ท้องตลาดมีสมาร์ทโฟนขายมากเกินไปไหม?

Print Friendly, PDF & Email

image

ในงาน CES 2012 ช่วง Panel Discussion ที่พาระดับเมพๆ อย่างนักเขียนของนิตยสาร The Verge, ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ Windows Phone ของ Microsoft และผู้ผลิตอย่าง HTC กับ Samsung มาคุยกัน ปรากฏคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ และ Computerworld ก็นำมาสรุปเป็นบทความชื่อ Are there too many smartphones on the market? ผมว่าน่าสนใจดี แต่พออ่านไปเรื่อยๆ แล้ว ดูเหมือนคนเขียนเขาจะออกทะเลไปนิด ผมเลยขอหยิบมาเป็นแรงบันดาลใจบางส่วน แล้วขอเอามาเสริมเล่าสู่กันอ่านครับ

——————— พื้นที่โฆษณา ———————

แต่ก่อนที่จะไปอ่านกันต่อ ผมว่าสำหรับท่านผู้อ่านในวัยทำงานหรือใกล้จะวัยทำงาน น่าจะอยากรู้ว่าฐานเงินเดือนโดยเฉลี่ยของตัวเองอยู่ที่เท่าไหร่ในตลาดแรงงานตอนนี้ เลยอยากแนะนำให้ไปดาวน์โหลด Adecco Thailand Salary Guide 2012 ไปดูครับ เป็นข้อมูลจากทาง @AdeccoThailand ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านทรัพยากรบุคคลชั้นแนวหน้าของประเทศไทย … ที่สำคัญคือ ฟรีครับ

———————————————————-

 

เรื่องของเรื่อง มันน่าจะเริ่มจากข่าวที่ว่า Motorola ประกาศจะผลิต Smartphone รุ่นใหม่ๆ มาสู่ตลาดให้น้อยรุ่นลง โดย Sanjay Jha CEO ของ Motorola ให้เหตุผลว่า

 

“ผลิตภัณฑ์ที่ดูแทบจะไม่แตกต่างอะไรเลย

จะออกมามากแค่ไหนก็ไม่ได้ขับเคลื่อนให้ตลาดไปสู่ก้าวใหม่ๆ ได้”

 

คงไม่ต้องถามว่าท่านผู้อ่านเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหนกับประโยคข้างต้นนี้ เพราะพวกเราก็คงจะได้เห็นๆ กันอยู่แล้วว่าสถานการณ์ของตลาด Smartphone ที่ผ่านมาในช่วงราวๆ 6 เดือนเป็นอย่างไร เราได้เห็นการออก Android Smartphone หลากรุ่นหลายยี่ห้อมากๆ ที่สเปกแทบจะขี่กันเลยทีเดียว

ทั้ง HTC และ Samsung เองก็ยอมรับในประเด็นนี้ แต่ว่าก็ชี้แจงว่าทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดมาจาก 2 ปัจจัยหลักๆ ก็คือ การแข่งขันที่รุนแรง และความต้องการของผู้ใช้งานที่มีความแตกต่างกัน ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องสเปกหรือการออกแบบเท่านั้น แต่รวมไปถึงเรื่องของราคาด้วย … ทั้งหมดทั้งสิ้นนี่นำไปสู่จำนวนของ Android Smartphone ที่เข้าสู่ตลาดอย่างล้นหลาม

 

Eric Schmidt บอกว่า แตกต่างแต่ไม่แตกแยก

“Differentiation, not Fragmentation”

 

image

Android Smartphone นั้นเติบโตมาจนถึงเวอร์ชันที่ 4 แล้ว ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะครับ … ผมยังจำได้ว่าเวอร์ชันที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกคือ 1.5 (Cupcake) นั้นมัน(แย่)สุดๆ ขนาดไหน แถมยังตั้งราคาพอๆ กับ iPhone 3GS สมัยนั้นอีก เหอๆ เรียกว่าผมแทบไม่มองเลยแหละ

แต่มาดูตอนนี้บ้าง ผมเองก็ถือว่าตัวเองเป็นสาวกหุ่นเขียว Android คนนึงล่ะครับ Android Smartphone ตอนนี้ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่ดีกว่า iPhone แล้ว (และแน่นอน ก็ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังสู้ iPhone ไม่ได้) สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ Android Smartphone นั้นมีทางเลือกสำหรับผู้ใช้งานในแต่ระดับมากกว่า คนมีทุนน้อยก็ซื้อระดับ Entry Level ส่วนใครทุนหนาก็ไปจัด High-End ได้เลย แต่ความแตกต่างนี้ถูกหลายๆ คน โดยเฉพาะพวกนักวิเคราะห์และนักพัฒนามองว่า มันเป็นความแตกแยก (Fragmentation) ซึ่งเป็นปัญหาของการอัพเกรดระบบปฏิบัติการ Android และการพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนระบบปฏิบัติการ Android แต่ Eric Schmidt บอกในงาน CES 2012 ว่า มันมีความแตกต่าง (Differentiation) กันระหว่างอุปกรณ์ Android ต่างๆ แต่ว่านั่นเป็นคนละเรื่องการความแตกแยก (Fragmentation) เพราะความแตกต่างนั้นเป็นแง่บวก คือ ผู้ใช้งานมีทางเลือกในการซื้อ และนั่นทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างแบรนด์ต่างๆ ที่จะต้องสร้างสรรนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา และโน้มน้าวผู้ใช้งานให้ได้ว่าแบรนด์ของตนดีกว่า … ส่วนคำว่าแตกแยกนั้นหมายถึงปัญหาที่แอปพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมารันบนอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งแล้ว ใช้กับยี่ห้อหรือรุ่นอื่นๆ ไม่ได้ ซึ่งกับ 99% ของ Android นั้นไม่ได้มีปัญหานี้

 

จริงๆ แล้ว Android ก็เหมือนกับ PC ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows

ระบบปฏิบัติการรองรับแอปพลิเคชั่น 100% แต่สเปกเครื่องมันไม่ถึงเอง

 

imageในความเห็นของผมเองนั้น ผมว่า Android มันมีทั้งความแตกต่างและความแตกแยก โดยความแตกแยกที่เกิดขึ้นมันเป็นผลมาจากความพยายามในการสร้างความแตกต่างเพื่อแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นนั่นเอง

ถ้าจะเปรียบเทียบ Android Smartphone/Tablet เราต้องเปรียบเทียบกับ PC ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ครับ … ระบบปฏิบัติการ Windows ก็จะมี Minimum Requirement หรือ ความต้องการของระบบ ขั้นต่ำระบุเอาไว้ หมายความว่าถ้าจะติดตั้งระบบปฏิบัติการนี้ คุณจะต้องมี PC ที่มีสเปกอย่างต่ำเท่านั้นเท่านี้ และจะมี Recommended System Requirement ที่เป็นสเปกที่ทางผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการเขาแนะนำว่า หากอยากใช้ให้ได้ประสบการณ์ที่ดีกับเขาหน่อย ควรจะใช้ PC สเปกเท่าไหร่ … อันนี้รวมไปถึงพวกแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วยเช่นกัน ดูได้จากโปรแกรมอย่าง Adobe Photoshop หรือ Adobe Premiere นี่ จะเอาไปรันบนเน็ตบุ๊กก็เป็นไปไม่ได้เลย เป็นต้น … ระบบปฏิบัติการ Android ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

เราจะได้เห็นว่า Android Smartphone/Tablet หลายตัว ที่ไม่สามารถติดตั้ง Flash Player ได้ เพราะว่าสเปกมันต่ำกว่าที่ Adobe กำหนด (ที่ว่าจะต้องมี CPU ความเร็วอย่างต่ำ 1GHz) และหลายๆ ตัวไม่สามารถติดตั้งเกมบางเกมได้ เพราะสเปกไม่ถึงเช่นกัน … และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ก็เลยทำให้มีหลายรุ่นจากหลายยี่ห้อ ที่ไม่สามารถอัพเกรดเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดได้ (เพราะสเปกไม่ถึงขั้น Minimum Requirement ไง)

และความพยายามในการซอยย่อยสเปก เพื่อให้มีระดับ Entry Level และพวก Medium Level ต่างๆ นี่แหละ ที่ทำให้ Android Smartphone/Tablet ออกมาโดยปราศจากความเป็นไปได้ในการที่จะอัพเกรด … แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น

 

ยอดขายของแต่ละรุ่น และ ความต้องการที่จะให้ซื้อรุ่นใหม่ก็เป็นเหตุปัจจัย

 

Android นั้นไม่เหมือน iPhone ที่มีผู้ขายเพียงรายเดียว ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง … ผู้ผลิต Android นั้นจำเป็นต้องทำให้สินค้าของตนแตกต่างไปจากคู่แข่งคนอื่นๆ เพื่อให้เกิดแรงดึงดูดให้ผู้ใช้งานมาเลือก ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของสเปก แต่นั่นมันทำตามหรือทำข่มกันได้ไม่ยาก ภาระมันเลยตกมาที่อีกส่วน นั่นก็คือ ซอฟต์แวร์ และ User Interface

ความต้องการที่จะสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้ ทำให้ทุกครั้งที่เมื่อมีการอัพเกรดกับ Andoird ผู้ผลิตเลยต้องใช้เวลาในการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ และนั่นก็เป็นภาระกับผู้ผลิตอยู่ไม่น้อย ดังนั้นรุ่นเก่าๆ หรือรุ่นที่ไม่ติดตลาดนั้น ก็ไม่ค่อยอยากจะอัพเกรดไปเป็น Android เวอร์ชันใหม่ๆ เท่าไหร่ เพราะทำแล้วไม่คุ้ม

อีกเหตุผลหนึ่งที่แฝงอยู่เบื้องหลังลึกๆ (แบรนด์อาจไม่ยอมรับ) ก็คือ การที่ Android Smartphone/Tablet ไม่สามารถอัพเกรดเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุดได้ ก็จะเป็นแรงกระตุ้นอย่างหนึ่งที่จะให้ผู้ใช้งานซื้อรุ่นใหม่

 

ไม่ใช่แค่ Android ที่มีปัญหาอัพเกรดระบบปฏิบัติการไม่ได้ iPhone ก็เป็นนะ

 

เพียงแต่ iPhone นั้นมีปัญหาพวกนี้น้อยกว่า เพราะวางแผนการออกสินค้ามาดีครับ ปีนึงออกรุ่นเดียว แถมยังสามารถอัพเกรดระบบปฏิบัติการไปได้ตั้งหลายเวอร์ชัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะอัพเกรดเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุดได้ตลอดกาลนะครับ … อย่างที่บอก สุดท้ายเมื่อมันมีสเปกต่ำกว่า Minimum Requirement ของระบบปฏิบัติการก็อด เช่น iOS 5 ตัวล่าสุดนี่ ต้องอย่างน้อย iPhone 3GS/iPod Touch 3rd Generation/iPad 1 ขึ้นไปนั่นแหละ ถึงจะติดตั้งได้ เป็นต้น

image

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

3 Responses

  1. iheresss says:

    Android fragmentation ลำพังแค่ปัญหาเรื่องความละเอียดจอก็แทบจะทำให้ developer บ้าตายได้แล้วครับ HW ภายในผมว่าไม่ค่อยมีปัญหามากเท่าหน้าจอนะ ส่วนใหญ่จะทำงานได้แต่ประสบการณ์ของผู้ใช้จะได้รับดีไม่เท่ากัน

    ส่วน iPhone ผมว่าปัญหาเรื่องนี้น้อยกว่า Android มากๆๆๆ ไอ้เรื่องที่ว่าไม่ได้อัพเดทตลอดกาลนี่ OS เจ้าไหนก็เป็นครับ แต่ Apple สามารถจัดการได้ดีกว่าฝั่งคู่แข่งตรงที่ออกอัพเดทพร้อมกันทั่วโลก ทุกรุ่นที่รองรับ จากที่ผ่านๆ มาก็ได้อย่างต่ำสองเวอร์ชัน (ปี) ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม เพราะทำให้เราใช้เครื่องโทรศัพท์ได้ 3 ปี (2 + 1) อย่างเช่น iPhone 4S นี่ ผมว่าไม่มีอะไรใหม่เลย แต่กลับมียอดขายถล่มทลาย เพราะมันถึงอายุของ iPhone ตัวเก่าอย่าง 3G และ 3GS พอดี

  2. loh says:

    อยากอ่านบทความเปรียบเทียบระหว่าง เจ้า android แล้เจ้า iOS ตามสไตล์ของ พี่กาฝากครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: