VDI–Virtual Desktop Infrastructure

01ผมมีเวลาอยู่ราวๆ 40 นาทีในการเขียนบล็อกตอนนี้ให้จบ หรือผมจะเลือกที่จะใช้เวลาในการรีรันบล็อกเก่าๆ มาก็ได้ แต่ว่าผมเลือกที่จะเขียนหัวข้อนี้มากกว่า จากที่ผมได้รับเชิญให้ไปพูดคุยกับทางผู้บริหารของ EMC2 ประเทศไทย โดยมีคุณนฐกร พจนสัจ Country Manager และคุณ จารุตม์ นครามาลีรัตน์ vSpecialist และ Business Development Manager มาให้ความรู้ แลกเปลี่ยนทัศนคติกัน เกี่ยวกับเรื่องของ VDI หรือชื่อเต็มๆ คือ Virtual Desktop Infrastructure

สำหรับผู้อยู่ในแวดวง Cloud Computing แค่เอ่ยชื่อ VDI นี่เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักแล้ว แต่สำหรับคนทั่วๆ ไป หรือไอทีมือใหม่ อาจจะงงว่าไอ้ VDI นี่มันคืออะไรกันแน่ ดังนั้น แม้ว่าผมจะเป็นไอทีต๊อกต๋อยความรู้ต่ำน้อยเพียงน้อยนิด ผมก็ขอแชร์เกี่ยวกับเรื่องของ VDI ที่ผมได้รับได้ฟังมา และมุมมองเกี่ยวกับ VDI ของผมให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้ครับ

——————— พื้นที่โฆษณา ———————

แต่ก่อนที่จะไปอ่านกันต่อ ผมว่าสำหรับท่านผู้อ่านในวัยทำงานหรือใกล้จะวัยทำงาน น่าจะอยากรู้ว่าฐานเงินเดือนโดยเฉลี่ยของตัวเองอยู่ที่เท่าไหร่ในตลาดแรงงานตอนนี้ เลยอยากแนะนำให้ไปดาวน์โหลด Adecco Thailand Salary Guide 2012 ไปดูครับ เป็นข้อมูลจากทาง @AdeccoThailand ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านทรัพยากรบุคคลชั้นแนวหน้าของประเทศไทย … ที่สำคัญคือ ฟรีครับ

———————————————————-

 

ก่อนอื่นต้องรู้จัก Virtualization ซะก่อน

02คำว่า Virtual นั้นมีความหมายหนึ่งว่า “เสมือน” เทคโนโลยี Virtualization จึงถูกใช้เรียกเทคนิคที่สร้างระบบคอมพิวเตอร์แบบเสมือนขึ้นมาครับ กล่าวคือ สมมติเรามีเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์สเปกโคตรเทพอยู่เครื่องหนึ่ง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการประมวลผลมากกว่าการแค่เอามาเป็นแค่เมล์เซิร์ฟเวอร์ หรือเว็บเซิร์ฟเวอร์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไอ้ครั้นจะทำเครื่องเดียวนี้ให้เป็นทั้งเมล์เซิร์ฟเวอร์และเว็บเซิร์ฟเวอร์ มันก็วุ่นวายกับการบริหารจัดการอีก แต่จะหาเซิร์ฟเวอร์สเปกเทพ 2 ตัวมาใช้ก็เป็นเรื่องสิ้นเปลืองเกินเหตุ เลยมีการคิดค้นเทคนิคในการใช้ซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์เข้ามาช่วย เพื่อแบ่งทรัพยากรในเครื่องเซิร์ฟเวอร์สเปกเทพนั้น ซอยย่อยๆ ออกเป็นเสมือนเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ขนาดย่อมๆ หลายเครื่อง ซึ่งสามารถทำหน้าที่แตกต่างกันออกไปได้ และสามารถบริหารจัดการได้เสมือนหนึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์จริงๆ … ซอฟต์แวร์ที่ใช้เพื่อการนี้ก็เช่น VMWare vSphere, Citrix XenServer หรือ Microsoft Hyper-V เป็นต้น

แนวคิดนี้เกิดจาก 2 ปัจจัยหลักๆ คือ ฮาร์ดแวร์ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงกว่าที่จะทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว และ เซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ก็ไม่ได้ถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งที่ CPU Usage อาจวิ่งอยู่แค่ 10% หรือต่ำกว่าด้วยซ้ำ สำหรับบางองค์กร … ดังนั้นจึงเกิดความคิดว่าหากนำเซิร์ฟเวอร์แต่ละตัวมาทำ Virtualization ให้อยู่ในเครื่องเดียวกัน เพื่อแชร์ทรัพยากรและฮาร์ดแวร์ ทำให้เกิดการใช้งาน (Utilize) ให้เต็มที่คุ้มค่ามากขึ้น

เครื่องเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียว เมื่อถูกนำมาทำ Virtualization แล้ว อาจเป็นได้ทั้ง เมล์เซิร์ฟเวอร์, ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์, เว็บเซิร์ฟเวอร์ ฯลฯ เลย

 

อะไรคือ Virtual Desktop Infrastructure?

03ก้าวต่อมาสำหรับองค์กร เมื่อนำเทคโนโลยี Virtualization เข้ามาทำให้สามารถใช้ทรัพยากรของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็คือการต่อยอดไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ผู้ใช้งานทั่วไปใช้กัน

ปัจจุบันนี้ ในขณะที่สเปกฮาร์ดแวร์มันนำลิ่วไปไกลแล้ว แต่ในหลายๆ องค์กรนั้น การใช้งานของผู้ใช้งานทั่วไป กลับยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้พัฒนาไปมากมาย พวกเขายังแค่รับส่งอีเมล์ ทำงานเอกสาร Microsoft Office ท่องเว็บบ้างเล็กๆ น้อยๆ แค่นั้นเอง ซึ่งงานประเภทนี้ CPU ระดับ Core i3 3.1GHz แรม 4GB มันอาจจะเรียกว่า Overkill ไปนิดนึง … พูดง่ายๆ คือ พลังในการประมวลผลของ CPU มันก็ยังเหลือๆ หน่วยความจำก็ไม่ได้ใช้ไปหมดขนาดนั้น ไม่นับฮาร์ดดิสก์ที่มีถึง 320GB ที่ไม่รู้จะเอาเนื้อที่ไปทำอะไรเยอะๆ ในเมื่อใช้งานกับไฟล์ขนาดไม่เกิน 4MB เป็นส่วนใหญ่

จึงบังเกิดความคิดว่า เมื่อทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์มันเหลือเฟือเราก็ทำ Server Virtualization ไปแล้ว เมื่อ Desktop มีทรัพยากรเหลือเฟือ ทำไมเราไม่มาทำ Desktop Virtualization กันบ้างล่ะ?!?

04

หลักการก็ง่ายๆ ครับ ทำคล้ายๆ กับการทำ Server Virtualization นั่นแหละ คือ มีเซิร์ฟเวอร์ชุดนึง เอาซอฟต์แวร์ในการทำ Desktop Virtualization มาติดตั้ง แล้วจัดการซอยย่อยทรัพยากรให้กลายเป็น Virtual Desktop จำนวนหนึ่งแทน

นั่นคือ แต่เดิมผู้ใช้งานแต่ละคนก็จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง ซึ่งผมขอเรียกว่า Physical Desktop ก็จะกลายเป็นทุกๆ คนมีเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน หรือที่เรียกว่า Virtual Desktop ถูกจัดเก็บไว้ ณ ศูนย์กลาง ที่เซิร์ฟเวอร์ขององค์กร ใช้ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น CPU, RAM หรือ Storage ร่วมกัน โดยผู้ใช้งานเข้าถึง Virtual Desktop ของตนผ่านทางซอฟต์แวร์ ที่ติดตั้งอยู่ ณ เครื่องคอมพิวเตอร์ของตน ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Thin Client แทน และเนื่องจากการประมวลผลทุกอย่างถูกกระทำ ณ Virtual Desktop ที่อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ ก็เลยทำให้เครื่อง Thin Client นั้น ไม่ต้องมีสเปกที่ดีมาก

image

นอกจากนี้ก็ยังมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Zero Client อีก นั่นก็คือ ไม่ต้องมีเครื่อง PC ในการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็น Client สำหรับ Virtualization เลย แต่อาจเป็นแค่มอนิเตอร์ตัวนึง ซึ่งก็ไม่ต่างกับจอแสดงผลของคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่เจ้านี่จะมีชิปเซ็ตที่รองรับเทคโนโลยี Virtualization และมีพอร์ตเชื่อมต่อกับเครือข่ายและอุปกรณ์เสริมอย่างเมาส์และคีย์บอร์ดอยู่แล้ว พูดง่ายๆ มีเจ้านี่ก็สามารถเชื่อมต่อกับ Virtual Desktop ได้เลย โดยไม่ต้องมี PC แต่อย่างใด

 

คำถามคือ องค์กรได้ประโยชน์อะไรจาก VDI?!?

ออกจะเยอะแยะ ครับ อาทิ

  1. ใช้ฮาร์ดแวร์ได้คุ้มค่ามากขึ้น โดยเอาฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงๆ ที่ซ้ำซ้อนใน Physical Desktop ไปไว้บนเซิร์ฟเวอร์ซะ
  2. ความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการมีสูง เอาง่ายๆ เมื่อทุกอย่างมารวมอยู่ ณ ศูนย์กลาง การอัพเกรดระบบปฏิบัติการ การอัพเดตซอฟต์แวร์ต่างๆ การป้องกันไวรัส การติดตั้งซอฟต์แวร์ ก็ทำได้สะดวกโยธิน ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการได้จากหน้าคอนโซลของตัวเองเลยด้วยซ้ำ นี่ยังไม่นับเรื่องของความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดขีดความสามารถของ Virtual Desktop บางเครื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงๆ เช่น ปกติอาจทำงานเอกสาร ไม่ต้องการสเปกเครื่องแรงหรือทรัพยากรเยอะ แต่มาวันหนึ่งต้องตัดต่อวิดีโอ เลยต้องใช้ CPU แรงขึ้น มี RAM มากขึ้น ซึ่ง Virtual Desktop สามารถจัดการได้ง่ายกว่าการไปเปลี่ยน CPU และเพิ่ม RAM ให้เครื่อง Desktop จริงๆ อีกมาก
  3. การแบ็กอัพก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น เมื่อทุกอย่างถูก Virtualization และอยู่ ณ ศูนย์กลางทั้งหมด การแบ็กอัพข้อมูลก็บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น
  4. Desktop Virtualization เป็นส่วนหนึ่งของ Business Continuity Management หรือ การบริหารจัดการความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ทำให้พนักงานขององค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้จากทุกสถานที่ ดังนั้นแม้จะมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถเข้ามาที่บริษัทได้ (เช่น กรณีน้ำท่วมเมื่อปีก่อน) ก็ยังสามารถใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัทได้ ผ่านทาง Virtual Desktop

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าเพิ่งไปมีความเชื่อปักใจว่าการมี Virtual Desktop Infrastructure มันจะเป็นยาครอบจักรวาลในการทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไอทีลงได้ เพราะ …

  • แม้เราจะลดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Desktop ลงได้ แต่ก็ต้องไปเพิ่มในส่วนของ Server ขึ้นมา เพราะต้องโยกส่วน Desktop ไปทำเป็น Virtualization ใน Server นั่นเอง
  • บางครั้งการลดสเปกของ Desktop มันก็ทำไม่ได้จริง เพราะสเปกที่ต่ำที่สุดมันก็ยังอาจแรงเกินความต้องการอยู่ดี แต่ยังไง ก็เลยทำให้สุดท้ายเสียเงินจัด Server มาทำ Desktop Virtualization แล้ว ยังต้องเสียเงินเท่าเดิมจัดซื้อ Desktop อยู่ดี

ดังนั้นก็อยากจะให้องค์กรที่อยากจะนำเทคโนโลยี Desktop Virtualization ไปใช้ พิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายที่เสียไป และสิ่งที่ประหยัดได้ให้ถ้วนถี่ด้วยนะครับ

 

บริการเช่า Virtual Desktop

05ถึงจุดจุดหนึ่งผมว่ามันต้องเกิดครับ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือที่เรียกว่า SMB (Small and Medium Business) ทั้งหลายแหล่ พวกเขาไม่มีงบจ้างไอที หรืออาจมีไอทีแต่เป็นไอทีที่ทำตั้งแต่สากเบือยันเรือเอี้ยมจุ๊น ทำให้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมามันก็ยุ่งยากและชักช้า … การซื้อคอมพิวเตอร์มาให้ผู้ใช้งานใช้ในองค์กรก็เป็นเรื่องปวดหัวใช่ย่อย ไหนจะต้องกำหนดสเปก ไหนจะต้องคอยเดินไปดูแลจัดการอีก ไหนจะต้องมาคอยควบคุมเรื่องการติดตั้งโปรแกรมของผู้ใช้งานอีก

มันก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Desktop as a Service ขึ้นมา คือ การให้บริการเช่า Virtual Desktop … คล้ายๆ กับการเช่า Virtual Server นั่นแหละครับ อยากได้สเปกประมาณไหน รันระบบปฏิบัติการอะไรบอกมา ต้องการเนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลเท่าไหร่

จริงๆ แล้วมันคล้ายๆ กับการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้นั่นแหละครับ แต่อันนี้เป็นแค่แบบเสมือนที่เราเข้าถึงได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต แน่นอนว่าบริษัทยังมีงบที่จะต้องจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาทำเป็น Thin Client อยู่ แต่ก็อาจเลือกที่จะให้พนักงานสามารถนำอุปกรณ์พกพาของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊กหรือแท็บเล็ตเข้ามาใช้เองก็ได้ (ประหยัดดี) ซึ่งบริการ Virtual Desktop สมัยนี้ ส่วนใหญ่รองรับ Platform ที่เป็นที่นิยมอยู่แล้ว ดังนั้นก็จะมี App ที่รันได้ทั้งบน iPad และ Android Tablet ต่างๆ

ที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับผู้ที่คิดจะให้บริการดังกล่าวก็คือ จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้อย่างไรว่าเก็บข้อมูลไว้กับเราแล้วจะปลอดภัย ไม่รั่วไหลแน่นอน

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

3 Responses

  1. Zeilen7e says:

    Thank for Knowledge.

Leave a Reply

%d bloggers like this: