เลือก Tablet อย่างไรให้ถูกจริตเรา

image

พอน้ำท่วมก็เลยไม่ได้มีโอกาสไปหาแบรนด์ต่างๆ เพื่อขอไอเท็มใหม่ๆ มารีวิวเลยแฮะ วันนี้ผมเลยออกแนวๆ ไม่มีอะไรจะเขียน แต่สุดท้ายผมก็หาเรื่องเขียนได้ โดยอาศัยแนวคิดจากบล็อกตอนเมื่อวานของผมนั่นแหละ อิอิ ตอนนี้ Tablet ก็ถือเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่หลายๆ คนกำลังมองหามาใช้งาน หลังกระแสเห่อมาแรงมาก หลายๆ คนลังเลระหว่างซื้อ Notebook/Netbook กับ Tablet กันเลยทีเดียว คำถามว่า “จะซื้ออะไรดี” เป็นคำถามที่ผมได้รับบ่อยมาก ทั้งถามกันซึ่งๆ หน้า หรือโทรศัพท์มาถาม คำตอบของผมต่อคำถามนั้นง่ายมาก เพราะผมมักจะพูดอยู่เสมอว่ามันไม่มีตัวไหนดีที่สุดหรอก มันมีแต่ตัวที่ถูกจริตเราที่สุด ดังนั้นที่เราควรจะซื้อคือ Tablet ที่ถูกจริตของเรานั่นเอง

 

imageไม่มีสเปกใดในโลกที่ดีที่สุด

คำกล่าวของพวกฝรั่งมังค่า เขียนไว้เท่ห์ๆ ว่า “Nobody is perfect” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “ไม่มีใครในโลกนี้สมบูรณ์แบบ” จริงๆ แล้วมันหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้นั่นแหละครับ และฉันใดก็ฉันนั้น ไม่มี Tablet ใดที่มีสเปกเทพ ดีที่สุดในโลกหรอก … iPad 2 แม้จะมี CPU แบบ Dual-core ความเร็วปรี๊ด มี App ให้เลือกเยอะแยะมากมาย พะยี่ห้อ Apple แต่มันก็มีกล้องหลังที่ความละเอียดแค่ 9 แสนพิกเซล และ ระบบปฏิบัติการ iOS ก็ไม่รองรับ Flash Player ฯลฯ ส่วน Android นั้น สเปกก็หลากหลายเกิน App มีเยอะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดาวน์โหลดมาเล่นกันได้ทุกยี่ห้อ ฯลฯ

คือ ถ้าจะจับผิดอ่ะ มันก็มีจุดให้ติเยอะแยะตาแป๊ะไก่ไปหมด แล้วสุดท้ายก็เลือกไม่ตกว่าจะซื้อยี่ห้ออะไรดี … “ระหว่าง iPad 2 กับ Samsung Galaxy Tab 10.1 จะเลือกตัวไหนดี” เป็นประโยคที่ผมได้ยินบ่อยมากๆ

 

imageรู้จักจริตของตัวเอง

คำว่าจริต ในทางพระพุทธศาสนาให้ความหมายไว้ว่า ความประพฤติ, พื้นเพ, นิสัยใจคือ … มีการแบ่งเอาไว้เป็น 6 แบบ แต่ผมไม่ได้กะว่าจะลงลึกไปขนาดนั้น แต่อยากให้คำนิยามกับคำว่า จริต ซะก่อน เพราะเผื่อบางท่านไม่ทราบ

ครับ ก่อนที่จะซื้ออะไร เราควรรู้ก่อนว่าตัวเรานั้นมีพื้นเพยังไง นิสัยของเราเป็นแบบไหน คาดว่าจะมีพฤติกรรมในการใช้งานอุปกรณ์อย่าง Tablet นี้ยังไง ตรงนี้สำคัญมาก เพราะหากเราอยากได้ Tablet ที่ใช้แล้วมีประสบการณ์ที่ดี สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างสูงสุด ในราคาที่ไม่เวอร์เกินไป อย่างน้อยที่สุด เราต้องเลือกซื้อ Tablet ที่มีฟีเจอร์ทุกอย่างที่ Need to Have (แปลเป็นไทย ขอแปลว่า “ไม่มีไม่ได้”) ไม่ใช่มีแต่ Nice to Have (แปลเป็นไทย ขอแปลว่า “ไม่มีก็ไม่ตาย”)

ตอบตัวเองก่อนว่า อยากซื้อ Tablet มาทำอะไร ห้ามตอบว่ามาทำทุกอย่าง … ลองนึกๆ ดูว่าหลักๆ แล้ว ซัก 3-4 พฤติกรรมที่เราจะซื้อ Tablet มาเพื่อใช้งานมีอะไรบ้าง ไล่จากสิ่งที่คาดว่าจะทำบ่อยจากมากไปหาน้อย … ลองเอาตารางด้านล่างนี่ไปหาคำตอบให้กับตัวเองดู

 

image

 

ณ ตอนนี้ ระบบปฏิบัติการหลักๆ ของ Tablet ก็มี iOS (iPad) กับ Android ครับ การตอบคำถามข้างต้น จะช่วยให้เราสามารถตอบตัวเองได้ว่า เราจะซื้อ iPAd ดี หรือ Android Tablet ดี … อย่างไรก็ดี ขอออกตัวก่อนว่า ตารางด้านบนนั้นไม่ใช่ทุกคำถามที่คุณควรจะต้องตอบนะครับ อาจมีอย่างอื่นอีก อยากให้ลิสต์รายการมา

  • หัวข้อที่ 1, 2, 3, 5, 7, 11 และ 12 เนี่ย จะเลือกเป็น iOS หรือ Android ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการนี้สามารถทำงานเหล่านี้ได้ดีอยู่แล้ว
  • หัวข้อที่ 4 และ 6 นั้น Android จะทำได้ดีกว่า เพราะรองรับ Flash Player ครับ อันนี้ iOS หมดสิทธิ์โดยเกือบจะสิ้นเชิง
  • หัวข้อที่ 10 และ 13 นั้น Android จะทำได้ค่อนข้างดีกว่า เพราะสำหรับข้อ 10 นั้น กล้องดิจิตอลของ Android Tablet หลายๆ ยี่ห้อ หลายๆ รุ่น มีความละเอียดมากกว่า iPad 2 มาก (จริงๆ ต้องบอกว่า iPad 2 มีความละเอียดของกล้องดิจิตอลต่ำไป ส่วนข้อ 13 นี่ Android หลายๆ ยี่ห้อ (เช่น Samsung หรือ Acer) ก็รองรับการเสียบ USB Flash Drive ครับ
  • หัวข้อที่ 8 และ 9 นั้น iOS ทำได้ดีกว่า Android ค่อนข้างมาก เพราะมีตัวเลือก App เยอะกว่าใน App Store และเพราะว่าการทำรายได้จาก App Store ทำได้ดีกว่า Android Market เลยทำให้คุณภาพของ App และเกมดีกว่าตามไปด้วย
  • หัวข้อที่ 14 และ 15 iOS ก็ทำได้ดีกว่า Android ครับ แต่ต้องเสียเงินซื้อโปรแกรมชุด iWorks มานะ (Pages แทน Microsoft Word, Numbers แทน Microsoft Excel และ Keynote แทน Microsoft PowerPoint) การเชื่อมต่อกับโปรเจ็คเตอร์ผ่านทางพอร์ต VGA นี่ iPad ทำได้ แต่ Android Tablet ยังไม่มีพอร์ตรองรับ

ถ้าเกิดตอบคำถามแล้ว มันลงเอยที่ระบบปฏิบัติการ iOS เราก็ไม่ต้องเลือกอะไรมากมายแล้วใช่ไหมล่ะครับ เพราะมันก็มีแค่ iPad ให้เลือกนั่นแหละ และไม่ต้องถามว่า iPad 1 หรือ iPad 2 ดี เพราะผมอยากบอกว่าเลือก iPad 2 เถิด (เดี๋ยวนี้ iPad 1 ก็หาซื้อยากแล้วด้วย)

แต่ถ้าคำตอบที่ได้ มันลงเอยที่ระบบปฏิบัติการ Android ก็จะต้องมาคิดต่อว่า งบประมาณมีราวๆ เท่าไหร่ ต้องการหน้าจอขนาดไหน และทำใจได้หรือเปล่าหากมันจะหนัก แม้จะเป็นคำถามเพิ่มเติมอีกตั้งหลายอย่าง แต่คำถามพวกนี้แค่ดูสเปกเฉยๆ ก็ได้คำตอบแล้วครับ

 

เผื่อใครอยากให้ลงละเอียด … หน้าจอหลากหลายขนาด ก็เหมาะสมแตกต่างกันไป

 

image

 

ผมเคยเขียนไว้แล้วในรีวิวปิดฉาก Galaxy Tab 8.9 แต่ขอเอามาย้ำอีกทีดังนี้

  • 7 นิ้ว เหมาะกับการพกพาไปไหนมาไหน แม้แต่สุภาพสตรีก็ใส่กระเป๋าถือได้สะดวกอยู่ และแน่นอนว่าส่วนใหญ่ขนาดเล็ก ก็จะมีน้ำหนักเบาลงด้วย
  • 8.9 นิ้ว เหมาะกับการเสพสื่อที่สุดในบรรดา 3 ขนาด ถือมือเดียวไม่หนักเกินไป แต่พกใส่กระเป๋าถือของผู้หญิงไม่สะดวกเท่าไหร่ เหมาะกับการพกใส่กระเป๋าใบใหญ่ๆ หน่อยมากกว่า
  • 10.1 นิ้ว เหมาะอย่างยิ่งกับการเสพสื่อแบบ นั่งอยู่กับที่ชิลๆ เช่นอยู่ที่บ้าน บนโซฟา บนเตียง หรือบนเบาะหลังรถให้คนขับขับรถไป (ไฮโซว่ะ) แต่บอกตรงๆ ด้วยความเห็นส่วนตัว ว่าประสบการณ์ในการเสพสื่อมันไม่แตกต่างจาก 8.9 นิ้วเท่าไหร่หรอก

อย่างไรก็ดี ขนาด 7 นิ้ว ถึง 10 นิ้ว เนี่ย Gartner ยังเรียกว่าอยู่ในหมวด At Hand หรือ ถือไว้ในมือ อยู่นะครับ

 

imageน้ำหนักเบากับความบาง ต้องแลกมาด้วยความบึกบึน อึดถึกทน

ถ้าคุณกำลังอยากได้ Tablet แบบที่ บาง เบา อึดถึกทน คุณกำลังขอให้เกิดปาฏิหารย์อยู่ เพราะด้วยข้อจำกัดในเทคโนโลยีปัจจุบัน ผู้ผลิตต้องแลกให้ได้มาซึ่งน้ำหนักที่เบากับขนาดที่บาง ด้วยการใช้วัสดุประเภทพลาสติก และนั่นทำให้ความบึกบึน อึดถึกทน มันลดน้อยลงไป … พิจารณาพฤติกรรมการใช้งานของเราเลย เราเป็นคนถนอมของไหม เราจะนำ Tablet นี้ไปใช้ในสภาวะแวดล้อมแบบไหน จะได้คำตอบครับ

 

 

อย่าเน้นแต่ของราคาถูก ไม่อย่างนั้นถ้าประสบการณ์ใช้งานไม่ดีห้ามบ่น

ของถูกหาดีๆ ยาก ส่วน ของดีก็ไม่มีราคาถูก … โดยความเห็นส่วนตัว ของส่วนใหญ่มันก็ดีคุ้มค่าราคาของมันครับ ดังนั้นหากเราเลือกซื้อพวก Android Tablet จากจีน สนนราคาไม่กี่พันบาท ก็อย่าไปคาดหวังว่าจะลื่นปรื๊ดๆ และมีซอฟต์แวร์แจ่มๆ เหมือนกับที่เราซื้อตัวนึงเฉียดหมื่นไปนิดเดียว หรือหมื่นกว่าบาทขึ้นไปล่ะ

เรื่องราคานี่สำคัญครับ เพราะถ้าเป็นพวก iPad 2 ละก็ ราคาที่แตกต่างกัน มันก็คือความจุที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับ Android Tablet แล้ว มันมีทางเลือกเยอะกว่านั้น โดยความเห็นส่วนตัวของผม เลือกที่ระดับหมื่นต้นๆ ขึ้นไปจะดีกว่าที่จะเลือกถูกๆ ตัวละไม่กี่พัน แล้วก็มาบ่นว่า Android ห่วยครับ

 

3G+WiFi ดี หรือ WiFi-only ดี?

อันนี้ก็ต้องพิจารณาจริตของตัวเองนั่นแหละครับ ว่าปกติแล้วเราเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตหลักๆ จากไหน

  • ถ้าเราเน้นต่อเน็ตผ่าน WiFi ที่บ้าน ก็ไม่รู้จะซื้อรุ่น 3G ไปทำไมให้เปลืองใช่ไหมล่ะ?
  • ถ้าเราต้องการต่อเน็ตได้ทุกที่ ติดเน็ตชนิดขาดไม่ได้เดี๋ยวลงแดง การเลือกซื้อรุ่น 3G ก็น่าจะดีกว่า แต่ก็ต้องทำใจกับค่าใช้จ่าย Mobile Internet ที่จะเกิดขึ้นด้วย (แน่นอนว่าไม่ได้ถูกๆ)
  • ถ้าเราจำเป็นต้องต่อเน็ตได้ทุกที่ แต่เรามี iPhone 4 หรือ Android Smartphone ที่เวอร์ชัน 2.2 ขึ้นไปอยู่แล้ว อาจไม่ต้องซื้อรุ่น 3G ก็ได้ แต่ใช้แชร์เน็ตผ่าน WiFi จาก Smartphone ของเราแทน (แน่นอน มีค่าใช้จ่าย Mobile Internet ตามระเบียบ)

ก็ประมาณนี้แหละครับ หวังว่าคงช่วยในการพิจารณาตัดสินใจได้ไม่มากก็น้อยครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: