ไม่อยากเห็นวงการอีบุ๊กไทยเป็นแบบ เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง

Print Friendly

imageประมาณกลางปีที่ผ่านมา Amazon เปิดเผยข้อมูลที่แม้จะไม่น่าตกใจเท่าไหร่ แต่ก็สื่อให้เห็นถึงแนวโน้มของแวดวงการสิ่งพิมพ์ได้เลย เมื่อยอดจำหน่ายของอีบุ๊ก (หรือเรียกชื่อเต็มๆ ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์) นั้นแซงหน้าหนังสือที่เป็นรูปเล่มไปแล้ว

แม้ผมจะเชื่อว่าหนังสือที่เป็นรูปเล่มจะไม่ล้มหายตายจากไปง่ายๆ เพราะมันยังมีข้อดีในบางเรื่อง (เช่น ไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์ราคาแพงเพิ่ม, สามารถขีดๆ เขียนๆ บนหน้ากระดาษได้ตามต้องการมากกว่า) และมีมนต์เสน่ห์ในบางจุดอยู่ (บางคนยังชอบความรู้สึกของการเปิดหน้าหนังสือ, บางคนชอบที่จะได้กลิ่นกระดาษ) แต่ข้อดีของอีบุ๊กนั้นนับวันก็จะทำให้คนยุคใหม่หันไปซื้อหาหนังสือในรูปแบบอีบุ๊กมาอ่านมากขึ้น และหนังสือที่เป็นรูปเล่มก็จะกลายเป็นเหมือนของที่ระลึก หรือของสะสม (ผมเองก็ซื้อ Steve Jobs ในเวอร์ชันอีบุ๊กมาอ่าน และมีฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่เป็นรูปเล่มไว้เพื่อสะสม)

ในประเทศต้นตำรับของเทคโนโลยีต่างๆ อย่างสหรัฐอเมริกา คงไม่ต้องให้บอกว่าอีบุ๊กนั้น นักวิเคราะห์เองก็คาดการณ์กันว่า Amazon น่าจะขาย Kindle Fire (อุปกรณ์อ่านอีบุ๊กตัวล่าสุด ในรูปแบบ Tablet) ได้ราวๆ 5.5 ล้านเครื่อง จึงไม่แปลกที่ธุรกิจในเมืองไทยก็หันมาจับตามองตลาดอีบุ๊กในบ้านเรากันบ้าง

——————— พื้นที่โฆษณา ———————

แต่ก่อนที่จะไปอ่านกันต่อ ผมว่าสำหรับท่านผู้อ่านในวัยทำงานหรือใกล้จะวัยทำงาน น่าจะอยากรู้ว่าฐานเงินเดือนโดยเฉลี่ยของตัวเองอยู่ที่เท่าไหร่ในตลาดแรงงานตอนนี้ เลยอยากแนะนำให้ไปดาวน์โหลด Adecco Thailand Salary Guide 2012 ไปดูครับ เป็นข้อมูลจากทาง @AdeccoThailand ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านทรัพยากรบุคคลชั้นแนวหน้าของประเทศไทย … ที่สำคัญคือ ฟรีครับ

———————————————————-

 

imageimageทว่าสิ่งที่ผมสังเกตนั้น วงการอีบุ๊กเมืองไทยกลับออกแนว เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง มากไปหน่อยครับ

เคยไหมครับ เมื่อเจ้านายเราเห็นคู่แข่งนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อะไรมาใช้แล้วรู้สึกว่าจะน้อยหน้าไม่ได้ เลยให้เรามีบ้าง … ตอนนี้ผมรู้สึกว่าวงการอีบุ๊กประเทศไทยเราส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้นกันเลย

คือ เขามีแล้ว เราต้องมีบ้าง เห็นช้างขี้แล้ว ต้องขี้ตามช้าง

ดูตัวอย่างง่ายๆ จากรูปทางซ้ายมือ 2 รูปนี่ก็ได้ครับ

 

Ookbee ณเดชแห่งวงการอีบุ๊ก

พอนึกจะหาพรีเซ็นเตอร์สินค้าซักคน แบรนด์ (หรือเอเจนซี่) จำนวนไม่น้อยก็เลือก ณเดช คูกิมิยะ จนมีคนขนานนามว่า ปรากฏการณ์ณเดช กันเลยทีเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเทรนด์คือ เราต้องมี e-Book Store เป็นของตัวเอง แต่อยากได้แบบเร็วๆ เพราะคู่แข่งเขามีแล้ว และไม่อยากยุ่งยากมาก มันก็เกิดการ Outsource เกิดขึ้น และที่เป็นที่นิยมมากๆ ก็คือ Ookbee นั่นเอง

สองแบรนด์ที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น ได้แก่ Amarin Magazines และ MAXIM นั่นก็ใช้ Ookbee ครับ แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะ ที่ผมทดลองดาวน์โหลดมาเล่นก็มี B2S, ขายหัวเราะ, AIS Book Store อีก พวกนี้ก็ใช้บริการของ Ookbee ทั้งนั้น

ผมลองค้นๆ ดูว่า มีกี่ค่ายที่ใช้บริการของ Ookbee ก็เลยค้นหา Ookbee บน App Store ของ iPad ดูก็พบว่ามีมากถึง 73 รายการเลยทีเดียว (บริษัทที่พัฒนาคือ IT Works Ltd.) บอกตรงๆ ว่า “เยอะ”

 

Photo Jan 11, 7 54 58 PM

 

ที่ผมขำก็คือ หากลองเล่นดูจริงๆ จังๆ จะพบว่า ทุกๆ App ที่เห็นนี่แม้จะมีชื่อเป็นคนละค่าย แต่หลังบ้านก็เป็น Ookbee ด้วยกันทั้งนั้น และมันเชื่อมโยงถึงกันหมดเลย ดังนั้นหากผมซื้อหนังสือหรือแม็กกาซีน ไม่ว่าจะจาก App ตัวไหนก็ตาม ผมก็สามารถที่จะไปค้นหาและดาวน์โหลดจากอีก App หนึ่งมาเก็บไว้ได้ฟรีๆ เช่นกัน

 

Photo Jan 11, 7 59 49 PMPhoto Jan 11, 7 59 57 PMPhoto Jan 11, 8 00 08 PMPhoto Jan 11, 8 00 41 PM

 

อ้อ! บอกไว้ก่อนนะว่าขายหัวเราะน่ะผมซื้อ … ส่วน MAXIM นี่เพราะมันแจกฟรี ก็เลยดาวน์โหลดมาใช้เป็นตัวอย่าง อย่าไปคิดอกุศลกับผมล่ะ อิอิ

คำถามที่ผมคิดในใจก็คือ แล้วแบบนี้มันจะมีความแตกต่างอะไรกัน? สรุปแล้ว การมี e-Book Store เป็นของตัวเอง มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการ เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง … เห็นเขามีแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะต้องมีบ้าง แต่ไม่ได้อยากมีจริงๆ เลยทำให้สุดท้ายมันก็กลายเป็น e-Book Store แบบแกนๆ

ผมไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติของ e-Book Store ของ Ookbee ไม่ดีนะครับ มันมีลูกเล่นที่ดีทีเดียวเชียวล่ะ แต่เพราะว่ามันถูกเอาไปใช้ “เยอะ” จนน่ารำคาญ และทำให้รู้สึกว่าแบรนด์เหล่านี้ไม่ได้จริงจังอะไรกับการทำ e-Book Store เลย … แถมยังกล้ามาบอกว่าเป็นร้านหนังสือ Digital ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกนะ … ขอโทษนะครับ เอาเข้าจริงๆ ผมว่า B2S ที่ใช้หลังบ้านเป็น Ookbee เหมือนกัน ก็สามารถเป็นร้านใหญ่ที่สุดได้เช่นเดียวกันนั่นแหละ

 

image

 

ถ้าอยากจะบอกว่าใหญ่ที่สุดจริงๆ มันต้องมีหลังบ้านเป็นของตัวเองครับพี่น้อง

 

imageimageลักษณะของอีบุ๊กในแบบฉบับไทยๆ เรา ยังเป็นการนำหน้าหนังสือหรือนิตยสารมารวมเป็นไฟล์อีบุ๊ก ดังจะเห็นได้จากกาที่ไม่สามารถที่จะ Highlight ข้อความได้ และสามารถที่จะใช้คุณสมบัติ Pinch Zoom เพื่อขยายข้อความและกราฟิกได้

แต่ถ้าเป็นกรณีของแม็กกาซีน จะออกแนว e-Magazine อยู่หน่อย สำนักพิมพ์บางค่ายนั้นทำอีบุ๊กโดยเพิ่มพวกวิดีโอหรือลูกเล่นต่างๆ เข้าไปบ้าง เช่น MAXIM นั้นก็มีวิดีโอบทสัมภาษณ์นางแบบให้ดู หรือ ขายหัวเราะก็มีการใส่ภาพเคลื่อนไหว และเสียงเข้าไป

แต่ตรงนี้ขอคอมเม้นต์ ขายหัวเราะ แรงๆ หน่อยครับ … การใส่ภาพเคลื่อนไหวก็ยังดีอยู่ แต่การใส่เสียงเข้าไปเนี่ย ไม่น่าทำเลยครับ แรกๆ อาจจะรู้สึก “ว้าว!” แต่ถ้าอ่านซ้ำๆ หรือเจอซ้ำๆ หลายๆ รอบในเล่มอื่นๆ มันรู้สึกรำคาญมากกว่าครับ

การใส่ลูกเล่นต่างๆ ให้กับพวกอีบุ๊ก จนกลายสภาพเป็นกึ่งๆ อีแม็กกาซีนแบบนี้ มันคล้ายๆ กับการใส่พวกเอฟเฟ็กต์และอนิเมชั่นให้กับสไลด์ในการนำเสนอของเรา คือ ถ้าใส่พอเหมาะและเหมาะสม มันจะดูดีมากๆ แต่หากใส่มากจนเกินงามมันก็กลายเป็นเกะกะและทำให้เสียอารมณ์ได้

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะเห็นคนอื่นทำ ก็อยากทำบ้าง

เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้างอีกแล้ว

 

ebooks.in.th ตัวอย่างที่ดีที่ผมอยากให้ดู

imageimageขอบคุณ @DrChachrist ที่แนะนำให้ผมรู้จักบริการแห่งนี้ครับ เอาแค่หน้าแรกของ App และการลงชื่อเข้าใช้บริการ (ต้องลงทะเบียน เพื่อจะได้ดาวน์โหลดหนังสือได้)

ถ้าใครเจอ e-Book Store ของ Ookbee เยอะจนเอียนแบบผม มาเจอ ebooks.in.th แล้วจะรู้สึกว่า User Interface ทำออกมาได้น่าสนใจครับ … ปรากฏการณ์นี้ทางจิตวิทยาเรียกว่า Perceptual Contrast ครับ คือ เมื่อรับรู้อะไรมาจนเอียนแล้วมาเห็นอะไรใหม่ๆ เข้า จะรู้สึกว่าสิ่งใหม่ๆ ที่เห็น มัน ว้าว! กว่าปกติ (เหมือนกับตอนที่เอามือจุ่มในน้ำเย็นนานๆ แล้วเอามาจุ่มในน้ำที่อุณหภูมิห้อง จะรู้สึกว่าน้ำนั้นอุ่นนั่นเอง) … อย่างไรก็ดี ลักษณะของอีบุ๊กใน ebooks.in.th นั้นยังคงเป็นการสแกนหน้าหนังสือแปลงให้เป็นดิจิตอลแล้วทำเป็นอีบุ๊กขึ้นมาให้อ่าน ยังไม่มีลูกเล่นแบบเดียวกับอีแม็กกาซีนค่ายอื่นๆ เขา

 

สิ่งที่วงการอีบุ๊กไทยสามารถปรับปรุงได้ ในความเห็นของผม

  • ก่อนอื่นเลย อยากให้เลิก เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง ครับ … การมี e-Book Store หลายๆ แห่งเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะมันเกิดการแข่งขัน แต่ถ้าหลังบ้านมันซ้ำๆ กัน มันก็ไม่ได้เห็นอะไรมากมายนะครับ … Ookbee เป็นระบบขายอีบุ๊กที่ดี แต่ว่าใช้กันจนเกร่อแล้ว e-Book Store ของแบรนด์ของคุณมันก็โหลๆ อ่ะ
  • imageการสแกนหน้าหนังสือแล้วทำเป็นอีบุ๊กมันสะดวกและประหยัด แต่หากเป็นไปได้จริงๆ ควรเริ่มทำเป็นแบบที่สามารถ Highlight ข้อความได้จะดีกว่า เพราะมันสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับฟีเจอร์อื่นๆ ได้อีก (ลองอ่านต่อไป)
  • พอทำให้ Highlight ข้อความได้แล้ว ก็ให้มีคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้: การขีดเส้นใต้, การใส่โน้ตให้กับหนังสือ (ลองนึกถึงเวลาเราอ่านหนังสือเรียน เราก็อยากขีดเส้นใต้ และใส่โน้ตย่อเพื่อเสริมความเข้าใจของเราใช่ไหมล่ะ?), การแชร์ข้อความบางส่วนของหนังสือ หรือ การมี Popular Highlight เป็นต้น
  • Social Networking เป็นเทรนด์ที่มาแรง และสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอีบุ๊กได้ ซึ่ง Amazon ก็แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการให้เรตติ้งกับหนังสือและการรีวิวหนังสือเป็นต้น ซึ่งระบบต่างๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับ e-Book Store แทนที่จะเป็นหน้าตาเหมือนๆ กันหมดทุกค่ายไม่แตกต่างอะไรกันเลย (แล้วทำไมผมถึงต้องเลือกใช้ App ของคุณ? อ้อ! เพราะคุณลดแลกแจกแถม แบบนั้นเหรอ?)
  • หากคิดจะขายหนังสือต่างประเทศด้วย การมีพจนานุกรม อังกฤษ-ไทย ก็จะช่วยได้เยอะเลย … จริงๆ แล้ว การมีพจนานุกรม อังกฤษ-ไทย ให้ แล้วสามารถ Highlight ข้อความแล้วค้นหาความหมายได้เลย จะช่วยสร้างจุดเด่นที่เหนือกว่าการซื้อหนังสือต่างประเทศบน Kindle ด้วย เพราะแบบนั้นแม้จะมีพจนานุกรมให้ แต่ก็เป็น อังกฤษ-อังกฤษ คนไทยหลายๆ คนอาจไม่สะดวกเท่าไหร่

เรื่องเนื้อหานั้นผมไม่ค่อยห่วงแล้ว ตอนนี้เรามีหนังสือใหม่ๆ ออกเยอะมาก คนไทยเองก็หันมาให้ความสนใจในการอ่านหนังสือเยอะขึ้นแล้ว สถิติเก่าๆ ที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 7 บรรทัดมันเป็นเรื่องโบราณคร่ำครึไปแล้ว แต่แน่นอนว่าเทคโนโลยีดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง และถึงเวลาแล้วที่สิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมจะต้องเริ่มทยอยเปลี่ยนมาเข้าสู่โลกดิจิตอลกัน แต่ผมก็อยากให้มันเปลี่ยนเข้ามาอย่างมีคุณภาพ และก่อให้เกิดคุณค่าแก่ผู้อ่าน ไม่ใช่มีร้านขายอีบุ๊กมากมาย แต่สุดท้ายไม่แตกต่างอะไรกันเลย เพราะ เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง กันหมด

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

6 Responses

  1. Nara says:

    ผมก็มี Kidle DX อยู่ ตั้งแต่มีเจ้า ebook เนี่ย กลายเป็นหนอนหนังสือเลย อ่านหนังสือเยอะขึ้นมาก ๆ เพราะพกง่าย ไม่หนัก อยากให้ ebook ไทยพัฒนา จริง ๆ น่าจะเอาไปอ่านใน Kindle เลยก็ได้ เพิ่ม Font ไทยลงไปจะได้อ่านได้ใน Kindle ซิ่ง App ของ Kindle เอง ก็มีแทบจะทุก Platform แล้ว และจพกลายเป็นช่องทางการจำหน่ายหนังสือทั่วโลกไปเลย

  2. มวนวน says:

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
    ก่อนนี้ผมก็สับสนกับ Ookbee เหมือนกัน
    ที่เคยซื้อก็ T3 แต่เห็นของคนอื่นก็ Ookbee อีก

    เทียบกับณเดชโดนมากครับ
    เขามีงานโฆษณามาก อาจจะถึงระกับที่มากกว่าใครในสยามประเทศ
    เห็นหน้าก็เบื่อแล้ว
    เห็นแล้วไม่รู้จะนึกถึงสินค้าตัวไหน
    ที่แปลกกว่าคือแม้ในประเภทเครื่องดื่มก็ยังมีหลายตัว ทั้งโออิชิ น้ำส้ม ไปถึงนม
    ถ้าไม่ห่วงว่าตัวเองจะช้ำก็ถือว่าพอได้ รับทรัพย์เพลืนดี
    แต่ผมกลับคิดว่าสินค้าที่จ้างได้ไม่คุ้มครับ
    เพราะภาพสินค้าทุกตัวอาจจะเบลอไปหมด จนผู้บริโภคไม่มี perception กับสินค้าตัวใดเลย
    แทบจะเรียกได้ว่า..พร้อมใจกันจ่ายแพงฟรีๆ..เลยทีเดียว
    ไม่รู้นอกเรื่องไปรึเปล่า 55

    • kafaak says:

      ในแง่นักการตลาด การว่าจ้าง ณเดช แม้จะเกร่อ ก็ยังได้เรื่อง Brand Awareness ครับ … กรณีของ Ookbee นี่ก็เหมือนกัน แบรนด์ก็ได้ชื่อว่ามี e-Book Store กับเขา … ถ้าเป้าหมายคือแค่นี้ก็ถือว่าบรรลุผลครับ เพียงแต่ในมุมมองของผม การทำแบบนี้มันทำให้การรับรู้เรื่องอีบุ๊กของผู้ใช้งานบ้านเราออกมาไม่ดีเอาได้ แล้วมันจะยิ่งโตยากขึ้น

  3. UUUU says:

    ผมใช้ Ookbee อยู่แล้ว และประทับใจดีครับ จากการที่ใช้ของ Ebooks.in.th มันก็เป็นได้แค่หน้า PDF ดาษ ๆ ธรรมดา เพราะมันไม่ใช่ EPUB ครับ

    ถ้าจะให้พูดเรื่องโหลไม่โหลทำให้ผมนึกถึงที่นึง เขาไม่ได้ใช้ FB ในการทำตลาด แต่เขาสร้าง Social ของเขาขึ้นมาเอง แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ตอบโจทย์อยู่ดี ถึงแม้มันจะแปลกใหม่ แต่มันก็สู้ของที่เขามีอยู่เดิมไม่ได้

    ที่ผมอยากจะสื่อก็คือถ้าสร้างมาแล้วมันห่วย สู้ของเดิมหรือของสำเร็จรูปไม่ได้ ก็สู้ใช้แบบเดิมดีกว่าครับ เหมือนกับการทำสไลด์ ถ้าคุณสร้างเองแล้วมันสู้ Template ที่เขาแถมมากับ Software ไม่ได้ ก็อย่าสร้างเองเลยดีกว่า

    • kafaak says:

      ผมเข้าใจว่าคุณ UUUU กำลังเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการสื่อผิดไปครับ ขอชี้แจงให้เคลียร์ 2 ประเด็นนะครับ

      1. ผมไม่ได้ชมว่า ebooks.in.th นั้นดี เพราะผมก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นแค่การสแกนหน้ากระดาษเข้าไปเฉยๆ … แต่ผมชมในความกล้าที่จะมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องไปใช้หลังบ้านของคนอื่นร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งในอนาคต การพัฒนาเพื่อให้รองรับฟอร์แมตเป็น epub มันก็สามารถทำได้ครับ
      2. ผมเองก็ไม่ได้ติว่าระบบหลังบ้านของ Ookbee ไม่ดี แต่ผมติเหล่าแบรนด์ต่างๆ ที่ขี้เกียจทำระบบของตัวเองแล้วไปใช้ระบบหลังบ้านร่วมกันโดยไม่คิดจะสร้างความแตกต่างกันเลยต่างหากครับ … คุณพูดถึงเรื่อง Template ขึ้นมาก็ดีเลย เพราะผมมองว่าคุณเปรียบเทียบไม่ถูกจุดครับ คุณต้องไม่ลืมว่าแม้เราจะทำสไลด์ด้วย Template เหมือนกัน แต่เนื้อหาของสไลด์มันต้องแตกต่างกันครับ สไลด์จะเลอเลิศแค่ไหน ถ้าเนื้อหามันไปซ้ำกับชาวบ้าน คุณค่าของมันก็จะลดลงไปในทันที ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่บรรดาแบรนด์ต่างๆ ที่ใช้ระบบของ Ookbee กำลังทำอยู่ … คุณสามารถซื้อ ขายหัวเราะ, MAXIM หรือนิตยสารอื่นๆ จาก AIS Book Store หรือ B2S ก็ได้ แถมยังสามารถอ่านได้ปกติสุขดีครบถ้วน แล้วคุณจะมี App ขายหัวเราะ, MAXIM หรือนิตยสารอื่นๆ ทำไม นั่นคือประเด็นของผม ที่ผมเรียกว่า “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” ครับ สุดท้ายคุณมี App ที่พัฒนาโดย Ookbee บน App Store มากถึง 73 App แต่ว่าเนื้อหามันก็เหมือนกันเปี๊ยบเลย จริงๆ ต้องบอกว่า มีแค่ไม่กี่ App ที่มีเนื้อหาครบถ้วน เพราะเป็นร้านหนังสือใหญ่ ที่เหลือเป็นแค่ App ที่ดาวน์โหลดมาอ่านได้เฉพาะเล่ม กลายเป็นข้อจำกัดเสียอีก

      ผมคงเขียนไม่เคลียร์ในบล็อก แต่ผมขอเปรียบเทียบว่า Ookbee เป็น Media หรือ Channel ในการขาย จะซ้ำก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่ประการใด แต่เนื้อหา หรือ Content ที่ขายใน App ต่างหากที่ไม่ควรซ้ำซากครับ

      เรื่องการใช้ Facebook ทำการตลาดกันทุกค่าย ไม่ใช่เรื่องแปลก และผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องโหล หากแบรนด์เหล่านั้นเลือกที่จะมีกลยุทธ์การตลาด หรือวิธีการโฆษณาที่แหวกแนวไป นั่นคือ content หลักต่างหาก Facebook เป็นแค่ Media ครับ

  4. Khonsankala says:

    เข้าใจเลยครับ ขอบคุณมากครับ 🙂

Leave a Reply

%d bloggers like this: