บางครั้งคุณเปิดเผยตัวเองมาเกินไปหรือเปล่า บน Social Media?

social_media_dont

Social Media เริ่มเข้ามาบูมมากๆ ในประเทศไทยราวๆ พ.ศ. 2553 ครับ และการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Social Media ในประเทศเราก็ยังต่อเนื่องผ่านไป พ.ศ. 2554 มาจนถึงปัจจุบัน … บริการ Social Media ใหม่ๆ ก็ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น Google+ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา และ Path ที่เพิ่งเปิดตัวบนอุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android เมื่อเร็วๆ นี้

Social Media บางตัว เช่น Foursquare ก็ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้น จากที่ผมเล่นในช่วงแรกๆ ไม่มีใครเล่นด้วยเลย จนมีเพื่อนมากกว่า 1,000 จนไม่สามารถ Add ใครเพิ่มได้แล้ว

Social Media เปลี่ยนพฤติกรรมการแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวของเราไปมาก จากที่เคยพยายามปิดๆ เอาไว้ ก็กลายมาเป็นแบ่งปันแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อย บางคนต้องโพสต์ตลอดว่ามื้อนี้กำลังจะทานอะไร ในขณะที่บางคน ขนาดจะเข้าไปห้องน้ำยังต้องบอกเลยว่าจะไปทำอะไรในห้องน้ำ บางคนจะเป็นแฟนกับใครจะเลิกกับใครก็ต้องโพสต์อัพเดตสถานะให้เพื่อนๆ ได้ทราบกัน … และเนื่องจากข้อมูลต่างๆ เหล่านี้สามารถถูกใช้ไปในทางที่อาจเป็นอันตรายกับเราได้ คำถามจึงอยู่ที่ว่า “บางครั้ง คุณเปิดเผยตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า บน Social Media?”

——————— พื้นที่โฆษณา ———————

แต่ก่อนที่จะไปอ่านกันต่อ ผมว่าสำหรับท่านผู้อ่านในวัยทำงานหรือใกล้จะวัยทำงาน น่าจะอยากรู้ว่าฐานเงินเดือนโดยเฉลี่ยของตัวเองอยู่ที่เท่าไหร่ในตลาดแรงงานตอนนี้ เลยอยากแนะนำให้ไปดาวน์โหลด Adecco Thailand Salary Guide 2012 ไปดูครับ เป็นข้อมูลจากทาง @AdeccoThailand ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านทรัพยากรบุคคลชั้นแนวหน้าของประเทศไทย … ที่สำคัญคือ ฟรีครับ

———————————————————-

 

ย้อนกลับไปในอดีต ผู้คนไม่ค่อยอยากเปิดเผยตัวตนเท่าไหร่

imageผมรู้จักกับอินเทอร์เน็ตครั้งแรกราวๆ ปี พ.ศ. 2540 ตอนเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ ตอนนั้นกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ต ที่นักศึกษานิยมใช้กันมากอีกอย่างนอกเหนือไปจากการท่องเว็บก็คือการแชท ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ แบบที่แชทกันบนเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัย ที่เรียกว่า ntalk (รันบนระบบปฏิบัติการ UNIX) ซึ่งจะออกแนวแชทกันตัวต่อตัว กับ IRC (Internet Relay Chat) ที่สนทนากันเป็นกลุ่มเป็นห้อง

ถัดจากยุคนั้นก็เริ่มมีการเล่น Instant Messaging โดยเริ่มจาก ICQ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น MSN Messenger (ตอนนี้เรียก Windows Live Messenger) แต่ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนหรือเครือข่ายอะไร สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างก็คือ คนจำนวนไม่น้อย เลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตน เลือกใช้ชื่อแทนตัว (Alias Name) แปลกๆ (สมัย IRC ผมใช้ชื่อ Hazardous บน irc.au.ac.th ห้อง #chula) หรือไม่ก็รูปอวตาร (Avatar) เป็นตัวการ์ตูนซะมาก … ถ้าไม่ใช่รู้จักกันดี รู้จักกันมานานจริง ยากที่จะเปิดเผยตัวตนให้ได้เจอครับ

ส่วนหนึ่งมันเข้าใจได้ว่ายุคนั้นมีประเด็นเรื่องการโดนหลอกไปทำมิดิมิร้ายบ้าง ซึ่งแม้จะเป็นส่วนน้อย แต่เวลาเกิดขึ้นทีมันก็เป็นข่าวดัง และทำให้คนกลัวไม่กล้าเปิดเผยตัวตน

 

กลับมาที่ปัจจุบัน ในยุค Web 2.0

image

ยุคของ Web 2.0 เป็นยุคที่เขาว่าเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตนั้น เป็นคราวที่ผู้ใช้งานทุกคนคือผู้ที่สร้างเนื้อหาแล้ว (User-generated Content) เกิดความเปลี่ยนแปลงกับกระบวนทัศน์ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เมื่อบรรดา Social Networking Sites ผุดขึ้นกันมากมาย ซึ่งจับจุดความต้องการของผู้คนตามแนวคิดของ Maslow ที่ผมเคยเขียนถึงใน วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา (ตอนที่ 1) ไปแล้วได้อย่างเต็มๆ

ผลก็คือ เมื่อเห็นว่ามีคนเปิดเผยตัวเองบน Social Media แล้ว มีคนมาเฝ้าติดตามเยอะๆ มันดูเท่ห์ (ตัวเลข Friends เยอะๆ มี Follower เยอะๆ) ก็เลยทำให้ใครต่อใครก็เปิดเผยตัวเองบนโลกออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะ Social Media นี่แหละ … และที่แน่ๆ มันไม่ได้หมายความว่าพวกคนไม่ดีที่ชอบฉวยโอกาสและล่อลวงคน มันลดลงหรอกนะ แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะพวก Social Media พวกนี้ ให้อำนาจในการตั้งระดับความเป็นส่วนตัวกับผู้ใช้งานมากกว่า เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เราเปิดเผยนั้นจะไม่รั่วไหลไปถึงมือคนที่ไม่สมควรจะได้รับรู้

มันจึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เราจะได้เห็นใครบางคนที่แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองกันแบบเต็มพิกัดหน้า Profile บน Facebook ของตนแบบนี้ใช่ไหมล่ะ … เอิ่ม …

 

image

 

บางคุณสมบัติบน Social Media ที่อาจเป็นอันตรายต่อตัวเราเอง

บริการ Social Media ต่างๆ ใช้เทคโนโลยีและลูกเล่นต่างๆ มากมายเพื่อสร้างจุดขาย ใช้เป็นจุดเด่นในการดึงดูดให้คนหันมาใช้บริการของตน ซึ่งหากใช้แบบไม่ระวัง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ทันได้คิดถึงผลที่ตามมา มันก็อาจจะนำเราไปสู่อันตราย หรือไม่ก็นำอันตรายมาสู่เราเองได้นะครับ เช่น

 

บริการบอกพิกัด (Location-based Service หรือ LBS)

แม้ว่าแรกเริ่มเดิมที่ บริการ Social Media จะเน้นไปที่การใช้งานบนเว็บไซต์เป็นหลัก แต่ในยุคที่อุปกรณ์พกพา (Mobile Device) ครองเมืองขนาดนี้ ชัดเจนแล้วว่าคนเรานิยมใช้ Social Media ผ่านทาง Smartphone ซะมากกว่า ซึ่งพวกนี้ก็มักจะมีอุปกรณ์ GPS ในตัวด้วย บริการ Social Media ทั้งหลายจึงผนวกเอา GPS เข้ามาเป็นคุณสมบัติในการบอกพิกัดที่อยู่ ณ ปัจจุบันของผู้ใช้งานด้วย ดังนั้น

  • Twitter, Facebook, Google+, Path, Instagram ฯลฯ ต่างก็ให้เราสามารถระบุพิกัดที่อยู่ ณ ตอนที่เราอัพเดตสถานะได้
  • Foursquare เป็นบริการให้เราแชร์พิกัดที่อยู่ของเรา เพื่อแบ่งปันทิปเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ก็จะพยายามกระตุ้นให้เราเช็คอิน (หรือก็คือบอกกับใครต่อใครว่าเราอยู่ที่นี่) เพื่อแลกกับคะแนน, Badge หรือบางทีก็มีส่วนลดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการด้วย
  • Google Latitude ให้เราแชร์พิกัดที่อยู่ร่วมกับเพื่อนๆ เพื่อจะได้แสดงผ่านทาง Google Maps ได้ว่าใครอยู่ที่ไหนบ้าง และสามารถบอกได้กระทั่งว่าจะไปหาเพื่อนคนนั้นๆ ได้อย่างไร

image

 

ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้งานเกิดค่านิยมว่ามีเพื่อนบน Social Media เยอะแล้วเท่ห์ แล้วติดนิสัยแชร์ให้ใครต่อใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน หรืออาจเพราะไม่ทันรู้ว่าบริการ Social Media พวกนี้แชร์พิกัดที่อยู่ของตนอยู่ … ร้ายกว่านั้น คนที่ใช้บริการ Foursquare ก็คิดว่าได้คะแนนจากการเช็คอินเยอะๆ แล้วเท่ห์ เป็น Mayor ของสถานที่ต่างๆ ได้เยอะๆ แล้วเท่ห์ เลยหมั่นเช็คอินบ่อยๆ จนคนที่เป็นเพื่อนใน Foursquare รู้หมดเลยว่าเส้นทางเดินทางในแต่ละวันนั้นเป็นอย่างไร เวลาไหนเราจะอยู่ที่ใดบ้าง และร้ายที่สุดอาจรู้ด้วยว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน

ลองเข้า Foursquare แล้วลองค้นหาสถานที่ที่ชื่อว่า Home ดูสิครับ มีเพียบเลย อยากรู้ว่าบ้านใครอยู่แถวไหน ไม่ยากครับ หลายๆ บ้านที่เห็นเนี่ย เรายังต้องถามตัวเองเลยว่า … “มันเป็นใครวะ”

 

Screenshot_2012-01-14-23-19-21

 

การเปิดเผยข้อมูลพิกัดที่อยู่ของเราเนี่ย เสียงต่อการเกิดพวกการโจรกรรมหรือปล้นทรัพย์ หรือพวก Stalker (พวกที่โรคจิตชอบติดตามชาวบ้าน) ได้ง่ายๆ เพราะพวกนี้จะเห็นพฤติกรรมการเดินทางได้หมดเลย แถมยังรู้สถานที่และเวลาชัดเจนอีกด้วย

 

ตารางกิจกรรม (Activity Calendar)

บริการ Social Media หลายแห่ง พยายามกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการหันมาสร้างปฏิทินกิจกรรมออนไลน์ แล้วเชิญผู้ใช้งานคนอื่นๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมนั้นๆ … มองแง่หนึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถนัดหมายกันทำกิจกรรมกันได้ง่ายๆ สามารถรู้จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เร็ว และหากมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสถานที่ วันและเวลา ก็สามารถแจ้งถึงผู้เข้าร่วมต่างๆ ได้ทั่วถึงและรวดเร็วเช่นกัน

แต่บางครั้ง เซ็ตค่าความเป็นส่วนตัวไม่ดีพอ มันก็กลายเป็นการประกาศให้โลกรับรู้ว่าเราจะทำอะไร ที่ไหน ซึ่งในบางกิจกรรมนั้นเป็นอะไรที่เราอยากให้เป็นส่วนตัวซักหน่อย

ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุด เมื่อสาวรุ่นชาวออสเตรเลียนาม Jess เข้าใจผิดเรื่อง Privacy Setting ของ Facebook แล้วโพสต์คำเชิญมางานวันเกิดครบ 16 ปีบนนั้น โดยมีเป้าหมายเชิญเพื่อนๆ เกรด 10 ของเธอมา แต่เนื่องจากไม่มีเวลาเชิญทุกคน เลยฝากเพื่อนๆ ช่วยส่งคำเชิญต่อไป เลยมีหนุ่มวัย 17 ย่าง 18 คนนึงเอาคำเชิญของเธอไปสร้างใหม่ จนมีคลื่นมหาชนกว่า 2 แสนคนเข้ามาตอบว่าจะมาร่วมงาน ผลก็คือเธอต้องยกเลิกงานปาร์ตี้ไป (แน่นอนว่าหนุ่มน้อยคนนี้ถูกจับตามระเบียบ)

อาจจะดูน่าเหลือเชื่อมาก แต่เชื่อไหมล่ะครับว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น!!! ก่อนหน้านี้ The Telegraph ประเทศอังกฤษ ได้รายงานข่าวสาววัย 14 เผลอพลาดโพสต์คำเชิญงานวันเกิดของเธอพร้อมเบอร์โทรและที่อยู่ จนมีคนตอบรับว่าจะมาร่วมงาน 21,000 คน ครั้งนั้นก็พลาดเพราะดันเผลอไปสร้างปฏิทินกิจกรรมแบบ Public หรือเป็นสาธารณะแบบที่ใครก็เข้ามาได้ เรื่องจบลงที่ เธอต้องยกเลิกงานปาร์ตี้นั้นไป แถมต้องให้ตำรวจเข้ามาช่วยเฝ้าระวังในวันและเวลาดังกล่าว อีกทั้งต้องเปลี่ยนเบอร์โทรด้วย

เชื่อว่าแค่ 2 อุทาหรณ์นี้ก็คงจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนชนิดที่ว่าไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมอะไรดีอยู่แล้วนะครับ

เมืองไทยเรายังไม่เห็นอะไรแบบนี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครเผลอทำแบบนี้นะครับ ผมเองก็ยังได้รับคำเชิญให้ไปร่วมกิจกรรมอยู่เนืองๆ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้มีส่วนร่วมในกลุ่มที่สร้างกิจกรรมนั้นเลย อย่างภาพข้างล่างเนี่ย เป็นกิจกรรมประมาณการเลี้ยงรุ่นของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ซึ่งผมไม่ได้เคยเรียนที่นั่นเลย แต่เป็นเพราะมันเป็นกิจกรรมสาธารณะ และมีคนที่เป็นเพื่อนบน Facebook ของผมจบจากที่นั่น ผมก็เลยได้เห็นกิจกรรมดังกล่าว

 

image

 

อนุญาตให้เชื่อม (Permission)

เขียนแบบนี้แล้วอาจจะงง แต่หากดูรูปข้างล่างนี่แล้วอาจร้อง อ๋อ!! ขึ้นมาทันที

 

image

 

บริการ Social Media ต่างๆ พยายามที่จะให้การเข้าใช้งานนั้นง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นจึงมีการเปิด API (Application Programming Interface) เพื่อให้บริการอื่นๆ เข้ามาเชื่อมต่อเพื่อรับข้อมูลไปใช้งานต่อได้

คำถามคือ ทุกครั้งที่เรา “อนุญาต” ให้พวก App ต่างๆ หรือบริการต่างๆ เหล่านี้เข้าเชื่อมต่อกับบริการ Social Media หลักของเรา (เช่นในกรณีนี้คือ ผมจะใช้ App เกม CityVille ซึ่งมันต้องการเข้ามาเชื่อมต่อกับข้อมูลบน Facebook ของผม) นั้น เราเคยสังเกต และอ่านกันบ้างไหมว่า มันต้องการเข้าถึงข้อมูลอะไร และสามารถทำอะไรกับข้อมูลของเราได้บ้าง

ยกตัวอย่างเกม CityVille ที่ผมให้ดูข้างบน สังเกตไหมครับ ว่าหากเรากดอนุญาตไปแล้ว เท่ากับว่า

  • CityVille สามารถได้ชื่อ, ภาพประจำตัว (Avater), เพศ, ชื่อเพื่อนๆ ที่เราแบ่งปัน ไปใช้ได้
  • CityVille สามารถส่งเมล์หาเราได้
  • CityVille สามารถมาโพสต์อะไรต่อมิอะไรบน Facebook Wall ของเราได้

แน่นอนว่า เท่าที่ดูแล้วเกม CityVille นี่ยังไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติน่าสงสัย … แต่ผมกำลังอยากเตือนท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า แล้วกับ App อื่นๆ เนี่ย ท่านเคยได้อ่านบ้างไหมว่า มันขอทำอะไรต่อมิอะไรกับข้อมูลของเราบ้างเมื่อทำการเชื่อมต่อ

ตรงนี้ขอย้ำนะครับว่า ต้องระวัง และอ่านให้ดีๆ โดยเฉพาะเมื่อถึงคราวที่เราจะเล่นเกมบน Facebook ชิงรางวัลของแบรนด์ต่างๆ ดูให้ดีๆ ว่า เขาเรียกร้องขอข้อมูลอะไรที่มันทำให้เรารู้สึกว่า “เฮ้ย! มันจะเอาข้อมูลพวกนี้ของตูไปทำไม(วะ)?” หากรู้สึกว่ามีแบบนั้นจริงๆ ต้องชะงักไว้ซักหน่อย แล้วอาจต้องคำถามกลับไปยังแบรนด์นั้นๆ ว่า จะเอาไปทำไมล่ะครับ

เดี๋ยวนี้หลายๆ แบรนด์หันมาใช้การตลาดแบบนี้กันมากขึ้น เขาเรียกมันว่า Permission Marketing ครับ ซึ่ง Mashable ก็มีบทความที่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว อยากให้ลองไปอ่านดูใน Why Permission Marketing Is the Future of Online Advertising ครับ พิจารณาจากบทความนี้แล้ว ก็อาจจะเห็นได้เลยว่า ในอนาคตเราก็จะเลี่ยงกิจกรรมการส่งเสริมการขายในแบบนี้ไม่พ้นแน่ๆ

 

อุทาหรณ์สอนใจของการเปิดเผยมากเกินไป

ผมเคยทวีตข้อความผ่านบริการ Twitter ซึ่งดัดแปลงมาจากคำวาทะของ อ.จตุพล ชมพูนิช เอาไว้ว่า “จงคิดทุกคำที่ทวีต แต่อย่าทวีตทุกคำที่คิด เพราะหากทวีตทุกคำที่คิด อาจติดคุกทุกครั้งที่ทวีต” … นั่นหมายความว่า เรื่องบางเรื่อง ไม่ต้องเปิดเผยให้คนอื่นๆ บน Social Media รู้ก็ได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวความซวย (หรือคุก) จะมาเยือน

และใจจริงผมก็ว่ามันใช้ได้กับบริการ Social Media ทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่ Twitter หรือ Facebook ครับ

ทีนี้มาดูกรณีศึกษา ถึงปัญหาและความซวยอันมาจากการเปิดเผยมากเกินไปบน Social Media ต่างๆ ดูครับ (เท่าที่ดู ส่วนใหญ่จะเป็น Facebook ซะด้วย … นั่นคงเป็นเพราะว่าข้อมูลที่อยู่บน Facebook มันจะอยู่นานกว่าบน Twitter และผู้ใช้งาน Facebook ก็เยอะกว่าด้วยละมั้ง)

  • พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 … เชียร์ลีดเดอร์สาวนาม Caitlin Davis วัย 18 ถูกถอดชื่อออกจากทีมเชียร์ ของทีม Patriot (ทีมอเมริกันฟุตบอล NFL) เพราะไปโพสต์รูปปาร์ตี้วันฮาโลวีน บน Facebook ของเธอ บังเอิญว่าในรูปนั้นเธอดันไปโพสต์ท่าคู่กับหนุ่มคนนึงที่ตามร่างกายมีแต่รูปสวัสดิกะ (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพวกนาซี)  … แน่นอนว่า สัญลักษณ์สวัสดิกะ ไม่เข้าพวกกับชื่อทีม Patriot แน่นอน
  • กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 … สาวน้อยวัย 16 นาม Kimberley Swann ชาวอังกฤษ ถูกให้ออกจากงาน เพราะเธอไปโพสต์ข้อความสถานะบน Facebook ของเธอว่า “งานมันน่าเบื่อ” และผลที่ได้ก็คือ ที่ทำงานของเธอให้เหตุผลว่า “จากคอมเม้นต์ที่เธอโพสต์บน Facebook เกี่ยวกับงานของเธอและบริษัท ในเมื่อเธอไม่รู้สึกดี และสนุกกับงาน เราก็จะขอปลดเธอออกจากการเป็นพนักงานของบริษัท โดยมีผลบังคับใช้ในทันที” … แม้ว่าเธอจะบอกว่า เธอไม่ได้เอ่ยชื่อบริษัทเลยด้วยซ้ำ … แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร
  • มิถุนายน ค.ศ. 2010 นางพยาบาลถูกเลิกจ้าง เพราะโรงพยาบาลไปพบว่าพวกหล่อนไปถกเรื่องเคสของคนไข้กันบน Facebook ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนไข้
  • ธันวาคม ค.ศ. 2011 ตำรวจในประเทศอังกฤษจำนวน 150 นาย ถูกลงโทษทางวินัย และคาดว่ามากกว่า 2 คนถูกให้ออกจากราชการ เหตุจากการโพสต์ข้อความและรูปบน Facebook ที่ไม่เหมาะสม

นอกจากเรื่องการถูกไล่ออก เพราะดันไปเปิดเผยมากไปบน Social Media แล้ว ก็มีอีกหลายกรณีที่การเปิดเผยข้อมูลบน Social Media มากจนเกินพอดี ส่งผลให้เกิดเรื่องที่ไม่พีงประสงค์ตามมาก เช่น

    • การโพสต์รูปท่องเที่ยว หรือโพสต์ว่าไปท่องเที่ยวกันหมดบ้าน เลยโดน 1 ในบรรดา Friends บน Facebook เข้ามายกเค้าไปซะงั้น
    • เด็กน้อยคนหนึ่ง โพสต์กิจกรรมบนปฏิทินของ Facebook ว่าจะจัดงานวันเกิด ปรากฏว่ามีคนตอบรับคำเชิญเข้ามาจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่รู้จักมักจี่ทั้งสิ้น ผลก็คือ ต้องไปแจ้งความแล้วตำรวจก็ต้องจัดกำลังพลมาคอยตรวจตราในวันเกิดของเธอ

image

  • แม้แต่กับโจรเองก็เหอะครับ บางคนโพสต์ข้อความ หรือรูปของตนเองเอาไว้บน Facebook แล้วก็ตำรวจ หรือเจ้าทุกข์เองนี่แหละ ที่มาพบทีหลังว่า อ้าว ฝีมือไอ้ Friend บน Facebook ตูนี่เองที่ทำ กรณีแบบนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วกับนักข่าว Washington Post คนหนึ่ง ชื่อ Marc Fisher พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเมื่อไม่นานมานี้ ว่ากันแบบสั้นๆ เลย ใจความของบล็อกของเขาพูดถึงเหตุการณ์ขโมยขึ้นบ้าน เป็นเหตุให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปหลายเอาการ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้า แต่ไอ้ที่แสบสันต์ไปถึงทรวงกว่า ก็คือ เจ้าโจรนี่มันเกรียนถึงขนาด เปิดเครื่องโน้ตบุ๊กของลูกชายของเขา แล้วถ่ายรูปโพสต์ท่าประมาณ “ดูนี่ กรูได้เงินเมิงมาเพียบ” พร้อมใส่เสื้อโค้ตตัวใหม่เอี่ยมแกะกล่องของพ่อนักข่าวคนนี้ แล้วโพสต์ลงหน้า Facebook ของลูกชายของเขา (ดูรูปประกอบได้ นี่รูปคนร้ายจริงๆ เลย)
  • หลายๆ บริษัท โดยเฉพาะบริษัทด้านไอที เริ่มมีการใช้ข้อมูลที่ปรากฏบน Facebook และ Twitter และบริการ Social Media อื่นๆ ของคุณ ในการประกอบการตัดสินใจพิจารณารับคุณเข้ามาทำงานกันแล้ว

ที่มาของข้อมูล

หลายคนอาจเห็น Social Media เป็นพื้นที่ว่าง ที่สามารถใช้ระบายอะไรก็ได้ แต่ผมก็อยากจะขอบอกว่า สิ่งที่คุณระบายนั้นมันจะอยู่บนนั้น ต่อให้คุณไปลบมันออกในภายหลังก็เถิดครับ จะเอาอะไรมารับประกันว่า จะไม่มีเพื่อนของคุณคนไหน หรือ Follower ของคุณคนไหน ไปถ่ายทอดส่งต่อข้อความดังกล่าวของคุณ โดยให้เครดิตคุณแบบเต็มๆ อีกบ้าง

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: