การมาของ nuffnang และผลกระทบที่มีต่อบล็อกเกอร์ไทยในสายตาของผม

Print Friendly
nuffnang logo

image_thumb2

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติจากทาง nuffnang ให้ไปเข้าร่วมงานแจกรางวัล Nuffnang Asia-Pacific Blog Awards 2011 ที่ประเทศมาเลเซีย … ก็ได้ไปเปิดหูเปิดตามากทีเดียวละครับ เพราะนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปเยือนมาเลเซีย (หลังจากคิดว่าจะไปหลายครั้งแล้วก็ไม่ได้ไปซะที) กับการได้ไปเห็นชุมชนบล็อกเกอร์ที่ใหญ่มากในระดับเอเชียแปซิฟิก … แต่งานน่ะช่างมันเถอะ สิ่งที่ผมอยากเขียนถึงมากกว่า คือเรื่องของ nuffnang (อ่านว่า นัฟแนง)

 

image_thumb6

nuffnang คืออะไร?

คำถามนี้ตอบง่ายมาก ผมขอลอกคำตอบจากเว็บไซต์ของ nuffnang มาเลย (credit รูป nuffnang.co.th) ละครับ … ในมุมมองง่ายๆ ของผม nuffnang ก็คือเอเจนซี่โฆษณา ที่เน้นการโฆษณาบนบล็อกที่เหล่าบล็อกเกอร์เขียนนั่นเอง ก็คล้ายๆ กับ Google AdSense เพียงแต่ว่ามีรูปแบบการโฆษณาให้เลือกมากกว่า และถูกพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมมากกว่า

และที่ nuffnang ทำมากกว่าการเป็นแค่เอเจนซี่โฆษณาก็คือ การพยายามเป็นสื่อกลางในการสร้างชุมชนเครือข่ายบล็อกเกอร์ให้ใหญ่ ได้มาพบปะกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน (ผมได้สัมผัสมาแล้ว ตอนที่ไปงาน Nuffnang Asia-Pacific Blog Awards 2011 นี่แหละ)

 

แล้ว nuffnang ทำแบบนี้แล้วได้อะไร?

แน่นอน ได้เงินดิ … จากการขายโฆษณาให้กับพวกแบรนด์ต่างๆ นี่แหละครับ ถ้าเทียบบล็อกเพียงบล็อกเดียวกับพวกสื่อดั้งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร มันอาจจะเทียบกันไม่ได้ แต่ถ้าลองสร้างชุมชนของบล็อกเกอร์จำนวนซัก 300 บล็อก โดยที่แต่ละบล็อกมีคนเข้าไปชม 10,000 คนต่อวัน นั่นก็คือจำนวนคนถึง 3 ล้านคนต่อวันแล้ว … อ้างอิงจากข้อมูลที่ทาง nuffnang ให้ไว้ในเว็บไซต์ของเขา ตอนนี้มีบล็อกในสังกัดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากกว่าแสนแล้ว คิดว่าจำนวนคนดูต่อวันจะมากแค่ไหนล่ะ? ชุมชนนี้เองที่สร้างอำนาจต่อรองกับแบรนด์ให้กับ nuffnang ครับ

 

คำถามต่อมาคือ แล้วบล็อกเกอร์ได้อะไรจาก nuffnang?

image_thumb8มันเหมือนกับนิทานหักธนูอ่ะ อยู่เดี่ยวๆ ก็หักได้ง่ายๆ แต่ถ้าอยู่รวมๆ กันมันก็จะหักยากขึ้นหรือหักไม่ได้เลย ฉันใดฉันนั้น ถ้าบล็อกเรามีคนเข้ามาชม (Traffic) ต่ำ แบรนด์ไหนๆ เขาก็ไม่เหลียวแลเราแน่นอน … แต่ถ้าเอา Traffic จากบล็อกยิบย่อยเหล่านี้มารวมกัน จำนวนมันก็ใช่ย่อยซะที่ไหน บล็อกมีคนเข้าแค่ 100 คนต่อวัน แต่ถ้ารวมกัน 1,000 บล็อก มันก็เป็นแสนอ่ะ นั่นคือสิ่งที่ nuffnang มอง

ผลก็คือ nuffnang ก็สามารถนำตัวเลขพวกนี้ไปเสนอขายโฆษณากับแบรนด์ได้ … บล็อกเกอร์ได้ค่าโฆษณา (แม้จะไม่มากเท่าไหร่ เพราะ Traffic ยังน้อย), แบรนด์ก็ได้โฆษณาออกไปยังผู้ชมจำนวนไม่น้อย ส่วน nuffnang … แน่นอน ได้เงินเช่นกัน … win-win-win สินะ

ถ้าเป็นบล็อกเกอร์ที่คนมาดูเยอะๆ หน่อย เดือนนึงๆ ก็มีรายได้อักโขอยู่นะ

ว่ากันว่า nuffnang มีโฆษณาอยู่ 3 แบบ (ถ้าผมเข้าใจผิด แล้ว nuffies ท่านใดมาเห็นเข้า กรุณาช่วย comment แก้ให้ด้วยนะ) คือ

  • CPC เป็นแบบคลิกโฆษณาแล้วได้เงิน อารมณ์ AdSense นั่นแหละ
  • CPM เป็นแบบที่แบรนด์จะเลือกว่าจะโฆษณาบนหน้าบล็อกไหน แล้วบล็อกเกอร์จะได้เงินจากการโชว์โฆษณานั้น คลิกไม่คลิกไม่เป็นไร อารมณ์แบนเนอร์นั่นเอง
  • Advertorial เป็นแบบบทความโฆษณาอ่ะ อันนี้จ่ายงามสุดครับ

นอกจากรายได้แล้ว nuffnang ก็ยังช่วยต่อรองแบรนด์เพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการมารีวิวด้วยก็ได้นะ แบบนี้บล็อกเกอร์รายยิบย่อยก็จะได้พอมีโอกาสได้ก้าวขึ้นมาบ้าง เพราะปกติแล้วหากให้ติดต่อกันเอง แบรนด์หรือเอเจนซี่อื่นๆ มักจะมองตัวเบ้งๆ ก่อน

 

เดี๋ยวจะหาว่าผมอวย nuffnang … แล้วผมมองว่ามันจะมีด้านลบอะไรไหม?

image_thumb10มาเข้าแนววิชาการหน่อย … นักจิตวิทยานั้นเชื่อว่าคนเราทุกคนชอบระบุเหตุแห่งพฤติกรรม (Attribution) นั่นก็คือ เมื่อเรามีพฤติกรรมอะไรไป เราก็จะพยายามหาเหตุผลว่า เราทำไปเพราะอะไร … เราเขียนบล็อกไปเพื่ออะไร เพื่อความสนุก? เพราะใจรัก? อยากให้ความรู้แก่คนอื่นๆ? อยากแบ่งปันประสบการณ์? ฯลฯ

การเข้ามาของโอกาสในการหารายได้อาจทำให้การระบุเหตุแห่งพฤติกรรมของการเขียนบล็อกของบล็อกเกอร์หลายๆ คนเปลี่ยนไป จากเดิมที่เขียนแบบมี Passion ทำเพราะใจรัก อยากให้ความรู้ อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ … กลายมาเป็นทำเพื่อให้คนเข้ามาดูเยอะๆ จะได้ค่าโฆษณาเยอะๆ

ปรากฏการณ์ที่แรงจูงใจเพื่อหวังรางวัลภายนอก (เช่น เงินหรืออามิสสินจ้างอื่นๆ) มาทำให้แรงจูงใจในการมีพฤติกรรมน้อยลงแบบนี้ ทางจิตวิทยาเรียกว่า Overjustification Effect ครับ … การอธิบายปรากฏการณ์นี้ ผมขอยกตัวอย่างเรื่องเล่าจากหนังสือ “ทำอย่างไรให้เขายอม” ของ รศ.ดร. สิทธิโชค วรานุสันติกูล อาจารย์ที่เคารพของผม … ผมไม่ได้คัดลอกมาเป๊ะๆ นะครับ แค่สรุปความให้ได้อ่านกันพอ

ชายแก่คนหนึ่ง วัยก็พ้นเกษียณมาหลายปีดีดักแล้ว อาศัยอยู่ในบ้านย่านชานเมืองหวังว่าจะใช้บั้นปลายของชีวิตอย่างสงบสุขที่นี่ ทว่าปัญหาของเขาก็คือ เด็กเล็กเด็กน้อยจำนวนไม่น้อย อาศัยหน้าบ้านของเขาเป็นที่เล่น ส่งเสียงกันเจี๊ยวจ๊าวหนวกหู จะไล่อย่างไรก็ไม่ไป จะทำอะไรรุนแรงไปก็ไม่ถูกไม่ควร

จนกระทั่งชายแก่เกิดไอเดียแปลกๆ ขึ้นมา วันหนึ่งเขาได้เรียกเด็กๆ พวกนี้เข้าไปหาอย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งให้เงินคนละ 20 บาท แล้วบอกว่าพรุ่งนี้ก็อย่าลืมมาเล่นเอะอะที่นี่กันอีกนะ … เด็กๆ รับเงินไปอย่างงุนงง แต่ก็สัญญาว่าพวกเขาจะกลับมาเล่นที่นี่อีกในวันต่อมา

ชายแก่ทำแบบนี้ไปได้พักใหญ่ๆ (ก็หลายวันอยู่) แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาก็เรียกเด็กๆ เข้ามาหาอย่างเคย แต่คราวนี้เขาไม่ได้ให้เงินแล้ว เพียงแต่ขอบคุณที่เด็กๆ ทั้งหลายมาเล่นที่หน้าบ้านเขา และบอกว่าพรุ่งนี้ก็อย่าลืมมาเล่นอีกนะ … เด็กๆ พูดพร้อมกันว่า “ไม่เอาแล้ว ไม่ได้เงิน 20 บาทไม่มาเล่นหรอก ไม่คุ้มเหนื่อย”

ด้วยอุบายอันแยบยลนี้ก็ทำให้เด็กๆ เลิกมาเล่นส่งเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวที่หน้าบ้านชายแก่อีก

เห็นภาพชัดเจนไหมครับ? นี่คือสิ่งที่ผมเกรงว่าจะเกิดขึ้นกับบล็อกเกอร์ เมื่อมีโอกาสในการทำเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อเราเขียนบล็อกเพื่อเงินแล้วมันอาจเกิด

  • image_thumb12โอกาสที่คุณภาพของเนื้อหาในบล็อกจะลดน้อยถอยลงไปบ้างก็อาจมี เพราะ Passion ที่มีให้แต่เดิมมันลดน้อยถอยลงไปแล้ว
  • การแบ่งปันเนื้อหาให้เว็บไซต์อื่นๆ (เมื่อมีการขอมา) ก็อาจจะน้อยลง เพราะบล็อกเกอร์ต้องการให้ผู้เข้าชมมาชมที่เว็บของตนให้มากๆ
  • ที่สุดคือ เมื่อโอกาสในการสร้างรายได้นั้นหมดไป อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่าการเขียนบล็อกนั้นมันไม่คุ้มเหนื่อยเอาเสียเลย แล้วพาลจะเลิกเขียนไปด้วย
  • บล็อกเกอร์หน้าใหม่ที่จะก้าวเข้ามาสู่วงการ ก็อาจมองเรื่องการทำเงินเป็นเป้าหมายสำคัญอีก
  • การละเมิดลิขสิทธิ์ในเนื้อหาของบล็อกก็อาจจะเพิ่มขึ้น เพราะมันคือวิธีการที่เร็วที่สุดในการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจในเว็บ และเรียก Traffic เข้ามา

โดยความเห็นส่วนตัว ผมมองว่าการมาของ nuffnang ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม มีทั้งด้านดีที่เป็นคุณต่อบล็อกเกอร์ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ และในขณะเดียวกันมันก็มีด้านที่เป็นโทษด้วยเช่นกัน … ประเด็นสำคัญคือ บล็อกเกอร์และแบรนด์ในเมืองไทยจะตอบสนองต่อการมาของ nuffnang อย่างไร และต้องดูว่า nuffnang จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่ผมพูดถึงไปในข้างต้น เพราะปัญหาเหล่านี้จะทำให้คุณภาพของบล็อกเกอร์ลดลง และท้ายที่สุดมันก็จะไปกระทบต่อธุรกิจของ nuffnang เอง

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ มีความเห็นอย่างไรกันบ้าง ลองแบ่งปันกันดูหน่อยครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: