แง่มุมจิตวิทยาที่เราได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่อง In Time ล่าเวลาสุดนรก

image

ผมไม่ใช่นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ผมไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น แต่ช่วงนี้รีวิว Gadget เยอะไปหน่อยชักจะเอียน เลยขอเก็บ Acer Aspire S3 Ultrabook ไว้คราวหน้าก่อน ประกอบกับผมเพิ่งได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง In Time หรือชื่อภาษาไทยคือ “ล่าเวลาสุดนรก” มาพอดี และผมว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจ น่าพูดถึงอยู่ไม่น้อย

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ขอบอกไว้ก่อนว่าบล็อกของผมตอนนี้มีบางส่วนที่สปอยล์อยู่หลายส่วนนะครับ

เรื่องราวคร่าวๆ ของ In Time ก็คือ โลกในอนาคตที่มนุษย์ค้นพบวิธีตัดต่อพันธุกรรมทำให้เซลล์ของร่างกายหยุดการแก่ชรา แต่นั่นก็ส่งผลให้ประชากรอาจล้นโลกได้ จำนวนประชากรจึงจำเป็นต้องถูกควบคุม ดังนั้นเมื่อใครก็ตามอายุครบ 25 ปี นาฬิกาที่ติดตัวมาแต่กำเนิดจะเริ่มเดิน เวลาของทุกคนจะเหลือเพียง 1 ปี หากต้องการมีชีวิตต่อไปต้องหาเวลามาเติมเพิ่ม … ระบบสกุลเงินที่เรารู้จักหายไป ระบบเวลาเข้ามาแทนที่ การจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ตามต้องใช้เวลาของเรา นั่นหมายความว่าหากเราจับจ่ายฟุ่มเฟือยก็เท่ากับเวลาชีวิตของเราเหลือน้อยลง ต้องทำงานหาเวลามาเพิ่มให้กับตัวเอง

imageผมเขียนถึงเรื่อง In Time นี่เพราะคิดว่ามันมีเรื่องให้ชวนคิดเยอะครับ เอาแค่แง่คิดที่ได้จากเรื่องก็คือ “เราจะใช้เวลาที่เหลือของเราอย่างไร” ซึ่งเป็นแง่คิดที่ภาพยนตร์หลายๆ เรื่องได้พยายามสื่อให้เห็นมาแล้ว (และเรื่องที่ผมชอบที่สุดก็คือ “ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด ที่ สัญญา คุณากร แสดงนำ) แต่ In Time ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอีก เพราะในขณะที่ “ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด” แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่อาจจะเกิดได้ หากได้รับรู้ว่าจะมีเวลาเหลืออยู่ในโลกนี้ได้อีกเพียง 1 วัน ในเรื่อง In Time นั้นความรู้สึกของ “พรุ่งนี้คือวันสุดท้าย” มันมาพบกับคนส่วนใหญ่ทุกๆ วัน … เมื่อคนรวยนั้นมีเวลาเหลือล้นจนแทบจะเรียกว่าเป็นอมตะ แต่คนจนนั้นต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันเพื่อมีชีวิตอยู่ไปวันๆ (แบบวันต่อวันจริงๆ เพราะหากหาเวลามาต่ออายุไม่ได้ก็ต้องตาย)

 

เมื่อคนเราหมดอาลัยตายอยาก Learned Helplessness

In Time สื่อให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า Learned Helplessness ได้ค่อนข้างชัดเจนมากครับ ลองคิดดูว่าเมื่อชีวิตของเราถูกกำหนดชัดเจนให้เริ่มก้าวสู่การนับถอยหลังสู่ความตายเมื่ออายุครบ 25 ปี ตามปกติแล้ว คนเราย่อมยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองสามารถมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้แม้จะอีกเล็กน้อยก็ตาม แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าประชากรโลกในยุคของ In Time นี้ กลับไม่แสดงออกถึงความรุนแรง ไม่มีการปล้นฆ่ากันชัดเจน แม้ว่าในภาพยนตร์จะมีกลุ่มคนที่เรียกว่า Minute Man ที่เป็นที่เกรงกลัวของคนในชุมชนเดย์ตั้น เพราะพวกนี้จะมาปล้นเอาเวลาของคนอื่นๆ ไป แต่แม้จะเลวแค่ไหน คนกลุ่มนี้ก็ไม่กล้าไปปล้นแแบบเด่นชัด เพราะเกรงกลัวผู้รักษาเวลา หรือที่เรียกว่า ไทม์คีปเปอร์ นั่นเอง

ผู้คนส่วนใหญ่จะจำใจรับสภาพ และรับรู้แต่เพียงว่าการจะมีชีวิตต่อไปได้อีกนั้นทำได้แค่ทำงานงกๆ ไป เพื่อแลกกับเวลาตามแต่ว่าพวกคนรวยเจ้าของกิจการทั้งหลายจะให้ … เมื่อไหร่คนรวยรู้สึกว่าอยากได้เวลาเพิ่ม ก็แค่มาเพิ่มค่าครองชีพ (ขึ้นราคาอาหารและระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ) ก็เรียบร้อย คนจนๆ ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตารับสภาพต่อไป

imageและนั่นแหละครับ คือ ปรากฏการณ์หมดอาลัยตายอยาก หรือ Learned Helplessness คือ เมื่อคนเรารู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ทำพฤติกรรมแบบที่เรียกว่าไม่มีอะไรที่จะช่วยพวกเขาได้อีกแล้วในโลกนี้ ต่อให้มีโอกาสที่จะช่วยให้ตัวเองรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้ พวกเขาก็จะไม่ดิ้นรนทำอะไร … นักจิตวิทยาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยนำสุนัขมาขังเอาไว้ในกรง ไม่ให้หนีไปไหนได้ แล้วทำการช็อตไฟฟ้าอ่อนๆ ให้รู้สึกเจ็บปวด … แรกๆ สุนัขก็จะมีพฤติกรรมพยายามจะหนีออกจากกรงให้ได้ แต่เมื่อผ่านไปนานเข้า มันก็จะเรียนรู้ว่าทำอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ และสุดท้ายก็จะนอนนิ่งๆ ยอมให้กระแสไฟฟ้าช็อตไปแต่โดยดี

image

ปรากฏการณ์ Learned Helplessness แสดงให้เห็นชัดอีกครั้งในเรื่อง In Time ตอนที่พวก Minute Man มาตามล่าพระเอก โดยพยายามคาดคั้นความจริงจากพวกคนในชุมชนเดย์ตั้น โดยพวกนั้นเอาปืนจ่อคนเอาไว้ ใครที่ไม่ยอมให้ข้อมูลก็จะถูกดูดเวลาไป (วิธีการถ่ายเวลาจากคนนึงไปอีกคนนึงง่ายมาก แค่จับข้อมือเอาไว้แล้วบิดก็เท่านั้นเอง)

ตรงจุดนี้หากไม่มีปรากฏการณ์ Learned Helplessness ละก็ เมื่อเจอเหตุการณ์ที่คุกคามชีวิตขนาดนี้ แบบว่าสู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย คนส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะสู้เอาไว้ก่อน แต่ด้วยความที่คนพวกนี้ก็เจอกับสภาพที่ต้องมีชีวิตไปเพียงวันๆ สุดท้ายก็เลยทำให้พวกเขาไม่ขัดขืนอะไร

 

Learned Optimism วิถีที่ วิล ซาลัส เลือก

imageMartin Seligman เป็นนักจิตวิทยาที่เสนอเรื่อง Learned Helplessness ในปี ค.ศ. 1967 ครับ แต่ราวๆ 20 ปีให้หลังเขากลับมีมุมมองใหม่เกี่ยวกับความรู้ด้านจิตวิทยา คือ ทำไมต้องศึกษาในเรื่องทางลบ ทำไมต้องรอให้เกิดปัญหาทางจิตแล้วจึงค่อยรักษา ทำไมไม่ศึกษาในเรื่องทางบวก เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ล่ะ?!? และนั่นเลยกลายมาเป็นแนวคิด Learned Optimism ในปี ค.ศ. 1990 ครับ

คำว่า Optimism ในภาษาไทยเราแปลว่า มองโลกในแง่ดี ครับ ในความรู้สึกของคนทั่วไปมันเป็นคำที่มีความหมายง่ายๆ แต่ในทางจิตวิทยานั้น มันเป็นเรื่องของสไตล์ในการอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า Explanatory Style ครับ กล่าวคือดูที่ 3P ครับ ได้แก่ การมองเหตุที่มาของเหตุการณ์ (Personalization), ความคงทนหรและความถี่ของการเกิดเหตุการณ์ (Permanance) และ การขยายไปสู่เรื่องอื่นๆ ในชีวิต (Pervasiveness)

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ดีๆ ขึ้นกับตนนั้น คนที่มองโลกในแง่ดีจะ…

  • มองว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะเป็นผลจากสิ่งที่ตนเองทำ (Personalization)
  • มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะอยู่ยาวนาน และเกิดขึ้นได้อีก (Permanance)
  • มองว่าเหตุการณ์ดีๆ นี้จะนำไปสู่เหตุการณ์ดีๆ อย่างอื่นอีก (Pervasiveness)

และเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีขึ้นกับตนนั้น คนที่มองโลกในแง่ดีจะ…

  • มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีต้นเหตุมาจากตนเอง (Personalization)
  • มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ (Permanance)
  • มองว่าเหตุการณ์ที่แย่ๆ เหล่านี้จะไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิตในด้านอื่นๆ (Pervasiveness)

imageพระเอกในเรื่อง In Time นั้นเข้าข่ายมองโลกในแง่ดีครับ แม้ว่าในเรื่องจะไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่จากที่เห็นในเนื้อเรื่องนั้น เขาได้แสดงพฤติกรรมบอกเป็นนัยๆ แล้วครับ เช่น

  • เขามองว่าสิ่งที่ตัวเขาและคนอื่นๆ ต้องเผชิญอยู่ มันเป็นผลมาจากคนอื่น (พวกคนรวยๆ พวกนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง)
  • เขาไม่เคยคิดว่าตัวเขาจะต้องมีชีวิตอยู่แบบนี้ไปตลอด และเขาสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง
  • เขาไม่ได้มองว่าการมีชีวิตแบบวันต่อวันมันเป็นเรื่องที่แย่อะไร เหมือนที่เขามักพูดประจำว่า “เวลาหนึ่งวัน ทำอะไรได้ตั้งเยอะ”

imageอย่างที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้แล้วว่าหากเราปล่อยให้ตนเองไปถึงจุดที่เรียกว่า Learned Helplessness ละก็ ไม่ว่าจะมีโอกาสใดผ่านเข้ามาในชีวิตอีก มันก็ยากที่จะไปไขว่คว้าโอกาสนั้นเอาไว้ได้ ดังนั้นเราจึงควรดำรงตนให้มองโลกในแง่มุมทางบวกเข้าไว้ แน่นอนว่าเราคงจะไม่สามารถมองทุกอย่างเป็นแง่มุมทางบวกได้ทั้งหมดหรอกครับ แต่ก็อยากให้พยายามมองในแง่มุมทางบวกเข้าไว้

เหมือนกรณีของการมองน้ำในแก้ว … เราจะเลือกมองได้ว่ามีน้ำเหลือแค่ครึ่งแก้ว หรือมีน้ำเหลือตั้งครึ่งแก้ว หรือหากใครฝึกตนเองจนมองโลกในแง่ดีได้สุดๆ ก็คงจะได้แบบรูปทางซ้ายมือนี่แหละครับ … ในแก้วหนึ่งใบมีน้ำครึ่งแก้วและมีอากาศอีกครึ่งแก้ว ดังนั้นโดยทางเทคนิคแล้ว เท่ากับว่าแก้วใบนี้เต็มตลอดเวลา (เต็มไปด้วยน้ำและอากาศนั่นเอง)

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: