี่วัน (เมื่อหักเสาร์อาทิตย์ออกแล้ว) เช่น เดือนนี้ก็เท่ากับ 23 วัน (31 – 8) ถ้าค่าแรงคุณอยู่ที่ขั้นต่ำ นายจ้างต้องจ่าย 300 x 23 = 6,900 บาทครับ จะมาคิดว่าเป็น 6,600 บาทเป๊ะๆ ไม่ได้

  13. Natkit says:

    นายจ้างบอกยกเลิกสิทธิ์ ลาป่วยไม่ว่ากรณีใดๆ โดยให้ใช้วันลาหยุดนักขัตกฤษ์ หรือวันลาพักร้อนแทน นายจ้างสามารถทำได้หรือเปล่าครับ

    • kafaak says:

      ไม่สามารถทำได้ครับ ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายอนุญาตให้ลูกจ้างลาป่วยได้ตามจริง ถ้าป่วย 100 วัน ก็ลาได้ 100 วัน เพียงแต่

      1. นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแค่ 30 วัน
      2. หากหยุดติดต่อเกิน 3 วัน ต้องมีใบรับรองแพทย์

  14. kanitta says:

    สวัสดีค่ะ
    เราทำงานมาเกือบจะปีแล้ว ช่วงทดลอง3เดือน ให้เงินเดือนเราได้เงินเดือน7พันบาท แต่ไม่ได้เต็ม7พันตลอดเลยค่ะ โดนหัก3เปอเซนเหลือ6790บาท พอผ่านโปร เขาให้เงินเพิ่มแค่500บ.เป็น7500 ถ้ากฎหมายไม่บังคับ เขาคงไม่เพิ่มเงินเปน9พันให้เรา แต่สุดท้ายก่อนปีใหม่เขาปรับเงินเป็น9พันบาทให้ค่ะ แต่ไม่ได้เต็ม9พัน ตั้งแต่เดือนมกราคม เราไม่เคยได้เงินเดือนเต็ม9พันทุกเดือน ตั้งแต่ต้นปีมา เดือนมกราได้8550บาท เดือนกุมภา ได้8050บาท เรางงกับ บริษัทนี้มาก ประกันสังคมก็ยังไม่ทำให้ แถมโดนหักค่าอุปปกรณ์500บาท เป็นเวลา4เดือน โดนหักค่าเปอเซน3เปอเซ็น เราถามเรื่องสลิปเงินเดือน เขาบอกว่าขี้เกียจทำให้ เขาบอกว่าถ้าอยากจะเอากู้อะไรบอกเขาเด่วเขาทำให้ เราควรทำไงต่อดีค่ะ

    • kafaak says:

      ถ้าให้ผมแนะนำนะครับ ดูจากที่คุณเล่า เป็นบริษัทที่ไม่ดีเลยครับ เอาเปรียบลูกจ้างมาก แนะนำให้ลาออก
      แต่จากนั้น ให้ทำการฟ้องครับ

      1. บริษัทไม่สามารถหักเงินเราได้ครับ ยกเว้นแต่เราจะมีหน้าที่ที่รับผิดชอบทรัพย์สินของนายจ้าง (ซึ่งมีไม่กี่อาชีพที่จะเข้าข่ายนี้) และเงินที่หักพวกนั้นก็เป็นเงินประกันที่นายจ้างต้องจ่ายคืนเรา
      2. หักค่าอุปกรณ์ ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะนายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำงานให้เรา ไม่ใช่หักเงินจากเรา
      3. สลิปเงินเดือน ไม่มีให้ไม่ได้ จริงๆ กฎหมายกำหนดด้วยซ้ำว่าตอนจ่ายเงิน เราจะต้องเซ็นรับทุกเดือน (เพียงแต่ในชีวิตจริง นายจ้างกับเราพบกันครึ่งทาง ให้เป็นสลิปแทน … แต่จริงๆ เราต้องเซ็นรับสลิปด้วยนะ)

  15. พร says:

    อยากทราบว่าถ้านายจ้างจะขายโรงงาน แต่นายจ้างบิดบัง พนักงานเรื่องจะขายโรงงาน พนักงานรู้มาจากนายหน้า แล้วพนักงานที่เป็น รายวัน กับรายเดือน จะมีสิทธิ์เรียกร้อง อะไรได้บ้างไหม จะเอาผิดกับนายจ้างได้ไหม

    • kafaak says:

      อันนี้ต้องถามว่า “ขายโรงงาน” หมายถึงอะไรครับ

      ถ้าขายให้คนอื่นไปดำเนินกิจการต่อ มาตรา 13 พรบ.คุ้มครองแรงงาน ระบุไว้ชัดแล้วว่าสิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมก็ยังคงอยู่ต่อไป นายจ้างใหม่ก็รับไปทั้งสิทธิ์และหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างทุกประการ

      แต่ถ้าขายกิจการเลยนั่นคือ นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ก็เท่ากับนายจ้างต้องเลิกจ้าง ดังนั้นจะเข้าข่ายการเลิกจ้างตามมาตร 118 ครับ ซึ่ง

      1. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี (นั่นคือ พ้นช่วงทดลองงาน 4 เดือน ที่เราเข้าใจกัน) ลูกจ้างได้ค่าชดเชย (พวกนักกฎหมายเรียก ค่าต๊กใจ) เป็นเงินไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 30 วันสุดท้าย
      2. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 90 วันสุดท้าย
      3. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 180 วันสุดท้าย
      4. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 240 วันสุดท้าย
      5. หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ในกรณีที่จ่ายค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ก็ต้องไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 300 วันสุดท้าย

      หากไม่ยอมจ่าย ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานท้องที่ที่ทำงานอยู่เลยครับ

  16. อยากสอบถามเรื่องการลาพักร้อนค่ะ says:

    ถ้าเราลาออก แล้วมีวันลาพักร้อนไม่ได้ใช้เลย เรามีสิทธิ์ลาพักร้อนได้หรือไม่ และนายจ้างมีสิทธิ์ไม่อนุมัิติการลาได้หรือไม่ ขอบคุณค่ะ คือใช้สิทธิ์ลาหลังจาลาออกไปแล้ว 30 วันน่ะค่ะ

    • kafaak says:

      การลาพักร้อน เป็นเรื่องที่นายจ้างตกลงกับลูกจ้าง ดังนั้นนายจ้างจะไม่ให้ลาพักร้อนก็ได้ครับ
      ประเด็นสำคัญคือ มาตรา 67 ของ พรบ.คุ้มครองแรงงาน ปรับปรุง พ.ศ.2551 บอกว่า ไม่ว่านายจ้างจะเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออก นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าทำงานวันหยุดสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี (พักร้อน) ที่เหลืออยู่ครับ

  17. N-nasa says:

    กรณีที่ทางพนักงานไม่ยอมเซ็นต์สัญญาทดลองงาน โดยที่อ้างเหตุผลว่าตำแหน่ง กับเงินเดือนไม่ได้ตามที่ต้องการ และอ้างว่าจะทำงานไปเรื่อยๆจนกว่าจะหางานได้ ซึ่งลูกจ้างคนนี้ตอนนี้ทำงานที่บริษัทมาได้ 60 วันแล้ว
    อยากทราบว่าเราสามารถบอกเลิกจ้างเค้าตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆเลยได้ไหมคะ

    • kafaak says:

      เคสนี้ประหลาดจริงๆ (แต่ถามจริงๆ เหอะนะครับ บริษัทคุณยอมให้เขาทำเหรอ?!? แปลกใจน่ะครับ)
      ปกติเวลาทำงาน ก็ต้องมีการเซ็นสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งอย่างที่พยายามย้ำทุกครั้ง กฎหมายแรงงานไม่มีคำว่า “ทดลองงาน” นะครับ รับปุ๊บ = ทำงานเลย เพียงแต่กฎหมายเปิดช่องให้ว่า หากทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างสามารถบอกเลิกจ้างลูกจ้างได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ (มาตรา 118) แต่ก็ต้องบอกเลิกจ้างล่วงหน้า 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง (มาตรา 17 วรรค 2)

      ปัญหาตอนนี้คือ บริษัทคุณยอมให้เขาทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องเซ็นสัญญาใดๆ เลยเหรอครับ? ผมว่าอย่างน้อยต้องเซ็นสัญญาจ้างแรงงาน เพื่อระบุเงื่อนไขสภาพการทำงานพร้อมเงินเดือน (แม้ว่าเขาจะไม่ชอบตำแหน่งและเงินเดือนก็ตาม … แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ชอบแต่ยังอุตส่าห์ทำ?!?)

      ถ้าว่ากันตามกฎหมาย แม้ว่าเขาจะเซ็นสัญญาแล้วก็ตาม … ในฐานะนายจ้าง คุณสามารถบอกเลิกจ้างได้ (ต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง อย่างที่ผมได้บอกไป) แล้วก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ เพราะเขายังทำงานมาไม่ครบ 120 วันครับ

  18. nan says:

    อยากทราบว่าดิฉันเริ่มงานวันที่13กค.55จนถึง13กค.56 ดิฉันได้พักร้อน2วันมันถูกต้องไหม ทำไมดิฉันไม่ได้6วัน ที่บริษัทตัดรอบปีเดือน1ธค.-30พย พักร้อนที่ได้ให้ใช้ถึงปี56 จะเรียกร้องที่ใครค่ะ

    • kafaak says:

      มาตรา 30 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน มีใจความว่า เมื่อทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี ลูกจ้างก็จะมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ไม่น้อยกว่า 6 วัน (ถ้านายจ้างจะกำหนดมากกว่าก็ได้)
      ถ้าคุณได้ทำงานมาครบปีแล้ว เท่ากับคุณมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่กฎหมายกำหนดแล้วครับ

      ทีนี้มามองต่อ … บริษัทตัดรอบ 1 ธ.ค. นั่นหมายความว่า ในปีแรก คุณมีสิทธิพักร้อน 2 วัน ตามที่เขาบอกครับ (เดือน ส.ค. – พ.ย. คิดเป็น 4 เดือน จาก 12 เดือน พักร้อน 6 วัน คิดตามอัตราส่วนได้เท่ากับ 2 วัน) … แต่ปีที่สองคุณก็มีสิทธิอีก 6 วัน ซึ่งนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. ถึง ก.ค. ที่คุณลาออก อีก 3.5 วัน (คิดตามสัดส่วน) ซึ่งหากคุณยื่นใช้สิทธิในวันเหล่านี้แล้ว แต่นายจ้างไม่ยอมให้ใช้ (จนถึงวันที่ลาออก) คุณก็มีสิทธิเรียกร้องครับ แจ้งที่แรงงานเขตที่ทำงานของคุณเลย (แต่หาหลักฐานหรือพยานที่ยืนยันด้วยนะครับ ว่าคุณได้ยื่นขอใช้สิทธิพักร้อนแล้ว แต่นายจ้างไม่ได้ให้ใช้

  19. Bowling says:

    สวัสดีค่ะ รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ เราทำงานที่บริษัทครบ 1 ปีเต็มแล้ว และเขียนใบลาออก อยากทราบว่าเรามีสิทธิ์พักร้อนแต่ถ้า นายจ้างไม่อนุมัติให้ลาพักร้อน แต่จะจ่ายเป็นเงินแทน แบบนี้สามารถทำได้หรือไม่ค่ะ เค้าบอกว่าใ้ห้เราสอนงานเด็กใหม่ ไม่ให้เราลาต่ะ

    • kafaak says:

      สามารถทำได้ครับ แต่เขาต้องจ่ายเงินค่าทำงานในวันหยุด หากมีทำ OT ในวันนั้น ต้องจ่ายเสมือนหนึ่งเป็นวันหยุดครับ

      • Bowling says:

        แต่เราไม่ต้องการวันหยุดอ่ะค่ะ เราอยากได้พักร้อนเพื่อไปหาสมัครงานอ่ะค่ะ หรือเหตุผลอื่นๆค่ะ

        • kafaak says:

          ปัญหาคือ ตามกฎหมาย วันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิ่งที่นายจ้างจัดให้มีครับ เพียงแต่เพื่อความสะดวก เขาเลยทำเป็นพักร้อน คือ ให้ขอลากัน แล้วนายจ้างเลือกที่จะอนุมัติหรือไม่ก็ตามแต่ ดังนั้น นายจ้างมีสิทธิ์ไม่อนุมัติ แล้วจ่ายเป็นเงินค่าทำงานวเนหยุดครับ ถ้าเราอยากหยุด ต้องเจรจากับนายจ้างสถานเดียวครับ

          • Bowling says:

            แง่ว…..ค่ะรับทราบค่ะ ขอบคุณมากนะค่ะ จะหาทางแก้ไขต่อไป…^__^

  20. Kanya says:

    สวัสดีค่ะ รบกวนสอบถาม เราได้ลาออกมาจากงานเมื่อสิ้นเดือน ก.พ.56 ปัจจุบันทางบริษัทไม่จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายให้ค่ะ
    ก่อนออกได้มีการแจ้งว่าเรามีการล่ะเลยหน้าที่คือหยุดติดต่อกัน 2 วัน โดยไม่แจ้งให้บริษัททราบและสองเราทำทรัพย์สินของ
    บริษัทหายต้องชดใช้ โดยให้เราเซ็นรับทราบ ซึ่งทางเราก็เซ็นค่ะ และได้เขียนใบลาออกมีลายเซ็นแบบถูกต้องแล้วด้วยค่ะ
    อยากทราบว่าเราสามารถเรียกร้องเงินเดือนได้มั้ยค่ะ (ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นที่เราต้องชดใช้เป็นจำนวนประมาณ 7,000 บาท ซึ่งน้อย
    กว่าเงินเดือนแต่ทางบริษัทไม่ยอมจ่ายส่วนต่างให้ค่ะ )กรณีนี้ทำอย่างไรได้บ้างค่ะ เนื่องจากติดต่อไปทางบริษัทก็เงียบหายไปไม่
    ติดต่อกลับมาเลยค่ะ

    • kafaak says:

      กรณีนี้ร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานเขตที่บริษัทของคุณตั้งอยู่ได้ครับ … นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างครับ ไม่จ่ายก็เรียกร้องได้พร้อมดอกเบี้ยด้วย … การละเลยหน้าที่ (หยุดติดต่อกันโดยไม่แจ้งให้ทราบ) นั้นนายจ้างของคุณก็ทำได้แค่หักค่าแรงของ 2 วันที่คุณไม่มาทำงานเท่านั้นเองครับ

      • Kanya says:

        ไม่ทราบว่าต้องนำหลักฐานใดไปแจ้งสำนักงานแรงงานมั้ยค่ะ ต้องขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือมากๆค่ะ

        • kafaak says:

          ที่แน่ๆ ก็ต้องมีสลิปเงินเดือนครับ … เพื่อชี้ให้เห็นว่าเงินเดือนเราเท่าไหร่
          ถ้ามีพยานได้ยิ่งดีว่าเขายังไม่จ่ายเงิน … ส่วนใหญ่บริษัทจะจ่ายเงินเดือนโดยการโอนเงินเข้าธนาคารให้อยู่แล้ว ถ้าเรามีบุ๊กก็จะดี เพราะมันจะเห็นชัดว่ารอบการจ่ายเงินเดือนมันหายไป

          อย่างอื่น ตอนนี้ยังนึกไม่ออกครับ

          • Kanya says:

            วันนี้ได้โทรไปสอบถามความคืบหน้าเรื่องเงินเดือนที่หายไปทางบริษัทเรียกเข้าไปคุยค่ะ ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ค่ะว่าทางเค้าต้องการคำอธิบายอะไรเพิ่มเติมเนื่องจากได้ส่งหลักฐานทั้งหมดไปทาง อีเมล์แล้วแถมยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ กลับกลายเป็นทางลูกจ้างอย่างเราต้องโทรไปตามตลอดเลยค่ะ อย่างนี้สามารถทำอะไรได้มั้ยค่ะ เพราะพูดตรงๆค่ะไม่อยากเข้าไปที่นั้นอีกแล้วค่ะ

          • kafaak says:

            หลักฐานที่ส่งไปทางอีเมล์ มีอะไรบ้างครับ?
            อย่างที่บอก หากไม่คืบหน้า ก็ควรร้องเรียนไปยังสำนักงานแรงงานครับ

          • Kanya says:

            -ใบเสนอราคา (เพื่อยืนยันราคาของที่ทางเราได้ทำหายค่ะ)
            -อีเมล์เดิมที่มีการแจ้งจำนวนของที่ทำหาย
            -หลักฐานภาพหน้าจอที่คุยด้วย app line อธิบายเรื่องสิ่งของอีกชิ้นที่เข้าแจ้งว่าทำหาย(จริงๆแล้วไม่ได้หายแต่ทางบริษัทเข้าใจว่าเราทำหายค่ะ)

            ตอนนี้หลายๆคนบอกให้เข้าไปคุยค่ะ ก็คงเข้าไปแต่หากไม่ได้ความคืบหน้าก็คงต้องฟ้องค่ะ ยังไงก็ขอคำปรึกษา เพิ่มเติมนะค่ะหากมีการฟ้องร้องกันขึ้นมาจริงๆ ขอบคุณมากๆค่ะ

          • kafaak says:

            ในหลักฐานพวกนั้น มีการพูดถึงเรื่องเงินเดือนที่ยังไม่ได้รับหรือไม่ครับ? มีการทวงเรื่องเงินเดือนไหม? ถ้ามี เก็บไว้เป็นหลักฐานด้วยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อความที่ทางบริษัทแสดงการรับรู้ว่ายังไม่ได้จ่ายเงินเดือน จะช่วยได้เยอะมาก

          • Kanya says:

            เรื่องการไม่ได้รับเงินเดือนไม่ได้เขียนแจ้งในอีเมล์ค่ะ ได้แต่เขียนแจ้งว่าหักค่าเสียหายไปกับเงินเดือนงวดสุดท้าย แต่ได้มีการส่งเมล์ทวงไปนะค่ะ(แต่ไม่ได้สำเนาถึงผู้จัดการท่านอื่นในบริษัทนี้) รบกวนถามค่ะว่าเราควรเข้าไปคุยมั้ยค่ะ
            เรื่องพยานบุคคลนี้มีหลายคนทราบนะค่ะ แล้วเรื่องบุคแบงค์ก็มีหลักฐานค่ะว่ายังไม่ได้รับเงินของเดือนนี้

          • kafaak says:

            ควรเข้าไปคุย และเก็บหลักฐานเรื่องการส่งเมล์ไปทวงด้วยครับ
            ถ้าเป็นไปได้ ยังอยากให้เข้าไปคุย เพื่อเคลียร์ปัญหา มากกว่าที่จะฟ้องร้องกันครับ

          • Kanya says:

            ตอนนี้ได้รับเงินเรียบร้อยแล้วนะค่ะ

          • kafaak says:

            ยินดีด้วยครับ

  21. rung says:

    เรื่อง บริษัทให้วันหยุดการทำงานวันอาทิตย์ ให้เปลี่ยนวันเป็นวันอื่น และเวลาทำ OT 4 ชั่วโมงเป็นวันหยุดสะสม 2 ชั่วโมง อีก 2 ชั่วโมงเป็น OT 1.5 แรง เวลาสะสมเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง และเมื่อเปลี่ยนวันอาทิตย์เป็นวันอื่นแล้ว เวลาทำงานในวันที่เปลี่ยนกลับได้เป็นเวลาสะสม ชั่วโมงต่อชั่วโมง เลย 8 ชั่วโมง เป็น OT 1.5 และเป็นสะสม ครึ่งหนึ่งของเวลาทำงาน ไม่ได้คูณ 3 เท่า เหมือนวันอาทิตย์ทั่วไปและวัน ณ ขัตฤกษ์ ทั่วไปได้เป็นวันหยุดสะสมและเลย 8 ชั่วโมง เป็น OT 1.5 และเป็นสะสม ครึ่งหนึ่งของเวลาทำงาน อยากทราบว่าบริษัทผิดกฏหมายหรือไม่ ทำให้ผนักงานอย่างผมอยากทราบครับ ขอขอบคุณ

    • kafaak says:

      ขออภัยครับ อ่านแล้วผมงงมากมาย รบกวนช่วยอธิบายแบบที่อ่านแล้วไม่งงก่อนครับ แต่เท่าที่อ่านคือ นายจ้างจะเปลี่ยนวันหยุด แล้วเอา OT ไปสะสมเป็นวันหยุดแทน?

  22. zy says:

    รบกวนสอบถามค่ะ

    ถ้าเราไม่ยอมให้นายจ้างหักเงินสะสม ได้หรือไม่ ตอบกลับทางเมลก็ได้นะคะ เผื่อไม่ได้เข้ามาดู ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      หักเงินสะสมอะไรล่ะครับ? ขอรายละเอียดหน่อย
      ขออภัยที่ไม่ได้ตอบในเมล์นะครับ เพราะหากตอบทุกคนในเมล์คงไม่ไหว … และคนอื่นๆ ก็จะไม่ได้ความรู้ด้วยน่ะครับ

  23. wat says:

    รบกวนสอบถามครับ เนื่องจากตอนนี้นายจ้างไม่ยอมแจก สลิปเงินเดือนมา 2 ปีกว่าแล้วครับ เนื่องจากเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ และประสบปัญหาน้ำท่วม ไปขอก็ไม่ได้ ได้แต่หนังสือรับรองเงินเดือน ซึ่งในสลิปเงินเดือน จะระบุรายรับต่อเดือน OT เงินสมทบที่บริษัทจ่ายให้ 5%ของเงินที่ได้รับต่อเดือน และรายการหักภาษี หักเงินสะสม และที่สำคัญจะโชว์เงินสะสมที่บริษัท หักจากเงินเดือน ทุกๆเดือน ตั้งแต่เริ่มทำงาน ว่ามีเท่าไหร และบริษัทจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินสะสมให้ด้วย ซึ่งผมทำงานมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ตอนนี้บริษัท ไม่ยอมแจกสลิปเงินเดือนเลยไม่ทราบ ว่ามีเงินเท่าไหร่ และตอนนี้ มีข่าวว่านายจ้างกำลังจะแอบลดดอกเบี้ยเงินและเงินสมทบสะสมโดยไม่แจ้งพนักงาน จะมีพนักงานที่ทราบคือ ฝ่าย IT และฝ่ายเงินเดือน ซึ่งมีไม่กีคน แล้วเค้าก็ให้เซ็นสัญญา ไม่ให้พูดเรื่องนี้ให้พนักงานทราบ ผมควรต้องทำยังงัยครับเพราคิดว่าลาออกก็คงได้เงินไม่ครบแน่ๆ มีหน่วยงานไหนร้องเรียนให้ตรวจสอบ และสั่งให้บริษัทแจงรายละเอียดเงินเดือนหรือแจกสลิปเงินเดือนเหมือนเดิม ได้บางครับ ขอบคุณครับ ตอบทางเมลล์ ก็ได้ครับ pongsakron_p@hotmail.com

    • kafaak says:

      กฎหมายไม่ได้มีการกำหนดให้นายจ้างต้องออกสลิปเงินเดือนครับ เพียงแต่ที่เขาออกสลิปให้เพราะปกติแล้วสลิปเงินเดือน จะเป็นเหมือนหลักฐานให้กับลูกจ้างรู้ว่าโดนหักอะไรไปบ้าง

      เรื่องดอกเบี้ยเงินสะสม และเงินสมทบ เป็นสวัสดิการที่นายจ้างให้ ไม่ได้มีอะไรกำหนดในกฎหมาย ดังนั้น หากจะปรับลด ก็เป็นสิทธิของนายจ้างนะครับ (จะปรับลด นายจ้างต้องพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว เพราะจะทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในงานของลูกจ้างได้)

      เรื่องนี้ยาวใหญ่ … แนะนำว่าติดต่อเบอร์ 1546 สายด่วนสำนักงานแรงงานครับ ลองเล่าและขอคำปรึกษาดู … ยังไม่แนะนำให้ลาออก ด้วยเหตุผลที่คุณกลัวนั่นแหละครับ ทำงานมา 30 ปี ถ้าลาออกเองนี่ อดเงินชดเชยจำนวนมากทีเดียวนะครับ

      ** ขออภัยที่ไม่ตอบทางอีเมล์นะครับ เพราะผมไม่ตอบคำถามทางอีเมล์ครับ **

  24. Seraph says:

    เรียนปรึกษาปัญหาค่ะ

    1. กรณี ที่ทางนายจ้าง ได้มีการตกลงทำสัญญา กับลูกจ้าง ให้วันลาพักร้อนเป็น จำนวน10 วัน แล้ว อยู่มาวันนึง ทางHR. แจ้งว่า “บริษัทจะทำการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณวันหยุดที่ท่านจะได้รับใหม่ โดยจะคำนวณตามอัตราส่วนของอายุการ และหาค่าเฉลี่ยวันลาหยุดที่ท่านจะได้รับทุกๆ 6 เดือน เช่น พนักงานสามารถใช้วันลาได้ไม่เกิน 5 วัน ในครึ่งปีแรก (ม.ค.- มิ.ย.) และอีก 5 วันที่เหลือในครึ่งปีหลัง (ก.ค.-ธ.ค.)” ลักษณะนี้ ลูกจ้างทำอะไรได้มั้ยคะ

    2. นายจ้างประกาศวันหยุดสงกรานต์ เป็นเวลา 5 วัน โดย 3วันแรก เป็นวันหยุดประจำปี โดยชดเชยที่ตรงกับเสาร์และอาทิตย์ (เป็นวันหยุดของบริษัท) แต่อีก 2 วันที่ประกาศหยุด. ให้หักจาก วันพักร้อนพนักงาน ไม่ทราบว่า กรณี นี้ นายจ้าง กระทำการได้มั้ยคะ

    ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

    • kafaak says:

      ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า วันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นสิ่งที่นายจ้างต้องกำหนดให้ลูกจ้างปีละไม่น้อยกว่า 6 วัน … หมายความว่า นายจ้างมีสิทธิ์เต็มร้อยในการกำหนดครับ … มันแค่เพื่อความสะดวกของลูกจ้างเท่านั้นเอง ที่นายจ้างทำให้เป็นพักร้อน แล้วให้ลูกจ้างลาเอา แล้วนายจ้างอนุมัติ (จึงเป็นที่มาว่า หากนายจ้างไม่อนุมัติก็ลาพักร้อนไม่ได้ยังไงล่ะครับ)

      1. ฉะนั้น แม้จะมีการระบุว่า กำหนดพักร้อน 10 วัน (ซึ่ง OK เพราะมากกว่าที่กฎหมายกำหนด) แล้งมาปรับเป็น 6 เดือนแรกให้หยุด 5 วัน 6 เดือนหลังให้หยุด 5 วัน อันนี้ก็ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด นายจ้างทำได้ครับ
      2. และเพราะว่า “วันหยุดพักผ่อนประจำปี” (หรือก็คือพักร้อนนั่นแหละ) เป็นสิ่งที่กฎหมายให้สิทธิ์นายจ้างกำหนดได้เต็มร้อย ดังนั้น การที่นายจ้างจะประกาศวันหยุดสงกรานต์ 5 วัน โดย 3 วันแรกเป็นวันหยุดตามประเพณี อีก 2 วันหักจากวันพักร้อนพนักงาน ก็ทำได้เช่นกันครับ

  25. ืืNi says:

    ขออณุญาติปรึกษาค่ะ
    1. เรื่องโบนัส คือบริษัทของดิชั้นจะทำการจ่ายเงินโบัสทุก เดือน มี.ค. ของปีถัดไป เช่น ปี 2554 ดิชั้นทำงานตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. -31 ธ.ค 2554 ได้รับโบนัส วันที่ 28 มี.ค 2555 ซึ่งต่อมาดิชั้นทำงานครบ ปี 2555 พร้อมถูกประเมิณผลการทำงานที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาการให้โบนัส ของปี 2555 ในช่วงเดือนม.ค 2556 ซึ่งดิฉันมีเหตุจำเป็นต้องลาออกจากงาน โดยแจ้งหนังสือลาออกสิ้นสุดในวันที่ 22 มี.ค 2556 พอวันที่ 28 มี.ค. 2556 บริษัทได้แจกโบนัสตามปกติ
    คำถาม ดิชั้นมีสิทธิที่จะได้รับโบนัสของปี 2555 มั้ยค่ะ และต้องทำอย่างไรเพื่อทวงขอสิทธิ์ค่ะ

    2. ต่อเนื่องจากการลาออก ดิชั้นใช้สิทธิ์การลาพักร้อน คือ สิ้นสุดการทำงานวันสุดท้าย วันที่ 15 มี.ค. แต่ใช้สิทธิ์ลาพักร้อน 5 วัน ถึงวันที่ 22 มี.ค. 2556 ทาง HR จ่ายเงินเดือนให้แค่ 15 วัน พอทวงถามก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่าคืน
    คำถาม ดิชั้นมีสิทธิขอเงินส่วนที่ทางบริษัทจ่ายขาด ไป 7 วัน นี้คืนได้มั้ยค่ะ

    รบกวนด้วยนะค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      เรื่องโบนัส ไม่มีกำหนดในกฎหมาย เป็นดุลยพินิจของบริษัทว่าจะจ่ายหรือไม่จ่าย … หากในหนังสือสัญญามีระบุไว้ชัดเจน ผูกมัดว่าบริษัทต้องจ่ายโบนัสให้ทุกวันที่ 28 มี.ค. ซึ่งจะเป็นโบนัสสำหรับคนที่ทำงานในปีก่อน แบบนี้จึงจัดการได้ครับ ถ้าไม่งั้น ก็ได้แต่ต้องดูว่าบริษัทของคุณจะว่าอย่างไร (ปกติ การลาออกก่อนถึงวันจ่ายเงินเดือน ก็เท่ากับสละสิทธิ์อยู่แล้ว)

      ทีนี้ต่อมาคือเรื่องของวันลาออก … คุณใช้สิทธิ์พักร้อนตั้งแต่วันที่ 15 – 22 แต่นายจ้างไม่จ่ายเงินในช่วงที่พักร้อน … อันนี้ไม่ถูกต้อง สามารถเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายที่ขาดไป 7 วันได้ครับ เพราะวันหยุดพักร้อน = วันหยุดพักผ่อนประจำปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติ คุณจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับค่าจ้างในช่วงนั้น ถ้าไม่ยอมจ่าย ก็ร้องเรียนไปที่สำนักงานแรงงานเขตที่บริษัทคุณตั้งอยู่ได้ครับ

  26. Richie says:

    พนักงานเขียนใบลาออก 12 เมษายน 2556 แต่อยู่ๆ ก็หายไปตั้งแต่ 29 มีนาคม 2556 โดยไม่มีเหตุผลที่สมควร และไม่ได้แก้ใบลาออกให้ถูกต้อง กรณีนี้ จึงกลายเป็นว่าพนักงานขาดงานเกิน 3 วันโดยไม่แจ้ง ยังจำเป็นต้องจ่ายวันพักร้อนที่เหลือหรือไม่คะ อีกทั้งมีกำหนดหยุดพักร้อนล่วงหน้าไว้แล้วทั้งหมด ถือว่าพนักงานยินดีตัดสิทธิ์ของตนเองที่เหลือใช่มั้ยคะ

    • kafaak says:

      ถ้าไม่มีการใช้สิทธิ์พักพร้อน แล้วหายไปดื้อๆ แบบนี้ พอครบ 3 วัน ก็ถือว่าขาดงานติดต่อเกิน 3 วัน นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยครับ
      แต่ แต่ แต่ แต่ … ขอย้ำว่ามี “แต่”
      ม.67 พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2551 เขาระบุไว้ว่า

      “ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ

      ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างหรือนายจ้างเลิกจ้าง ไม่ว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นกรณีมาตรา 119 หรือไม่ก็ตาม ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30 ที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ”

      นั่นหมายความว่า แม้จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตร 118 แต่ยังต้องจ่ายค่าจ้างตามจำนวนวันที่มาทำงาน และจ่ายตามจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามสัดส่วนที่เหลือใช้ได้ในปีนั้น และหากมีข้อตกลงไว้ว่าสามารถสะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้ ก็ต้องไปคำนวณจ่ายที่สะสมไว้ด้วยนะครับ

  27. ma says:

    เป็นลูกจ้างรายวันค่ะ ตอนนี้ท้องได้ประมาณ 5 เดือน หัวหน้าเรียกไปคุยบอกว่าทาง HR ให้ออกงานภายในวันที่ 15 นี้ ให้คนท้องที่เป็นพนักงานรายวันทุกคนไปเขียนใบลาออก (แต่พนักงานที่เป็นประจำก็ยังทำได้ปกติ)ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับสารใด ๆ ทั้งสิ้น บริษัทเพิ่งทำประกันสังคมให้ลูกจ้างได้ประมาณ2-3 เดือน เพิ่งได้บัตรประกันสังคมกัน บางคนทำงานกันมา 3-5 ปีแล้ว บริษัทก็เพิ่งจะมาทำประกันสังคมให้ตอนปีนี้ แต่เป็นสัญญาจ้าง 3 เดือน ไม่ผ่านการประเมินก็ไม่ต่อสัญญา จะลาป่วยก็ต้องมีใบแพทย์ ถ้าไม่มีก็ให้เขียนว่าลาไม่รับเงิน แต่ตอนนี้ทุกข์ใจมากเพราะท้องจะไม่สมัครงานที่ไหนก็ไม่ได้ แต่ยังทำงานไหว พอจะมีคำแนะนำบ้างไหมคะ

    • kafaak says:

      ก่อนอื่นเลย บอกทุกคนว่า “ห้าม” เขียนใบลาออกเองเด็ดขาด เพราะทำแบบนั้น เท่ากับตัดสิทธิ์ตัวเองที่จะได้รับเงินชดเชยในกรณีนายจ้างเลิกจ้างเลย
      จำไว้ว่า หากทำงานมาเกิน 120 วันแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน (พรบ.คุ้มครองแรงงาน ม.118) นี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไม HR พยายามจะให้เขียนใบลาออก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องทุเรศมาก

      ถ้าไม่ใช่เพราะว่าคุณกำลังท้องอยู่ ผมก็อยากเชียร์ให้สู้ให้ถึงที่สุด ให้นายจ้างเลิกจ้าง แล้วทางใครทางมัน นายจ้างนิสัยเสียพวกนี้ ดีแต่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง เราอย่าไปทำงานให้เขารวยเลย

      การท้อง ไม่ใช่เหตุผลอันสมควรที่จะเลิกจ้าง หากนายจ้างเลิกจ้างจริง ก็ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ต้องจ่ายค่าชดเชย จ่ายค่าเสียหาย ฯลฯ เยอะแยะ … แนะนำว่าไปที่สำนักงานแรงงานในท้องที่ที่นายจ้างคุณประกอบกิจการ แล้วปรึกษาเรื่องการฟ้องร้องนายจ้างครับ … ฟ้องร้องแล้วชนะ จะให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงานก็ทำได้ หรือจะทางใครทางมัน แล้วให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน … ซึ่งหากที่คุณพูดมาคือข้อมูลทั้งหมด ครบถ้วนแล้ว ยากครับที่นายจ้างจะชนะ เพราะเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเต็มๆ

      คนทำงานแล้ว นายจ้างต้องทำประกันสังคมให้ หากเพิ่งมาทำ ก็ฟ้องร้องเลยครับ … (นายจ้างนิสัยเสียพวกนี้ ฟ้องให้เข็ด เอาให้เสียเงินให้จงหนัก) … แต่เรื่องสัญญาจ้าง 3 เดือน ไม่ผ่านการประเมินไม่ต่อสัญญา อันนี้อยู่ที่รายละเอียดของสัญญา ผมแนะนำอะไรเพิ่มมากไม่ได้

      เรื่องลาป่วย … กฎหมายระบุชัดครับ คือ 1) ลาป่วยได้ตามจริง ถ้าปีนึงลาป่วยไม่เกิน 30 วัน นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้ในวันที่ป่วย ส่วนที่เกิน 30 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่าย (ถึงเป็นที่มาที่นายจ้างบังคับให้เขียนว่า ลาไม่รับเงิน นั่นแหละ … อะไรจะเอาเปรียบลูกจ้างขนาดนี้เนี่ยบริษัทนี้) 2) กฎหมายระบุว่า หากลูกจ้างป่วยเกิน 3 วัน นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ นั่นหมายความว่า ป่วย 1-2 วันติดกัน ไม่ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ครับ นายจ้างไม่มีสิทธิ์มาบังคับ

      สรุปแล้ว คำแนะนำของผมคือ ฟ้องร้องนายจ้างเลยครับ แฉให้หมด ไปที่สำนักงานแรงงาน แล้วปรึกษาเลยว่า นายจ้างเอารัดเอาเปรียบอย่างที่ผมบอกไปเนี่ย จะฟ้อง ทำอะไรอย่างไรบ้าง (โทรไป 1546 สายด่วนผู้ใช้แรงงาน ก่อนก็ได้)

  28. ma says:

    ขอบคุณค่ะ แล้วมีค่าใช้จ่ายมากหรือเปล่าคะ แล้วเขาสามารถเอาการประเมินมาบอกเป็นการเลิกจ้างได้หรือไม่ค่ะ เพื่อจะได้ไม่ผิดกฏหมาย เกรงว่าเขาจะเอามาเพราะใบประเมินสามารถแก้ไขได้ ว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน
    อย่างเมื่อก่อนไม่มีประกันสังคม พอพนักงานถามก็บอกว่าเป็นการจ้างเป็นครั้งตามกฏหมายเสียภาษีหัก 3% ถุกต้องตามกฏหมาย อยู่กันมา 3-5 ปี ไม่มีอะไรให้ แต่พนักงานประจำมีทุกอย่างทั้งโบนัส กองทุน ประกัน เดี๋ยวจะปรึกษากับคนอื่น ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ

    • kafaak says:

      เรื่องค่าใช้จ่ายผมไม่แน่ใจครับ แต่คิดว่าไม่น่ามากเพราะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือลูกจ้างอยู่แล้ว
      เรื่องการประเมิน หากไม่ผ่านเกณฑ์ก็สามารถเป็นเหตุผลในการเลิกจ้างได้ แต่มันต้องมีการกำหนดชัดเจน ประเมินใคร ประเมินอย่างไร เกณฑ์เป็นอย่างไร และระยะเวลานานแค่ไหน ถ้าไม่ชัดเจน ก็ไม่หนักแน่นพอที่จะเป็นเหตุผลครับ นายจ้างหลายรายแพ้ฎีกากรณีนี้มาเยอะเหมือนกัน … ใบประเมินหากมีการแก้ไข ถ้าเรามีหลักฐาน (เช่น ประเมินครั้งแรก เราเก็บสำเนาไว้) เราฟ้องกลับได้อีก (บอกแล้ว พวกนายจ้างนิสัยเสียแบบนี้ ต้องฟ้องให้หนัก)

      กรณีของคุณ ผมว่าต้องกลับไปมองสัญญาจ้างแรงงาใหม่ก่อนครับ คุณน่าจะมีเก็บไว้ชุดนึง … ว่าเขาเขียนไว้ว่าอย่างไร … พนักงานรายวัน ไม่ใช่การจ้างเป็นครั้งแน่นอน และหากเป็นการจ้างเป็นครั้ง ก็เท่ากับต้องทำสัญญาทุกครั้งที่จ้างด้วย … ดูๆ ไปแล้ว นายจ้างคุณ “สันดาน” เสียมาก เอาเปรียบลูกจ้างที่ไม่รู้อะไรทุกช็อตที่มีโอกาสเลยทีเดียว

  29. ชุติกาญจน์ says:

    อยากสอบถามทำงานได้หนึ่งเดือนอยู่ๆนายจ้างยัดข้อหาให้บอกว่าให้ไปเขียนใบลาออกนายจ้างต้องจ่ายเงินที่ค้างไว้เลยหรือไม่ที่เหลืออีก8วันโดยให้เหตุผลว่าเราทำอาหารไม่อร่อยทั่งที่เราเป็นกุ๊ก

    • kafaak says:

      ก่อนอื่น ย้ำ เหมือนที่ผมย้ำคนอื่นๆ ที่มาปรึกษา คือ อย่าเพิ่งเขียนใบลาออกครับ
      เพราะแม้จะเพิ่งทำงานมาได้ 1 เดือน นายจ้างจะเลิกจ้างก็ต้องมีเหตุผล (เช่น ไม่ผ่านการประมินผลงาน … ประเมินอะไร เกณฑ์เป็นอย่างไร มีรายละเอียดไหม) และต้องแจ้งล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง ไม่งั้นต้องเสียค่าต๊กใจเป็นเงินเดือน 30 วัน … ฉะนั้น อย่าลาออกเอง

      แต่ปัญหาจะอยู่ที่ว่า เหตุผลในการเลิกจ้างนั้นเป็นธรรมหรือไม่ … ตรงนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปครับ ยังตอบอะไรไม่ได้

  30. BillyTheKids says:

    นายจ้างออกประกาศพร้อมหนังสือรับรองเงินเดือน และจ่ายเงินเดือนตามประกาศดังกล่าวไปเรียยร้อยแล้ว 1 เดือน
    เดือนต่อมานายจ้างอ้างว่านายจ้างได้ทำการสื่อสารในหมู่ผู้บริหารผิด จึงออกประกาศฉบับใหม่ พร้อมหนังสือรับรองเงินเดือนฉบับใหม่ ซึ่งรายได้โดยรวมของลูกจ้างอ้างอิงจากประกาศฉบับใหม่ลดลง เพราะค่าจ้างในส่วนที่นำไปคำนวณโอทีลดลง เพราะนายจ้างทำการแยกค่าจ้างในฐานเงินเดือนออกไปเป็นค่าสวัสดิการอื่น พร้อมด้วยเหตุผลที่ว่าเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด
    อยากทราบว่า
    1. จากกรณีดังกล่าว นายจ้างจะต้องชี้แจงและออกหนังสือให้พนักงานเซ็นต์ยินยอมรับทราบหรือไม่
    2. เนื่องจากไม่มีหนังสือให้พนักงานเซ็นต์ยินยอมรับทราบ พนักงานสามารถฟ้องร้องได้หรือไม่
    3. การที่นายจ้างให้ข้อมูลกับแรงงานจังหวัดว่า “เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาด” เลยออกประกาศและหนังสือรับรองเงินเดือน พร้อมจ่ายเงินเดือนไปแล้วนั้นผิดวัตถุประสงค์ของการปรับค่าจ้าง จึงออกประกาศฉบับใหม่ออกมาซึ่งไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง ตามข้ออ้างว่า “เกิดจากความเข้าใจที่ผิดพลาด ” เหตุผลนี้เหตุผลเดียวส สามารถทำให้นายนจ้างออกประกาศฉบับใหม่และจ่ายค่าจ้างใหม่ ซึ่งไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง และนายจ้างไม่มีหนังสือให้พนักงานเซ็นต์ยินยอม แบบนี้นายจ้างมีความผิดหรือไม่
    ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      อันนี้น่าคิด … ผมว่าหลักๆ น่าจะอยู่ที่สัญญาจ้างครับ ว่าระบุยังไง เพราะเรื่องของเงินเดือน มันประกาศแบบนี้ไม่ได้ มันต้องระบุในสัญญาจ้างแรงงานครับ ถ้าระบุแล้ว นายจ้างอยู่ๆ จะมาเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เพราะมันต้องสองฝ่ายยินยอมครับ (ถ้าเป็นแบบนั้น ลูกจ้างได้ประโยชน์ไป นายจ้างต้องไปเอาผิดกับไอ้คนที่ดันเซ็นอนุมัติเงินเดือน)

      แต่หากเป็นการประกาศแต่เพียงอย่างเดียว มันก็พลาดมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะไม่มีหนังสือสัญญา … ผมคงต้องแนะนำว่าหากใครยังเก็บสำเนา (หรือจะให้ดี ตัวจริงเลยก็ดี) ของประกาศนั้นไว้ ลองเอาไปปรึกษาที่สำนักงานแรงงานดูครับ

      • BillyTheKids says:

        สัญญาจ้างพนักงานมีทำกับบริษัทครั้งเดียวตอนเริ่มเข้าทำงาน ระบุเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ไว้เสร็จสรรพ..
        ซึ่งเงินเดือนตอนเริ่มงาน กับ เงินเดือน ณ ปัจจุบันต้องไม่เท่ากันอยู่แล้ว คือเงินเดือนปัจจุบันจะมากกว่าเงินเดือนตอนทำสัญญาจ้าง แบบนี้แสดงว่า ประกาศดังกล่าวก็ไม่ถือว่า “นายจ้างลดค่าจ้าง” ถูกต้องไม๊คับ

        • kafaak says:

          ทุกครั้งที่มีการปรับเงินเดือน … ที่ถูกต้องคือ นายจ้างต้องทำหนังสือแจ้งครับ (ออฟฟิศผมก็ทำทุกปี) เพื่อบอกตัวเลขเงินเดือนใหม่
          ถ้าทำแบบนั้นแล้ว แล้วนายจ้างออกประกาศปรับลด แบบนี้ถือว่า “นายจ้างลดค่าจ้าง” ซึ่งทำไม่ได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอมครับ (อ้อยเข้าปากช้างแล้วเน้อ)

          • BillyTheKids says:

            มีทั้งประกาศ มีหนังหนังสือแจ้งเลยคับ และก็มีสลิปเงินเดือนเป็นหลักฐานด้วยคับ แต่พอประกาศฉบับสองออกมา ดึงเอาเงินในฐานเงินเดือนของฉบับแรก ออกไปเป็นค่าสวัสดิการอายุงาน นายจ้างอ้างว่า เงินค่าจ้างไม่ได้ลดลง เพราะแค่แยกออกไปเฉยๆ … แต่นายจ้างไม่พูดถึงยอดรายได้รวมของพนักงานว่ามันลดลง เพราะเมื่อดึงเงินออกจากฐานเงินเดือน ทำให้รายได้ที่เอาไปคิดโอทีลดลงตาม เพราะโอทีคิดจากฐานเงินเดือน มาเอาเงินจากฐานออกไป ผมเลยมองว่ามันส่งผลต่อรายได้รวมของพนักงาน… กรณีนี้ ในทางกฎหมายนแรงงานถือว่านี่คือ การลดค่าจ้างไม๊คับ?

          • kafaak says:

            ถือเป็นการลดค่าจ้างครับ เพราะนิยามของค่าจ้างคือ เงินที่จ่ายตอบแทนให้กับการทำงานของลูกจ้าง
            แต่ค่าสวัสดิการอายุงาน เป็นเงินสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้าง

            กรณีนี้อย่างที่ผมบอก หากนายจ้างมีหนังสือแจ้ง มีอนุมัติชัดเจน แถมโผล่มาในสลิปเงินเดือนแล้วอีก ประกาศแจ้งอีกต่างหาก … แสดงว่านั่นคือสภาพการจ้างแล้ว … อ้อยเข้าปากช้างแล้ว
            ถ้าจะทำ ก็ต้องชี้แจงพนักงาน ว่าผิดพลาด (อาจจะต้องยอมให้เดือนแรกที่พลาดแล้วก็พลาดไป แต่ขอความเห็นใจจากลูกจ้างว่ามันผิดพลาดจริงๆ) ถ้าสองฝายยอมกัน ก็จบสวย … แต่นายจ้างต้องไปเอาเรื่องกะผู้บริหารทั้งหลายที่พลาดแบบร้ายแรงแบบนี้

            ถ้านายจ้างลดเงินเดือนแบบนี้ แล้วลูกจ้างไม่ยอม ร้องเรียนไปที่สำนักงานแรงงานเลยครับ

      • BillyTheKids says:

        ผู้บริหารให้ข้อมูลกับทางนายจ้างว่าไม่มีการลดค่าจ้างแต่อย่างใด และได้ทำการติดต่อกับทางแรงงานจังหวัดเรียบร้อยแล้ว แรงงานจังหวัดบอกสามารถเรีัยกคืนได้ เนื่องจากการสื่อสารผิดพลาด เลยออกประกาศผิดพลาด ออกหนังสือรับรองเงินเดือนผิดพลาด และจ่ายเงินเดือนตามสลิ๊ปผิดพลาด อันนี้ผมไม่ติดใจ แต่สิ่งที่ผมมองว่านายจ้างทำไม่ถูกคือ ไม่มีหนังสือให้พนักงานเซ็นต์ยินยอม นายจ้างเล่นออกประกาศฉบับที่สองออกมา แล้วก็ดำเนินการโดยที่พนักงานทำอะไรไม่ได้เลย… ผมนำเรื่องนี้ให้ข้อมูลกับทางหัวหน้างานในนามของประธานสวัสดิการบริษัท กลับถูกมองว่าสร้างความวุ่นวาย ชักชวน ยุยง ให้เกิดความไม่เข้าใจกันในหมู่พนักงาน ถูกจับทำพันธสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเรื่องแบบนี้อีก ถูกกล่าวหาหลายกระทงในสัญญาฉบับนั้น แต่ผมไม่เซ็นต์ ผมอยากถามว่า ถ้าผมนำเรื่องนี้เข้าหาแรงงานจังหวัด เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งที่ถูกต้อง ผลที่ตามมาจะมีอะไรบ้างครับ ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และตัวผม ฯลฯ

        • kafaak says:

          อย่างที่ผมแนะนำนะครับ ถ้ายอมกันทั้งสองฝ่าย มันเป็นความผิดพลาดด้านการสื่อสารของนายจ้างจริงๆ (และเดี๋ยวนายจ้างต้องไปเล่นงานผู้บริหารที่สื่อสารผิดอีกที) ก็ยอมๆ กันได้ก็ยอมกันครับ
          แต่หากเขาทำเพราะตั้งใจจะเอาเปรียบเรา อันนี้จะลุยให้ถึงที่สุดผมก็คงไม่ห้าม แต่ต้องทำใจก่อนว่า อาจมองหน้ากันไม่ติดอีกก็ได้นะครับ (พูดง่ายๆ เผื่อใจไว้หางานใหม่ด้วย)
          ปัญหาก็อย่างที่ผมว่า ตอนประกาศครั้งที่สอง มีการให้พนักงานเซ็นรับทราบไหม ถ้ารับทราบกันหมด แถมผ่านไปเดือนนึงแล้ว เราก็มีข้อโต้แย้งได้ ส่วนที่ว่าแรงงานจังหวัดบอกสามารถทำได้ เราก็สามารถฟ้องศาลแรงงาน เพื่อยกเลิกสิ่งที่แรงงานจังหวัดบอกนายจ้างไปได้เช่นกัน … แรงงานจังหวัดก็ไม่ได้ทำถูกไปซะทั้งหมดตลอดหรอกครับ

  31. คุณแม่อยากออก says:

    อยากถามว่าการคิดอายุงาน สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัท กำหนดว่าต้องทำงานให้ครบ 4 ปีก่อน
    ถึงจะได้ 50% ในส่วนของบริษัท คิดยังไงค่ะ และถ้ามีการลาคลอดบุตร 3 เดือน และมีการลาต่อจากคลอดบุตรอีก 3 เดือน
    ถ้าสมมุติว่าเริ่มงาน 1 ก.ค. 2552 และจะลาออกสิ้นสุดวันที่ 30 มิย. 2556 จะได้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนของบริษัทหรือไม่ค่ะ
    ขอบคุณมากค่ะ

    • คุณแม่อยากออก says:

      ที่ลาเพิ่ม 3 เดือนลาแบบไม่รับเงินเดือน และในสามเดือนนั้นไม่มีการส่งหักกองทุนค่ะ

    • kafaak says:

      พวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะมีข้อบังคับกองทุนให้อ่านครับ เรื่องการนับอายุงานในกรณีต่างๆ ควรจะระบุไว้ในนั้น … หากมีข้อสงสัยเพิ่ม ต้องติดต่อไปยัง HR ของออฟฟิศของคุณ หรือ ผู้บริหารกองทุนน่ะครับ

  32. ลากิจ ย่าเสีย says:

    อยากถามว่า พอดีคุณย่าเสียและและได้ยื่นใบลาเป็นลากิจ เนื่องจากจัดงานศพคุณย่า และหัวหน้าหรือผู้จัดการแผนกก็เซ็นอนุมัติแล้ว อยู่ๆเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายบุคคลก็มาแจ้งว่าไม่สามารถใช้ลากิจในกรณี ที่ย่าเสียได้ เนื่องจากกฎของบริษัทอนุญาติให้เป็นลากิจได้เฉพาะกรณีพ่อ-แม่ หรือ บุตร เท่านั้น แต่ในขณะเีดียวกันกฏของบริษัท ยังมีเขียนต่ออีกว่านอกจากกรณีที่กล่าวไปแล้วนั้น ทางบริํษัทจะทำการพิจารณา แล้วแต่กรณีไป

    อย่างงี้ ทางฝ่ายบุคคลจะมาบังคับเราใช้ เป็นวันลาพักร้อนได้หรือไม่ค่ะ

    • kafaak says:

      ถ้ามีข้อบังคับของบริษัทชัดเจน ก็เป็นไปตามข้อบังคับนั้นครับ เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่าย พักร้อนไปเลยดีที่สุดครับ

  33. ืnum says:

    อยากจะสอบถามว่า ดิฉันทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งค่ะ ซึ่งเป็น outsource ของบริษัทที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งค่ะ เขาจ้างเราต่อหัว 20,000 บาท แต่บริษัทที่ฉันทำงานมาจ้างเราแค่ 12,000 บาท แบบนี้ เอาเปรียบกันมากไปไหมค่ะ แล้วต้องทำไงค่ะ

    • kafaak says:

      กรณีนี้อยู่ที่ความรู้สึกของคุณเลยครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ บริษัทที่เป็น Outsource อยู่แล้วครับ

      ยกตัวเช่น เป็น Auditor เวลาไปตรวจลูกค้า ติดค่าแรงวันละ 2 หมื่นกว่าบาท เดือนนึงตรวจสิบกว่าวัน แต่จ่ายเงินเดือน Auditor แค่เดือนละ 35,000 บาทเท่านั้น

      กรณีนี้ทำได้แค่ หากรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ ก็ต้องหางานที่ใหม่ครับ

  34. waecon10 says:

    สวัสดีครับ กรณี ผมทำงานมา 2 ปี ทำงานเป็น network engineer ต้องจ่ายเงินประกันของเสียหายเดือนละ 5 % ของเงินเดือน จนครบจำนวนคือครึ่งหนึ่งของเงินเดือน แล้วตอนนี้ผมต้องการลาออก ทางบริษัทบอกว่า ต้องแจ้งลาออกล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ถึงจะคืนเงินประกันของเสียหายให้ ถามว่าบริษัทสามารถทำได้ไหมครับ เงือนไขนี้ได้ระบุในสัญญาจ้างด้วยครับ และผมต้องทำอย่างไรจึงจะได้เงินประกันคืน ตอนนี้ผมแจ้งลาออกล่วงหน้าเพียง 30 วันครับ

    • kafaak says:

      มาตรา 10 ของ พรบ.คุ้มครองแรงงานเขาว่าไว้แบบนี้ครับ

      ห้ามมิให้ นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความ เสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของ งานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สิน ของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับเงินประกันจากลูกจ้าง ได้ ตลอดจนจำนวนเงินและวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลัก เกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
      ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญา ประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกัน สิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้าง ลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี

      ถ้าการเป็น Network Engineer นั้นมีโอกาสทำให้ทรัพย์สินเสียหาย นายจ้างก็สามารถเรียกเงินประกันได้ อันนี้สมเหตุสมผล นายจ้างทำไม่ผิด แต่ดูวรรคที่สองของมาตราที่ 10 ครับ … “เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก … ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างในภายใน 7 วันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก” มันไม่เกี่ยวกับว่า ต้องบอกล่วงหน้ากี่วันครับ … ทีนี้ก็ไปดูต่อว่า ที่ต้องบอกล่วงหน้า 60 วันนั้น มันเป็นเรื่องการลาออกด้วยรึเปล่า ถ้าไม่ใช่ การที่คุณบอกล่วงหน้า 30 วัน (1 งวดการจ่ายค่าจ้าง) ก็ถือว่า OK แล้ว นายจ้างยังไงก็ต้องคืนเงินประกันครับ … ถ้าไม่ยอมคืน ก็ไปฟ้องเรียกคืนครับ และเรียกดอกเบี้ยด้วย

      บอกกับบริษัทเลยนะครับ มาตรา 9 เขายังระบุไว้แบบนี้อีกนะครับ

      ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนเงินประกันตาม มาตรา 10 วรรคสอง หรือไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และ ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ภายในเวลาที่กำหนดตาม มาตรา 70 หรือ ค่าชดเชยตาม มาตรา 118 ค่าชดเชยพิเศษตาม มาตรา 120 มาตรา 121 และ มาตรา 122 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่าง เวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี
      ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งโดย ปราศจากเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ ถึงกำหนดคืนหรือจ่ายให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้ลูกจ้างร้อยละสิบห้า ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน

      นั่นคือ หากไม่คืนเงินประกัน ภายในเวลาที่กำหนด (7 วัน … ตามมาตรา 10) ก็ต้องเสียดอกเบี้ยอีกร้อยละ 15 ต่อปี แถม หากจงใจไม่คืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องโดนดอกเบี้ยอีกร้อยละ 15 ทุกๆ 7 วันด้วยนะครับ

      • waecon10 says:

        ขอบคุณมากครับ แต่ผมมีข้อส่งสัยนิดนึงครับ ตรงประโยคที่ว่า “ทีนี้ก็ไปดูต่อว่า ที่ต้องบอกล่วงหน้า 60 วันนั้น มันเป็นเรื่องการลาออกด้วยรึเปล่า” เป็นเรื่องการลาออก หมายความว่าอย่างไรครับ คือตามสัญญาระบุว่าต้องแจ้งลาออกล่วงหน้า 60 วันครับ หรือว่าอย่างไรครับ

        • kafaak says:

          ใช่ครับ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่า ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (ถ้าจ่ายทุก 15 วัน ก็บอกล่วงหน้า 15 วันพอ) แต่หากนายจ้างระบุในสัญญาว่าต้องบอกล่วงหน้า 2 เดือน ก็ต้องบอกล่วงหน้า 2 เดือนครับ … เพียงแต่กฎหมายบอกว่า ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน 3 เดือน เท่านั้นเอง (ฉะนั้น หากระบุว่าต้องบอกล่วงหน้า 4 เดือน หรือ ครึ่งปี แบบนี้ไม่มีผล บอกล่วงหน้า 3 เดือนพอ)

          • Suni says:

            ขอรบกวนสอบถามหน่อยค่ะกรณีเขียนใบลาออกล่วงหน้าจากบริษัท 15 วัน กำนดทำงานวันสุดท้ายวันที่ 15 เม.ย.2556 แล้ว4วันสุดท้ายก่อนออกเป็นวันหยุดสงกรานต์แบบนี้เราจะได้รับค่าจ้างจนถึงวันที่15มั้ยคะ รึว่าบริษัทฯจะคิดค่าจ้างให้แค่วันที่11เม.ย.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เราปฏิบัติงานจริงๆ

          • kafaak says:

            1. ถ้าบริษัทคุณจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน การลาออกล่วงหน้า 15 วันนี่ถือว่าผิดกฎหมายนะครับ หากนายจ้างจะเรียกค่าเสียหายย่อมทำได้ … ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่นายจ้างไม่เอาเรื่องกับเรา เลิกราด้วยกันโดยดี เขาจะคิดค่าจ้างให้แค่ 11 เม.ย. ก็ยอมๆ เขาเถิด

            2. ทีนี้มาดูคำถามแบบไม่สนว่าคุณยื่นใบลาออกวันไหน … ตามกติกา กำหนดวันที่ลาออกมีผลบังคับคือ 15 เม.ย. ดังนั้น เท่ากับคุณทำงาน 1-14 เม.ย. นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าแรงคุณ 14 วันครับ (เพียงแต่วันที่ 12-14 ดันเป็นวันหยุดตามประเพณี และวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้นเอง … แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่นายจ้างจะเอามาเป็นข้ออ้างไม่จ่ายเงินเดือนครับ หากคุณเป็นพนักงานรายเดือน ที่ได้ค่าแรงแม้จะเป็นวันหยุด)

  35. Uthaiwan says:

    ทำงานกับทางบริษัทมาเกืแบ2ปีค่ะแต่มีแรกไม่มีการเซ็นสัญญาเพิ่งเริ่มเซ็นสัญญาในช่วง8เดือนหลัง และทางผู้จัดการแจ้งกับหัวหน้างานวันที่15เมษายนว่าจะขอยกเลิกงานในส่วนของทีมดิฉันตั้งแต่วันที่1พฤศภาคมเป็นต้นไป โดยเสนอตำแหน่งงานอื่นให้กับดิฉันและเพื่อนร่วมงาน จากมาร์เกตติ้งเป็นแคชเชียร์ และดิฉันเสนอให้เป็นรีเซปชั่น หรืออีกตำแหน่งคือโปรโมเตอร์ โดยที่ดิฉันและเพื่อนไม่ยินยอมและแจ้งกับทางบริษัทขอใบรับรองงาน ซึ่งทางบริษัทและผู้จัดการออกเอกสารรับรองงานให้แต่ต้องเขียนใบลาออกเสียก่อน ซึ่งทางดิฉันไม่ได้ขอลาออกแต่เป็นเพราะทางบริษัทขอยกเลิกงานในทีมของดิฉัน แต่ทางบริษัทอ้างว่าได้เสนอตำแหน่งงานอื่นให้แล้วแต่ทางดิฉันไม่ยินยอมเอง อย่างนี้ดิฉันควรทำอย่างไรค่ะ?

  36. อาทิตยา says:

    โรงงานมีการหักเงินเป็นค่าประกันงาน 1000 บาท โดยหักครั้งล่ะ 500 จนครบ เเล้วต้องผ่านโปร 4 เดือนถึงจะได้เงินคืน ถ้าลาออกก่อนนั้นก็ไม่ได้เงินประกันค่ะ ในข้อกฏหมายมีให้บริษัททำอย่างนี้ได้ด้วยเหรอค่ะ
    เเล้วถ้าวันไหน ไปไม่ทัน 7.45 ก็โดนหักเงินถ้าเิกิน 3 ครั้ง ซึุ่งตอนที่เข้าไปทำงาน เขาบอกว่าเวลาทำงานคือ 8.00-17.00 คือเวลาทำงานมาตรฐาน เเล้วก็มีกฏบ้าบอคอเเตกอีกมากมายซึ่งเอาเปรียบพนักงานมาก และการจ่ายเงินค่าเเรงวันหยุดก็จ่ายช้าจ่า่ยยาก ใครลาออกก่อนวันที่เงินจะออก ก็ไม่จ่ายเิงินวันหยุดประจำปีค่ะ เเล้วเเต่จะทำไป มันหมายความว่าอย่างไรค่ะ

    • kafaak says:

      กฎหมายห้ามไม่ให้หักเงินลูกจ้างครับ ยกเว้นกรณีที่ตำแหน่งงานนั้นต้องรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ที่หากทำผิดพลาดแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง

      เงินค่าประกันงานนั้น ไม่น่าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนายจ้างแน่ๆ ดังนั้นไม่สามารถทำได้ ถือว่าผิดกฎหมาย … โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมาบอกว่าลาออกก่อนกำหนดจะไม่ได้เงินคืนยิ่งไม่ได้เข้าไปอีกนะครับ … เงินประกันนั้น กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องให้คืนเมื่อลาออก

      นอกจากนี้ การมาสายก็ไม่สามารถหักเงินได้เช่นกันครับ ไม่ว่าจะกรณีใดๆ … ต่อให้มาสายจริงๆ (เช่น เริ่มงาน 08:00 มาทำงาน 08:15 ก็หักเงินไม่ได้) จะมาบอกว่าสายครบกี่ครั้งๆ จะหักเงินก็ทำไม่ได้เช่นกัน … ยิ่งมาบอกว่าเวลาทำงานคือ 08:00 – 17:00 แล้วดันมาถือว่ามาไม่ทัน 07:45 แล้วถือว่าสาย นี่ยิ่งเป็นการเอาเปรียบเข้าไปใหญ่

      คำแนะนำของผมคือ … เตรียมหางานใหม่ (นายจ้างนิสัยขี้เอาเปรียบแบบนี้ ไม่ควรไปทำงานเพื่อให้เขารวยครับ) แล้วร้องเรียน ฟ้องร้องไปยังสำนักงานแรงงานเขตที่นายจ้างคุณประกอบกิจการอยู่ดีกว่าครับ

      • อาทิตยา says:

        ขาดการทำโอทีก็ไม่ได้นะค่ะ ลาก็ยากต้องรุ่นยืนทำงานเเล้วเป็นลมงายหลังนู่นนะค่ะถึงจะให้กลับ แล้วถ้า่เกิดว่าไปฟ้องกรมเเรงงานเเล้วไม่เป็นผลอะไรเลย มันจะไม่มีผลกลับคืนมาเหรอค่ะ เพราะได้ยินเขาเล่ากันว่าเคยมีกรมเเรงงานมาตรวจเเล้วก็ไม่มีผลอะไร เหตุการณ์ก็ผ่านไปโดยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็เสมือนว่าเราจ้างตัวเองทำงานนะสิค่ะ เพราะว่าช่วงเปิดเทอมนี้จะมีลูกจ้างที่เป็นเด็กมหาวิทยาลัยทำงานตอนที่ปิดเทอมลาออกกันเยอะเเล้วทีนี้เงินประกันทางโรงงานก็ไม่ยอมจ่ายบอกว่าผิดเงื่อนไขของบริษัทเนื่องจากทำงานไม่ครบสี่เดือน โรงงานไม่มีความปลอดภัยใดๆๆเลยค่ะ ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หูฟังค่ะติดเเอร์ 5 ตัว เปิดเเอร์ 32 องศา เปิดพัดลมเอาซะมากกว่า พัดควันตะกั่วฟุ้งกระจาย เป็นกลุ่มหมอกควันลอยอยู่ข้างบนเลยค่ะ คือทุกคนไม่มีโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงการสูดดมตะกั่ว โรงงานนึกอยากจะตั้งกฏเกณฑ์อะไรก็ตั้งขึ้นมาเองเลยนะค่ะ ดิฉันต้องการเงินทำงานคืนค่ะ ต้องทำอย่างไรดีค่ะ ถึงจะทำให้เจ้าหน้าที่กรมเเรงงานมาตรวจเเละเเก้ไขได้เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนค่ะ ช่วยเเนะนำหน่อยนะค่ะ

  37. น้ำใจ says:

    รบกวนถามหน่อยนะคะ อยากทราบว่า กรณีนี้ผิดกฎหมายหรือป่าว คือทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งแต่ยังไม่ได้เซนต์สัญญา นายจ้างให้ทำงานวันละ 12 ชม.โดยไม่ได้ค่าโอที ค่าแรงวันละ 300 บาทตามปกติ แต่ไม่ได้หยุดงานเลยเพราะไม่มีคนมาแทน ทำงานโดยไม่ได้หยุดเลยเป็นเวลาเดือนกว่า ไม่มีค่าล่วงเวลา่ หรือ OT ให้แต่อย่างใด แล้วก็จ่ายค่าจ้างล่าช้า ตอนนี้เซนต์สัญญากับทางบริษัทแล้ว มีปัญหากับทางบริษัทอยู่คือ บริษัทจะออกเงินเดือนให้ทุกวันที่ 1 แต่พอถึงวันเงินไม่เข้า จนวันที่ 3 ทางบริษัทก็แจ้งมาว่าจะออกเงินเดือนให้พนักงานก่อนแค่ 50% อีก 50% จะได้อีกทีวันที่ 7 พนักงานเดือดร้อนเพราะมีความจำเป็นต้องใช้ จึงเอาเงินของบริษัทมาใช้ก่อน ทางบริษัทบอกจะให้ออกจากงาน คือ รู้สึกว่าบริษัทนี้ ไม่มีความยุติธรรมกับพนักงาน อยากทราบว่า ถ้าเราจะไปเจรจาทางกฎหมายได้หรือไม่คะ

    • kafaak says:

      ข้อสรุปของผมคือ ถ้าบริษัทมันเอาเปรียบพนักงานมาก จงอย่าไปทำงานกับมันให้เจ้าของบริษัทมันรวยครับ

      ทีนี้มาดูที่ประเด็นต่อมา …

      - คุณควรจะเซ็นสัญญาจ้างแรงงานให้เรียบร้อยก่อน ค่อยทำงาน เพราะหากมีปัญหาขึ้นมา การสืบพยานมันจะลำบาก อันนี้จงจำไว้ … นายจ้างคนใดไม่ให้เราเซ็นสัญญา คิดไว้ก่อนเลยว่าไปทำงานด้วย โดนเอาเปรียบแน่
      - การทำงานโดยให้เราทำโอที แต่ไม่จ่าย OT ให้ ผิดกฎหมาย
      - การทำงานโดยไม่มีวันหยุด ไม่ได้เด็ดขาด … กฎหมายกำหนด นายจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์, มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีอย่างน้อย 6 วันต่อปี และ มีวันหยุดตามประเพณี (รวมวันแรงงานแห่งชาติ) อย่างน้อย 13 วันต่อปี … ไม่ได้ครบตามนี้ ผิดกฎหมาย
      - เงินเดือนต้องออกตรงเวลา ณ วันที่กำหนด หากจ่ายล่าช้า ผิดกฎหมาย ทวงได้พร้อมดอกเบี้ย

  38. บอย says:

    สอบถามครับ ผมได้ทำงาน พาท ทาม กับบริษัท เอ๊กเพรส แมสเซอเจอร์ เค้าได้หักเงินสะสม ผม 3 % ทุกเดือน ขอบเงินเดือนสุทธิที่ได้รับ กรณีบริษัทเค้าปิดตัวลง เค้าต้องคืนเงิน 3% ให้ผมไหม แล้ว กรณีตามกฏหมาย การทำงานพาททาม เค้ามีสิทหักเงินสะสม 3% ของเงินเดือนหรือไม่

    ผมทำงานกับเค้าได้ 2-3 ปี ช่วงฤดูร้อน ต่อมาผมได้โทรไปคุยกับเจ้าของบริษัท แล้ว เค้าบอกว่าผมทำงาน ไม่ต่อเนื่อง เค้าเลยไม่คืนเงินสะสม แต่พวกพนักงานประจำ คืนเงินหมดแล้ว เพราะว่า เค้า ปิด บริษัทลง เพราะว่าไม่มีคนวิ่งงาน หน้าบริษัท ติดป้ายว่า “เซ้งด่วน” แบบนี้ เรามีสิทจะฟ้องร้องตามกฏหมายได้หรือไหม เกี่ยวกับการหักเงินสะสม ที่เค้าหักไป ขอบคุณครับ

    • kafaak says:

      งานที่คุณทำ น่าจะมีส่วนรับผิดชอบต่อทรัพย์สินนายจ้าง​​ (ในฐานะพี่แมส) ดังนั้นก็ต้องโดนหักเงินเพื่อเป็นค่าประกัน อันนี้พอเป็นไปได้
      แต่เมื่อเลิกจ้าง ต้องคืนหมดครับ … แนะนำว่าตอนนี้ได้เวลาร้องต่อศาลแรงงานเลยครับ

  39. ประทีป says:

    อยากถามว่าผมยื่นใบลากิจ2วันล่วงหน้าแล้วเจ้านายไม่ยอมเซ็นต์อนุมัติให้ ถ้าผมขาดงานไปเลย2วัน จะมีผลอย่างไรครับ เจ้านายจะเอาผิดเราได้รึเปล่า เค้าไล่เราออกได้รึเปล่า ถ้าเค้าไล่เราออกแล้วเราจะได้ค่าชดเชยหรือไม่ครับ

    • kafaak says:

      เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรทำนะครับ
      การลากิจ นายจ้างจะอนุมัติหรือไม่ อยู่ที่ดุลยพินิจ … หากคุณลาไป 2 วัน ก็เท่ากับขาดงาน (ดีนะ ไม่ครบ 3 ไม่งั้น ให้ออกโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้เลยทีเดียว หากเหตุผลที่ขาดไปไม่สมเหตุสมผล)
      คุณมีความผิดตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท เขาสามารถลงโทษคุณได้ (ส่วนใหญ่ก็คือออกใบเตือนครับ) แต่ไล่ออกนี่ ต้องจ่ายค่าชดเชยครับ เพราะยังไม่ครบตามกฎหมายกำหนด

  40. puu says:

    อยากสอบถามค่ะว่าถ้าแจ้งเรื่องการลาออกกับบริษัท ตอนเดือน มี.ค. และได้ทำการลาออกเดือน พ.ค. ครบกำหนดการแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน ที่นี้บริษัทไม่จ่ายเงินเดือน เม.ย. และมีการให้กับไปแก้งานเรื่อยๆ โดยที่ลาออกแล้ว และไม่ยอมจ่ายเงินเดือน มีสิทธิ์ฟ้องได้ไหมคะ

    • kafaak says:

      ลาออกอย่างถูกต้อง และทำงานในเดือน เม.ย. จนครบ ก่อนจะออกจากบริษัทในเดือน พ.ค. ตาม Effective date ของใบลา ถ้าไม่จ่ายเงินเดือน เม.ย. ก็ร้องสำนักงานแรงงานเลยครับ ถ้าเขาไม่รับเรื่องก็ฟ้องศาลแรงงานได้

      ส่วนที่นายจ้างบังคับให้กลับไปแก้งาน ไม่สามารถทำได้ครับ เราลาออกโดยสมบูรณ์แล้ว เขาไม่ใช่นายจ้างเราอีกต่อไป ต่อให้เป็นงานที่เราทำผิดไว้ แต่นั่นมันต้องสั่งตอนเรายังเป็นลูกจ้าง นายจ้างมีหน้าที่ต้องตรวจสอบก่อนเราจะลาออกครับ ถ้าจะให้เราทำ ก็ต้องว่าจ้างกัน

Leave a Reply

    • Jobs by Adecco Thailand

    • บล็อกตอนเก่าๆ แยกตามเดือน

    Free Google Page Rank

    show
     
    close